5 ต.ค. เวลา 00:37 • ธุรกิจ

🏭 ผลิตมากขึ้น ไม่ได้แปลว่ากำไรมากขึ้น

ลองนึกถึงโรงงานแห่งหนึ่งที่สามารถผลิตสินค้าได้วันละ 10,000 ชิ้น แต่วันนี้ผลิตเพียง 8,000 ชิ้น ทั้งที่เครื่องจักรยังเดินต่อได้ พนักงานยังอยู่ และโรงงานก็มีกำลังการผลิตเหลือ
ถ้ามองเผิน ๆ อีก 2,000 ชิ้นที่ไม่ได้ผลิตอาจดูเหมือนโอกาสที่เสียไป เพราะลงทุนซื้อเครื่องจักรมาแล้ว จ่ายค่าเช่าโรงงานแล้ว และมีพนักงานอยู่แล้ว การผลิตให้มากขึ้นก็น่าจะช่วยให้ขายได้มากขึ้นและมีกำไรมากขึ้น
ในช่วงแรก เรื่องนี้อาจเป็นจริง เพราะเมื่อผลิตมากขึ้น ต้นทุนอย่างค่าเช่า ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร หรือเงินเดือนพนักงานประจำสามารถเฉลี่ยไปบนสินค้าจำนวนมากขึ้น ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นลดลง นี่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า Economies of Scale
แต่ถ้าการผลิตมากขึ้นช่วยลดต้นทุน ทำไมบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพการผลิตอย่าง Toyota จึงให้ความสำคัญกับการ “ไม่ผลิตมากเกินไป”?
🚗 Toyota กับแนวคิดที่ว่า ผลิตได้ไม่ได้แปลว่าควรผลิต
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ Toyota Production System คือ Just-in-Time หรือการผลิตสิ่งที่จำเป็น ในเวลาที่จำเป็น และในปริมาณที่จำเป็น เพราะสำหรับ Toyota การผลิตสินค้ามากเกินความต้องการ หรือ Overproduction ถือเป็นความสูญเปล่ารูปแบบหนึ่ง
สินค้าที่ผลิตออกมาแล้วแต่ยังขายไม่ได้ต้องใช้เงินซื้อวัตถุดิบ ใช้แรงงาน ใช้พื้นที่จัดเก็บ และมีค่าใช้จ่ายในการบริหาร นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่สินค้าจะเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือขายไม่ได้ตามราคาที่คาดไว้
ดังนั้น การเดินเครื่องจักรเต็มกำลังอาจทำให้ผลิตสินค้าได้มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างกำไรได้มากขึ้นเสมอไป เพราะสิ่งสำคัญคือสินค้าที่ผลิตออกมามีคนซื้อหรือไม่
📈 ทำไมสินค้า 100 ชิ้นที่ผลิตเพิ่ม ถึงอาจแพงกว่าเดิม?
ลองกลับมาที่โรงงานเดิม ในช่วงที่เครื่องจักรและพนักงานยังมีเวลาว่าง การผลิตเพิ่มอีกเล็กน้อยอาจทำได้โดยแทบไม่ต้องเพิ่มทรัพยากรมากนัก แต่เมื่อโรงงานเริ่มทำงานใกล้เต็มกำลัง การผลิตเพิ่มอาจต้องให้พนักงานทำ OT เพิ่มกะการผลิต จ้างผู้ผลิตภายนอก เพิ่มรอบขนส่ง หรือซ่อมบำรุงเครื่องจักรถี่ขึ้น ขณะที่คลังสินค้าและฝ่ายตรวจสอบคุณภาพก็ต้องทำงานหนักขึ้นตามไปด้วย
สินค้าที่ผลิตเพิ่มในช่วงแรกกับสินค้าที่ผลิตเพิ่มในช่วงที่โรงงานเกือบเต็มกำลัง จึงอาจมีต้นทุนไม่เท่ากัน เราเรียกต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการผลิตเพิ่มว่า Marginal Cost
ดังนั้น เวลาตัดสินใจว่าจะผลิตเพิ่มหรือไม่ ธุรกิจจึงต้องมองมากกว่าต้นทุนเฉลี่ยที่ผ่านมา และดูด้วยว่า “ถ้าเราผลิตเพิ่มจากวันนี้ ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร?”
📦 ยิ่งผลิตมาก ยิ่งต้องใช้เงินมาก
ก่อนสินค้าหนึ่งชิ้นจะกลายเป็นเงินสด ธุรกิจต้องซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าแรง ผลิตสินค้า เก็บสินค้า ส่งให้ลูกค้า และบางครั้งยังต้องรออีกระยะกว่าจะได้รับเงิน ยิ่งผลิตสินค้าไว้มาก เงินของธุรกิจก็ยิ่งถูกผูกอยู่กับสินค้าเหล่านั้นมากขึ้น ทำให้บางช่วงธุรกิจมียอดขายเพิ่มและมีกำไรทางบัญชี แต่เงินสดกลับตึงตัวขึ้น เพราะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนมากขึ้นเพื่อซื้อวัตถุดิบ ถือ Inventory และรองรับการขายที่เพิ่มขึ้น
หากธุรกิจผลิตสินค้ามากกว่าที่ตลาดต้องการ เงินจำนวนหนึ่งก็จะถูกผูกอยู่กับสินค้าที่รอขายนานขึ้น
ก่อนเพิ่มกำลังการผลิต ธุรกิจต้องมองว่า “การผลิตในระดับใดสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด?”เพราะการผลิตให้มากที่สุด อาจไม่ใช่การผลิตที่ทำกำไรได้ดีที่สุดเสมอไป
.
เรื่องและภาพ: ทักษิณ แซ่เตียว Economist, Bnomics
════════════════
Making Economic Easy for Everyone
เปลี่ยนเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน
════════════════
#รู้หรือไม่ #OptimalOutput #BusinessStrategy #ธนาคารกรุงเทพ #Bnomics #BBL #BangkokBank
โฆษณา