•
5 ต.ค. เวลา 01:32 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

ค่ายโลกันต์ พันโลกีย์ (The Bamboo House of Dolls, 1973) มนุษย์จะกลายเป็นปีศาจได้ขนาดไหนเมื่อมีอำนาจในมือ เมื่อความคลั่งของ “กุ้ยจื้อหง” ผลักหนังฮ่องกงไปสุดขอบความแรง

หาก จางเชอะ คือ ผู้กำกับที่มองความรุนแรงผ่านสายตาของ "วีรบุรุษ" ผู้สรรค์สร้างโลกแห่งลูกผู้ชาย เลือด ศักดิ์ศรี และการพลีชีพอย่างสมเกียรติในโลกภาพยนตร์กำลังภายใน
ผู้กำกับกุ้ยจื้อหง กลับเลือกยืนอยู่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง เขามองความรุนแรงผ่านมุมของ "มนุษย์ธรรมดา" ที่ถูกบดขยี้ ผลักไส และดิ่งลึกลงสู่วังวนด้านมืดของชีวิต โลกในภาพยนตร์ของกุ้ยจื้อหงไม่มีคำว่าเกียรติยศ ไม่มีวีรบุรุษขี่ม้าขาว มีเพียงอาชญากรรม สัญชาตญาณดิบ ความโลภ ความวิปริต และโครงสร้างสังคมที่กัดกร่อนความเป็นมนุษย์จนไม่เหลือชิ้นดี
ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ฮ่องกงทศวรรษ 1970 มีคนทำหนังเพียงไม่กี่คนที่กล้าผลักเพดานความรุนแรง ความมืดมน และความวิปริตของจิตใจคนไปไกลเท่ากุ้ยจื้อหง และหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่เผยธาตุแท้และสไตล์อันไร้ความประนีประนอมของเขาได้เด่นชัดที่สุด ก็คือ ค่ายโลกันต์ พันโลกีย์ (The Bamboo House of Dolls, 1973) ภาพยนตร์แนวค่ายกักกันหญิง (Women in Prison) ของค่ายชอว์บราเดอร์ส ที่ไม่เพียงกวาดรายได้อย่างถล่มทลาย แต่ยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฉายา "ผู้กำกับสุดขั้ว" ที่สั่นสะเทือนวงการหนังฮ่องกงไปตลอดกาล
บริบทประวัติศาสตร์: ยุค “หมัดและหมอน” ก่อนกำเนิด Category III
การจะทำความเข้าใจว่าทำไมหนังอย่าง The Bamboo House of Dolls จึงเกิดขึ้นและผ่านการฉายมาได้ จำเป็นต้องย้อนมองบรรยากาศของเกาะฮ่องกงในยุคทศวรรษ 1970 ภายใต้การปกครองของรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษ
ในเวลานั้น ฮ่องกงตั้งอยู่ท่ามกลางสมรภูมิสงครามเย็นและความตึงเครียดทางอุดมการณ์ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน และชาติตะวันตก กองเซ็นเซอร์ของอังกฤษจึงมุ่งเป้าความเข้มงวดไปที่ "เนื้อหาทางการเมือง" เป็นอันดับแรก หากหนังเรื่องใดส่อเค้าปลุกระดมหรือกระทบกระเทือนความมั่นคงจะถูกสั่งระงับทันที แต่ในทางกลับกัน เนื้อหาเกี่ยวกับ เลือด ความรุนแรง เรื่องเพศ กามารมณ์ และความสยองขวัญ กลับมีพื้นที่ให้โลดแล่นอย่างอิสระน่าประหลาด
สภาวะดังกล่าวได้ผลักดันให้วงการหนังฮ่องกงก้าวเข้าสู่ยุคที่ถูกขนานนามว่า “ยุคหมัดและหมอน” (Fists and Pillows)
“หมัด” คือตัวแทนของหนังกังฟู เลือดสาด การต่อสู้ล้างแค้นอันดุเดือด
“หมอน” คือตัวแทนของหนังอีโรติก หวือหวา ขายเสน่ห์เรือนร่างและตัณหาราคะ
เมื่อสตูดิโอยักษ์ใหญ่อย่างชอว์บราเดอร์สต้องเอาตัวรอดจากการแข่งขันเชิงพาณิชย์ จึงนำสองสิ่งนี้มาผสมผสานเพื่อดึงดูดผู้ชมกลุ่มใหญ่ ประกอบกับในยุคนั้น ฮ่องกงยังไม่มีระบบแบ่งระดับภาพยนตร์ (Rating System) การตรวจพิจารณาภาพยนตร์มีเพียง 3 ทางเลือก คือ ผ่าน, ถูกตัดบางฉาก, หรือสั่งแบน ไม่มีระบบคัดกรองว่าเรื่องใดเหมาะกับผู้ใหญ่หรือเยาวชน
ช่องว่างเชิงโครงสร้างนี้กลายเป็นลานประลองที่เปิดทางให้ผู้กำกับที่มีสายตากบฏอย่างกุ้ยจื้อหง ได้ก้าวขึ้นมาท้าทายขนบเดิมอย่างเต็มตัว
ค่ายโลกันต์ พันโลกีย์: นรกบนดินในพื้นที่ปิด
เรื่องราวของ The Bamboo House of Dolls วางฉากหลังไว้ในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่น เมื่อหญิงสาวชาวจีนและพยาบาลสาวชาวอเมริกันถูกกองทัพญี่ปุ่นจับกุมเข้าสู่ค่ายกักกันหญิงลับกลางป่าลึก เหล่านักโทษต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย การถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส การลงทัณฑ์ทรมาน และการถูกกดขี่ข่มเหงจากเหล่าผู้คุม
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นและแตกต่างจากหนังสงครามทั่วไป คือการที่กุ้ยจื้อหงไม่ได้สนใจการปะทะในสนามรบอันยิ่งใหญ่ แต่เขาจงใจจำกัดเรื่องราวไว้ในพื้นที่ปิดของค่ายกักกัน
ค่ายกักกันในสายตาของกุ้ยจื้อหงไม่ใช่แค่สถานที่คุมขัง แต่มันคือ ภาพจำลองของนรกบนดินที่อำนาจเบ็ดเสร็จตกอยู่ในมือของคนกลุ่มเดียว เมื่อปราศจากกฎหมายภายนอกและไร้การตรวจสอบ ศีลธรรมทั้งมวลจึงถูกปลดแอก ผู้คุมที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายสามารถกระทำการใดๆ ก็ได้ตามอำเภอใจ สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์พร้อมจะเปลี่ยนสภาพเป็นสัตว์ร้ายได้ทันทีที่ระบบเอื้ออำนวย
The Bamboo House of Dolls เกาะกระแสความนิยมของภาพยนตร์แนว Women in Prison (WIP) ซึ่งกำลังเฟื่องฟูในแถบยุโรปและอเมริกา โดยหยิบสูตรสำเร็จของหนังแนวนี้มาใช้อย่างครบครัน ทั้งนักโทษหญิงผู้สิ้นหวัง ผู้คุมหญิงใจโฉด ความขัดแย้งระหว่างนักโทษ การทรมานอันพิสดาร และฉากโป๊เปลือยที่สาดใส่ไม่ยั้ง แต่สิ่งที่กุ้ยจื้อหงเติมเข้าไปคือจิตวิญญาณแบบชอว์บราเดอร์ส สีสันของภาพที่ฉูดฉาดจัดจ้าน คิวบู๊แบบกังฟู และฉากแอ็กชันระเบิดภูเขาเผากระท่อมที่ดุเดือดเลือดพล่าน
สไตล์และความบ้าคลั่ง งานศิลป์ท่ามกลางความดิบเถื่อน
แม้ว่าเมื่อมองผ่านสายตาของผู้ชมยุคปัจจุบัน The Bamboo House of Dolls อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการใช้ความทุกข์ทรมานและความรุนแรงทางเพศต่อสตรีเป็นเครื่องมือสร้างความตื่นเต้น (Exploitation) มากกว่าการสะท้อนบาดแผลจากสงครามอย่างจริงใจ แต่สำหรับคอหนังคัลต์ ผลงานชิ้นนี้กลับถูกยกย่องว่าเหนือชั้นกว่าหนังเกรดบีทั่วไป เพราะกุ้ยจื้อหงยังคงรักษางานกำกับภาพยนตร์ระดับมืออาชีพไว้อย่างเหนียวแน่น
หนังถ่ายทำด้วยฟิล์ม 35 มม. สเกลภาพไวด์สกรีน (Shawscope) มีการจัดแสงเงาที่ตัดกันอย่างมีชั้นเชิง การจัดวางองค์ประกอบภาพ และการเคลื่อนกล้องที่มีพลัง ให้ความรู้สึกอึดอัดกดดันและทรงพลังในเวลาเดียวกัน
รวมทั้งโครงสร้างการเล่าเรื่องที่กุ้ยจื้อหงไม่สนใจความต่อเนื่องทางอารมณ์ เขามีจังหวะการเล่าเรื่องที่หักเลี้ยวอย่างบ้าคลั่ง ครึ่งแรกของเรื่องคือหนังดราม่าค่ายกักกันที่ตึงเครียด หดหู่ และเต็มไปด้วยการทารุณกรรม แต่เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง หนังกลับพลิกผันกลายเป็นหนังแอ็กชันหนีตายแบบเต็มพิกัด ผสมผสานทั้งการหักหลัง ชิงไหวชิงพริบ สายลับสองหน้า การแย่งชิงทองคำ การดวลปืน ระเบิดตูมตาม และศิลปะการต่อสู้ระยะประชิด
กุ้ยจื้อหงจับทุกองค์ประกอบที่คนดูปรารถนามาเขย่ารวมกันในหม้อใบเดียวอย่างไม่เกรงใจใคร ก่อนจะนำพาไปสู่บทสรุปที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ท้ายที่สุดสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในเรื่อง ไม่ใช่ปืน ไม่ใช่สงคราม แต่คือ มนุษย์ที่สูญเสียความเป็นมนุษย์
กระจกสะท้อนด้านมืดในตัวมนุษย์
เมื่อมองย้อนกลับไป The Bamboo House of Dolls คือภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้งที่สุดเรื่องหนึ่งของกุ้ยจื้อหง ด้านหนึ่ง มันคือหนัง Exploitation ที่ตักตวงผลประโยชน์จากความหวาดกลัว เลือด และตัณหาเพื่อดึงคนดูเข้าโรงหนัง แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากเพ่งมองผ่านสายตาของผู้กำกับ หนังเรื่องนี้กำลังตั้งคำถามถึง "แก่นแท้ของอำนาจ"
เมื่ออำนาจเบ็ดเสร็จตกอยู่ในมือของคนที่ไร้การควบคุม มนุษย์ธรรมดาสามารถแปลงกลายสภาพเป็นปีศาจได้ถึงเพียงไหน ค่ายกักกันจึงเปรียบเสมือนห้องทดลองทางศีลธรรมที่เผยให้เห็นว่า ยามใดที่กรอบของกฎหมายและจารีตพังทลายลง สัญชาตญาณความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่ใต้ก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์จะปะทุออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัด
หลังจากผลงานเรื่องนี้ กุ้ยจื้อหงยังคงมุ่งมั่นสำรวจด้านมืดของสังคมและจิตใจมนุษย์ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นความเน่าเฟะของโลกอาชญากรรมและการบังคับใช้กฎหมายใน The Teahouse (1974), ความผิดเพี้ยนทางจิตใจใน The Killer Snakes (1974), ความสะพรึงกลัวจากไสยศาสตร์มนต์ดำใน Hex (1980), ไปจนถึงจุดสูงสุดแห่งความหลุดโลกใน The Boxer’s Omen (1983)
ภาพยนตร์ของกุ้ยจื้อหงไม่เคยดูง่าย ไม่เคยปลอบประโลมจิตใจ หากแต่เป็นเสมือนคีมเหล็กที่บีบให้ผู้ชมต้องหันมาจ้องมองความจริงอันน่ารังเกียจที่สังคมพยายามซุกไว้ใต้พรม และนั่นคือเหตุผลที่ชื่อของ กุ้ยจื้อหง ยังคงได้รับการจารึกไว้ในฐานะหนึ่งในผู้กำกับที่กล้าหาญและบ้าคลั่งที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ฮ่องกง
มรดกและแรงกระเพื่อม เส้นพรมแดนที่ผลักดันสู่ Category III
ในปัจจุบัน The Bamboo House of Dolls อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ชวนอภิรมย์สำหรับทุกคน มันเต็มไปด้วยภาพการทรมานอันชวนสะอิดสะเอียน ฉากเปลือยที่ขัดแย้งกับบรรยากาศอันสิ้นหวังจนไม่อาจก่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศ และประเด็นทางศีลธรรมที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงไม่รู้จบ
ทว่า ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ฮ่องกง หนังเรื่องนี้คือ หลักฐานชิ้นเอกของยุคสมัย มันคือประจักษ์พยานว่าก่อนที่ฮ่องกงจะพัฒนาระบบจัดเรต Category III (เรตสาม) ขึ้นมาในปี 1988 วงการหนังต้องผ่านการเขย่าพรมแดนจากผู้กำกับพันธุ์ดุอย่างกุ้ยจื้อหงมาก่อน
ตลอดทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 กุ้ยจื้อหงเดินหน้าผลิตผลงานที่ดิบ เถื่อน สุดโต่ง และสร้างความตกตะลึงให้สังคมอย่างต่อเนื่อง จนผู้สร้างและค่ายหนังคู่แข่งหันมาผลิตหนังรุนแรงตามเพื่อหวังผลกำไร แต่แทบไม่มีใครเข้าใจปรัชญาเบื้องหลังของเขาอย่างแท้จริงว่า เขานำเสนอความรุนแรงและภาพชวนแหวะเหล่านั้นไปเพื่อสิ่งใด
ผลงานของกุ้ยจื้อหงจึงไม่เคยเป็นเพียงแค่หนังขายความรุนแรงราคาถูก แต่มีลายเซ็นของศิลปินผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ความประนีประนอมแฝงอยู่อย่างแจ่มชั
โฆษณา