ค่ายโลกันต์ พันโลกีย์ (The Bamboo House of Dolls, 1973) มนุษย์จะกลายเป็นปีศาจได้ขนาดไหนเมื่อมีอำนาจในมือ เมื่อความคลั่งของ “กุ้ยจื้อหง” ผลักหนังฮ่องกงไปสุดขอบความแรง
ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ฮ่องกงทศวรรษ 1970 มีคนทำหนังเพียงไม่กี่คนที่กล้าผลักเพดานความรุนแรง ความมืดมน และความวิปริตของจิตใจคนไปไกลเท่ากุ้ยจื้อหง และหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่เผยธาตุแท้และสไตล์อันไร้ความประนีประนอมของเขาได้เด่นชัดที่สุด ก็คือ ค่ายโลกันต์ พันโลกีย์ (The Bamboo House of Dolls, 1973) ภาพยนตร์แนวค่ายกักกันหญิง (Women in Prison) ของค่ายชอว์บราเดอร์ส ที่ไม่เพียงกวาดรายได้อย่างถล่มทลาย แต่ยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฉายา "ผู้กำกับสุดขั้ว" ที่สั่นสะเทือนวงการหนังฮ่องกงไปตลอดกาล
บริบทประวัติศาสตร์: ยุค “หมัดและหมอน” ก่อนกำเนิด Category III
การจะทำความเข้าใจว่าทำไมหนังอย่าง The Bamboo House of Dolls จึงเกิดขึ้นและผ่านการฉายมาได้ จำเป็นต้องย้อนมองบรรยากาศของเกาะฮ่องกงในยุคทศวรรษ 1970 ภายใต้การปกครองของรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษ
เรื่องราวของ The Bamboo House of Dolls วางฉากหลังไว้ในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่น เมื่อหญิงสาวชาวจีนและพยาบาลสาวชาวอเมริกันถูกกองทัพญี่ปุ่นจับกุมเข้าสู่ค่ายกักกันหญิงลับกลางป่าลึก เหล่านักโทษต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย การถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส การลงทัณฑ์ทรมาน และการถูกกดขี่ข่มเหงจากเหล่าผู้คุม
The Bamboo House of Dolls เกาะกระแสความนิยมของภาพยนตร์แนว Women in Prison (WIP) ซึ่งกำลังเฟื่องฟูในแถบยุโรปและอเมริกา โดยหยิบสูตรสำเร็จของหนังแนวนี้มาใช้อย่างครบครัน ทั้งนักโทษหญิงผู้สิ้นหวัง ผู้คุมหญิงใจโฉด ความขัดแย้งระหว่างนักโทษ การทรมานอันพิสดาร และฉากโป๊เปลือยที่สาดใส่ไม่ยั้ง แต่สิ่งที่กุ้ยจื้อหงเติมเข้าไปคือจิตวิญญาณแบบชอว์บราเดอร์ส สีสันของภาพที่ฉูดฉาดจัดจ้าน คิวบู๊แบบกังฟู และฉากแอ็กชันระเบิดภูเขาเผากระท่อมที่ดุเดือดเลือดพล่าน
แม้ว่าเมื่อมองผ่านสายตาของผู้ชมยุคปัจจุบัน The Bamboo House of Dolls อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการใช้ความทุกข์ทรมานและความรุนแรงทางเพศต่อสตรีเป็นเครื่องมือสร้างความตื่นเต้น (Exploitation) มากกว่าการสะท้อนบาดแผลจากสงครามอย่างจริงใจ แต่สำหรับคอหนังคัลต์ ผลงานชิ้นนี้กลับถูกยกย่องว่าเหนือชั้นกว่าหนังเกรดบีทั่วไป เพราะกุ้ยจื้อหงยังคงรักษางานกำกับภาพยนตร์ระดับมืออาชีพไว้อย่างเหนียวแน่น
หลังจากผลงานเรื่องนี้ กุ้ยจื้อหงยังคงมุ่งมั่นสำรวจด้านมืดของสังคมและจิตใจมนุษย์ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นความเน่าเฟะของโลกอาชญากรรมและการบังคับใช้กฎหมายใน The Teahouse (1974), ความผิดเพี้ยนทางจิตใจใน The Killer Snakes (1974), ความสะพรึงกลัวจากไสยศาสตร์มนต์ดำใน Hex (1980), ไปจนถึงจุดสูงสุดแห่งความหลุดโลกใน The Boxer’s Omen (1983)
มรดกและแรงกระเพื่อม เส้นพรมแดนที่ผลักดันสู่ Category III
ในปัจจุบัน The Bamboo House of Dolls อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ชวนอภิรมย์สำหรับทุกคน มันเต็มไปด้วยภาพการทรมานอันชวนสะอิดสะเอียน ฉากเปลือยที่ขัดแย้งกับบรรยากาศอันสิ้นหวังจนไม่อาจก่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศ และประเด็นทางศีลธรรมที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงไม่รู้จบ