•
5 ต.ค. เวลา 08:13

ใช้เครื่องมือลมหลายตัว รวมปริมาณลมยังไง ปั๊มลม ถึงจะตามทัน?

ลองนึกภาพว่าร้านหนึ่ง มีช่างสองคน คนหนึ่งขัดสีด้วยเครื่องขัดลม อีกคนขันล้อด้วยบล็อกลม ตอนทำงานคนเดียวทุกอย่างปกติ ปั๊มลม เดินสักพักก็ตัด มีเวลาพักปั๊มลม ก่อนจะเดินรอบใหม่ แต่พอทั้งสองคนทำพร้อมกัน เครื่องขัดเริ่มหมุนอืด บล็อกลมขันไม่ขาด ทั้งที่ปั๊มลมตัวนี้เคยใช้กับเครื่องมือแต่ละตัวได้สบาย
หันไปดูที่ปั๊มลม จะเห็นอาการชัด กว่าที่เครื่องมือ คือเข็มเกจที่ถังค่อย ๆ ไหลลงแต่มอเตอร์ยังเดินอยู่ ปั๊มลมไม่ตัดเลยตลอดช่วงที่ทำงาน หัวปั๊มร้อนกว่าทุกวัน และพอช่างหยุดมือ ก็ต้องรอนานกว่าเดิมกว่าลมจะกลับมาเต็มถัง อาการแบบนี้ไม่ได้แปลว่าปั๊มลมเสีย แต่ลมที่ไหลออกจากถังรวมกันมากกว่าลมที่ปั๊มลมผลิตกลับเข้ามาได้ และถ้าปล่อยให้ปั๊มลมเดินไม่หยุดแบบนี้ทุกวัน ชิ้นส่วนจะสึกหรอเร็ว กว่าที่ควร
ขั้นแรก หาอัตราการใช้ลมของเครื่องมือทุกตัวที่จะต่อกับ ปั๊มลม
อัตราการใช้ลมมักอยู่บนฉลากหรือในคู่มือของเครื่องมือลมแต่ละตัว หน่วยที่พบบ่อย คือลิตรต่อนาที กับลูกบาศก์ฟุตต่อนาที หรือ CFM ให้แปลงเป็นหน่วยเดียวกันก่อน โดย 1 CFM เท่ากับประมาณ 28.3 ลิตรต่อนาที
จุดที่คนพลาดบ่อยคือไม่ได้ดูว่าตัวเลขนั้นเป็นแบบไหน ผู้ผลิตบางรายระบุการใช้ลมขณะกดค้างต่อเนื่อง บางรายระบุเป็นค่าเฉลี่ย ที่คิดช่วงหยุดพักรวมไว้แล้ว ซึ่งจะดูน้อยกว่าความจริงตอนกดค้าง ถ้าคู่มือไม่บอก ให้ถือว่าเป็นค่าเฉลี่ยไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย
ถ้าหาฉลากไม่เจอหรือตัวหนังสือลอก ให้ค้นจากรหัสรุ่นในเว็บไซต์ผู้ผลิต อย่าใช้ตัวเลขของเครื่องมือยี่ห้ออื่นที่หน้าตาคล้ายกันมาแทน เพราะเครื่องมือประเภทเดียวกันอาจกินลมต่างกันได้มาก
ขั้นที่สอง แยกว่าเครื่องมือตัวไหนดึงลมจาก ปั๊มลม พร้อมกันจริง
มีเครื่องมือลมสิบตัวแขวนอยู่บนผนัง ไม่ได้แปลว่าต้องรวมทั้งสิบตัว ให้นับตามจำนวนคน และจำนวนจุดต่อลม ที่ใช้งานในเวลาเดียวกัน ช่างหนึ่งคนถือเครื่องมือได้ทีละตัว ร้านที่มีช่างสองคนจึงนับสูงสุดสองตัว โดยเลือกคู่ที่กินลมมากที่สุดในงานจริง
อย่าลืมจุดที่ใช้ลมโดยไม่มีคนถือ เช่น เครื่องถอดยาง ลิฟท์ที่ใช้ลม หรือหัวเป่าที่เปิดทิ้งไว้ ถ้าอุปกรณ์เหล่านี้ ดึงลมจาก ปั๊มลม ตัวเดียวกัน
ขั้นที่สาม ให้น้ำหนัก ตามเวลากดจริง เพราะ ปั๊มลม ได้พักระหว่างจังหวะ
เครื่องมือต่อปั๊มลม ที่กดค้างยาว เช่น เครื่องขัด เครื่องเจียรลม กาพ่นสี ให้คิดเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะลมไหลออกตลอด เครื่องมือที่กดเป็นช่วง เช่น บล็อกลม แม็กลม ปืนเป่าลม ให้คิดตามสัดส่วนเวลาที่กดจริงในหนึ่งนาที ถ้าในหนึ่งนาทีกดรวมกันประมาณสิบห้าวินาที ก็คิดหนึ่งในสี่ของอัตราการใช้ลม วิธีหาสัดส่วนที่ง่ายที่สุด คือจับเวลาตอนทำงานจริงสักสองสามรอบ ไม่ต้องเดา
ข้อยกเว้นคือ ถ้าตัวเลขในคู่มือเป็นค่าเฉลี่ยที่ผู้ผลิตคิดช่วงพักไว้แล้ว ห้ามลดซ้ำอีกรอบ ไม่อย่างนั้นจะได้ตัวเลขต่ำกว่าความจริง
ขั้นที่สี่ รวมตัวเลขแล้วเผื่อไว้ ไม่ให้ ปั๊มลม ต้องเดินเต็มกำลังตลอด
เมื่อได้ตัวเลขของแต่ละตัว แล้วจึงบวกกัน จากนั้นเผื่อเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง อาจใช้หลักเผื่อราวหนึ่งในสี่ถึงหนึ่งในสามของผลรวม เหตุผลคือ
  • ●
    ลมรั่วตามข้อต่อ และสายที่มีอยู่จริงในทุกระบบ
  • ●
    ประสิทธิภาพของหัวปั๊มที่ลดลงตามอายุ
  • ●
    เครื่องมือลมตัวใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามาในอนาคต
ลองนึกภาพว่าเครื่องขัดลมของช่างคนแรกระบุการใช้ลม 300 ลิตรต่อนาที ส่วนบล็อกลมของช่างคนที่สองระบุ 160 ลิตรต่อนาที และกดจริงราวหนึ่งในสี่ของเวลา เครื่องขัดคิดเต็มคือ 300 บล็อกลมคิดหนึ่งในสี่คือ 40 รวมเป็น 340 ลิตรต่อนาที เผื่ออีกราวหนึ่งในสามจะได้ประมาณ 450 ลิตรต่อนาที นี่คือปริมาณลมที่ควรมองหา ถ้าบวกตรง ๆ เป็น 460 แล้วเผื่อเท่ากัน จะได้ราว 610 ซึ่งใหญ่เกินงานจริง และถ้าดูแค่เครื่องมือตัวใหญ่ตัวเดียวคือ 300 ก็จะน้อยเกินไป
ขั้นที่ห้า เทียบกับลมที่ ปั๊มลม จ่ายได้จริง ไม่ใช่ปริมาตรดูดของลูกสูบ
ตัวเลขปริมาณลมของปั๊มลมมีสองแบบ ที่หน้าตาคล้ายกัน แบบแรกคือปริมาตรที่ลูกสูบกวาดได้ต่อนาที ซึ่งคำนวณจากขนาดกระบอกสูบ และรอบหมุน แบบต่อมา คือปริมาณลมที่ปั๊มลม จ่ายออกมาใช้ได้จริง ที่แรงดันใช้งาน ซึ่งต่ำกว่าแบบแรกเสมอ เพราะมีการสูญเสียในหัวปั๊ม
ตัวเลขที่ต้องเอามาเทียบกับผลรวมจากขั้นที่สี่คือแบบที่สอง ถ้าหน้าสินค้าไม่ระบุว่าเป็นแบบไหน ให้ถามผู้ขายตรง ๆ ว่าเป็นลมที่ปั๊มลมจ่ายได้จริงหรือไม่ และวัดที่แรงดันเท่าไหร่
แรงดันไม่ต้องบวก ให้ตั้ง ปั๊มลม ตามเครื่องมือ ตัวที่ต้องการแรงดันสูงสุด
ปริมาณลมรวมกันได้ แต่แรงดันไม่รวมกัน เครื่องมือสองตัวที่ต้องการแรงดันเท่ากันไม่ได้ทำให้ต้องใช้แรงดันสองเท่า ให้ดูเครื่องมือตัวที่ต้องการแรงดันใช้งานสูงสุด แล้วให้ปั๊มลมจ่ายได้สูงกว่านั้น ส่วนเครื่องมือที่ต้องการแรงดันต่ำกว่า เช่น กาพ่นสี ให้ติดตัวปรับแรงดันแยก ที่ปลายทาง
ไม่ต้องตั้งแรงดัน ที่ถังสูงเกินจำเป็น เพราะยิ่งอัดแรงดันสูง ปั๊มลม ยิ่งใช้เวลา และพลังงานต่อรอบมากขึ้น
ถังใหญ่ช่วย ปั๊มลม ได้ กับงานเป็นจังหวะ แต่ชดเชยปริมาณลมที่ขาด ไม่ได้
การต่อถังพักเพิ่มอาจแก้ปัญหาได้ วิธีนี้ได้ผลเมื่อความต้องการลมพุ่งสูงเป็นช่วงสั้น ๆ แล้วมีเวลาเว้น เพราะถังช่วยจ่ายลมสำรอง ในจังหวะนั้น แต่ถ้าผลรวมจากขั้นที่สี่ สูงกว่าลมที่ปั๊มลมจ่ายได้อยู่ตลอด ถังเพิ่ม จะแค่ยืดเวลาก่อนแรงดันตก และปั๊มลม จะต้องเดินนานขึ้นเพื่อเติมถังที่ใหญ่ขึ้น
ตรวจท่อ และข้อต่อก่อนสรุปว่า ปั๊มลม เล็กเกินไป
บางครั้งปั๊มลมจ่ายลมพอ แต่ลมไปไม่ถึงเครื่องมือ สายลมที่เล็กหรือยาวเกิน ข้อต่อสวมเร็วที่รูในแคบ และตัวกรองที่ตัน ล้วนทำให้แรงดันที่ปลายสายตกขณะใช้งาน วิธีเช็ก คือดูเกจที่ถังเทียบกับอาการที่เครื่องมือ ถ้าเกจที่ถังยังสูงแต่เครื่องมืออ่อนแรง ปัญหาอยู่ที่ทางเดินลม ไม่ใช่ที่ปั๊มลม
อีกจุดคือลมรั่ว ปิดเครื่องมือทุกตัวแล้วฟังเสียงตามข้อต่อ ถ้าปั๊มลมยังตัดต่อเองเป็นระยะทั้งที่ไม่มีใครใช้ลม แปลว่ามีลมรั่วที่กินกำลังผลิตของปั๊มลม ไปส่วนหนึ่ง อยู่ตลอด
ถ้าผลรวมเกินที่ ปั๊มลม จ่ายได้ ยังมีทางเลือกก่อนซื้อเครื่องใหม่
  • ●
    จัดลำดับงาน ไม่ให้เครื่องมือกดค้างสองตัวทำงานชนกัน เช่น ขัดให้เสร็จก่อนแล้วค่อยพ่น ทางนี้ไม่เสียเงิน แต่เสียความคล่องตัวของร้าน
  • ●
    ไล่ซ่อมจุดรั่ว และเปลี่ยนสายลมกับข้อต่อที่เล็กเกิน ซึ่งมักได้ลมคืนมามากกว่าที่คิด
  • ●
    ย้ายงานบางอย่างไปใช้เครื่องมือไฟฟ้า หรือไร้สาย โดยเฉพาะงานขัดและงานเจียรที่กินลมหนัก เพื่อเก็บปั๊มลมให้งานที่ต้องใช้ลมจริง ๆ
ถ้าทำครบแล้วผลรวมยังเกินอยู่มาก ถึงเวลาเปลี่ยนปั๊มลม เป็นเครื่องที่จ่ายลมได้มากขึ้น ไม่ใช่เพิ่มถัง
เมื่อไหร่ ควรหยุดคำนวณเอง แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญ ออกแบบระบบ ปั๊มลม ?
ถ้ามีเครื่องจักรที่ต้องการลมแห้ง หรือลมสะอาดเป็นพิเศษ หรือกำลังจะต่อปั๊มลมสองตัวเข้าระบบเดียวกัน ควรให้ผู้ที่ออกแบบระบบลมอัดคำนวณขนาดท่อ ถังพัก และระบบไฟให้ โดยเฉพาะงานเดินท่อแรงดัน และงานไฟฟ้าที่ไม่ควรลองผิดลองถูกเอง
วิธีเหล่านี้ ใช้ได้ดีกับ ปั๊มลม บ้าน อู่ และร้านที่มีจุดใช้ลมไม่กี่จุด แต่ถ้ามีจุดใช้ลมจำนวนมาก หรือเดินท่อลมยาวทั้งอาคาร ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
สรุป: รวมปริมาณลมให้ถูกวิธี แล้วเลือก ปั๊มลม จากตัวเลขนั้น
การรวมปริมาณลมไม่ใช่การเอาตัวเลขบนฉลากมาบวกกันทั้งหมด เป็นการไล่ดู ว่าในหนึ่งนาทีของการทำงานจริง มีลมไหลออกจากระบบเท่าไหร่
เริ่มจากจดอัตราการใช้ลมของเครื่องมือทุกตัวในหน่วยเดียวกัน เพื่อให้มีตัวเลขตั้งต้นที่เทียบกันได้ จากนั้น นับเฉพาะตัวที่ใช้พร้อมกันจริงตามจำนวนช่าง และจุดต่อลม กันไม่ให้ซื้อใหญ่เกินเพราะนับเครื่องมือ ที่แขวนอยู่เฉย ๆ
ต่อมาคือการให้น้ำหนัก งานกดค้างอย่างขัด เจียร และพ่นสี คิดเต็ม ส่วนงานเป็นจังหวะอย่างบล็อกลมและแม็กลม คิดตามสัดส่วนเวลาที่กดจริง ขั้นนี้คือจุดที่ทำให้ตัวเลขใกล้กับหน้างานมากที่สุด
เมื่อบวกกันแล้ว ให้เผื่อไว้สำหรับลมรั่ว หัวปั๊มลม ที่เสื่อมตามอายุ และเครื่องมือที่จะเพิ่มในอนาคต สุดท้ายเอาผลรวมไปเทียบกับลมที่ปั๊มลมจ่ายได้จริง ไม่ใช่ปริมาตรดูดของลูกสูบ
ผลที่ได้ ถ้าปั๊มลมจ่ายได้เกินผลรวม แปลว่าเครื่องที่มีอยู่พอ และอาการลมตกน่าจะมาจากสายลม ข้อต่อ หรือจุดรั่ว ถ้าเกินผลรวมเพียงเล็กน้อย ให้เริ่มจากซ่อมจุดรั่ว และจัดลำดับงานก่อน ถ้าต่ำกว่าผลรวมอย่างชัดเจน การเพิ่มถังจะไม่ช่วย ต้องเปลี่ยนเป็นปั๊มลมที่จ่ายลมได้มากขึ้น
ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่นาน แต่ช่วยให้รู้ก่อนเสียเงินว่าควรซ่อม ควรปรับวิธีทำงาน หรือควรซื้อ ปั๊มลม ใหม่
หาข้อมูลเพิ่มเติม หรือเลือก ปั๊มลม ได้ตามลิงค์ข้างล่างนี้
โฆษณา