•
6 ต.ค. เวลา 02:19 • สุขภาพ
เชียงราย

[EP.1] ถอดรหัส "ลานผญา": เมื่อชุมชนลุกขึ้นมาออกแบบระบบดูแลผู้สูงวัย โดยไม่ง้องบประมาณรัฐ

ทุกครั้งที่เราพูดถึง "สังคมสูงวัย" ทางออกแรกที่หลายคน (และหลายหน่วยงาน) มักจะนึกถึงคือ การทุ่มเงินสร้าง "สถานสงเคราะห์" หรือ "บ้านพักคนชรา" ให้มากขึ้น
แต่คำถามคือ เรามีงบประมาณมากพอที่จะดูแลทุกคนไปตลอดจริงหรือ? และที่สำคัญกว่านั้น การดึงผู้สูงอายุออกจากบ้าน ออกจากลูกหลานและชุมชนที่พวกเขาคุ้นเคย เพื่อไปอยู่รวมกันในสถานที่แปลกหน้า... มันคือคุณภาพชีวิตที่พวกเขาต้องการจริงๆ หรือเปล่า?
ลองจินตนาการถึงชุมชนธรรมดาๆ แห่งหนึ่ง ที่ไม่ได้มีงบประมาณมหาศาล ไม่มีอำนาจสั่งการจากส่วนกลาง แต่ชาวบ้านตระหนักดีว่า "ถ้าเราไม่ดูแลกันเอง วันหนึ่งเราก็จะถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง"
นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่ผมอยากนำเสนอในซีรีส์บทความนี้ครับ นั่นคือโมเดลการพัฒนานวัตกรรมชุมชนที่ชื่อว่า "ลานผญา" (Larn-Phaya Model)
เปลี่ยน "ภาระ" เป็น "พลัง" ด้วยเศรษฐกิจคู่ขนาน
คำว่า "ลานผญา" มีรากศัพท์มาจากวัฒนธรรมล้านนา แปลตรงตัวคือ "ลานแห่งปัญญา" แนวคิดนี้ปฏิเสธการทำสังคมสงเคราะห์แบบให้เปล่า เพราะมันไม่ยั่งยืน แต่เราจะเปลี่ยนชุมชนให้กลายเป็น "วิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคม (Social Enterprise)" ที่หล่อเลี้ยงตัวเองได้ผ่านระบบที่เรียกว่า เศรษฐกิจคู่ขนาน (Dual Economy) ซึ่งทำงานร่วมกัน 2 ขา ดังนี้ครับ:
ขาที่ 1: โลกของเงินตรา (Fiat Economy)
เราไม่ปล่อยให้ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงต้องนั่งเหงาอยู่บ้าน แต่ชวนพวกเขามาเป็น "ครูภูมิปัญญา" นำศาสตร์ล้านนา เช่น การนวดตอกเส้น ย่ำข่าง หรือทำลูกประคบสมุนไพร มายกระดับเป็นบริการ Wellness ดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนภายนอก รายได้ที่เกิดขึ้นจะถูกนำมาปันผล และหักเข้า "กองทุนดูแลผู้สูงอายุ" ในชุมชน
ขาที่ 2: โลกของเวลาและน้ำใจ (Time Economy)
สำหรับคนในชุมชนที่ไม่มีเงินลงทุน เราใช้นวัตกรรมที่เรียกว่า "ธนาคารเวลา (Time Bank)" เข้ามาช่วย เด็กรุ่นใหม่หรือวัยทำงานสามารถนำ "แรงและเวลา" ไปช่วยดูแลตายายที่ป่วยติดเตียง ทำความสะอาดบ้าน หรือพาไปหาหมอ เวลาที่เสียไปจะถูกบันทึกเป็น "เครดิต" ในสมุดบัญชี ซึ่งสามารถนำมาแลกสินค้าจากวิสาหกิจ หรือออมไว้ให้คนอื่นมาดูแลตนเองในยามแก่เฒ่าได้
นวัตกรรมที่ "ระเบิดจากข้างใน"
โมเดลลานผญาไม่ใช่แค่ทฤษฎีบนหน้ากระดาษ แต่มันคือการแก้ปัญหาบนโลกแห่งความเป็นจริงภายใต้ข้อจำกัดเรื่องทุนทรัพย์ เป็นการออกแบบระบบที่ทำให้ "ปัญหาถูกแก้ได้ด้วยกลไกของมันเอง" ไม่ต้องรอเงินบริจาค ไม่ต้องรองบประมาณจากรัฐตลอดเวลา
ในบทความ EP. ต่อไป ผมจะพาไปเจาะลึกกลไกของ "ธนาคารเวลา" ว่าเราจะเปลี่ยนเวลาให้มีค่าเท่ากับเงินได้อย่างไร และเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยบริหารจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง รอติดตามกันนะครับ
เขียนโดย: ดร.ดิษย์ฐา กันทะแสน
นักวิชาการและผู้ผลักดันนวัตกรรมชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก
โฆษณา