•
6 ต.ค. เวลา 02:30 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

Made in Korea ฟิล์มนัวร์กิมจิที่ติดแบบร่างตัวละครสไตล์ John Woo บนฉากประวัติศาสตร์เกาหลี

เกาหลีใต้ในช่วงทศวรรษ 1970 แบคกีแท ชายหนุ่มผู้ทะเยอทะยาน มองเห็นโอกาสจากธุรกิจอาเสพติดและอำนาจของการเมือง ก่อนก้าวเข้าสู่เครือข่ายค้ายาและการคอร์รัปชัน สามารถไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในหน่วยข่าวกรองกลางหรือ KCIA ขณะที่จางกอนยองอัยการหนุ่มผู้ยึดมั่นในกฎหมาย กลายเป็นคู่ปรับที่พยายามเปิดโปงเครือข่ายของเขา
แม้ยืนอยู่คนละฝั่งของกฎหมาย ทั้งคู่กลับมีบางสิ่งคล้ายกัน ทั้งความทะเยอทะยาน ศักดิ์ศรี และความเชื่อว่าตนกำลังทำในสิ่งที่เรียกว่า รักชาติ การไล่ล่าจึงกลายเป็นการปะทะระหว่างชายสองคนที่ดูเหมือนจะทันกัน
เมื่อเข้าสู่ปี 1979 การลอบสังหารประธานาธิบดีและการรัฐประหารทำให้สมดุลอำนาจเปลี่ยนไป กีแทต้องเผชิญทั้งเกมการเมืองและความขัดแย้งภายในครอบครัว โดยเฉพาะกับน้องชายที่เลือกเส้นทางทหาร ขณะที่อำนาจซึ่งเขาเคยเชื่อว่าสามารถควบคุมได้ กลับค่อย ๆ ทำลายชีวิตและความสัมพันธ์รอบตัว
Made in Korea เป็นซีรีส์ที่ทะเยอทะยานกว่าการเป็นเพียงดราม่าการเมืองย้อนยุค เพราะมันนำโลกของอำนาจ เงิน การเมือง และอาชญากรรม มาผสมกับภาษาภาพยนตร์แบบฟิล์มนัวร์ได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในซีซันแรกที่สามารถสร้างบรรยากาศของเกาหลีใต้ยุค 1970 ซึ่งเต็มไปด้วยเผด็จการทหาร การคอร์รัปชัน และการแย่งชิงอำนาจออกมาได้อย่างมีสไตล์
จุดเด่นที่สุดคือ งานภาพ แสงเงา ดนตรีแจ๊ส และการออกแบบฉากกับเครื่องแต่งกาย ทุกอย่างให้ความรู้สึกเหมือนหนังอาชญากรรมฟอร์มใหญ่ มากกว่าซีรีส์โทรทัศน์ทั่วไป ภาพมีความหม่นและโดดเดี่ยวแบบฟิล์มนัวร์ ขณะที่เสื้อสูท โค้ตตัวยาว และโทนสีเข้มของตัวละครสร้างความรู้สึกเนี้ยบและอันตรายได้อย่างชัดเจน
ที่น่าสนใจคือซีรีส์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสวยงาม แต่ยังมีกลิ่นอายของจอห์น วู อยู่มาก โดยเฉพาะโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครแบคกีแท ของฮยอนบิน กับอัยการจางกอนยอง ของจองอูซอง ชายสองคนที่อยู่คนละฝั่งของกฎหมาย แต่กลับเป็นเหมือนกระจกสะท้อนกันและกัน
นี่คือสูตรสำคัญของหนังจอห์น วู อาชญากรกับตำรวจหรือชายสองคนที่เป็นศัตรูกัน แต่ต่างมีศักดิ์ศรีและความเคารพซึ่งกันและกัน Made in Korea นำแนวคิดนี้มาใส่ในโลกการเมืองเกาหลีได้อย่างลงตัว ทั้งคู่ไม่ได้เป็นคนดีหรือคนเลวแบบขาวดำ แต่เป็นคนที่ถูกความทะเยอทะยานและระบบอำนาจผลักให้ต้องเลือกว่าจะยอมเสียอะไรเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย
แม้ซีซันแรกจะมีจุดอ่อนตรงที่บทบางส่วนยังผิวเผิน ตัวละครยังไม่ได้รับการขุดลึกเท่าที่ควร แต่โดยรวมมันมี “บุคลิก” แบบฟิล์มนัวร์ที่ชัดเจนมาก และนี่คือสิ่งที่ทำให้ซีซันแรกน่าจดจำ
แต่ปัญหาด้านตัวละครมาเกิดขึ้นในซีซันสอง
พอเรื่องขยับเข้าสู่ปี 1979 และพยายามผูกตัวละครเข้ากับเหตุการณ์ทางการเมืองจริง ทั้งการลอบสังหารประธานาธิบดีพัคจองฮีและการรัฐประหาร ทำให้สเกลของเรื่องใหญ่ขึ้น แต่ขณะเดียวกันเส้นเรื่องก็เริ่มกระจัดกระจาย ความสัมพันธ์ระหว่างแบคกีแทกับจางกอนยอง ซึ่งเคยเป็นแกนสำคัญ ถูกแบ่งพื้นที่ให้กับเรื่องครอบครัว ทหาร องค์กรอาชญากรรม และตัวละครใหม่จำนวนมาก
ตัวละครอย่างชเวยูจีที่เปิดตัวอย่างรุนแรงด้วยการฆ่าพ่อเลี้ยงตัวเองเพื่อขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊งยากูซ่าอิเคดะ จึงเป็นตัวอย่างของตัวละครที่น่าสนใจมาก แต่กลับถูกลดบทบาทลงอย่างน่าเสียดาย รวมถึงบทอัยการสาวที่มุ่งมั่นกับการตามล่ายาเสพติดที่เปิดตัวแรงแต่หายไปเมื่อเรื่องเดินถึงจุดตัดสิน
แม้ว่าซีซันสองยังมีประเด็นที่ดี โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของแบคกีแทกับน้องชาย ซึ่งสะท้อนว่าระบบอำนาจสามารถทำลายแม้กระทั่งความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ แต่ปัญหาคือบทพยายามอธิบายแบคกีแทในฐานะพี่ชายที่แสนดีทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว จนความคลุมเครือทางศีลธรรมและความดาร์กแบบซีซันแรกเจือจางลง
ที่น่าเสียดายที่สุดคือ ตอนจบที่ไม่ยอมพาเรื่องไปให้สุด เมื่อซีรีส์เลือกทิ้งชะตากรรมของแบคกีแทไว้กับเสียงปืนและคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ แทนที่จะปิดเส้นทางของตัวละครอย่างหนักแน่น
เมื่อมองสองซีซันรวมกัน Made in Korea จึงเป็นซีรีส์ที่น่าเสียดายตรงที่ซีซันแรกมีความเป็นตัวเองสูงมาก มันเหมือนหนังฟิล์มนัวร์ที่มีจอห์น วูป็นเงาอยู่เบื้องหลัง ชายสองคนที่เป็นทั้งศัตรูและกระจกสะท้อนกัน สูทที่เนี้ยบกริบ ความรุนแรง ศักดิ์ศรี และโลกที่ไม่มีใครสะอาดพอ
แต่เมื่อซีซันสองพยายามขยายทุกอย่างให้ใหญ่ขึ้น ทั้งประวัติศาสตร์ การเมือง ครอบครัว และอาชญากรรม กลับทำให้ความคมของแกนกลางลดลง เรียกว่าของดีมีมากเกินไปจนไม่สามารถพาแต่ละอย่างไปถึงที่สุดได้ และนั่นคือสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดของ Made in Korea
7/10
โฆษณา