•
10 ต.ค. เวลา 10:00 • ไลฟ์สไตล์
กรุงเทพมหานคร

Work life in บางกอก : ep.1 บริษัทนี้...แปลกดี

ผู้เขียนซึ่งเป็นเจ้าของบล็อกเคยเป็นสาวออฟฟิศทำงานประจำมาเกือบๆ 8 ปี ก่อนจะลาออกมาเริ่มทำฟรีแลนซ์ รวมถึงทำเพจนี้ค่ะ ช่วงที่ทำงานประจำ ก็มีโอกาสเจอเรื่องพีคๆ มาก็ไม่น้อย (จนสามารถเปิดเพจเขียนเล่าได้เลย 5555) และกระทู้แรกของเพจ จะขอเปิดด้วยเรื่องเกี่ยวกับการสมัครงานในช่วงที่เพิ่งจบใหม่ ซึ่งมันจะฟังดูเหลือเชื่อนิดนึง แต่ก็เกิดขึ้นจริงแล้วกับตัวผู้เขียนแล้วค่ะ!
เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายนของปี 2019 สมัยที่ผู้เขียนเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ และกำลังอยู่ในโหมดตระเวนหางานค่ะ ตอนนั้นผู้เขียนหางานจากว็บไซต์หางานหลายๆ เว็บเลย แล้วก็เจอประกาศรับสมัครงานในตำแหน่ง "พนักงานส่งเสริมการตลาด" ของบริษัทหนึ่งซึ่งแนะนำตัวเองเพียงสั้นๆ ว่าทำธุรกิจจำหน่ายและส่งออกการ์เม้นต์ (งานผ้าต่างๆ) ตั้งอยู่ในย่านสีลม ผู้เขียนก็ลองสมัครไปค่ะ แล้วก็โดนเรียกสัมภาษณ์
การสัมภาษณ์เป็นไปตามปกติค่ะ ไม่มีส่วนที่ผิดสังเกต ผู้เขียนผ่านการสัมภาษณ์ด้วย และดีใจมากที่จะมีงานทำแล้ว ทว่า……พอเข้าไปทำงานจริงๆ กลับเจอแต่เรื่องพีคๆ ทั้งนั้น!
เริ่มตั้งแต่วันแรกของการทำงาน ผู้เขียนแต่งตัวไปทำงานด้วยชุดสุภาพตามฉบับคนทำงานทั่วๆ ไป (ยุคนั้นหลายบริษัทซีเรียสเรื่องการแต่งตัวมากกว่าในยุคนี้ ผู้เขียนเลยแต่งตัวสุภาพเพื่อเป็นการเพลย์เซฟ) แล้วก็มีโอกาสได้คุยกับเจ้าของบริษัทด้วย เขาค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ที่คุยสนุกเลยล่ะ
พอเห็นบุคลิกแบบนี้ เราก็เลยคุยกับเขาแบบสบายๆ ตามปกติค่ะ จนกระทั่งเขาถามขึ้นมาว่า “มีแฟนหรือยัง” ผู้เขียนก็ตอบไปอย่างซื่อๆ “อ๋อ ไม่มีค่ะ” เพียงเท่านั้น…เจ้าของบริษัทผู้มีความเป็นกันเอง ก็สวนกลับมาด้วยคำว่า “เพราะแต่งตัวเรียบร้อยเกินไปแบบนี้ไง ถึงไม่มีแฟน” โอเค…......เป็นกันเองแบบตกขอบเลย
ด้วยความที่ตอนนั้นยังเด็ก ความหน้าด้านหน้าทนยังมีไม่มากพอ ผู้เขียนจึงรู้สึกแย่และเสียความมั่นใจไปไม่ใช่น้อย หากแต่…ถ้าเขาได้มาเจอกับผู้เขียนในตอนนี้ เขาคงโดนสวนกลับไปแบบเต็มๆ จุกๆไปแล้ว ว่าดิฉันมาทำงานค่ะ ไม่ได้มาหาผัวเพิ่ม……….
สืบเนื่องจากบทสนทนาข้างต้น รุ่นพี่ในบริษัทก็แนะนำว่า ทำงานที่นี่ต้องแต่งตัวจัดเต็ม Fashionable ไปเลย เพราะบางครั้งต้องพบลูกค้า ซึ่งโอเค…เด็กจบใหม่ไร้ประสบการณ์อย่างเราก็เลยเรียนรู้ไว้ว่าการแต่งตัวแบบเบสิค สุภาพ ตามสไตล์วัยทำงาน มันใช้กับที่นี่ไม่ได้ เราก็ต้องปรับการแต่งตัวตามเขา เน้นกระโปรงสั้น และเสื้อผ้าที่ดูเก๋ ดูแปลกตาจากคนทำงานในย่านนั้นพอสมควร
เรื่องการแต่งกายจบไปแล้ว มาว่าด้วยเรื่องของ “เนื้อหางาน” กันบ้าง
ช่วงแรก ๆ ผู้เขียนได้รับมอบหมายงานแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือช่วยหารายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของบริษัทหรือห้างร้านต่าง ๆ วันละ 20-30 รายชื่อ รวมถึงงานจิปาถะ…ที่จิปาถะจริงๆ เช่นการไปซื้อของที่เซเว่น โดยเราถูกแยกตัวไปนั่งทำงานอยู่เงียบ ๆ อยู่คนเดียว ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือจะนั่งรวมตัวกันในห้องประชุมใหญ่ค่ะ
ผู้เขียนถูกจับแยกกับคนอื่นอยู่แบบนี้ จนกระทั่งมีพนักงานใหม่อีกคนเข้ามา (สมมตินามว่าคุณ B) พวกเขาก็ให้คุณ B นั่งแยกในอีกห้องหนึ่งคนเดียวเหมือนกันค่ะ ไม่ให้มานั่งกับผู้เขียน แม้แต่ตอนกินข้าว ยังจับผู้เขียนกับคุณ B ให้ไปกินข้าวแยกกัน ไม่ให้เจอกันอีก มาจนถึงตอนนี้ผู้เขียนชักจะเริ่มสงสัยแล้ว ว่าจะจับเราแยกกันทำไมวะ แต่จะด้วยเหตุใดก็ช่าง ท้ายที่สุดแล้วผู้เขียนก็ได้แลกคอนแท็คกับคุณ B และได้คุยกันอย่างสนิทสนมอยู่ดี
แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ในวันหนึ่งขณะที่ผู้เขียนกำลังนั่งหารายชื่อบริษัทอยู่ในห้องเดียวกับรุ่นพี่ (สมมติชื่อว่าคุณ C) ก็มีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง (สมมติชื่อว่าคุณ A) เดินมาบ่นให้คุณ C ฟังว่าเดี๋ยวนี้หาลูกค้ายาก ลูกค้าไม่ค่อยยอมมาลงทุนกับเรา คุณ C ก็ให้คำแนะนำไปว่าให้คุณ A ค่อยๆ ให้เหตุผลกับลูกค้า ว่าถ้าลงทุนกับเรา เราจะช่วยดูความเสี่ยงและความผันผวนให้ นู่นนี่นั่น……..
ผู้เขียนซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 ที่นั่งฟังบทสนทนานี้อยู่ ก็เริ่มเอะใจขึ้นมา ว่าทำไมถึงคุยเรื่องลงทุน? ทำไมถึงพูดถึงหุ้น? ตกลงบริษัทนี้ ทำกิจการเกี่ยวกับอะไร? แล้วท้ายที่สุดความจริงก็เปิดเผยจนได้ เพราะหลังจากที่คุณ A เดินออกไป คุณ C ก็หันมาบอกผู้เขียนว่า เดี๋ยวจะให้ลองโทร.หาลูกค้าดูบ้าง เพื่อชวนลูกค้า "มาลงทุนหุ้น" เหมือนที่เพื่อนๆ คนอื่นเขาทำ……..
อันที่จริง…ผู้เขียนเกลียดงานที่ต้อง “ตามตื๊อลูกค้า” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมารู้ความจริงว่าธุรกิจหลักของบริษัทนั้น ไม่ได้ทำเกี่ยวกับงานผ้าตามที่บอก แต่เป็นการชักชวนคนมาลงทุนในหุ้น (ซึ่งเท่ากับว่าทางบริษัทตั้งใจปกปิดและดำเนินธุรกิจอย่างไม่สุจริต) ผู้เขียนยิ่งรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ ยิ่งนึกถึงตอนที่ถูกวิจารณ์การแต่งตัวในวันแรกๆ ที่เข้ามาทำงาน แล้วอีกหลายๆ ครั้งหลังจากนั้น มันยิ่งทำให้ผู้เขียนแน่ใจแล้วว่าไม่ควรอยู่ที่นี่ต่อไป
เลิกงานวันนั้นผู้เขียนกลับบ้านความรู้สึกเหนื่อยๆ พร้อมกับคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด พอถึงบ้าน ก็รีบเอาเรื่องนี้มาปรึกษาพ่อกับแม่ทันที ซึ่งพ่อกับแม่ก็เป็นห่วง จึงให้คำแนะนำตามสไตล์ผู้ใหญ่วัยเบบี้บูมเมอร์ที่ยึดมั่นในเรื่องของความหนักเอาเบาสู้ว่า…………
"ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ก็ไม่ต้องไปทำงานแล้วลูก!"
ใช่ค่ะ เพราะพ่อกับแม่ลองช่วยหาข้อมูลในเน็ต แล้วก็พบพิรุธเหมือนกัน และท้ายที่สุด วันรุ่งขึ้น ผู้เขียนก็ไม่กลับไปทำงานจริงๆ การผจญภัยของพลอยใสในบริษัทพิศวง จึงจบลงแต่เพียงเท่านี้ค่ะ
ปล.1 ผู้เขียนเล่าให้คุณ B ฟัง คุณ B ก็คิดเหมือนกัน เลยพร้อมใจกันไม่ไปทำงาน
ปล.2 ผู้เขียนใช้เวลาผจญภัยในบริษัทนี้ รวมแล้วประมาณ 15 วัน หรือก็คือ 2 สัปดาห์เศษๆ
โฆษณา