วันนี้ เวลา 03:30 • หุ้น & เศรษฐกิจ

กรณีศึกษาแม่บ้านชาวญี่ปุ่น ที่เริ่มลงทุนเพราะความจำเป็น แต่สร้างพอร์ต 100 ล้านบาทได้สำเร็จ

เมื่อพูดถึงคนลงทุนที่ประสบความสำเร็จ หลายคนจะมีภาพจำว่าคนเหล่านั้นต้องเป็นผู้ชาย หรือเรียนจบเกี่ยวกับด้านการเงิน
แต่เรื่องราวของแม่บ้านญี่ปุ่นคนหนึ่งเป็นคนละภาพ
เธอคือ คุณโชรุโกะ อดีตพนักงานบริษัทยาและคุณแม่ลูกสองชาวญี่ปุ่น ที่สามารถปั้นพอร์ตจากทุน 6 ล้านเยน ให้กลายเป็น 500 ล้านเยน หรือกว่า 100 ล้านบาทได้
แม่บ้านคนนี้ ทำได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
จุดเริ่มต้นในการลงทุนของคุณโชรุโกะ เกิดขึ้นในปี 2554 หรือ 15 ปีที่แล้ว ช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเจอกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงลงมาอย่างหนัก
พ่อของคุณโชรุโกะ ซึ่งเป็นนักลงทุนที่ชื่นชอบเงินปันผลและสิทธิประโยชน์จากหุ้น
เห็นว่า ราคาหุ้น ณ เวลานั้นร่วงหนักมาก และตัวเองก็ต้องการตั๋วเข้าชมดิสนีย์แลนด์ฟรีที่จำกัด 1 ใบต่อผู้ถือหุ้น เพิ่มพอดี
1
เขาจึงแนะนำพร้อมให้เงินกับลูกสาวจำนวน 2.4 ล้านเยน หรือประมาณ 500,000 บาท ไปซื้อหุ้น Oriental Land เจ้าของสวนสนุก Tokyo Disneyland และ Tokyo DisneySea
1
อย่างไรก็ตาม หลังจากซื้อหุ้นแล้ว ด้วยความที่คุณโชรุโกะยังเป็นนักศึกษา ไม่ได้มีความรู้หรือความสนใจด้านการลงทุน ก็ปล่อยมันทิ้งไว้ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย เป็นเวลา 7 ปีเต็ม
จนกระทั่งมีจุดเปลี่ยนคือ หลังแต่งงาน เธอเผชิญกับปัญหาทางการเงินอย่างหนัก มีภาระหนี้สินจากค่าผ่อนรถ นาฬิกาหรู รวมถึงค่าใช้จ่ายจากการย้ายมาอยู่ด้วยกันรวม 10 ล้านเยน
ขณะที่รายได้ก็ลดลง เพราะสามีของเธอออกจากงานเนื่องจากความเครียด
ซึ่งระหว่างทบทวนสถานะทางการเงินของครอบครัว คุณโชรุโกะได้ลองเปิดดูบัญชีหุ้นที่ลืมไปแล้ว และก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่ามูลค่าเงิน 2.4 ล้านเยนในหุ้น Oriental Land ได้เติบโตขึ้นเป็น 15.8 ล้านเยน
เหตุการณ์นั้นเอง ทำให้เธอตระหนักถึงพลังของตลาดหุ้น จึงตัดสินใจหันมาศึกษาเรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง
โดยในปี 2562 ขณะที่คุณโชรุโกะท้องลูกคนแรก และอยู่ระหว่างลาคลอด ก็ได้นำเงินออมส่วนตัว 4 ล้านเยน มารวมกับเงินลงทุนเดิม จนมีเงินทุนรวมราว 20 ล้านเยน
ซึ่งช่วงเวลานั้น เกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และ Apple ได้ปรับลดคาดการณ์รายได้ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ร่วงลงอย่างหนัก
เธอสังเกตเห็นว่าหุ้น Tokyo Electron ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์เบอร์ต้น ๆ ของญี่ปุ่น ถูกขายออกมาจนมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล หรือ Dividend Yield สูงถึงเกือบ 5%
เมื่อวิเคราะห์ด้วยตัวเองแล้ว คิดว่าเป็นโอกาส คุณโชรุโกะจึงตัดสินใจนำเงินทุนทั้งหมด 20 ล้านเยน ทุ่มซื้อหุ้น Tokyo Electron เพียงตัวเดียว
ทำให้ได้รับเงินปันผลสูงถึงประมาณ 1 ล้านเยนต่อปี และยังได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากการฟื้นตัวของวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์อีกด้วย
หลังจากพอร์ตเริ่มเติบโต เธอก็ต้องการเร่งความเร็วในการทำกำไรขึ้นไปอีก
โชคดีที่ลูกของเธอเป็นเด็กที่หลับง่ายและนอนนาน คุณโชรุโกะเลยใช้เวลาว่างระหว่างที่ลูกหลับ มานั่งทำ Day Trade หรือการซื้อขายรายวัน โดยใช้บัญชีมาร์จินหรือกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์ เพื่อเพิ่มอำนาจการซื้อหุ้นด้วย
ความน่าสนใจคือ เธอไม่ได้เทรดหุ้นซิ่ง หรือหุ้นตัวอื่น หรือสินทรัพย์ไหนเลย เทรดเฉพาะสิ่งที่คุ้นเคยอย่างหุ้น Tokyo Electron ตัวเดียวเท่านั้น
โดยตั้งเป้าหมายทำกำไรวันละ 157,000 เยน ซึ่งหากมีหุ้น 1,000 หุ้น ขอแค่ราคาหุ้นขยับขึ้นไปเพียง 157 เยน ก็จะทำตามเป้าหมายได้แล้ว
2
ข้อดีที่ตามมาของการเลือกหุ้นใหญ่อย่าง Tokyo Electron คือ มีความผันผวนของราคาในแต่ละวันมากพอ และมีปริมาณการซื้อขายมหาศาล ทำให้การเข้าซื้อและขายออก 1,000 หุ้น ทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
1
ด้วยข้อดีเหล่านี้และความคุ้นเคย เพียงแค่ 6 เดือน พอร์ตการลงทุนของเธอพุ่งขึ้นไปแตะ 50 ล้านเยน
และภายในเดือนมกราคม ปี 2564 เธอก็สามารถทำกำไรจากการเทรดได้เฉลี่ยวันละ 500,000 เยน ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์รวมของเธอทะลุ 100 ล้านเยนได้สำเร็จ
1
แต่ด้วยความสำเร็จที่รวดเร็วนี้เอง ก็เป็นตัวการที่ทำให้เธอเกิดภาพลวงตาว่าตัวเองเก่ง จนนำไปสู่บทเรียนราคาแพง เมื่อตัดสินใจเดินออกจากหุ้นใหญ่ที่คุ้นเคย และเลือกเข้าซื้อหุ้นเติบโตขนาดเล็กตัวหนึ่งแทน
1
โดยคุณโชรุโกะหวังผลกำไรก้อนใหญ่จากการประกาศงบการเงิน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ผลการดำเนินงานออกมาไม่เป็นไปตามคาด และด้วยความที่เป็นหุ้นขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องต่ำ ไม่มีแรงซื้อมากพอมารองรับ
1
ราคาหุ้นจึงดิ่งลงอย่างรุนแรง
ประกอบกับการใช้มาร์จิน ยิ่งขยายผลขาดทุนแบบทวีคูณ
ซึ่งวันนั้นวันเดียวส่งผลให้เธอสูญเสียเงินไปมากถึง 24 ล้านเยน
ก่อนที่ต่อมาภายในเดือนกรกฎาคม ปี 2564 มูลค่าสินทรัพย์ของเธอจะร่วงลงเหลือเพียง 68 ล้านเยน จนต้องตัดสินใจหยุดพักการเทรดชั่วคราวเพื่อตั้งสติ
บทเรียนครั้งนี้ ทำให้เธอเพิ่มเกณฑ์ในการคัดเลือกหุ้นไว้อย่างเข้มงวด
ไม่ว่าจะเป็น เลือกเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่เท่านั้น โดยมีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 ล้านล้านเยน, มีปริมาณการซื้อขายสูงในแต่ละวัน และเป็นหุ้นที่เงินทุนต่างชาติขนาดใหญ่สนใจซื้อ เพื่อให้มั่นใจในสภาพคล่อง
1
หลังจากพักตั้งสติได้ไม่กี่สัปดาห์ คุณโชรุโกะก็กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นอีกครั้ง โดยเข้าซื้อหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ ที่กำลังจะจ่ายเงินปันผลสูงถึง 10%
1
การเทรดรอบนี้ช่วยเพิ่มสินทรัพย์ของเธอให้กลับขึ้นมาที่ 88 ล้านเยน
อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดช่วงเวลาลาคลอด คุณโชรุโกะต้องกลับไปทำงานประจำ ทำให้ไม่มีเวลาสำหรับการทำ Day Trade เหมือนเดิมอีกต่อไป
เธอจึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนครั้งใหญ่ เป็นเน้นการเลือกซื้อหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรม ในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นเกิดการเทขายอย่างรุนแรง แล้วถือครองไว้นานขึ้น
1
โดยใช้ 2 ดัชนีไว้ตัดสินว่าตลาดหุ้นเกิด Panic หรือไม่ จากดัชนี U.S. Fear & Greed Index และดัชนี Nikkei VI
กลยุทธ์ใหม่นี้ช่วยสร้างกำไรจากความผันผวนของตลาดได้เป็นอย่างดี เช่น ในช่วงวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปี 2565 เธอสามารถทำกำไรได้ถึง 500,000 เยนภายในวันเดียว
อ่านถึงตรงนี้ เหมือนชีวิตการลงทุนจะราบรื่นแล้ว แต่บทเรียนในตลาดหุ้นยังไม่จบ
เมื่อปี 2567 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเกิดการดิ่งลงหนักอีกครั้ง ดัชนีเป็นไปตามเกณฑ์ที่คุณโชรุโกะกำหนดไว้
แต่รอบนี้ตลาดกลับไม่ฟื้นตัวตามคาดและร่วงลงต่อ ส่งผลให้เธอต้องยอมตัดใจตัดขาดทุนไป 50 ล้านเยน
1
เหตุการณ์นี้ทำให้เธอตกผลึกและปรับปรุงระบบการลงทุนอีกครั้ง
โดยปรับตัวเลขดัชนี U.S. Fear & Greed และ Nikkei VI ให้เป็นเพียงสัญญาณเตือน ที่ควรเริ่มจับตามอง แต่ไม่ใช้เป็นจุดเข้าซื้อโดยตรงอีกต่อไป
1
ซึ่งถ้าจะเข้าซื้อต้องดูกราฟราคาของหุ้นรายตัวเป็นหลักเท่านั้น
1
รวมถึงมีการตั้งจุดตัดขาดทุน หากราคาหุ้นร่วงลงมาประมาณ 10% จากต้นทุน หรือเหตุผลในการเข้าซื้อหมดไป จะขายทันที โดยไม่รอให้ราคากลับขึ้นมาเอง
1
ทีนี้พอมาปี 2569 ตลาดหุ้นเกิดความผันผวนหนักอีกเช่นเคย จนพอร์ตของคุณโชรุโกะวูบหายไปถึง 90 ล้านเยน
1
แต่แทนที่จะตื่นตระหนก เธอกลับมองเป็นโอกาส และตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ที่ราคาร่วงลงมาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น
เมื่อตลาดฟื้นตัว พอร์ตการลงทุนของเธอก็พุ่งทะยานทะลุ 500 ล้านเยน หรือ 100 ล้านบาทได้ในที่สุด
1
เรื่องราวของคุณโชรุโกะ ถือเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่า คนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนเป็นใครก็ได้ เพียงแต่ต้องมีวินัย เรียนรู้จากความผิดพลาด และปรับตัวอยู่เสมอนั่นเอง..
โฆษณา