•
8 ต.ค. เวลา 02:56 • ความคิดเห็น

ผมเป็นห่วงการศึกษาไทยในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับจำนวนผู้เรียนและรายรับ มากกว่าความรู้ที่นักศึกษาจะได้รับ

เพราะเมื่อใดที่ปริญญาแยกออกจากความสามารถจริง
เมื่อนั้นประเทศอาจมีคนจบการศึกษาสูงขึ้น
แต่ไม่ได้มีคนที่พร้อมทำงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
……….
ครูบาอาจารย์ อธิการบดี และคณบดี ควรเป็นแบบอย่างของการใฝ่รู้
ความรับผิดชอบ และความซื่อตรง
หากสิ่งที่นักศึกษาเห็นอยู่เสมอกลับเป็นการอวดรถหรู กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิการาคาแพง มื้ออาหารหรู การเดินทางต่างประเทศ
ตลอดจนการอวดฐานะและหน้าตาทางสังคมของคู่ครอง โดยแทบไม่ได้เห็นการพูดถึงความรู้หรือความตั้งใจพัฒนาการเรียนการสอน
ก็ต้องถามว่าเรากำลังส่งต่อค่านิยมอะไรให้คนรุ่นใหม่
……….
แน่นอนว่าการใช้ของราคาแพงหรือมีความสุขกับชีวิตครอบครัวไม่ได้แปลว่าใครเป็นครูที่ไม่ดี
สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือสอนจริงหรือไม่
ประเมินผลอย่างจริงจังหรือไม่ และยอมให้คนที่ยังมีความรู้ไม่ถึงเกณฑ์เรียนจบออกไปหรือเปล่า
………
ผมอยากชวนให้ลองคิดเป็นตัวเลข สมมุติมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเก็บค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมจากนักศึกษาคนละ 100,000 บาทต่อปี มีนักศึกษา 5,000 คน เท่ากับรับเงินจากนักศึกษาและครอบครัวปีละ 100,000 × 5,000 = 500,000,000 บาท หรือ 500 ล้านบาท
……….
เงินจำนวนนี้อาจมาจากเงินเก็บทั้งชีวิตของพ่อแม่ จากการทำงานหนัก หรือจากหนี้สินที่ครอบครัวยอมแบก เพราะหวังว่าลูกจะได้ความรู้ มีอาชีพ และเลี้ยงตัวเองได้
แต่หากมหาวิทยาลัยรับเงินไปแล้วกลับปล่อยให้การเรียนการสอนไร้คุณภาพ
ขอเพียงจ่ายครบก็ผ่าน จ่ายครบก็จบ
ผมคิดว่านี่คือการหากินกับความหวังของประชาชน
แม้จะมีใบอนุญาตเปิดสถาบัน
มีระเบียบรับเงิน
และมีปริญญามอบให้
ก็ไม่ได้หมายความว่าได้ทำหน้าที่ทางการศึกษาอย่างสมบูรณ์แล้ว
………
เงิน 500 ล้านบาทเป็นจำนวนมหาศาล
แต่สิ่งที่อาจเสียหายหนักกว่าเงินคือโอกาสพัฒนาคน 5,000 คน
คนเหล่านี้ควรได้ฝึกคิด ฝึกทำงาน และค้นพบความสามารถของตนเอง
กลับอาจเสียเวลาหลายปีแลกกับกระดาษใบหนึ่ง โดยไม่ได้รับความรู้สมกับเงินที่จ่ายไป
………
สมมุติคนหนึ่งเข้ามาเรียนเมื่ออายุ 20 ปี และมีชีวิตถึงอายุ 70 ปี
นั่นคือช่วงชีวิตอีก 50 ปีที่เขาจะอยู่ร่วมกับสังคมไทย
1
ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทำงานตลอด 50 ปี หรือจะพัฒนาตัวเองไม่ได้อีก
แต่ทำให้เห็นว่าการศึกษาที่บกพร่อง
อาจส่งผลยาวนานเพียงใด
………..
ยิ่งหากสังคมใช้ใบปริญญาเป็นเครื่องตัดสินความสามารถ
โดยไม่ตรวจสอบฝีมือจริง
คนที่ยังไม่พร้อมก็อาจเข้าไปอยู่ในตำแหน่งสำคัญ
มีหน้าที่บริหารคน
บริหารเงิน หรือกำหนดทิศทางของหน่วยงาน
ความบกพร่องของคนหนึ่งคนจึงอาจกระทบผู้คนอีกมากมาย
โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวเชื่อว่าการจบปริญญาโทหรือปริญญาเอก
หมายถึงตนเองรู้เพียงพอแล้ว
และไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากใครอีก.
1
โฆษณา