Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ศรัญญา วิชชาธรรม
•
ติดตาม
8 ต.ค. เวลา 08:16 • หนังสือ
ใบมีดโกนที่ลูกกระเดือก
เขียนโดย : บุญร่วม เทียมจันทร์
https://www.facebook.com/reel/1105096122265739
พอสืบพยานจำเลยปากสุดท้ายคดี “โสเภณีตีหัวตำรวจ” เสร็จ ตะวันสีแดงก็เลื่อนลับจากยอดไม้พอดี ผมรีบโกยอ้าวลงจากบันไดศาลอย่างรวดเร็ว พอมาถึงหน้าบันไดชั้นล่างก็เห็น “ลุงแฉ่ง” สารถีประจำพระองค์ของผมยืนรออยู่แล้ว ผมเผ่นแผล็วขึ้นประทับบนราชรถสามล้อ ลุงแฉ่งก็ขมีขมันยักแย่ยักยันปั่นสามล้อปุเลงๆ เลี้ยวซ้ายไปตามถนนยมราช มุ่งหน้าตรงไปยังร้าน “ประเสริฐเกษาบาร์เบอร์” ตามคำบัญชาของผมทันที
ผมเอนหลังเอกเขนกลงกับพนักพิงรถสามล้อ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเหนื่อยหน่าย หลับตาสองคู่ ปิดหูสองข้าง แล้วก็นั่งอย่างสบายองค์
วันนี้ผมต้องออกศึกหนักเป็นพิเศษ หนักเสียจนต้องอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมดแล้ว ท่านลองคิดดูซิครับ คนเดียวแท้ๆ มีอยู่แค่สองมือ (ไม่ใช่อัยการทศกัณฑ์ซักหน่อย) ว่าความตั้งเจ็ดแปดคดีแน่ะ ไม่ต้องไปถึงกับยืนว่าความแหกโอษฐ์ตะโกนปาวๆ อยู่หรอกครับท่าน
เอาแค่หอบสำนวนทั้งเจ็ดคดี พะรุงพะรังเป็นไอ้บ้าหอบฟางจากห้องทำงานเดินไปถึงศาล แขนก็แทบจะหลุดออกจากบ่าอยู่แล้วครับท่าน ท่านลองหลับตาคิดดูก็ได้ว่ามันจะวุ่นวายซักแค่ไหน
พอหอบสำนวนไปถึงศาล อันดับแรกเราก็เข้าไปยืนรอศาลอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ซะก่อน คนหรือครับ แน่นเปรี๊ยะไปหมดยังกับมาเที่ยวงานวัดไม่มีผิด พวกทนายความ อัยการ พยาน โจทก์ จำเลย ใครเป็นใครไม่รู้กันละเดินกันให้จ้าละหวั่นไปหมด
ฝ่ายเสมียนหน้าบัลลังก์ ซึ่งมีอยู่ประมาณสิบกว่าคนก็เดินตระเวนกู่ก้องร้องหาโจทก์ จำเลย เสียงดังโหวกเหวกไปหมด พอจับคู่โจทก์ จำเลยกันได้แล้วก็พากันเฮโลเข้าไปนั่งรอศาลอยู่ในบัลลังก์ใคร บัลลังก์มัน ว่ากันไป
ถ้าเพียงคนเดียว มีเพียงคดีเดียวก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาเท่าไหร่นักหรอก พอจับคู่โจทก์ จำเลยได้แล้วก็รีบสืบพยานให้เสร็จๆ แล้วก็กลับไปนอนตีพุงที่บ้านสบายแฮไป แต่กรณีอย่างของผมนี่ซิครับมันถึงจะกลุ้ม คนเดียวตอกเข้าไปตั้งเจ็ดคดี คิดดูก็แล้วกันว่าคนเดียวมีคู่ถึงเจ็ดคนมันจะหน้าเหลืองซักแค่ไหน คิดดูก็แล้วกัน
คุณเสมียนหน้าบัลลังก์คนนี้ก็ดึงแขนให้เข้าบัลลังก์ 3 บอกว่าคดีข่มขืนกระทำชำเราพร้อมแล้ว คุณเสมียนหน้าบัลลังก์คนนั้นก็ดึงเสื้อครุยให้ผมเข้าบัลลังก์ 8 บอกว่าศาลรออยู่แล้วจ้ะ ฝ่ายทางบัลลังก์ 1 ก็เร่งให้ไปไวๆ เลยไม่รู้ว่าจะเลือกบัลลังก์ไหนก่อนดี เลยตัดสินใจหลับตาเดินลอยละล่องไปตามแรงมือที่ฉุดกระชากลากถูไป ใครมีกำลังดีกว่าก็ลอยตามแขนของเขาไป
บางทีเรากำลังยืนว่าความอยู่บัลลังก์ 12 ดีๆ เอ้า! ทางบัลลังก์ 7 เรียกอีกแล้ว ผมก็ต้องเหาะระเห็จมาถามพยานบัลลังก์ 7 อีก เสร็จแล้วก็ต้องวิ่งชักรอกกลับไปว่าความบัลลังก์ 12 อีก เป็นยังไงบ้างครับท่าน สนุกดีไหมครับ
นี่คือความชุลมุนวุ่นวายของพวกเราละ ทำไม? และทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้นเล่า คำตอบก็คือ คดีที่โรงศาลทุกวันนี้มีมากมายเหลือเกินนั่นเอง และคดีอาญาถึงแปดในสิบคดีเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งนั้น
แสดงให้เห็นว่าประชาชนตาดำๆ ของเราแกอดอยากยากจนกันมาก พวกเขาจึงได้พากันแบกปืนออกไปเที่ยวปล้น ฆ่าเขากินกัน การที่ทางบ้านเมืองของเราได้พยายามเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มจำนวนอัยการ เพิ่มตำแหน่งผู้พิพากษา และขยายเรือนจำให้กว้างขวางใหญ่โตขึ้นไปอีกนั้น ไม่ได้ช่วยให้อาชญากรของชาติลดน้อยถอยลงไปได้เลย
การแก้ปัญหาด้วยวิธีดังที่ได้กราบเรียนมาแล้วนี้ มันก็เหมือนกับการแก้ปัญหาค้าฝิ่นเถื่อนโดยวิธีระดมกำลังเจ้าหน้าที่ไปเที่ยวเก็บเอาดอกฝิ่นมาเผาทิ้งที่กลางท้องสนามหลวงโดยไม่ได้ห้ามการปลูกต้นฝิ่นเอาไว้เลย แทนที่ฝิ่นมันจะลดลง มันกลับจะเพิ่มปริมาณฝิ่นขึ้นไปอีก
การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีนี้ถือได้ว่าเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ไม่ใช่แก้ที่ต้นเหตุ เมื่อเราจะแก้ไม่ให้มีโจร เราจะต้องแก้ที่ต้นเหตุที่ทำให้ต้องเกิดโจร ไม่ใช่แก้ที่ปลายเหตุที่ทำให้เกิดโจร โดยวิธีปราบปรามโจรเท่านั้น หรือท่านจะเถียงว่า ไม่จริง เอ้า!
แล้วท่านอาจจะย้อนถามผมต่อไปอีกว่า เราจะแก้ไขให้พวกชาวบ้านแกพอมีกินมีใช้ได้อย่างไร ปัญหานี้นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่เราทุกคนจะต้องหันหน้าเข้าหากัน ช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไข มิใช่แต่เพียงโยนกลองให้คนใดคนหนึ่งเป็นคน “เทวดาขี่ม้าขาว” ลงมาช่วยเหลือพวกเราเท่านั้น
แต่สำหรับผมเอง ผมรู้สึกเหนื่อยหน่าย อ่อนเปลี้ยเพลียแรงเหลือเกินล่ะครับ สมองมันมึนตื้อไปหมดแล้ว จะคิดจะนึกอะไรก็ไม่ค่อยจะออกหรอกครับ
กระผมจึงต้องขอประทานกรุณาอนุญาตพักผ่อนสมองไว้สักวันหนึ่งเถอะครับท่าน
“ถึงแล้วหลาน”
“เอี๊ยด!”
เสียงลุงแฉ่งร้องบอกผม เสียงเบรกของสามล้อดังลั่นจนแสบแก้วหู ผมค่อยๆ ย่างเท้าลงจากราชรถเดินเรื่อยเฉื่อยเข้าไปข้างในร้านตัดผม “ประเสริฐเกษาบาเบอร์” เสมือนกับคนที่ไร้วิญญาณ
ผมปีนขึ้นไปนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ตัดผมหมายเลข 8 ซึ่งเป็นเก้าอี้ตัวสุดท้ายติดอยู่กับห้องน้ำพอดี ที่เหนือกระจกบานใหญ่หมายเลข 8 มีตัวหนังสือเบ้อเริ่ม บอกยี่ห้อชื่อช่างตัดผมประจำโต๊ะไว้ว่า “ฮูเซ็น นากาเซ็ง”
เขาเป็นกัลบกหนุ่มใหญ่ หน้าตาเป็นชาวปักษ์ใต้โดยแท้ ผิวดำเป็นมัน ตาใหญ่คมลึก คิ้วดำ จมูกโด่ง ผมหยิกฟูเต็มศีรษะ แขนของเขากล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ร่างกายกำยำล่ำสัน อย่างนี้ไม่น่าจะมาเป็นช่างตัดผมมือปุยนุ่นได้เลย น่าจะไปเป็นแชมป์มวยปล้ำมากกว่า
ปัดตะเลี่ยนไฟฟ้าเริ่มและเล็มบริเวณปลายผมด้านล่างของท้ายทอยก่อน
“เปลี่ยนเป็นทรงรากไทร จอนหนา ดีไหมครับ เฮีย เท่ห์ดีครับ”
“เอาทรงเดิมดีกว่า เรามันแก่แล้วเว้ย” ผมสั่นหน้า
เสียงปัดตะเลี่ยนไฟฟ้าทำงานดัง “หวือๆ” ผมเองก็ง่วงเต็มประดาแล้ว ทีแรกก็นั่งตัวแข็งทื่อดีอยู่หรอก แต่พอนั่งไปนั่งไป เสียงดนตรีชุด “ซาวด์ อ๊อฟ มิวสิค” ดังแผ่วเบาแว่วมาจากวิทยุในห้องตัดผม ทำให้ผมเคลิ้มไป
ผมค่อยๆ นั่งโงนเงนเหมือนกับผีเข้าทรง ประเดี๋ยวศีรษะโน้มโอนไปข้างหนึ่งซะทีหนึ่ง เดี๋ยวก็โอนหงายกลับมาทางข้างหลังซะทีหนึ่ง พ่อกัลบกแกก็ดึงศีรษะของผมให้กลับมาตั้งตรงอยู่เรื่อยเชียว มันง่วงจริงๆ ครับท่าน ง่วงจะตายอยู่แล้ว
ครู่เดียวผมก็รู้สึกว่าเก้าอี้ถูกหมุนให้เอนนอนเหยียดยาวออกไปทางข้างหลัง ช่างตัดผมค่อยๆ ประคองเอาศีรษะของผมวางพาดลงบนพนักพิงอย่างละมุนละไม ผมหลับตาพริ้มด้วยความสุข คราวนี้แหละจะได้นอนหลับให้สบายองค์ซักทีหนึ่ง ไม่ต้องนั่งโงนเงนง่อนแง่นให้มันเสียเวลาอีกต่อไป
เสียงพ่อกัลบกหนุ่มปากปีจอคนนั้นฝอยอะไรก็ไม่รู้ ดังแว่วอยู่ในหูผมเรื่อย รำคาญเป็นบ้าเลย
“เอ! ทำไมขีดบนบ่าของท่านถึงไม่เหมือนกะของนายอำเภอเขาล่ะครับ”
“เป็นไงเหรอ” ผมหลับตาพูด
“ของนายอำเภอมีสามขีดใหญ่ แต่ของท่านทำไมถึงมีรูปหลวงพ่อทวดอยู่ด้วยล่ะครับ”
“เฮ้ย บ้า!... ไม่ใช่หลวงพ่อทวด ดูดีดีซี เป็นรูปพระโพสพ ถือไม้ตะบองใช่รึเปล่า ดูอีกทีซิ”
“เห็นครับ แล้วทำไมพระถึงต้องถือไม้ตะบองด้วยล่ะครับ เป็นพระนักเลงใช่มั้ยครับท่าน แล้วอีกมือนึง ทำไมถึงต้องทำมืองอๆ หงิกๆ คล้ายๆ กะพระห้ามญาติ ยังงั้นล่ะครับ”
“ไม่ใช่ยังง้าน ท่านถือไม้ตะบองเอาไว้ตีหัวคนที่ทำผิดกฎหมาย ส่วนมือที่ห้ามญาติก็คอยห้ามไม่ให้พวกเราตีหัวกระบาลคนดีๆ ยังไงละจ๊ะ”
เขาเริ่มใช้มีดโกนค่อยๆ ขูดบริเวณหน้าผาก แก้ม แล้วก็ค่อยๆ ไต่ไหลเรื่อยลงมา จนถึงบริเวณจอนผมที่ข้างใบหูข้างซ้ายของผม
“บ่าเหลืองๆ ของท่านนี่ดูโก้ดีนะครับ ใครเห็นก็ต้องกลัวท่าน ซูฮกท่านทั้งนั้นเลยหละครับ”
“เซ็นเอ๋ย อ้ายขีดๆ เหลืองๆ ไอ้ดาวๆ ขาวๆ เหล่านี้น่ะ มันก็เป็นแต่เพียงเฟอร์นิเจอร์ที่ประดับหลอกไว้ให้เรารู้ว่าเราทำงานอะไร เป็นอะไร อยู่ที่ไหนเท่านั้นเองแหละเพื่อนเอ๋ย อย่าไปหลงใหลใฝ่ปองอะไรกับมันเล้ย น้องเอ๋ย
มันก็เหมือนกะหัวโขนเราดีๆ นี่เองแหละ เวลาเราสวมหน้ายักษ์หน้ามารเข้าไป พวกลิงน้อยทั้งหลายมันก็พากันเกรงกลัวเรา ไหว้เรา แต่ถ้าเราลองถอดมันออกทิ้งซี เรามันก็อ้ายคนเหมือนกันแหละน่าน้องเอ๋ย! ต้องกิน ต้องนอน ต้องตายเหมือนกันหมดทุกคน คนเราน่ะมันไม่สำคัญว่าเราจะทำงานอะไร เป็นอะไรหรอกเพื่อนเอ๋ย มันสำคัญอยู่ที่ว่าเขาจะเป็นคนยังไงเท่านั้นเองแหละ จริงมั้ยล่ะ เซ็น”
“ครับ จริงของท่านครับ แต่ เอ! เขาว่าอัยการนี่มีหน้าที่เอาคนเข้าคุกใช่มั้ยครับท่าน ทนายเป็นคนเอาคนออกจากคุก ส่วนผู้พิพากษาก็เป็นคนเอาออกมั่ง เข้ามั่งตามสะดวก ใช่มั้ยครับท่าน”
ผมไม่ตอบ ได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก เพราะชักจะรำคาญเจ้ากัลบกจู้จี้คนนี้ซะแล้วซี คนอะไรก็ไม่รู้ อยากจะงีบซักหน่อยก็ไม่ได้งีบ คุยจ้ออยู่ได้ ไอ้ครั้นเราจะไม่ยอมพูดด้วยละก็จะหาว่าเรายโส เลยต้องเออออห่อหมกไปยังงั้นเอง ทั้งๆ ที่ความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับหน้าที่ของอัยการ ทนายความและผู้พิพากษาตามที่เขาเข้าใจนั้น มันไม่ค่อยจะถูกต้องตามความเป็นจริงเท่าไรนักหรอกครับ
เสียงวิทยุเงียบหายไป ไฟนีออนในร้านถูกเปิดพรึ่บขึ้น แสงไฟสว่างไสวเจิดจ้า ผมชำเลืองไปดูทางซ้ายมือ เห็นคุณสุชวยเสมียนสาวแก่ร่างจ้ำม่ำกำลังจะเดินออกจากร้านไป เธอหันมาสั่งให้คุณฮูเซ็นช่วยปิดร้านแทนเธอด้วย เธอบอกว่าลูกกุญแจห้องวางอยู่บนเคาน์เตอร์เรียบร้อยแล้ว
ขณะนั้นภายในห้องตัดผม ช่างตัดผมไปกันหมดแล้ว คุณประเสริฐแม่กะเทยใหญ่เจ้าของร้านก็ไม่รู้ว่าไปมุดศีรษะอยู่ซะที่ไหน คงเหลือแต่ผมกับเจ้าฮูเซ็น ปากนกกระจอก จอมฝอยสเต้อร์เท่านั้นเอง
“ขอโทษครับ ท่านชื่ออะไร”
มีดโกนคมกริบของเขาค่อยๆ ขูดหนวดของผมดังแคว่กๆ อยู่บริเวณใต้ลูกคาง
“แกอยากรู้ไปทำไมล่ะ เซ็น”
“เวลาผมมีอะไร จะได้ไปปรึกษาท่านครับ”
“งั้นเร้อะ! ฉันชื่อ ร่วม มีอะไรเชิญเลยนะหนุ่ม ไม่ต้องเกรงใจ ขออย่างเดียว อย่าไปปล้นฆ่าเขากินก็แล้วกัน”
“บุญร่วม ใช่มั้ยครับ ท่านอัยการบุญร่วม เทียมจันทร์ ผมเคยได้ยินชื่อท่านที่ตลาดเขาเคยพูดกัน”
“เออ! ใช่... ใช่”
ใบมีดโกนถูกยกออกจากบริเวณลูกคางของผม เขาเดินไปกรีดใบมีดโกนกับหนังสะบัดมือที่แขวนไว้ที่หน้ากระจก เสียงใบมีดโกนดัง “แช๊ปๆ” ฟังแล้วเสียวไส้
“เสร็จรึยังเนี่ย”
“อีกนิดเดียวครับท่าน”
เขาเดินย้อนกลับมาหาผมอีก ยื่นหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งให้ผมอ่าน เอาผ้าเย็นเฉียบนาบลงไปที่หน้าผากของผมสองสามที ทำให้หูตาของผมสว่างขึ้นมาบ้าง
ผมนอนหงายคลี่หนังสือพิมพ์ออกอ่านเพื่อฆ่าเวลา เขาเอาผงแป้งมันผสมฝุ่นโกลิน กลิ่นหอมเย็นๆ มาแตะบริเวณหน้าผากของผมอีกครั้งหนึ่ง ผมสังเกตเห็นใบหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นอย่างผิดสังเกต
ใบมีดโกนถูกขูดลงบริเวณผิวหนังที่หน้าผากของผมอย่างแรงๆ อีกครั้งหนึ่ง คดีอ้ายเสือเซ็มปล้นที่บ้านโนนตาเถร ศาลตัดสินตลอดชีวิตไปแล้ว ใช่มั้ยครับ ท่าน ผมได้ยินคนที่ตลาดเขาลือกัน”
“ใช่! ตัดสินเมื่อวันศุกร์นี่เอง ทำไมเหรอ”
“แต่เขาว่ามันร้ายมาก ใช่มั้ยครับ อ้ายเสือนี่” ผม
ยื่นหนังสือพิมพ์คืนให้เขาไป เขารับมันเอาไปวางไว้บนเก้าอี้ยาวข้างหลังโต๊ะผม แล้วขมีขมันกลับมาใช้มีดโกนขูดแคว่กๆ ลงบริเวณลำคอผมอีก เล่นเอาผมรู้สึกแสบนิดๆ
“เซ็นคิดดูก็แล้วกัน ขนาดเจ้าของรถมันคุกเข่าลงก้มกราบตีน ร้องขอชีวิตมันแล้ว มันยังกล้ายิงกรอกปากเล้ย เสร็จแล้ว มันก็ยังเอาน้ำมันเบนซินเทราดทั้งรถทั้งคน แล้วก็จัดการเผามันทั้งรถทั้งคนเลยล่ะ แล้วหยั่งงี้คุณคิดว่ามันร้ายมั้ยล่ะ คนยังงี้คุณคิดว่าเราควรจะเอามันไว้บูชาดีมั้ย”
ผมจ้องหน้าเขาเป๋ง แต่เขากลับหลบสายตาผมวูบวาบ
“หมายความว่าติดคุกตลอดชีวิตแล้ว ท่านยังไม่พอใจมันอีก ใช่มั้ยครับ” “ใช่! ศาลชั้นต้นเอาแค่ตลอดชีวิต เรื่องอะไรฉันจะไปยอมมันง่ายๆ ไอ้คนชาติชั่วหยั่งงี้ หลุดออกมาได้ชาวบ้านก็เดือดร้อน ฉันจะต้องอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์ประหารชีวิตมันให้ได้ คุณคอยดูฝีมือฉันก็แล้วกัน”
“หมายความว่ามันติดคุกตลอดชีวิตแล้ว ท่านยังไม่พอใจ ท่านยังจะให้มันถูกยิงเป้าอีก ยังงั้นเหรอครับ”
“ใช่”
“ถ้ายังงั้น ท่านก็เป็นคนว่าความคดีนี้ซี”
“ใช่! แกจะทำไม”
“หยุดนะ อย่าขยับ ตาย!”
เสียงของเขาดังลั่น ก่อนที่ผมจะขยับตัว ใบมีดโกนอันคมกริบวาววับในมือของเขาก็กดหมับเข้าที่ลูกกระเดือกของผมพอดิบพอดี ตาของเขาวาวโรจน์ น่ากลัวมาก ไม่ต่างอะไรกับดวงตาของไอ้เสือเซ็ม จำเลยที่ผมเคยลากคอมันเข้าตะรางไปแล้ว
ผมนอนตัวเกร็งแข็งทื่อตรึงนิ่งอยู่กับที่เหมือนกับท่อนไม้ เพียงแต่ผมกระดุกกระดิกนิดเดียว คอหอยของผมก็จะต้องขาดสะบั้นออกจากกันทันที
“อย่าส่งเสียงนะ ผมเอาจริงๆ ด้วย ผมนี่แหละเป็นพี่ชายของอ้ายเซ็ม นากาเซ็งล่ะ ผมพยายามตามหาไอ้คนที่มันเอาน้องชายผมเข้าคุกมานานแล้ว เพิ่งจะมาเจอะวันนี้เอง คุณเป็นคนใจดำอำมหิต โหดร้ายทารุณมาก เอาคนที่ไม่ผิดเลยเข้าคุก ติดคุกแล้วยังไม่พอใจ ยังจะเอามันไปยิงเป้าอีก ทำไม หือ! ทำไม น้องชายผมมันไปทำอะไรบนหัวคุณมิทราบ พูดมาซิ พูดออกมา ก่อนที่ผมจา... ฮึ่ม!...
เสียงของเขาช่างเคียดแค้นชิงชังผมเหลือเกิน ผมตรึงแน่นอยู่อย่างงั้น กระดิกกระเดี้ยอะไรไม่ได้ทั้งนั้น จะเหลียวแลหาคนในร้านพอที่จะช่วยเหลือเจือจานซักคนก็ไม่มี มือทั้งสองข้างของผมที่วางพาดอยู่บนหัวเข่าตัวเองจะล้วงควักกระชากเจ้ายู-เอส-อาร์มี่เพื่อนยากในกระเป๋ากางเกงออกมาซัดกับมัน ทุกอย่างมันก็สายเกินไปซะแล้ว...
ชีวิตของผมคงจะปิดฉากลงเดี๋ยวนี้ซะแล้วกระมัง?
ลิ้นไก่มันแข็งกระด้าง ประสาททุกส่วนเกร็งนิ่งชา พูดอะไรไม่ออกเลยซักคำ ผ่าซี...
“พูดออกมาซี้ ปากอมตีนอยู่เร้อะ บอกมาซิ ว่าน้องผมมันไปเหยียบหัวกระบาลคุณหรือยังไง”
“ดะ... ดะ... เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน ซะ... เซ็น ฉะ... ฉันอยาก ผะ... พูด”
“ก็พูดออกมาซี”
ใบมีดโกนถูกกดลงไปที่ลูกกระเดือกของผมให้หนักขึ้นไปอีก ผมรู้สึกเสียวแปล๊บที่หัวใจ เล่นเอาหัวใจของผมหล่นตุ๊บลงไปกองที่ปลายเท้าทันที ผมพยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะเท่าที่พอจะมีเหลืออยู่บ้าง นึกภาวนาคาถาอยู่ในใจว่า “พุทโธ พุทโธ” คิดถึงแต่พระพุทธเป็นสรณะสุท้าย มันทำให้จิตใจของผมค่อยๆ มั่นคงขึ้นทีละน้อยๆ
“ซะ... เซ็น แก”
“อะไร” เขาตะคอกผมอีก
“เอาละ ก่อนที่ฉันจะตาย ฉันขอเวลาแกซักห้านาทีได้มั้ย”
“ว่าไป ให้สองนาที”
เขาหรี่ตาชำเลืองดูนาฬิกาข้อมือของเขา ขณะขู่ตะคอกผม
“ตกลง สองนาทีก็ได้ เอาละ เซ็น”
ผมค่อยๆ ถอนใจอย่างแผ่วเบาด้วยเกรงว่า ลูกกระเดือกจะดิ้นไปโดนกับใบมีดโกนของมันเข้า
“ฉันขอถามแกหน่อยเถอะว่า อีตอนที่น้องแกฆ่าเขาน่ะ แกไปเห็นเหตุการณ์ด้วยกะเขารึเปล่า หือ”
“ไม่เห็น แต่น้องฉันเป็นคนดี”
“แล้วฉันล่ะ แกว่าฉันไปเห็นเหตุการณ์ด้วยมั้ย”
“คุณจะเห็นได้ยังไง ตอนนั้นคุณเสือกนอนกอดคุณนายของคุณอยู่ในห้องนอน ไม่ใช่เร้อะ”
“ใช่ ฉันอยู่บ้าน ฉันก็ไม่เห็นเหตุการณ์เหมือนกะแกเหมือนกัน แล้วแกรู้มั้ยว่าใครเป็นคนจับน้องแก แกบอกฉันหน่อยซิว่า ใครเป็นคนจับน้องแก”
“ตำรวจ”
“ใช่! ตำรวจจับมา แล้วตำรวจพวกนั้นเขาไปเห็นเหตุการณ์ด้วยรึเปล่า”
“ไม่”
“เอ้อ! แล้วทำไมน้องแกถึงถูกตำรวจจับล่ะ”
“มีคนไปแจ้งความ”
“ใช่! มีคนไปแจ้งความ ตำรวจจึงตามไปจับน้องแก แล้วแกรู้มั้ยว่าใครเป็นคนตัดสินจำคุกน้องของแก”
“ผู้พิพากษา”
“ดีละ ถ้ายังงั้นฉันเป็นคนทำอะไรน้องแกมั่ง”
“แกนั่นแหละตัวดีนักเชียว แกเป็นคนฟ้องน้องฉัน แล้วก็เป็นคนเอาน้องฉันเข้าคุกด้วย”
“ใช่! แกพูดถูก ฉันเป็นคนฟ้องน้องแก เป็นคนเอาน้องแกเข้าคุก ก็แล้วถ้าตำรวจไม่จับน้องแกมาล่ะ ฉันจะฟ้องน้องแกได้มั้ย แกลองคิดดูซิว่าฉันจะฟ้องน้องแกได้มั้ย ถ้าน้องแกไม่ถูกจับมาน่ะ”
“ไม่ได้”
“ฟังให้ดีนะ เซ็น ถ้าไม่มีการปล้นการฆ่ากัน ก็ไม่มีการแจ้งความกัน ถ้าไม่มีการแจ้งความกัน ก็ไม่มีการจับ และถ้าไม่มีการจับ ก็ไม่มีการการฟ้องกัน และถ้าไม่มีการฟ้องกัน ก็ไม่ต้องมีการตัดสินกัน ถูกมั้ยล่ะ ที่ฉันพูดมานี่น่ะ” เขาพยักหน้าช้าๆ
“เจ้าทุกข์มาแจ้งความ ตำรวจก็ไปจับน้องแกมา อัยการเป็นคนฟ้องน้องแก แล้วสุดท้ายผู้พิพากษาก็เป็นคนตัดสินลงโทษน้องแกไป ฉันอยากจะรู้นักว่าตำรวจ อัยการ ศาล พวกนี้น่ะ เขาเคยรู้จักมักจี่กับน้องของแกมาก่อนรึเปล่า เคยมีเรื่องอาฆาตมาดร้ายกันมาก่อนหรือเปล่า?
เปล่าเลย พวกเราทุกคนต้องทำไปตามหน้าที่ด้วยกันทั้งนั้น ตำรวจต้องจับ อัยการต้องฟ้อง ศาลต้องตัดสินลงโทษ ในเมื่อพยานหลักฐานมันยืนยันมั่นคงมัดตัวน้องเรา ถ้าขืนตำรวจไม่จับ อัยการไม่ฟ้อง ศาลไม่ลงโทษ ทั้งๆ ที่พยานหลักฐานมันชัดแจ้งแล้ว อย่างนี้ตำรวจ อัยการ ศาล ก็จะต้องถูกไล่ออกกันหมด แกพอจะเข้าใจที่ฉันพูดบ้างรึยัง หือ เซ็น”
ใบมีดโกนค่อยๆ ผ่อนคลายออกจากลูกกระเดือกของผมทีละน้อยๆ ทำให้ลูกกระเดือกผมดิ้นได้เล็กน้อย ลมหายใจทำงานได้สะดวกขึ้นบ้าง แต่ใบมีดอันตรายใบนั้นมันยังคงจดจ่อฉวัดเฉวียนอยู่บริเวณใต้คางของผมอีกต่อไป
“บ้านแม่ของฉันก็เคยถูกปล้นเหมือนกัน อ้ายโจรมันฆ่าพี่ฉัน ฆ่าหลานตัวเล็กๆ ตาดำๆ ของฉัน ตายเรียบวุธหมด ฉันเองก็เคยคิดอย่างกะแกเหมือนกัน ฉันคิดอยากจะฆ่ามันให้หมด
แต่ถ้าแกจะทำ แกจะต้องฆ่ามันให้หมด พยานทุกคนที่ใส่ร้ายป้ายสีน้องแก ฆ่าตำรวจที่จับน้องแกมา ฆ่าทนายที่ปล่อยให้น้องแกต้องเข้าคุก ฆ่ามัน ฆ่าไอ้อัยการคนที่ฟ้องน้องแก แล้วแกจะต้องฆ่าผู้พิพากษาคนที่ตัดสินลงโทษน้องแกด้วย แกจะต้องเก็บมันให้หมด อย่าให้เหลือ ไม่ใช่แกจะมาจ้องฆ่าฉันแต่เพียงคนเดียวเท่านั้น แกทำหยั่งงั้นมันไม่ยุติธรรมแก่ฉันเลยนี่หว่า จริงมั้ยละ เซ็น แกเข้าใจที่ฉันพูดบ้างมั้ย...เนี่ย”
เขาไม่ตอบอะไร ได้แต่ค่อยๆ ชักมีดโกนออกจากบริเวณคอหอยของผม ผมจ้องดูอิริยาบถของเขาโดยไม่กระพริบตา
ฉับพลันนั้นเองเขาก็โยนเจ้ามีดอันตรายเล่มนั้นทิ้งลงไปในตะกร้าหน้าห้องน้ำทันที เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก้มหน้านิ่ง ฟังผมเทศนาต่อไป
แสงแห่งชัยชนะเริ่มบรรเจิดจ้าเรืองรองขึ้นทุกที ผมได้ทีจึงโหมกำลังพลเข้ารุกไล่ข้าศึกเป็นการใหญ่
“แกรู้รึเปล่าว่าอัยการน่ะ มีหน้าที่อะไรมั่ง”
“ผมรู้แต่ว่าท่านเป็นคนเอาคนเข้าคุกอย่างเดียวครับ” เขาก้มหน้าพูดอย่างแผ่วเบา
ผมค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่งตัวตรง แล้วก้าวเท้าลงมายืนอยู่ที่ข้างๆ โต๊ะตัดผม ประจันหน้ากับเขาอย่างอาจหาญ แต่เขากลับก้มหน้านิ่งเฉยอยู่ ไม่ยอมสบตากับผมอีกต่อไป
“ดีละ ฉันจะบอกให้เอาบุญ อัยการน่ะ ไม่ใช่มีหน้าที่แต่เพียงเอาคนเข้าคุกเข้าตะรางอย่างเดียวเท่านั้น หน้าที่ของเรามีทั้งเอาคนเข้าคุกและออกจากคุกด้วย คนที่พยานหลักฐานมัดชัดแจ้งอยู่แล้วว่ามันกระทำผิดจริง เราก็ต้องเอามันเข้าคุกให้ได้
แต่ถ้าเขาไม่ได้ทำผิดอะไรเลย เราก็ต้องพยายามช่วยเขาให้ได้ ถ้าเราเอาคนดีดีเข้าคุกทั้งๆ ที่เรารู้แน่อยู่แก่ใจแล้วว่าเขาไม่ได้ทำผิดอะไรเลย หรือพยายามไปช่วยไอ้คนระยำตำบอนให้มันออกมาเดินเชิดหน้าลอยนวลเล่นอยู่กลางถนนหยั่งงี้ บาปมันจะกินหัวกระบาลเรา แต่ถ้ามันผิดจริง โหดร้ายทารุณจริง แต่ศาลเกิดลงโทษมันน้อยไปหน่อย เราก็จะต้องอุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงจวกมันให้หนักขึ้นไปอีก มันจะได้สาสมกับบาปกรรมที่มันได้สร้างเอาไว้ เราไม่ใช่คนใจดำอำมหิต แต่เราต้องทำตามหน้าที่ของเราตังหากล่ะ”
ฮูเซ็นค่อยๆ ย่อตัวคุกเข่าลงกับพื้นห้อง พนมมือทำท่าจะก้มลงกราบเท้าผม ผมรีบก้มลงประคองให้เขาลุกขึ้นมายืนอย่างรวดเร็ว ผมสังเกตเห็นน้ำใสๆ เอ่อล้นจนเต็มเบ้าตาทั้งสองข้างของเขา
“ผมขอโทษด้วยครับท่าน ผมผิดไปแล้ว” เขายกมือขึ้นไหว้ผม
“ฉันไม่ถือแกร็อก เซ็น ฉันดีใจที่แกเข้าใจฉันดี”
“นี่ เอาไป... ไม่ต้องทอน”
ผมยื่นธนบัตรฉบับละยี่สิบบาทฉบับหนึ่งให้เขา เป็นค่าตัดผม (ค่าตัดผมจริงๆ 10 บาท) แล้วเดินไปหยิบสำนวนการสอบสวนที่วางไว้บนหิ้งกระจก แล้วเดินย้อนกลับมาหาเขาอีก ผมตบไหล่เขาเบาๆ เขายกมือไหว้ผมอีก ผมจับมือเขาเขย่าแรงๆ
“ท่านครับ แล้วเรื่องน้องผมล่ะ ท่านจะอุทธรณ์ให้ประหารชีวิตมั้ยครับท่าน” เขาวิงวอนกับผม
“ยังไม่แน่เลย เซ็น ขอคิดดูก่อนนะ ฉันไปล่ะ”
พูดจบผมก็เผ่นแน่บออกจากร้านตัดผมมรณะนั้นไป พอพ้นธรณีประตูกระจกออกมาได้ ผมก็กระโดดแผล็วขึ้นราชรถประจำตำแหน่งที่รอท่าอยู่ที่หน้าร้านแล้ว ลุงแฉ่งสารถีแกก็พาผมปลิวลิ่วไปตามลมทันที
ท่านล่ะ... ท่านคิดบ้างไหมครับว่า ผมจะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ประหารชีวิตคุณเสือกาเซ็ม นากาเซ็ง น้องชายของนายฮูเซ็น นากาเซ็ง เจ้าช่างตัดผมมหาภัยคนนี้ หรือไม่?
ท่านอาจจะคิดว่าผมไม่ควรจะอุทธรณ์ เพราะมันติดคุกตลอดชีวิตก็สาสมกับความผิดของมันแล้ว ไม่ควรที่จะใจไม้ไส้ระกำถึงกับให้มันต้องถูกยิงเป้าอีกเลย แล้วอีกอย่างหนึ่งก็เพื่อตอบแทนน้ำใจของคุณฮูเซ็น นากาเซ็ง พี่ชายของเขาที่ได้ปล่อยให้ลูกกระเดือกของผมยังคงติดอยู่กับคอหอยของผมอีกต่อไป
แต่สำหรับผม...
ผมเห็นว่า มนุษย์ที่มันกล้ายิงกรอกปากคนเล่นขณะที่เขาคุกเข่าลงกราบไหว้อ้อนวอนร้องขอชีวิตนั้น ไม่ควรที่จะปล่อยให้มันอยู่ให้หนักแผ่นดินอีกต่อไป พรุ่งนี้เช้าผมจะยื่นอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาประหารชีวิตไอ้เสือเซ็มจอมโหดคนนี้ให้จงได้ ใครจะว่าผมใจดำอำมหิตก็ยอมละครับคราวนี้
“ถึงแล้วจ้า! … เอี๊ยด!”
ผมก้าวเท้าลงจากราชรถ โยนเศษเหรียญบาทสองสามอันให้ลุงแฉ่ง แล้วก็เดินเอื่อยเฉื่อยเข้าบ้านอย่างตัวเบาหวิว
“โอ๊ย! เข็ดจนตายแล้วจ้ะ...! ร้านตัดผมร้านนี้ เป็นตายร้ายดียังไงก็จะไม่ขอเข้าไปอีกเป็นอันขาด”
...ใบมีดโกนที่ลูกกระเดือก
...พูดแล้ว ยังเสียวคอหอยอยู่เลย...!
.............………………………..
Law & Life Stories by Saranya
#ใบมีดโกนที่ลูกกระเดือก #อัยการ900 #บุญร่วมเทียมจันทร์ #ศรัญญาวิชชาธรรม #เรื่องเล่าจากอัยการ #ชีวิตอัยการ #เรื่องเล่าคดีกฎหมาย #กฎหมายใกล้ตัว #ความยุติธรรม #นักกฎหมาย #หนังสือกฎหมาย #วรรณกรรมกฎหมาย #เรื่องเล่าจากชีวิตจริง #หนังสือดีน่าอ่าน #EbookMeb #LawAndLifeStoriesBySaranya
ธุรกิจ
เศรษฐกิจ
ความรู้รอบตัว
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย