Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ลงทุนแมน
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 10:30 • ธุรกิจ
ระบบญี่ปุ่น ใช้เงินคุมคุณภาพ ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ
ถ้าวันหนึ่ง พ่อหรือแม่เริ่มดูแลตัวเองไม่ได้ คำถามแรกที่คนไทยหลายคนต้องเจอ คือใครจะดูแล และใครจะจ่าย..
ถ้าส่งไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเอกชน ค่าใช้จ่ายแบบอยู่ประจำก็สูงเป็นหลักหมื่นบาทต่อเดือน และครอบครัวต้องจ่ายเองทั้งหมด
ทีนี้ ลองหันไปดูญี่ปุ่น ประเทศที่มีคนอายุ 65 ปีขึ้นไป เกือบ 1 ใน 3 ของประชากร แต่ครอบครัวญี่ปุ่นกลับจ่ายเองแค่ 10-30% ของค่าบริการ เพราะมีระบบที่วางไว้ล่วงหน้า ว่าใครจะดูแล ใครจะจ่าย และใครจะคุมคุณภาพ
ระบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปก่อนปี 2000 ญี่ปุ่นก็เคยเจอปัญหาไม่ต่างจากไทยตอนนี้
โดยแต่เดิม เงินดูแลผู้สูงอายุของญี่ปุ่นแยกอยู่ 2 กระเป๋า
กระเป๋าแรกคือ เงินภาษีฝั่งสวัสดิการ ที่รัฐเป็นคนเลือกว่าใครได้บริการอะไร และคิดค่าบริการตามรายได้ ครอบครัวชนชั้นกลางจึงใช้บริการได้ยาก
กระเป๋าที่สองคือ เงินประกันสุขภาพ ที่ถูกใช้ไปกับผู้สูงอายุที่นอนโรงพยาบาลยาวทั้งที่ไม่ได้ป่วยหนัก เพราะสถานดูแลมีไม่พอ จนเกิดคำเรียกว่า ชะไคเทะกิ นิวอิน หรือการนอนโรงพยาบาลเพราะเหตุผลทางสังคม
แม้รัฐบาลจะเร่งสร้างสถานดูแลเพิ่ม แต่ตราบใดที่เงินยังแยกอยู่ 2 กระเป๋า ปัญหาก็ยังไม่จบ
ญี่ปุ่นจึงต้องการกระเป๋าใบใหม่ ที่ทุกคนช่วยกันจ่าย และผู้สูงอายุเลือกบริการได้เอง
หลังจากถกเถียงกันอยู่นาน ว่าจะใช้เงินภาษีหรือเก็บเบี้ยประกัน ญี่ปุ่นก็เลือกทำเป็นประกันสังคม โดยดูต้นแบบจากเยอรมนี กฎหมายผ่านสภาในปี 1997 และเริ่มใช้จริงในปี 2000
ตอนนั้น สัดส่วนคนอายุ 65 ปีขึ้นไปของญี่ปุ่นอยู่ที่ 17%
ระบบนี้ทำให้การดูแลผู้สูงอายุ กลายเป็นประกันสังคมตัวที่ 5 ของญี่ปุ่น ต่อจากประกันสุขภาพ บำนาญ ประกันการจ้างงาน และประกันการบาดเจ็บจากการทำงาน
หลักการง่าย ๆ คือ ทุกคนจ่ายเบี้ยไว้ก่อน แล้วค่อยใช้สิทธิเมื่อถึงวันที่ต้องการการดูแล
แล้วเงินที่เอามาใช้จ่ายในระบบนี้ ใครเป็นคนจ่ายบ้าง ?
ฝ่ายแรกคือ คนวัยทำงาน คนญี่ปุ่นที่มีประกันสุขภาพ จะเข้าระบบนี้โดยอัตโนมัติตั้งแต่เดือนที่อายุครบ 40 ปี ตรงนี้เป็นภาคบังคับ เลือกไม่จ่ายไม่ได้
ช่วงอายุ 40-64 ปี เบี้ยจะถูกเก็บรวมไปกับประกันสุขภาพ โดยถ้าเป็นพนักงานบริษัท จะมีนายจ้างช่วยจ่ายครึ่งหนึ่ง เงินจากกลุ่มนี้คิดเป็น 27% ของเงินในระบบ
ฝ่ายที่สองคือ ผู้สูงอายุเอง คนอายุ 65 ปีขึ้นไปยังต้องจ่ายเบี้ยต่อ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกหักจากเงินบำนาญโดยตรง เงินจากกลุ่มนี้คิดเป็น 23% ของเงินในระบบ โดยเบี้ยเฉลี่ยตอนนี้อยู่ที่ 6,225 เยนต่อเดือน หรือราว 1,300 บาท
ฝ่ายที่สามคือ รัฐ ที่จ่ายด้วยเงินภาษีอีกครึ่งหนึ่ง โดยเป็นงบจาก
- รัฐบาลกลาง 25%
- จังหวัด 12.5%
- เทศบาล 12.5%
จะเห็นว่า ไม่มีฝ่ายใดแบกต้นทุนทั้งหมดไว้คนเดียว เงินทั้งหมดถูกรวมเป็นกองกลางที่เทศบาล ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รับประกัน
ส่วนครอบครัว ไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายหลักอีกต่อไป แต่ยังเป็นคนสำคัญในการเริ่มต้นกระบวนการและยื่นเรื่องเข้าสู่ระบบ
โดยขั้นแรก ญาติหรือผู้ดูแลจะยื่นขอให้เทศบาลประเมินแทนผู้สูงวัยได้ เจ้าหน้าที่จะมาสำรวจสภาพร่างกายและจิตใจ ประกอบกับความเห็นของแพทย์ประจำตัว แล้วให้คณะกรรมการตัดสินระดับ มีตั้งแต่การสนับสนุนระดับ 1-2 ไปจนถึง การดูแลระดับ 1-5 ยิ่งระดับสูง ยิ่งได้วงเงินค่าบริการต่อเดือนมาก
เมื่อประเมินแล้ว ขั้นต่อไปคือผู้จัดการการดูแล หรือ Care Manager จะมาช่วยวางแผนว่าผู้สูงวัยควรได้บริการอะไร จากผู้ให้บริการเจ้าไหน ค่าทำแผนนี้ ระบบจ่ายให้เต็มจำนวน ครอบครัวไม่ต้องจ่าย
โดยผู้สูงวัย ที่ได้ระดับการดูแล 1 จะใช้บริการที่บ้านได้เต็มเพดานเดือนละ 167,650 เยน หรือราว 35,700 บาท แต่ครอบครัวจ่ายเองแค่ 10% คือ 16,765 เยน หรือราว 3,600 บาท ถ้าเป็นคนรายได้สูงก็จะจ่ายแพงขึ้นเป็น 20-30%
ส่วนที่เหลือ ผู้ให้บริการจะส่งรายการไปเบิกจากระบบ โดยมีสหพันธ์ประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นคนตรวจรายการก่อนจ่ายเงิน
ที่น่าสนใจก็คือ เงินก้อนนี้ ไม่ใช่ว่าใครจะมาเบิกได้ตามใจ..
ผู้ให้บริการต้องได้รับการแต่งตั้งจากจังหวัดหรือเทศบาลก่อน ถึงจะเบิกเงินจากระบบได้ และจะได้รับแต่งตั้ง ก็ต่อเมื่อผ่านเกณฑ์ทั้งด้านคน สถานที่ และการดำเนินงาน
ยกตัวอย่าง บ้านพักคนชราพิเศษที่รับผู้สูงอายุไว้ดูแลระยะยาว
- ต้องมีพนักงานดูแลรวมพยาบาล 1 คน ต่อผู้พัก 3 คน
- ห้องพักห้องละ 1 คน ถ้าจำเป็นจริงให้อยู่ได้ 2 คน
- พื้นที่ห้องอย่างน้อย 10.65 ตารางเมตรต่อคน
และถ้าภายหลังพบว่า ผู้ให้บริการเบิกเงินโดยมิชอบ หรือทารุณกรรมผู้สูงอายุ ทางการต้องเปลี่ยนจากการให้คำแนะนำ ไปเป็นการตรวจสอบทันที โดยในปีงบประมาณ 2023 ทั่วญี่ปุ่นมีการลงโทษผู้ให้บริการรวม 139 กรณี
ถ้าให้สรุปง่าย ๆ ญี่ปุ่นใช้เงิน เป็นตัวคุมคุณภาพ ใครไม่ได้มาตรฐาน ก็เบิกเงินจากระบบไม่ได้
นอกจากคุมมาตรฐานแล้ว รัฐยังเป็นคนกำหนดราคาด้วย
ค่าบริการแต่ละแบบ ถูกกำหนดเป็นหน่วย โดยกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น
1
1 หน่วยมีค่าราว 10 เยน และปรับเพิ่มในเมืองที่ค่าครองชีพสูง
บริการแบบเดียวกันจึงมีราคาเดียวกัน และผู้ให้บริการขึ้นราคาเองไม่ได้
ผลก็คือ ผู้ให้บริการเกือบทั้งหมดเลือกเข้าระบบ เพราะถ้าไม่ได้รับการแต่งตั้ง ลูกค้าต้องจ่ายเต็ม 100% แทนที่จะจ่ายแค่ 10-30%
ส่วนที่ยังตั้งราคาเองได้ คือค่าที่พัก ค่าอาหาร และบริการเสริมนอกระบบ เช่น พาไปซื้อของ หรือทำงานบ้านที่เกินขอบเขตของประกัน
พูดง่าย ๆ คือ ธุรกิจนี้ในญี่ปุ่นมีลูกค้าและคนจ่ายเงินที่แน่นอน แต่แลกมากับการที่รายได้ส่วนใหญ่ ขึ้นอยู่กับราคาที่รัฐเป็นคนตั้ง
และพอมีคนจ่ายเงินแน่นอน บริการก็ขยายตามมา โดยปีงบประมาณ 2000 ปีแรกของระบบ ค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 3.6 ล้านล้านเยน แต่ในปีงบประมาณ 2024 ตัวเลขนี้ขึ้นมาเป็นราว 12.1 ล้านล้านเยน หรือราว 2.6 ล้านล้านบาท
ขณะที่คนที่ได้รับการรับรองว่าต้องการการดูแล เพิ่มจาก 2.18 ล้านคน เป็น 7.21 ล้านคน
1
เมื่อมีตลาดที่ใหญ่ขนาดนี้ ก็ดึงดูดบริษัทใหญ่เข้ามาด้วย อย่าง SOMPO กลุ่มประกันวินาศภัยรายใหญ่ของญี่ปุ่น ที่ซื้อ Watami Care ในปี 2015 เพื่อเริ่มธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ
หรือ Nippon Life หนึ่งในบริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ที่ตกลงซื้อหุ้น 99.6% ของ Nichii ผู้ให้บริการดูแลผู้สูงอายุรายใหญ่ ด้วยเงินราว 2.1 แสนล้านเยน เมื่อปลายปี 2023
แต่ระบบนี้ก็ยังมีโจทย์ใหญ่ที่แก้ไม่จบ
โจทย์แรกคือ เบี้ยแพงขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุ
เบี้ยเฉลี่ยของคนอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มจาก 2,911 เยนต่อเดือนในช่วงแรกของระบบ เป็น 6,225 เยนในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
2
โจทย์ที่สองคือ คนดูแลไม่พอ
กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นประเมินว่า ปีงบประมาณ 2026 จะขาดบุคลากรดูแลผู้สูงอายุราว 2.5 แสนคน และตัวเลขนี้จะขยับเป็นราว 5.7 แสนคนในปีงบประมาณ 2040
โจทย์ที่สามคือ รัฐต้องเลือกว่าจะจ่ายให้ใครมากน้อยแค่ไหน ?
ปี 2024 ญี่ปุ่นปรับค่าบริการขึ้น 1.59% โดย 0.98% ใช้ขึ้นค่าแรงพนักงาน
กลุ่มบ้านพักคนชราที่เคยขาดทุนได้ค่าบริการเพิ่ม
ส่วนค่าบริการพื้นฐานของการดูแลที่บ้าน ซึ่งเคยมีกำไร กลับถูกปรับลด
ผลที่ตามมาคือ ปี 2024 ญี่ปุ่นมีธุรกิจดูแลผู้สูงอายุล้มละลาย 172 ราย มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มระบบ โดยเกือบครึ่ง หรือ 81 ราย เป็นผู้ให้บริการดูแลที่บ้าน ซึ่งนอกจากโดนลดค่าบริการ ยังหาคนทำงานไม่ได้ด้วย
ญี่ปุ่นจึงต้องปรับระบบทุก 3 ปี ทั้งเบี้ยที่เก็บและราคาที่จ่าย เพราะผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปี แต่คนจ่ายเบี้ยและคนดูแลไม่ได้เพิ่มตาม
แล้วถ้ากลับมามองที่ไทย เราอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ?
ถ้านับแบบเดียวกับญี่ปุ่น คือคนอายุ 65 ปีขึ้นไป กลางปี 2026 ไทยมีผู้สูงอายุกลุ่มนี้ราว 10.17 ล้านคน หรือ 15.5% ของประชากร
ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับญี่ปุ่นช่วงปี 1996-1997 ซึ่งปี 1996 ญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุ 15.1% และเป็นช่วงที่กำลังผลักดันกฎหมายประกันการดูแลระยะยาวพอดี
1
พูดง่าย ๆ ว่า ไทยตอนนี้ยืนอยู่ตรงจุดที่ญี่ปุ่นเคยยืน ก่อนเปิดระบบราว 3-4 ปี
ไทยเองก็มีระบบดูแลระยะยาวของ สปสช. มาตั้งแต่ปี 2016 ให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในสิทธิบัตรทอง ได้แผนการดูแลและคนไปเยี่ยมดูแลถึงบ้าน งบเดิมคือ 6,000 บาทต่อคนต่อปี ก่อนปรับเป็น 10,442 บาทตั้งแต่ปีงบประมาณ 2024
แต่งบก้อนนี้เน้นบริการที่บ้านและในชุมชน ครอบครัวที่ต้องส่งพ่อแม่ไปอยู่ศูนย์ดูแลเอกชน จึงยังต้องจ่ายค่าศูนย์เอง
1
ซึ่งไทยเองมีกฎหมายควบคุมศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแล้ว โดยกฎกระทรวงปี 2020 กำหนดให้ศูนย์ดูแลแบบค้างคืน ต้องมีผู้ให้บริการ 1 คน ดูแลผู้รับบริการไม่เกิน 5 คน
3
แต่ประเด็นคือเกณฑ์นี้เป็นเงื่อนไขตอนขอใบอนุญาต และไม่ได้ผูกกับเงินที่ศูนย์ได้รับ เพราะค่าศูนย์ดูแลเอกชนยังเก็บมาจากเงินของครอบครัวผู้สูงอายุเอง
แล้วถ้าให้ตอบว่าไทยอยู่ตรงไหนตอนนี้ ถ้าเทียบกับญี่ปุ่น
ที่ญี่ปุ่น คุณภาพถูกบังคับด้วยระบบ
ส่วนที่ไทย แม้จะมีกฎหมายคอยกำกับดูแล
แต่เรื่องคุณภาพ ในบางเคส ก็ยังต้องอาศัยความโชคดีของลูกค้าอยู่ด้วย..
ธุรกิจ
23 บันทึก
25
19
23
25
19
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย