•
8 ต.ค. เวลา 12:52 • ความคิดเห็น
ข้อสมมติฐานที่ว่าโรงพยาบาลเอกชนจงใจ "ยื้อชีวิต" คนไข้เพื่อกินเงินจากกองทุนประกันสังคมนั้น แทบไม่มีความเป็นไปได้ในความเป็นจริง เนื่องจากระบบการจ่ายเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลของ สำนักงานประกันสังคม ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันปัญหานี้โดยเฉพาะ
การวิเคราะห์และข้อเท็จจริงทางการแพทย์รวมถึงระบบสาธารณสุข มีรายละเอียดแยกตามประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. ข้อเท็จจริงด้านระบบการเบิกจ่าย (DRG)
ระบบประกันสังคมของไทยไม่ได้จ่ายเงินให้โรงพยาบาลแบบ "จ่ายตามจริง" (Fee for Service) ในกรณีผู้ป่วยใน แต่ใช้ระบบ กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) ซึ่งจ่ายเงินตามเกณฑ์เฉลี่ยของความรุนแรงของโรค
มีเพดานการจ่ายเงินที่จำกัด: ประกันสังคมจะจ่ายเงินชดเชยตามค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ (AdjRW) ของโรคนั้นๆ เช่น หากโรคนั้นถูกกำหนดราคาเหมาจ่ายไว้ที่ 50,000 บาท ต่อให้โรงพยาบาลจะยื้อชีวิตคนไข้ไว้นานจนเกิดค่าใช้จ่ายจริงไปถึง 200,000 บาท โรงพยาบาลก็จะได้เงินจากประกันสังคมเท่าเดิม
ยิ่งนอนนาน โรงพยาบาลยิ่งขาดทุน: ในทางธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน การที่ผู้ป่วยอาการวิกฤตจมเตียงอยู่ใน ICU เป็นเวลานานโดยไม่มีการทำหัตถการใหม่ๆ จะกลายเป็นต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ที่ทำให้โรงพยาบาลสูญเสียโอกาสในการรับผู้ป่วยรายใหม่ที่สามารถทำกำไรได้มากกว่า
2. ข้อเท็จจริงกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต (UCEP)
หากเป็นกรณีฉุกเฉินวิกฤตสีแดง (อุบัติเหตุร้ายแรง, หัวใจหยุดเต้น ฯลฯ) ที่เข้าเกณฑ์นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่
  • 1.
    ​ประกันสังคมคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลให้ภายใน 72 ชั่วโมงแรกเท่านั้น
  • 2.
    ​หลังจากพ้น 72 ชั่วโมง หรือเมื่อคนไข้พ้นวิกฤตและปลอดภัยพอที่จะย้ายได้ โรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้นจะต้องส่งตัวผู้ป่วยกลับไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิหลักของผู้ประกันตน
  • 3.
    ​หากโรงพยาบาลดึงเช็งหรือยื้อตัวคนไข้ไว้เองโดยไม่จำเป็น กองทุนประกันสังคมจะไม่จ่ายเงินสนับสนุนในส่วนที่เกินเวลาให้
3. ข้อเท็จจริงด้านจริยธรรมแพทย์และกฎหมาย
  • 1.
    ​กฎหมายการคุ้มครองสิทธิผู้ป่วย: ตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 เปิดโอกาสให้บุคคลสามารถทำ "พินัยกรรมชีวิต" (Living Will) เพื่อแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยื้อการตายในวาระสุดท้ายได้ ซึ่งแพทย์ต้องปฏิบัติตาม
มาตรการตรวจสอบ: สำนักงานประกันสังคมมีทีมแพทย์และคณะกรรมการตรวจสอบเวชระเบียน (Medical Audit) เสมอ หากพบว่าโรงพยาบาลทำการรักษาพยาบาลเกินความจำเป็น หรือบันทึกข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริงเพื่ออัปค่า DRG โรงพยาบาลจะถูกปรับ ลดเงินชดเชย หรือถูกยกเลิกสัญญาการเป็นคู่สัญญากับประกันสังคม ซึ่งได้ไม่คุ้มเสีย
สรุป: คำถามนี้เป็นเพียง "ข้อคิดเห็นหรือความแคลงใจของผู้บริโภค" แต่ในแง่ "ข้อเท็จจริงเชิงระบบสาธารณสุข" โรงพยาบาลเอกชนไม่มีแรงจูงใจทางการเงินที่จะยื้อชีวิตผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมไว้เพื่อหวังเงินกองทุน เนื่องจากระบบเหมาจ่ายตามกลไก DRG จะทำให้โรงพยาบาลเป็นฝ่ายแบกรับภาวะขาดทุนเองหากทำการรักษาเกินขอบเขตที่กำหนดไว้
Ai รวบรวม
โฆษณา