8 ต.ค. เวลา 22:27 • หนังสือ

มิถุนายน

วันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๕ น
​๖/๘๕
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๔๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
เมื่อวันที่ ๒๙ เดือนก่อน ชายดิศเอาลายพระหัตถ์เวรไปให้ที่บ้านปลายเนิน ๒ ฉบับ ลงวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ฉบับ ๑ กับบันทึกเรื่องเมืองเก่าๆ และพระเจดีย์ยุทธหัตถี กับลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๓ พฤษภาคมติดกันเป็น ๓ ฉบับจะกราบทูลสนองความต่อไป
สนองลายพระหัตถ์กับบันทึก
๑. พิจารณาคำว่า “สารเข้า” เห็นคำหลังนั้นเป็นคำที่ถูกโทจึ่งคิดว่าทีจะไม่ใช่คำเขมร แม้กระนั้นก็ดีก็ได้ดูสอบพจนานุกรมภาษาเขมร คำว่า “สารเข้า” หรือ “สารเขา” ไม่มี มีแต่แยกกันเป็น “สาร“ กับ “เขา” ให้คำแปลไว้ก็ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ จึงคิดไปใน
ทางภาษาอื่น เห็นว่าคำ “สารเข้า” นั้นเป็นสองคำ คำ “สาร” เป็นภาษามคธ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าช้าง แปลว่าแข็งต่างหาก ที่เอามาใช้กับช้างก็เพื่อจะบ่งความว่าสัตว์ที่แข็งแรงก็คือช้างดอกกระมัง จะอย่างไร​ก็ดีย่อมเป็นที่สังเกตได้ว่าเป็นคำที่เราเข้าใจเคลื่อนความหมายไปอันหนึ่ง ส่วนคำว่า “เข้า” นั้นดูเป็นคำไทย
เมื่อพิจารณาความก็ดูเป็นในตำรากำชับผู้ขี่ช้างต่อ (ซึ่งเรียก “ช้างค้ำ” เป็นอันได้คำที่ไม่รู้ขึ้นคำหนึ่ง) ให้ระวังช้างป่าจะชนช้างที่ตนขี่ จึงเห็นว่าคำเดิมจะเป็น “ชนสารเข้า” หากแต่เขียนตกเสียหรือแกล้งตัดคำ “ชน” อันไปโดนกับภาษามคธ ซึ่งแปลว่าฝูงคนออกเสียก็เป็นได้ จะอย่างไรแน่ก็ไม่ทราบ แต่อย่างไรก็ดี “สารเข้า” นั้นตั้งใจให้เป็นคำไทยแน่
๒. อ่านนิทานซึ่งผนวกลายพระหัตถ์ก็ให้รู้สึกขัน ขันที่ความเห็นของคนนั้นไม่อยู่ที่เลย ยิ่งรู้มากขึ้นคิดมากขึ้นความเห็นก็ผันแปรไป จะกราบทูลเป็นข้อๆ ต่อไปนี้
(๑) ได้ยินว่าสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน) ท่านว่า “แสนปม” ก็คือ “แสนพรหม” พอได้ยินก็เกิดศรัทธา แต่เมื่อมาได้ยินฝ่าพระบาทตรัสว่าทางมอญมีเรื่อง “ตาร้อยปม” ก็เห็นว่าตรงกันกับเรื่อง “ตาแสนปม” ของเรานี่เอง เป็นอันว่าหมายถึงพ่อผู้มีบุญ เช่นเดียวกับผู้เป็นลูกนาคว่าเป็นผู้มีบุญ อย่างเรื่องพระร่วงของเราได้พบเรื่องทางเขมรก่อน จนมีชื่อเพลงว่า “พระโถงนางนาค” “พระโถง” เห็นว่าได้แก่เพลง “พระทอง” ของเรา (เขมรเขาอ่านไม่มีอักษรสูงกลางต่ำ จะ​เขียนเป็น “พระโทง” ไป
ไม่ได้ ถ้าเขียนดั่งนั้นจะต้องอ่านว่า “พระโตง” ซึ่งตัวอักขระเคลื่อนไป) “พระโถง” ว่าเป็นกษัตริย์ ผัวนางนาค เรื่องของเราใครเป็นพระร่วงก็ไม่แน่ลงไปได้ พาให้นึกว่าเรื่องลูกนาคนั้นจะเป็นนิทานแบบมาแต่อินเดีย วานเขาสอบก็ได้ความจริง ปรากฏว่ากษัตริย์ปัลลวะองค์หนึ่งเป็นลูกนาค “ตาร้อยปม” หรือ “ตาแสนปม” ก็จะเป็นอย่างเดียวกัน แต่สอบยังไม่ได้ความว่าเป็นนิทานแบบมาแต่อินเดีย ในเหตุนั้นแหละทำให้สิ้นศรัทธาในคำ “แสนพรหม” ไป
(๒) ที่ว่าตาแสมปมถ่ายปัสสาวะที่ต้นมะเขือ ครั้นมะเขือออกลูก พระธิดาได้เสวยลูกมะเขือก็ทรงพระครรภ์ นั่นเป็น “อิม” อย่างเอก ในเรื่องนั้นทีก็จะเอาอย่างมาแต่เรื่องฤษีไลยโกฏ เมืองก็ไม่แน่นอน ว่าไตรตรึงษ์ก็มี ว่าเทพนครก็มี ที่ทูลกระหม่อมเราตรัสบอกฝรั่งไปนั้นก็ทรงเก็บเอาโน่นบ้างนี่บ้าง เลือกเอาแต่ที่พอฟังได้บอกเขาไปเท่านั้น
(๓) เป็นที่น่าสงสัยอยู่มาก ที่พระเจ้าอู่ทองครองเมืองไตรตรึงษ์หรือเทพนครอันมีพระราชฐานอยู่แล้ว ทำไมจึ่งละพระราชฐานเก่ามาสร้างเมืองใหม่ที่หนองโสนอันมีแต่โคลน ถ้าเป็นเหตุว่าหนี “ห่า” ก็ควรอยู่ แต่เรื่องหนีห่าก็มีหนังสือ​อยู่นิดหนึ่งแต่ในพงศาวดารเหนือ เล่นเอาเกล้ากระหม่อมเกือบรู้อะไรไม่ได้ในเรื่องหนีห่านั้นเลย แต่
เป็นหลักอยู่ที่ว่าทิ้งเมืองเก่ามาสร้างเมืองที่หนองโสนก็เพราะหนีห่า เมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้ยินแปลชื่อสัตตหีบกัน ว่ามาแต่พระเจ้าอู่ทองหนีห่ามาในปี ๗ ชั้น เกล้ากระหม่อมเห็นหายใจไม่ออก แล้วทำไมจึงเชือนลงไปทางทะเลเห็นเป็นยัดความเข้าด้วยชื่อตำบล
(๔) คำ “ห่า” นั้นก็ชอบกล วัดน้ำฝนก็ว่า “ห่า” ผีหรือโรคก็ว่า “ห่า” มีคนบอกว่าทางไทยใหญ่ ถ้าฝนตกมากๆ เขาเรียกว่า “ห่า” ถ้าโรคเขาเรียกว่า “ห่า” ออกจะดีๆ แต่ถ้าเราจะจำคำเขามาให้ “ห้า” ก็จะไปโดนกับนำเบ้อเข้าอีก แต่ในการที่โดนกันนั้นไม่เห็นเป็นไร มีถมไป เพราะฉะนั้นเราเคยพูดกันอย่างไรก็คงอยู่อย่างนั้นเป็นดีกว่า
(๕) ในการที่ได้เสด็จไปทอดพระเนตรจนถึงเมืองอู่ทองนั้นดี (อันชื่อเมืองกับชื่อเจ้าผู้ครองเป็นชื่อเดียวกันนั้นเป็นของธรรมดา) ที่ตรัสว่ามีสระมากนั้นก็เป็นธรรมดา บ้านเมืองที่อยู่ดอนก็ต้องขุดสระเอาน้ำใช้ เมืองอู่ทองถึงจะตั้งอยู่ริมแม่น้ำก็ดี แต่ถึงหน้าแล้งเข้าน้ำคงแห้ง อย่างเดียวกับเมืองสรรค์ เขาขุดบ่อไว้ที่กลางแม่น้ำเห็นเข้าก็นึกสงสาร คนก็ต้องกินน้ำจึงอยู่กันตามลำน้ำ ที่ทำบ่อก็แปลว่าคนยังอยู่ก็ต้องทำ แต่บ่อ​ก็รับไม่อยู่ ทีหลังก็ต้องทิ้งร้าง อย่างเดียวกับบนโต๊ะโคราชมีบ่อใหญ่ๆ ทำไว้มากก็ต้องทิ้ง
(๖) ตามที่ทรงเทียบว่าเมืองอู่ทองได้แก่สุพรรณภูมินั้นก็ดีอีก เป็นคนตื่นตาคิดไม่ใช่หลับตาฝัน
(๗) เรื่องพระเจดีย์ยุทธหัตถีที่หนองสาหร่ายนั้น เมื่อในรัชกาลที่ ๖ โปรดให้ช่างทำแบบแข่งขันแก่กัน พระวิทยประจง (จ่าง) ได้ไปดูแบบเป็นอนุสรวชิร แต่จะได้ทำหรือไม่นั้นไม่ทราบ.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๕ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๕
ที่ ๖/๘๕
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับที่ ๒/๘๕ ที่ ๓/๘๕ ที่ ๔/๘๕ ซึ่งส่งร่วมซองกันมา ๓ ฉบับ และจะทูลสนองลายพระหัตถ์นั้นรวมกันในจดหมายฉบับนี้
๑) ขอบพระเดชพระคุณทั้งพระองค์ท่านและพระญาติเป็นอย่างยิ่ง ที่โปรดประทานพรวันเกิดมาในลายพระหัตถ์ ขอรับพระพรไว้ด้วยความเคารพและยินดีทั้ง ๒ สถาน การทำบุญวันเกิดปีนี้ แม้เป็นอภิลักขิตมงคลอายุครบ ๘๐ ปี ก็ไม่สามารถจะทำอะไรให้แปลกกว่าปีก่อนๆ ได้ หม่อมฉันคิดจะนิมนต์พระลังกาที่มีอยู่ ๒ รูป มาสวดพระปริตและฉันเพลเหมือนอย่างเคยนิมนต์มา ๒ ปีแล้ว ต่อนั้นจะเลี้ยงกลางวันญาติมิตรที่มา
อำนวยพร ก็จะมีสักสี่ห้าคนพอชื่นใจเป็นธรรมปิติสำเร็จงานเพียงเท่านั้น หม่อมฉันคิดอีกอย่าง ๑ ว่าจะนั่งฉายรูปให้ลูกหลานเหลนสักรูป ๑ ก็พอเหมาะดีด้วยได้ทราบว่ากรุงเทพ ฯ พวกลูกเขาจะทำบุญให้หม่อมฉันในวันเกิดนั้นที่วังวรดิศ จะได้​ให้รูปเป็นของสนองคุณ หญิงใหญ่บอกมาว่าวันทำบุญจะเชิญเสด็จท่านไปทรงจุดเทียนแทนตัวหม่อมฉันก็ถูกใจอีก
นึกดูก็ชอบกลอย่าง ๑ ด้วยแต่ปีนี้ไปจะมีพระเจ้าลูกเธอของทูลกระหม่อม พระชันษาครบ ๘๐ ปีทุกปีไปจนหมดจำนวน พ.ศ. ๒๔๘๕ นี้ หม่อมฉันกับสมเด็จพระพันวัสสา พ.ศ. ๒๔๘๖ พระองค์ท่าน พ.ศ. ๒๔๘๗ กรมหลวงทิพยรัตน์ พ.ศ. ๒๔๘๘ พระองค์ประดิษฐา พ.ศ. ๒๔๘๙ พระองค์สร้อย ดั่งนี้ ขอให้เป็นได้ดังนั้นเถิด จะได้เพิ่มพระเกียรติ์ทูลกระหม่อมว่ามีพระเจ้าลูกเธอพระชนมายุยืนมากพระองค์ยิ่งกว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลอื่น ๆ
๒) ซึ่งทรงแนะมาให้ใช้เลขที่หมายฉบับจดหมายเวรนั้นชอบแล้ว ประเดี๋ยวนี้ไม่มีกำหนดแน่ว่าจะเขียนเมื่อใด แม้เขียนแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องคอยไปอีกสักเท่าใดจึงจะส่งได้ หม่อมฉันได้ฝากจดหมายเวรเขาไปทิ้งไปรษณีย์เมื่อเร็ว ๆ นี้อีก ๑ ฉบับ ๆ ที่สุดลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม จึงจะหมาย “เบอ” จดหมายเวรฉบับนี้เป็นที่ ๖/๘๕
๓) ก่อนทูลถึงลักษณะรดน้ำแต่งงานบ่าวสาวสนองลายพระหัตถ์จะทูลอธิบายคำ “ขันหมาก” ก่อน ดูเหมือนจะเข้าใจกันอยู่โดยมากว่า ที่เรียกขันหมากแต่งงานบ่าวสาวนั้น คือหา​หมากใส่ขันขนาดขันล้างหน้า ไปเลี้ยงแขกที่มาช่วยงาน แต่ที่จริงภาษาไทยเหนือเขาเรียกพานว่าขัน ชาวเชียงใหม่ยังเรียกอยู่ เพราะฉะนั้น ขันหมาก -
ก็คือ - พานหมากนั่นเอง มิใช่เอาหมากใส่ขันล้างหน้า ลักษณะแต่งงานบ่าวสาวมีพรรณาไว้ในบทเสภาเรื่องขุนข้างขุนแผน เมื่อแต่งงานพลายแก้วกับนางพิมพ์แห่ง ๑ แต่งงานพระไวยกับนางศรีมาลาแห่ง ๑ คนแต่งต่างคนกัน และน่าจะแต่งต่างเวลากัน แต่กล่าวความยุติต้องกันว่า เวลาบ่ายพระสงฆ์มานั่งที่อาสนะแล้ว (บ่าวนำพา) เจ้าบ่าวกับเพื่อนบ่าวหลายคนไปนั่งอยู่ที่หน้าพระสงฆ์ก่อน สาวนำจึงนำเจ้าสาวกับเพื่อน
สาวห้อมล้อมออกมานั่งที่หน้าพระสงฆ์ห่างกันกับพวกเจ้าบ่าว ขณะนั้นพระเถรผู้เป็นประธานสงฆ์ (ลุกขึ้นจากอาสน์สงฆ์) ออกมาเอามงคลสวมให้เจ้าบ่าวกับเจ้าสาว (มงคลคู่นั้นน่าจะล่ามสายสิญจ์ที่พระสวดมนต์ด้วย) แล้วพระ (ให้ศีล) สวดมนต์ (ถ้าสวด ๗ ตำนานตามแบบ ถึงคาถา สุนกฺขตฺตํ ท้ายสวดมนต์) พอขึ้น ชยนฺโต คนก็ตีฆ้องชัย พระเถรผู้เป็นประธานก็ (เอาโอหรือจอกตักน้ำในบาตร) สาดน้ำมนต์รดบ่าวสาว (คงเป็นเพราะพระจะสาดให้ถูกทั้ง ๒ คน เมื่อนั่งอยู่ห่างกันไม่ถนัด จึงเป็น
ประเพณี) พวกเพื่อนบ่าวก็พากันเบียดรุนเจ้าบ่าวให้เลื่อนเข้าไปเคียงกับเจ้าสาว เลยถือ​เป็นโอกาสที่เพื่อนบ่าวจะต้องถูกหยอกเอินเพื่อนสาว เคยเป็นธรรมเนียมเช่นนั้นมาเสมอ ถึงพวกเพื่อนสาวเตรียมตัวเอาหนามซ่อนสำหรับกันตัว เมื่อเพื่อนบ่าวเบียด พอเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวเข้าไปนั่งชิดกันแล้ว พระก็หยุดสาดน้ำมนต์ แล้วบ่าวสาวพากันกลับไปผลัดเครื่องแต่งตัว แต่งงานบ่าวสาวซึ่งท่านเคยทอดพระเนตรคนเมืองสุพรรณเขาจะแต่งตามแบบโบราณ เช่นทูลพรรณนามาดอกกระมัง
หม่อมฉันเคยคิดดูถึงคติที่รดน้ำในพิธีต่าง ฯ ว่าจะเกิดแต่ประสงค์อย่างใดเป็นมูลเดิม เห็นวัตถุที่ประสงค์ร่วมกันได้มากแต่ “เพื่อจะเปลี่ยนฐานะของบุคคลหรือวัตถุที่มีการรดน้ำนั้นเป็นอย่างอื่น เช่นรดน้ำแต่งงานบ่าวสาว ก็เปลี่ยนฐานะของเจ้าบ่าวเจ้าสาว
จากเป็นโสดไปเป็นผู้มีเรือน การรดน้ำโกนจุกก็เปลี่ยนฐานะจากเด็กเป็นหนุ่มสาว การรดน้ำราชาภิเษกก็เปลี่ยนฐานะของผู้รับอภิเษกให้เป็นพระราชาธิบดี แม้รดน้ำในการบริจาคทานเช่นพระเวสสันดรหลั่งน้ำเมื่อให้ช้างเผือก ก็หมายว่าสละฐานะที่เป็นเจ้าของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ทรงหลั่งน้ำในพระหัตถ์พระพุทธเทวะ
ปฏิมากร ก็คือเปลี่ยนฐานะที่พระองค์ทรงเป็นเจ้าของวัดพระเชตุพน สละถวายเป็นพุทธบูชาสิทธิ์ขาด ตรวจน้ำทำบุญอยู่ในสละบุญอันตนได้กระทำส่วนหนึ่งให้แก่​เปรต ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงหลั่งน้ำแสดงอิสรภาพที่เมืองแครง ก็หมายเปลี่ยนฐานะจากเป็นมิตรภาพกลับเป็นศัตรูแต่เวลานั้นมา ทูลตามคิดดูโดยเดา มิได้อาศัยตำรับตำราอันใด ทูลมาสำหรับทรงคิดเล่น ส่วนการรดน้ำมนต์แก้ไข้เจ็บนั้นเป็นคติอีกทางหนึ่งต่างหาก มูลน่าจะมาแต่การรักษาไข้เจ็บด้วยรดน้ำ เช่นคนไข้ไปนั่งให้พระรดน้ำมนต์
เสกพลางรดพลางอย่างอาบน้ำให้จนหมดมลทิน ยังรดกันเช่นนั้นอยู่จนทุกวันนี้ รดน้ำสังเขปมาจากรดเป็นโอสถ อย่างนี้จัดเป็นรดน้ำมนต์เพื่อเป็นสวัสดิมงคลไปด้วย แม้ที่สุดจนประพรมช้างมาวัวควาย แม้น้ำมนต์พิธี เช่นพิธีตรุษเป็นต้น ว่าที่จริงก็อยู่ใน “ประเภทโอสถ” เหมือนกัน ถ้าว่าโดยย่อไถลเลยไปถึงที่รดน้ำในพิธีต่าง ๆ ดูต่างกันเป็น ๒ ประเภท คืออยู่ในประเภทภิเษกอย่าง ๑ อยู่ในประเภทโอสถอย่าง ๑ ด้วยประการฉะนี้
๔) ที่กรมพระสมมตตรัสว่า “ไม่มีสมาธิ” นั้น มีมูลอยู่ข้างขบขันควรทูลบรรเลงได้ คือครั้งงานสมเด็จพระปิตุฉาฯ ขึ้นตำหนักใหม่ที่ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อในรัชกาลที่ ๕ เวลานั้นกำลังเล่นฉายรูปกัน กรมหลวงประจักษ์เอากล้องเข้าไปฉายรูปอะไรต่อ
อะไรวุ่นที่ตำหนัก ครั้นถึงเวลาที่สมเด็จพระมหาสมณะถวายเทศนา กรมหลวงประจักษ์ฉายพระรูปกำลังเทศน์​ด้วยแสงแม๊กนิเซียม พอแสงดัง “พิ๊พิ๊” ท่านก็วางคัมภีร์ลงกับตัก ตรัสว่า “ไม่มีสมาธิ เทศน์ต่อไปไม่ได้” สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสเล้าโลม แล้วขับกรมหลวงประจักษ์ออกไปเสียจากห้องนั้น ท่านจึงเทศน์ต่อไป
๕) ประตูวังหน้าที่มีกระดานจำหลักนั้น หม่อมฉันนึกได้ ทำเป็นประตูไม้อยู่ข้างใน มีเสา ๒ เสา มีขื่อ ๒ ชั้น มีเสาตั้งอยู่ระหว่างขื่อที่ตรงกลาง เอากระดานกรุช่อง ๓ ข้างเสาดั้ง กระดานนั้นดูเหมือนจำหลักลายภาพจับ ทาดินแดงหมดทุกตัวไม้ มีประตูก่อด้วยอิฐปูนเหมือนอย่างครอบอยู่ข้างนอกประตูไม้ หลังคาเป็นซุ้ม แต่รูปสัณฐานจะเป็นอย่างไรหม่อมฉันจำไม่ได้
๖) นามฉายาของพระนั้น มีหลักทั้งพวกถือพระพุทธศาสนากับในพวกถือศาสนาคริสต์ ตั้งเหมือนกันชอบกลอยู่ คือถือว่าบรรดาผู้ที่บวชแล้วย่อมสละฐานะของตนเมื่อยังเป็นคฤหัสถ์หมดทุกอย่าง ออกแต่เป็นบรรพชิตเสมอกันทุกคนหมด เพราะฉะนั้นเมื่อคนถือศาสนาอื่นเข้ารีตแล้วสมัครจะบวช เขาเปลี่ยนชื่อเดิมเป็นชื่อซึ่งหมายว่าเป็นผู้ถือศาสนาคริสตัง มักเอาชื่อของนักบุญตนใดตนหนึ่งมาขนานให้เป็นชื่อต่อไป ไทยเราถือพระพุทธศาสนาตามฝ่ายใต้ ซึ่งถือว่าภาษามคธเป็นภาษาบาลีของ​ศาสนา
ชื่ออันจะเป็นเครื่องหมายของพระพุทธศาสนาจำต้องเป็นภาษามคธ ก็ไทยเรามักมีชื่อเป็นภาษาไทย เช่นว่า ดำ แดง ขาว เป็นต้นอยู่ก่อนแล้ว เมื่อบวชจึงขนานนามใหม่เป็นภาษามคธให้เข้ากับพระบาลี คือหลักแสดงว่าเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา อันนี้เป็นมูลของนามฉายา ถ้าหากไม่มีประเพณีขนานนามฉายา เมื่อกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญทรงผนวชก็ต้องใช้พระนาม “ยอช” อันเป็นนามนักบุญในศาสนาคริสตังสวดญัตติขัดอยู่ หม่อมฉันเห็นว่านามฉายาควรมี ที่สมเด็จพระวันรัตน์ (เฮง) ตินามฉายาจะติเฉพาะที่คิดให้แปลกออกนอกแบบไปต่างๆ เท่านั้น
๗) ซึ่งหลานหญิงวิสาขาถือว่า วันวิสาขบูชา (จะเป็นในเดือน ๖ ก็ตาม หรือเดือน ๗ ก็ตาม หรือจะตรงกับวันที่เท่าใดเดือนไหนตามปฏิทินสุริยคติก็ตาม) เป็นวันเกิดของตัวนั้น ถูกต้องกับหลักฐานด้วยประการทั้งปวง หม่อมฉันอนุโมทนาด้วย
๘) ที่ไม่ทำพิธีวิสาขบูชา ณ วัดเทพศิรินทร์ปีนี้ประหลาดใจหม่อมฉันมาก คิดดูก็ไม่เห็นว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุใด แต่หวังใจว่าจะไม่เป็นเพราะสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์อาพาธ หรือเพราะภัยพิบัติอย่างใด
​๙) การเปิดสังฆสภาที่วัดมหาธาตุนั้น หม่อมฉันอ่านพิจารณาดูในหมายเข้าใจได้แต่ว่า เนื่องกับการแก้ไขพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พระราชบัญญัติใหม่เป็นอย่างไรหม่อมฉันก็ไม่เคยเห็น และไม่สู้จะเอาใจใส่นัก รู้แต่เพียงเท่านั้นก็ต้องพอใจ
๑๐) สงสารหญิงจงกลที่ต้องผ่าไส้ตัน บุญหนักหนาที่เธอเรียกหญิงอี่กับหญิ งอามไปปรึกษา ถ้าช้าไปก็อาจเป็นภัยใหญ่หลวง น่ายินดีที่เป็นการเรียบร้อยปลอดภัยได้ตลอด ในครัวเรือนหม่อมฉันทั้งลูกตัวลูกเขยและหลาน ก็ต้องผ่าไส้ตันมาหลายคน แต่หมอในกรุงเทพ ฯ เขาชำนาญการผ่าและรักษาจนไม่น่ากลัวเสียแล้ว
บรรเลง
๑๑) วิสาขบูชาที่เมืองปีนังปีนี้อยู่ข้างร่องแร่ง โดยพฤติการณ์ตามวัดไม่แต่งประทีป และไม่มีการประชุมชนไหว้พระฟังธรรมเดินเทียนเหมือนทุกปีที่ล่วงมาแล้ว เป็นแต่เปิดโบสถ์วิหารให้สัปบุรุษไปบูชาพระได้อย่างย่อยกันไปตลอดวัน หม่อมฉันจึงทำพิธิวิสาขบูชาในครัวเรือนที่ซินนามอนฮอลอย่างที่เคยทำที่วังวรดิศมาแต่ก่อน แต่ที่นี่
ไม่มีท้องพระโรง จึงทำพิธีที่ห้องกลางในเรือนชั้นบน ตั้งพระพุทธรูปกับเครื่องบูชาที่หน้าพระ ​ถึงเวลาเช้าวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๗ หม่อมฉันกับลูกหลานบริวารชนประชุมพร้อมกัน ต่างคนต่างจุดธูปเทียนบูชาถวายดอกไม้พระแล้ว หม่อมฉันนำสวดถวายเครื่องบูชาและสวดถวายอภิวาทพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า แล้วลุกขึ้นยืนสวดพร้อมกันต่อไป สวด นโม อิติปิโสภควา กาพย์ภาษาไทย “องค์ใดพระสัม
พุทธวิสุทธสันดาน” สวากฺขาโต ภควตาธมฺโม กาพย์ภาษาไทย “สงฆ์ใดสาวกศาสดา” สวดจบแล้วกราบ ๓ หน ต่อนั้นหม่อมฉันเทศน์แสดงคุณพระศาสนาให้ฟังกัณฑ์ ๑ เป็นเสร็จพิธี ถึงเวลาบ่ายหม่อมฉัน (ไม่มีรถยนต์จะใช้) ขึ้นรถจักรยานอย่าง ๓ ล้อไปวัดลังกาด้วยกันกับหญิงเหลือ (เพื่อจะนิมนต์มาทำบุญวันเกิดด้วย) ได้บูชาพระในวิหารและพระลังการดน้ำมนต์ให้ตามเคย ส่วนหญิงพูนกับหญิงเหลือ เธอเดินไปบูชาพระที่วัดศรีสว่างอารมณ์ แต่ที่วัดนั้นเป็นเวลาว่างพระสงฆ์ หม่อมฉันขอถวายพระกุศลที่ได้ทำวิสาขบูชาแด่พระองค์ท่าน กับทั้งพระญาติด้วย
๑๒) เมื่อเร็ว ๆ นี้หม่อมฉันได้เห็นการพิธีของพวกทมิฬ อีกอย่าง ๑ เรียกตามภาษาของเขาว่าพิธี “ถะรัตติ” ซึ่งหม่อมฉันไม่เคยเห็นและไม่เคยรู้ด้วยซ้ำไปว่ามีแบบแผนพิธีเช่นนั้น แต่จะต้องทูลนิทานเบื้องต้นก่อน
​ทมิฬลูกจ้างที่บ้านหม่อมฉันมันมีลูกหญิง ๒ คน คนพี่ชื่อกันยุมาคนน้องชื่อ “วัลลี” เด็ก ๒ คนนั้นอยู่บ้านหม่อมฉันมาแต่น้อย จนพูดภาษาได้คล่องเหมือนกับไทย เด็กกันยุมาแต่งงานไปเมื่อสัก ๒ ปีมาแล้ว หม่อมฉันเคยเล่าเรื่องแต่งงานถวายไปคงยังทรงจำได้ ต่อมาถึงปีกลายผู้ปกครองมาขออนุญาตทำพฺิธีแต่งงานเด็กวัลลีที่ซินนามอนฮอลเหมือนหนหลัง หม่อมฉันออกปากทักว่า “มันยังเล็กนัก อายุเพียง ๑๒ ปี จะ
ให้มันมีผัวอย่างไร” ยายแม่แก้ว่าเมื่อตัวแกเองแต่งงานเด็กกว่านั้นอีก หม่อมฉันก็จนใจ ด้วยเคยได้ยินอยู่ว่าประเพณีชาวอินเดียมักให้แต่งงานแต่ยังเด็ก ถึงแต่ยังเป็นทารกก็มี แต่เขามีวินัยกรรมด้วยส่งตัวให้อยู่กับผัวต่อเมื่อมีระดูแล้ว เมื่อเด็กวัลลีแต่งงานแล้วจึงยังอยู่กับแม่และคงรับใช้สอยอยู่ที่บ้านหม่อมฉันอย่างเดิมมาจนเดี๋ยวนี้ ที่แต่งงานแต่ก่อนนั้นเป็นแต่ทำพิธี ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ผลดี คงเป็นเพราะชาตาไม่เหมือนกัน ตั้งแต่แต่งงานแล้วอ้ายผัวมาเยี่ยมทีไรก็มีแต่มาหยิบยืมปลอกลอกเอา
สมบัติของเมียไปจำนองจนเกือบจะหมดตัว และที่สุดตัวอ้ายผัวก็เลยหายไม่รู้ว่าหนีไปอยู่ที่ไหน แม่ของเด็กวัลลีว่าจะรออีก ๓ เดือน พอครบกำหนดทิ้งขว้างตามกฎหมาย แล้วก็จะไปขอลบ​ทะเบียนแต่งงาน เด็กวัลลีจึงเป็น “แม่ร้าง” อยู่ในเวลานี้ ครั้นเมื่อเดือนพฤษภาคมนี้ ผู้ปกครองมาขออนุญาตมีงานทำขวัญเด็กวัลลีด้วยเริ่มมีระดู หม่อมฉันเห็นแปลก แต่คิดดูก็น่าจะมีเค้ากันกับที่ไทยเราโกนจุกเด็กหญิงเมื่ออายุ ๑๑ ปี และพม่าทำพิธีเจาะหูเด็กหญิงเมื่ออายุราวนั้น คงเนื่องกับเข้าเขตเป็น
สาว แต่พวกทมิฬกำหนดเมื่อมีระดูอันเป็นตัวหลักของความเป็นสาวเป็นเวลาทำพิธี อย่างทมิฬน่าจะเป็นแบบเดิมของการพิธีนั้น แต่ไทยกับพม่ารู้สึกว่าอุจาด และจะทำพิธีให้เด็กได้คราวละหลายคน จึงเปลี่ยนไปกำหนดอายุใกล้ๆ กับจะมีระดู ลักษณะการพิธีนั้น หม่อมฉันวานหญิงพิลัยให้ช่วยไปถามคำให้การ เด็กวัลลีจดมาให้ ได้ความว่า–เมื่อมีระดูครั้งแรก พ่อแม่ต้องไปเชิญหญิงผู้ใหญ่คน ๑ มาอาบน้ำสระผมและทาขมิ้นให้เด็กหญิงนั้น แล้วให้เด็กหญิงนั้นกินน้ำมันงาไข่ไก่และขนมบำรุงทุกวัน
จนครบ ๑๖ วัน ในระว่าง ๑๖ วันนี้ห้ามมิให้เด็กหญิงนั้นเข้าใกล้ผู้อื่นโดยเฉพาะผู้ชาย ต้องใช้ผ้าห่มคลุมปิดหน้าอยู่เสมอ จะออกนอกเรือนไปไหนต้องถือมีดกับใบไม้อย่าง ๑ เรียกว่าใบวาแปละ สำหรับกันผีทำร้าย ต่อมีระดูแล้วได้ ๑๖ วันจึงทำขวัญ ในระหว่างนั้นพ่อแม่ไปหาปุโรหิตให้มาอำนวยการพิธี ต้องเอาผ้าผืนที่เด็กนุ่งเมื่อมีระดูไปให้ปุโรหิตดูเป็นสำคัญ กับเอา​เงินกำนลไปให้ปุโรหิตด้วย และขอให้ปุโรหิตเป็นผู้บอกญาติเชิญให้มาทำขวัญ
ครั้นถึงวันงานปุโรหิตมาจัดห้องที่จะทำพิธี ตั้งที่บูชามีตุ๊กตารูปผู้หญิงปั้นด้วยแป้ง ๑ ตัว ตะเกียงน้ำมันปั้นด้วยแป้งจุดไฟได้ ๑ ดวง ขนมทำด้วยแป้ง ๘ แผ่น ของเหล่านี้ปุโรหิตจัดทำมาทั้งนั้น และยังมีขันใส่น้ำขมิ้นลอยพริกแห้ง ๒ เมล็ด ขัน ๑ มะพร้าว
ปอกเปลือกผล ๑ แป้งห่อผ้าขาว ๓ ห่อ กับดอกไม้สดวางบนที่บูชานั้น ข้างหน้าที่บูชาลงมาจัดที่สำหรับเด็กเจ้างานนั่ง เอาข้าวสารโรยกับพื้นก่อนแล้วเอากระดานวางทับ ปูผ้าขาวบนกระดานนั้น ต่อที่นั่งออกมาผูกชิงช้าพื้นไม้กระดานประดับด้วยดอกไม้ทั้งแผ่นกระดาน และเชือกที่แขวนชิงช้าไว้
ครั้นถึงเวลาทำพิธีปุโรหิตมานั่งในห้องทำพิธี ยื่นผ้าขาวผืน ๑ ให้เด็กเจ้างานไปนุ่งแล้วให้อาบน้ำ เวลาอาบน้ำนั้นพวกผู้หญิงที่ได้รับเชิญ เข้าไปรดน้ำราดหัวให้ทีละคน และมีหญิงผู้ใหญ่ ๒ คนช่วยถูตัวสระผมและทาขมิ้นให้เด็กเจ้างาน อาบน้ำเสร็จผลัดผ้านุ่งผ้าขาวอีกผืน ๑ เจิมหน้าด้วยขมิ้นแล้วจุดธูปเทียนถวาย ดอกไม้และกระยาบวชบูชาที่ในห้องอาบน้ำนั้นก่อน แล้วจึงออกมานั่งที่บนกระดานตรงหน้าพระในห้องทำพิธี ปุโรหิตสอนให้ทำการต่างๆ ตามกระบวนพิธี คือให้เด็กเจ้างาน​นั่งทับขา เอามือ
ทั้ง ๒ ข้างวางบนขา ปุโรหิตร่ายมนต์บูชาพระ แล้วเอาขนมที่ทำด้วยแป้ง ๘ แผ่นนั้นมาวางบนหัวเด็กเจ้างาน ๒ แผ่น วางบนไหล่ข้างละแผ่น วางบนขาข้างละแผ่น และวางบนมือข้างละแผ่น แล้วยกขันน้ำขมิ้นที่ลอยพริกแห้งมาเวียนบนหัวแล้วเอาน้ำในขันเจิมหน้าให้ ต่อนั้นยกตะเกียงและตุ๊กตากับมะพร้าวผล ๑ ซึ่งได้กล่าวมาข้างต้น ถึงตอนนี้ผ่ามะพร้าวเสียก่อน เอาเวียนบนหัวเด็กเจ้างานทีละสิ่งจนครบ แล้วเรียกผู้หญิงผู้ใหญ่ ๓ คน ให้เข้าไปทำขวัญด้วยของเหล่านั้นเวียนรอบหัวเจ้าของงานคนละสิ่ง
เมื่อทำขวัญดังว่ามาเสร็จแล้ว สั่งให้เด็กเจ้างานหมอบลง ให้หญิงผู้ใหญ่ดื่มน้ำมันงา และกินไข่ไก่ดิบให้มีกำลังเสียก่อนทั้ง ๓ คน แล้วให้เอาแป้งที่ห่อผ้าขาวไว้ถือคนละห่อ ทุบเด็กเจ้างานที่บั้นเอวครั้ง ๑ ที่สีข้าง ๆ ละครั้ง เพื่อให้เจริญกำลังแข็งแรงต่อไป เสร็จพิธีตอนนี้แล้ว ให้เด็กเจ้างานไปผลัดผ้าแต่งตัวใหม่ด้วยเครื่องสีมาขึ้นนั่งบน
ชิงช้า นัยว่าถ้าเด็กนั้นแต่งงานแล้ว (ตั้งแต่ก่อนมีระดู) สามีเป็นผู้อุ้มขึ้นชิงช้า ถ้ายังไม่ได้แต่งงานให้พี่เขยทำแทน เมื่อเด็กเจ้างานขึ้นนั่งบนชิงช้ามีคนไกวอยู่เสมอ ในขณะนั้นญาติและบรรดาผู้ที่มาช่วยงานพากันเข้าไปให้พรและให้ของทำขวัญเรียงตัวจนหมด แล้วเด็กเจ้างาน​จึงลงจากชิงช้ามากราบตีนขอพรต่อพ่อแม่ และญาติผู้ใหญ่เมื่อได้พรแล้วเป็นการเสร็จพิธี
เมื่อเสร็จพิธีแล้วเลี้ยงแขกที่ไปช่วยงาน การเลี้ยงนั้นผู้ชายกินแห่ง ๑ ผู้หญิงกินแห่ง ๑ ไม่ปะปนกัน และของเครื่องทำพิธีต่าง ๆ ที่ปุโรหิตทำมานั้น เมื่อเสร็จการพิธีแล้ว ปุโรหิตเก็บเอาไปทิ้งน้ำทั้งหมด กระบวนพิธีวิจิตรพิสดารดังทูลพรรณนามาฉะนี้
เจ้างานเขาถวายผลไม้ต่าง ๆ อย่างเครื่องเลื่อนแก่หม่อมฉัน ๆ ก็ให้เงินทำขวัญเด็กวัลลี แต่ลงไปดูต่อเมื่อเวลาเขาเลี้ยงแขก เห็นแขกนั่งเรียงกัน ผู้ชายแถว ๑ ผู้หญิงแถว ๑ แต่ละคนมีใบตองแผ่น ๑ วางตรงหน้า ผู้เลี้ยงเอาข้าวสุกตักลงวางบนใบตอง กับข้าวอะไรมีต่อมาก็เอามาตักราดบนข้าวสุกทุกสิ่งระคนปนกันไป แต่ก็เห็นกินกันอย่างเบิกบานทั่วทั้งนั้น
ทูลเพิ่มเติม
๑๓) หม่อมฉันร่างจดหมายมาถึงตรงนี้ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ยังไม่มีวี่แววว่าจะส่งจดหมายไปได้เมื่อใด จึงเขียนเรื่องทำบุญวันเกิดเมื่อวันที่ ๒๑ ทูลเพิ่มเติม หม่อมฉันได้ทูล​โปรแกรมกะว่าจะทำบุญอย่างไรไปบ้างข้างต้นจดหมายฉบับนี้แล้ว การที่ได้
ทำก็เป็นไปตามโปรแกรมโดยเรียบร้อย มีแปลกแต่ท่านพระลังกา ๒ องค์ สวดพระปริตซึ่งเป็นมงคลวิเศษกว่าเคยสวดมาแต่ก่อนหลายบท เพราะหม่อมฉันนิมนต์ตั้งแต่วันวิสาขบูชามีเวลาเตรียมนาน และเตรียมจะมาเทศน์มงคลวิเศษด้วย แต่หม่อมฉันขอให้งดเสีย เพราะเดี๋ยวนี้หูตึงหนักลงฟังก็คงไม่ได้ยินถนัด
ที่หม่อมฉันได้บำเพ็ญศีลทานการกุศล เมื่อตรงวันเกิดอายุครบ ๘๐ ปี หม่อมฉันขอถวายพระกุศลแก่พระองค์ท่านกับทั้งญาติให้ทรงอนุโมทนาด้วย
๑๔) เมื่อก่อนทำบุญวันเกิดหม่อมฉันได้ตรวจดูว่าเจ้านายที่พระชันษาถึง ๘๐ ปีจะมีมาแต่ก่อนสักกี่พระองค์ ได้ความดังจะทูลต่อไปนี้ –
เจ้านายวังหลวง
รัชกาลที่ ๑
พระองค์เจ้าหญิงพลับ พระชนมายุ ๘๑ ปี
รัชกาลที่ ๒
พระองค์เจ้าหญิงแม้นเขียน พระชนมายุ ๙๐ ปี
พระองค์เจ้าหญิงยี่สุ่น พระชนมายุ ๘๑ ปี
พระองค์เจ้าหญิงปุก พระชนมายุ ๘๑ ปี
​รัชกาลที่ ๓
พระองค์เจ้าหญิงนิเวศ พระชนมายุ ๘๓ ปี
กรมหลวงวรเสรฐสุดา พระชนมายุ ๘๐ ปี
รัชกาลที่ ๔
ตัวหม่อมฉันเป็นแรกที่จะมีอายุถึง ๘๐ ปี
เจ้านายวังหน้า
รัชกาลที่ ๑
พระองค์เจ้าหญิงดวงจันทร์ พระชนมายุ ๘๖ ปี
กรมขุนนรานุชิต พระชนมายุ ๘๐ ปี
ในหนังสือราชสกุลวงศ์ว่ากรมขุนนรา ฯ ประสูติปีระกา พ.ศ. ๒๓๓๒ ในพงศาวดารรัชกาลที่ ๔ ว่าสิ้นพระชนม์ในวังพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ สวรรคต เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๐๘ ถ้าคำนวณตามศักราช ๒ แห่งนี้ พระชนมายุเพียง ๗๖ ปี แต่กล่าวกันมาเป็นแน่นอนว่า กรมขุนนรา ฯ พระชนมายุถึง ๘๐ เพราะฉะนั้นปีประสูติที่ลงในหนังสือราชสกุลวงศ์น่าจะผิด บางทีพระชนมายุจะกว่า ๘๐ ปีถ้วน แต่จะมีเศษอีกเท่าใดทราบไม่ได้
รัชกาลที่ ๒
กรมสมเด็จพระปวเรศ ฯ พระชนมายุ ๘๓ ปี
รัชกาลที่ ๓
พระองค์เจ้าหญิงอรุณ พระชนมายุ ๘๑ ปี
รัชกาลที่ ๔
พระองค์เจ้าหญิงภัควดี พระชนมายุ ๘๖ ปี
​พระองค์ภัควดีประสูติปีฉลู พ.ศ. ๒๓๙๖ เพิ่งสิ้นพระชนม์เมื่อสัก ๒ ปีมานี้ แต่สอบไม่ได้ที่นี่ว่าปีใด พระชนมายุอาจจะเป็น ๘๖ หรือ ๘๗ ปีก็ได้
พระองค์เจ้าหญิงเฉิดโฉม พระชนมายุ ๘๖ ปี ยังมีพระชนม์อยู่
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
กรกฎาคม
วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๘๕
ที่ ๑๐/๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
บรรเลง
๑. อันน้ำใจคนนั้นไม่แน่นอนย่อมกลับกลอก นี่คิดเอาตัวขึ้นเป็นที่ตั้ง โดยได้อ่านหนังสือพิมพ์เห็นความที่เขาลงนั้นขบขัน คิดจะตัดมาถวาย แต่ต่อไปก็ไม่ตัดด้วยเห็นว่าจะทรงเสียเวลาเปล่าๆ
​๒. ในการตีพิมพ์หนังสือแจกงานศพ เห็นว่าถ้าใครคิดเอาจดหมายของจำเพาะตัว มิมีอะไรก็อะไรซึ่งไม่ควรตีพิมพ์อยู่ในนั้น เว้นเสียแต่ทำโดยตั้งใจว่าจะตีพิมพ์
๓. ในวันที่ ๒๙ เป็นวันประสูติของทูลกระหม่อมชาย ควรจะมีโทรเลขแสดงความดีใจไปถวาย แต่ก็ไม่ได้มีไปเพราะส่งไปไม่ได้
๔. อ่านหนังสือพิมพ์ เขาว่าวันที่ ๑ กรกฎาคม จะมีรถไฟเดินแต่บางกอกถึงสิงคโปร์ตามเคย จึงได้ทำหนังสือเวรเตรียมส่งถวายตามเคย
๕. “สิงค” ก็คือ “สิงห” นั่นเอง แต่ทางบ้านใกล้กับเราใช้เขา “สิงค” กัน เช่นชื่อพระเจดีย์ในเมืองแปรก็เรียกกันว่า “พระธาตสิงคุดร” เราก็พลัดเรียก “สิงห” เป็น “สิงค” ไปบ้างเป็นลางอย่าง แต่ที่จริงเราแม่นภาษามคธสังสกฤตกว่าพวกใกล้บ้านเรามาก คำว่า “สิงค” นั้นแปลว่า เขา คือเขาของสัตว์เดียรัจฉานต่าง ๆ จนรูปฤษีซึ่งเขาเป็นก
วางก็เรียกว่า “อีสีสิงคดาบส” ที่แท้สัตว์ซึ่งเกิดขึ้นในโลกตลอดถึงคนด้วยเรียกว่า “สัตว์โลก” กระทั่งพระเจ้าอันยังไมได้ตรัสรู้ก็เรียกว่า “พระโพธิสัตว์” ที่เรียกว่า ​“เดียรฉาน” นั้นดอกจึงหมายถึงต่ำลงไปกว่าคนอีกชั้นหนึ่ง จะพูดว่ามีชีวิตก็ไม่ถนัด แม้ต้นไม้เกล้าก็เห็นเป็นว่ามีชีวิต
๖. นึกถึงประดิทิน อย่างที่มีชื่อปีเช่น ชวด ฉลู ขาล เถาะ จะต้องเข้ากับที่นับเดือน ๕ เดือน ๖ ถ้าขับอย่าง เมษายน พฤษภาคม จะเอาชื่อปีเข้าประกอบนั้นไม่เข้ากัน
๗. คำว่า “จอก” ทางปักษ์ใต้เขาเรียกว่า “ลูกขัน” เข้าใจดีทีเดียว ไม่ต้องถามความหมาย ที่เราเรียกว่า “จอก” เห็นจะเป็นเพราะลอยอยู่ในน้ำ คำว่า “ถ้วย” ก็ตกเป็นว่า ลูกชาม แต่ความจริงทั้งถ้วยทั้งชามไม่จำเป็นต้องทำด้วยเครื่องเคลือบ แต่เพราะล้างง่ายจึ่งทำ นัยหนึ่งก็เข้าใจกันว่าถ้วยนั้นคือเครื่องเคลือบ อะไรก็ไม่สำคัญเท่าความหมาย ลงหมายว่ากระไรแล้วถึงศัพท์จริงจะเป็นอย่างไรก็แพ้ เช่น “เวทนาสงสาร” เป็นต้น เป็นแต่เพื่อรู้ว่าไปทางไหนกันเท่านั้น
๘. กำแพงเมืองทีจะมาแต่ค่ายคู อันค่ายคูก็จะทำให้เป็นที่เข้ายากเท่านั้น ไม่ใช่ที่ต่อสู้ แต่ข้อนี้ไม่สู้แน่ใจ อยากจะฟังพระดำริ
ข่าว
๙. เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม คุณหญิงเนื่อง วิเศษกุล เอาใบดำมาให้ ในใบดำนั้นว่าจะทรงพระกรุณาโปรดทำบุญ ​๕๐ วัน พระราชทานศพนายนกยูง สุรินทราชา วิเศษกุล ณ ศาลาบัณณรสภาค วัดเบญจมบพิตร วันที่ ๘ กรกฎาคม ครั้น ณ วันที่ ๙ พระราชทานเพลิงที่วัดเทพศิรินทร์ และในวันที่ ๒ กรกฎาคม ก็มีหมายสำนักพระราชวังส่งมา ว่าวันที่ ๙ กรกฎาคม ๑๔.๐๐ น. ยกศพไปวัดเทพศิรินทร์พระราชทานเพลิง แต่งปกติติดตรา.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ น
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๘๕
ที่ ๑๑/๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
บรรเลง
๑. เห็นดอกไม้ปักขวดบนที่บูชาไหว้พระ แต่ไม่รู้จักว่าดอกอะไรจึงถามแม่โตแกบอกว่าดอก “หว้าชมพู่” แล้วอธิบายว่าเป็นภาษาพระวิมาดา ตรัสเรียกเช่นนั้น ท่านทรงพระเมตตาประทานต้นมา แกว่าทำไมเรียกซ้อนกันอย่างนั้นก็ไม่ทราบ
​มานึกดูก็เห็นชอบกล คำ “ชามฺพุการุกฺขํ” เราก็แปลกันว่าต้นหว้าหรือ “ชมพูทวีป” เราก็ว่ามีไม้หว้าเป็นที่หมาย “ชามฺพุ” ควรจะว่าต้นชมพู่แต่ก็ไม่ว่า เป็นเหตุให้สงสัยว่าต้นหว้าคือต้นชมพู่นั่นเองกระมัง หากผู้รู้จะเรียกชื่อดอกไม้นั้นเป็นดังนั้น พระวิมาดาเธอจึงตรัสเรียกตามก็เป็นได้ หมายความว่าไม้หว้าก็คือชมพู่ แต่หลักก็น้อยเต็มทีที่จะคิดเช่นนั้น
อีกทางหนึ่งนึกถึงวัดบางหว้าใหญ่บางหว้าน้อย วัดบางหว้าใหญ่นั้นก็ลาไปเสียแล้ว คงเหลือแต่วัดบางหว้าน้อย แต่ก็ไม่ได้เรียกกันว่าวัดบางหว้าน้อย เรียกเป็นวัดบางว้ากันเสียด้วยซ้ำ จะเป็นด้วยอำนาจไม้โทที่ออกจากบางหว้า หรือเป็นบางหว้าจริง ๆ ออกจากละว้าหรืออะไรเทือกนั้นก็ไม่ทราบ ฟังคำที่เรียกกันว่าวัดบางว้าใหญ่บางว้าน้อยก็มี จะถือเอาว่าต้นหว้าเป็นชมพู่ก็ไม่ถนัด ตกลงไม่ได้เรื่อง
เรื่องเช่นนี้มีนิทานประกอบ ครั้งหนึ่งเขาเกณฑ์ให้พระราชาคณะผู้ใหญ่ แปลเวสสันตรชาดก สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านปรารภแก่เกล้ากระหม่อม ว่าท่านคิดจะรับแปลกัณฑ์มหาพน เกล้ากระหม่อมห้ามว่าอย่าเอาเข้าไป จะต้องแปลชื่อต้นไม้งอมทีเดียว ท่านเห็นชอบด้วยเพราะท่านเคยพบที่​เราแปลผิดมาแล้ว เป็นต้นว่า “ขทิร” เราแปลกันว่าต้นตะเคียน ท่านพบว่า “ขทิร” นั้นมีหนาม ต้นตะเคียนไม่มีหนาม จึงทราบว่าแปลผิด แล้วยังอื่นอีก นี่เป็นตัวอย่าง เหตุฉะนั้นท่านจึงเห็นชอบด้วย เลี่ยงไปรับแปลกัณฑ์กุมารบรรพ
อีกเรื่องหนึ่งได้รับหนังสือหญิงเหลือแต่นานแล้ว เธอตื่นที่แขกรู้จักดอกบุนนาก เกล้ากระหม่อมบอกเธอว่า “สารภี พิกุล บุนนาก” เป็นต้นนั้น เป็นชื่อมาทางอินเดียทั้งนั้น แขกจึงรู้จัก
๒. เมื่อวันที่ ๙ เดือนนี้ ได้ไปเผาศพนายนกยูง สุรินทราชา ที่วัดเทพศิรินทร์ แต่ไป ๑๗.๓๐ น. ภายหลังเวลาซึ่งเขาบอกกำหนดมาชั่วโมงหนึ่ง แต่ไปถึงเห็นอะไรทุกอย่างตั้งที่อยู่พร้อม มีเจ้าภาพและเจ้าพนักงานประจำอยู่ ถามว่าจะเปิดไฟเมื่อไร เขาบอกว่ายามหนึ่ง ทำบุญ ๕๐ วันไม่ได้ไป เป็นแต่ส่งพวงหรีดไปให้
งานนี้แปลกมาที่เมื่อวันที่ ๑๔ มีลูกชายนายนกยูง สุรินทราชา เอาถาดรองถ้วยกับทั้งถ้วยชามาให้ ถาดนั้นเป็นของทำจำเพาะให้ มีจารึกด้วย ไม่ได้คิดว่าจะได้รับจึงกราบทูลว่าแปลก
​เรียน
๓. เรื่องต้นไม้มาอยู่ที่นี่อีก บานแผละพระบัญชรพระที่นั่งดุสิต ซึ่งเขียนเป็นต้นไชยพฤกษ์กับพุทธรักษานั้น ทรงทราบหรือไม่ว่าเขียนเมื่อไร กะหน้าว่าไม่เกินรัชกาลที่ ๔ ตามที่กราบทูลเพื่อเรียนนี้ด้วยสงสัย แต่ก่อนมาไม่เห็นมีชื่อต้นไม้หรือดอกไม้หมายเป็นความเลย
๔. กับอยากเรียนให้รู้ว่า ตำแหน่งพระเสนาพิมุข เจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น อันมีในกฎหมายนั้น อย่างไรกันแน่ ในต้นหมวดศักดินานั้นมีบานพแนกเป็นแผ่นดิน สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แต่เข้าใจว่ากรมอาสาญี่ปุ่นมีขึ้นทีหลังแผ่นดินนั้นมาก หรือจะมีมาก่อนแต่เป็นญี่ปุ่นเก๊ ๆ กับอย่างอื่นก็มีอาการเหมือนกัน เช่นชื่อเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดีก็เป็นแต่เจ้าพระยาธรรมาธิบดี เห็นได้ว่าคำ “อธิกรณ” นั้นเติมเข้าทีหลัง อยากฟัง
พระกระแสพระดำริในข้อนี้ว่ามีอย่างไร ได้ตัดหนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ส่งมาถวายด้วยแล้ว ที่จริงไม่ควรตัดถวายเพราะได้ทรงรับอยู่แล้ว แต่เพราะทางคมนาคมไม่สะดวกเกรงจะไม่ได้ทรงรับจึงตัดส่งมาถวาย ในนั้นมีกล่าวเรื่องญี่ปุ่นว่าได้เห็นรูปเขียนที่มูเซียมบางกอก มูเซียมก็ได้ย้ายไปหลายหน แต่ไม่เห็นมีเขียนสักแห่งเดียว ​แม้เรื่องใช้ธง “อาทิตย์อุทัย” เขาก็หารกันป่นไปในเมืองญี่ปุ่นนั้นเองแล้ว
มือบอนที่เห็นรูป “มหาทูตพิเสสยี่ปุ่น” (นี่เขียนตามที่เขาเขียนจ่าหน้าตัวโตๆ ไว้ที่บนหัวหนังสือพิมพ์) มีไปบูชาพระมงคลบพิตร เห็นขันจึงได้ตัดส่งมาถวายด้วย ม้าหมู่เครื่องบูชานั้นเห็นกระทรวงศึกษาจะจัดไป เพราะเห็นมีดอกไม้ทีจะเย็บเป็น “เสมาธรรมจักร” อยู่ข้างหลังที่คุกก็เห็นเป็นเสื่อปูแล้ว มีหมอนรองถาดคลุมผ้า เห็นเป็นนึกให้หมอบกราบ
ทำไมจะบอกข้าหลวงผู้รักษากรุงก่าให้เข้าใจเสียได้ ว่าการเก็บอ้ายพังๆ ไว้ได้นั้นก็เป็นเกียรติยศแล้ว แต่ไม่จำเป็นจะต้องอวดแขกเมืองทุกคนไป อวดแต่คนที่เขาเอาใจใส่เท่านั้น เพราะคนที่ไม่ได้เอาใจใส่ ถ้าถูกเข้าเพียงห้านาทีก็รู้สึกใจเหมือนว่า
ชั่วโมงหนึ่ง เหตุดังนั้นจึงควรเลือก มีคำพวกนักเรียนนอกเขาพูดเป็นความว่าเก็บกองอิฐไว้ทำไม รื้อทำสนามเตนนิสเสียดีกว่า ข้อนั้นไม่ประหลาดอะไร เพราะธรรมดาใจคนย่อมไม่เหมือนกัน มีคำบุราณกล่าวไว้ว่า “ลางเนื้อชอบลางยา” นั่นเป็นถูกที่สุด แต่ข้าหลวงได้ยินคำพวกนักเรียนนอกนั้นหรือเปล่า อ่านหนังสือพิมพ์ (ข้างไทย) ก็พบ
เขาพูดเรื่องปราสาทหินพิมาย เก็บเอาความเห็นของบุคคลมาลง ความเห็นหนึ่งว่าควร​จะรื้อลงเสียให้ราบเป็นหน้ากลอง เพราะเป็นแบบเขมรเอาไว้เสียเกียรติยศ อีกความเห็นหนึ่งว่าแผ่นดินผืนนั้นเป็นของเขมรเขาก็สร้างอะไรของเขาไว้เราเอาแผ่นดินผืนนั้นมาได้ แล้วรักษาการก่อสร้างบนแผ่นดินผืนนั้นไว้ก็เป็นเกียรติยศดี ส่วนเกล้ากระหม่อมก็มีความเห็นเป็นไปเสียในทางช่าง ไม่เกี่ยวแก่บ้านเมือง ว่าเลี้ยงไว้ดูดีกว่ารื้อ นี่เป็นตัวอย่างที่ความเห็นมีต่างๆ แต่อย่างไรควรก็เอาแน่ไม่ได้
รายการ
๕. เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ได้รับใบแดง (เปรียบ) ขององค์อาทิตย์ เชิญรดน้ำแต่งงานหม่อมราชวงศ์ดิลกลาภ ทวีวงศ์ กับนางสาวชม้าย ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ที่พระราชวังดุสิต วันที่ ๑๙ กรกฎาคม เวลา ๑๕.๒๖ น. งานนี้ไม่ได้ไป เป็นแต่มีหนังสือไปให้พร
๖. เมื่อวันที่ ๒๑ มีดอกไม้ธูปเทียนคู่มา เด็กคนใช้บอกว่าของนายพลเอก อุ่ม พิชเยนทรโยธิน ลาตาย กำหนดว่าจะพระราชทานน้ำอาบศพพรุ่งนี้ เวลาบ่าย ๕ โมง คิดจะไปก่อนเวลากำหนดมา เหตุนั้นก็คงไม่ได้เห็นสิ่งซึ่งประกอบยศบริบูรณ์ แต่ลางทีจะกราบทูลทีหลังแต่ลางอย่างได้บ้างตาม​ที่เคยมา ท่านผู้นี้ย้ายไปอยู่ที่วังเก่าของกรมพระนเรศร และได้ทำบญฉลองอายุ ๗๐ เมื่อต้นปีนี้
๗. ในวันเดียวกันนั้นเอง ได้รับหมายสำนักพระราชวัง ว่าประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เสด็จจะไปเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วเป็นฤดูฝนในวันที่ ๒๘ กรกฎาคม
๘. รุ่งขึ้นวันที่ ๒๒ ได้รับหมายและหนังสือถึง ๔ ฉบับ คือ
(๑) หมายสำนักพระราชวัง บอกกำหนดวันที่ ๒๒ กรกฎาคม เวลา ๑๗.๐๐ น. พระราชทานอาบน้ำศพ นายพลเอก อุ่ม พิชเยนทร์
(๒) หมายสำนักพระราชวัง สั่งให้ข้าราชการในพระราชสำนักไว้ทุกข์ให้เจ้าพระยาพิชเยนทร์ ๑๕ วัน
(๓) หนังสือมาแต่สำนักราชเลขานุการในพระองค์ บอกว่าวันที่ ๒๑ กรกฎาคม เวลา ๑๐.๓๐ น. นายพลเอก อุ่ม พิชเยนทร ถึงอสัญกรรมด้วยโรคโลหิตดันสูงและหัวใจพิการ กำหนดพระราชทานอาบน้ำศพวันที่ ๒๒ กรกฎาคม เวลา ๑๗.๐๐ น.
​(๔) ใบดำ ของบุตรหลานนายพลเอก อุ่ม พิชเยนทร์ บอกวันเวลาถึงอสัญกรรมกับกำหนดวันเวลาพระราชทานอาบน้ำศพ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
โฆษณา