9 ต.ค. เวลา 10:00 • หนังสือ

บทที่ 272 ความหวัง

เสิ่นซีจ้องมองเสิ่นเจวี๋ย ดวงตาแทบถลนออกมาจากเบ้า
...ตอนนั้นเสิ่นเจวี๋ยพิษกำเริบ เฉียวอวิ้นช่วยพาเขาหนีไปได้ทันเวลา แม้ภายหลังจะหาตัวไม่พบ แต่ลูกน้องของเขาทุกคนต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า เสิ่นเจวี๋ยต้องสิ้นใจเพราะพิษกำเริบไปแล้วแน่นอน
แล้วคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาอย่างมีชีวิตชีวาในตอนนี้เป็นใครกัน?
เสิ่นหนิงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
สิ่งที่ทำให้เขาช็อกไม่ได้มีเพียงเรื่องที่เสิ่นเจวี๋ยนำทัพมาถึงที่นี่ แต่ยังรวมถึง...เหตุใดเสิ่นเจวี๋ยถึงดูมีชีวิตชีวาถึงเพียงนี้!
หรือว่าเขาจะหายาถอนพิษพบแล้ว?
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจเสิ่นหนิง แววแห่งความหวังพลันปรากฏขึ้นในดวงตา
แต่ผู้ที่ตกตะลึงที่สุดกลับเป็นฮ่องเต้...
พระองค์ทรงรู้สึกอยู่ตั้งแต่เริ่มการล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงแล้วว่า เหตุใดเรื่องทั้งหมดจึงดูแปลกประหลาดถึงเพียงนี้
หากกล่าวว่า ตั้งแต่ต้นจนจบเสิ่นเจวี๋ยเป็นผู้ผลักดันและชักใยเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เบื้องหลัง เช่นนั้นข้อสงสัยทุกอย่างก็จะคลี่คลายลงได้เอง
นับตั้งแต่ตอนที่เขาถามคำถามนั้นกับพระองค์ในสนามล่าสัตว์ เขาก็เริ่มวางหมากแล้ว!
หลังจากนั้นเสิ่นซีก็ลงมือ เสิ่นหนิงก็เปิดฉากตอบโต้ ทั้งสองฝ่ายกัดกันเองอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ละคนต่างใช้วิธีการต่ำช้ายิ่งกว่าอีกฝ่าย ส่วนเสิ่นเจวี๋ยกลับซ่อนตัวอยู่ในเงามืด คอยดูพวกเขาต่อสู้กัน!
สีพระพักตร์ของฮ่องเต้บิดเบี้ยวจนแทบผิดรูป
เสิ่นเจวี๋ย...เจ้าคนผู้นี้เตรียมการเพื่อวันนี้มานานเพียงใดกันแน่?
ในเวลานั้นเอง เสียงความเคลื่อนไหวก็ดังมาจากระยะไกล ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน แล้วพบว่าเหล่าครอบครัวของขุนนางที่กลับมาจากสนามล่าสัตว์และถูกเสิ่นซีคุมขังเอาไว้ก่อนหน้านี้ กลับถูกพาตัวมาที่นี่ด้วย
พวกเขาดูราวกับเป็นผู้ชมที่ถูกจงใจพามาชมการแสดง เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ต่างก็เผยสีหน้างุนงงออกมา
เสิ่นหนิงยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
ดี...ดีเหลือเกิน เสิ่นเจวี๋ย!
คราวนี้ผู้คนทั้งใต้หล้ากลายเป็นผู้ชมการแสดงของเขาไปหมดแล้ว!
แต่เสิ่นเจวี๋ยกลับไม่สนใจสีหน้าของใครทั้งสิ้น เขาหยุดยืนอยู่กับที่ ก่อนชักกระบี่ออกมา ชี้ปลายกระบี่ไปยังเสิ่นซีกับเสิ่นหนิง
“เสิ่นซี เสิ่นหนิง”
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ ทว่าทรงพลังอย่างยิ่ง
“พวกเจ้าจับตัวเสด็จพี่เป็นตัวประกัน วางเพลิงสนามล่าสัตว์ และช่วงชิงบัลลังก์เพื่อสนองความปรารถนาส่วนตัว เป็นการกระทำที่กบฏต่อแผ่นดินและผิดทำนองคลองธรรม สมควรถูกลงโทษอย่างถึงที่สุด!”
“วันนี้ เปิ่นหวางจะทำตามคำเรียกร้องของประชาชนนับหมื่นนับพัน เข้ามาที่นี่เพื่อผดุงความถูกต้องแทนสวรรค์!”
ชาวบ้านและเหล่าทหารต่างโห่ร้องด้วยความฮึกเหิม ก่อนจะพากันตะโกนทวนคำพูดของเสิ่นเจวี๋ยเสียงดังสนั่น
“ผดุงความถูกต้องแทนสวรรค์! ผดุงความถูกต้องแทนสวรรค์!”
เสิ่นซีเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน ราวกับคำพูดนั้นกระตุ้นสัญชาตญาณฮึดสู้เฮือกสุดท้ายในตัวเขา
เขาดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ตะโกนด้วยเสียงแหบพร่า
“เสิ่นเจวี๋ย! เจ้าเป็นตัวอะไร! ข้าต่างหากที่เป็นองค์รัชทายาท! ข้าต่างหากคือผู้สืบทอดบัลลังก์!”
“ใครก็ได้! เข้ามาสู้กับเสิ่นเจวี๋ยให้ตายกันไปข้างหนึ่ง!”
เขาเลียนแบบท่าทางที่เสิ่นเจวี๋ยเคยทำก่อนหน้านี้ ยกมือโบกอย่างแรง ทว่าทหารองครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับไม่มีใครขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
เสิ่นซีหันมองไปรอบด้าน พยายามสั่งการคนของตนให้ลงมือ แต่กลับพบว่าทหารที่เคยยืนอยู่ด้านหลังเขา ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่หันคมดาบเข้าหาเขาเสียแล้ว
ใบหน้าที่คุ้นเคยแต่กลับดูแปลกตาเหล่านั้น บัดนี้ราวกับกลายเป็นคนละคน ทั้งเงียบงันและเย็นชา ในแววตายังแฝงความเยาะหยันและดูแคลน
เสิ่นซีชะงักงัน
เขาอ้าปากค้าง มองคนที่เคยรับคำสั่งจากตนเองมาตลอด ชั่วขณะหนึ่งกลับไม่อาจทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้
“ลงมือสิ! ขยับกันสิ!”
ไม่มีใครสนใจเขา
เสิ่นซีหันไปมองหนิงซวงที่อยู่ด้านข้าง ราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ แววแห่งความหวังจึงกลับมาปรากฏในดวงตาอีกครั้ง
“หนิงซวง เจ้า...เจ้าไปฆ่าเสิ่นเจวี๋ยให้ข้า!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนิงซวงก็ชักกระบี่ออกมาอย่างรวดเร็ว
เสิ่นซีดีใจจนแทบคลั่ง แต่ในวินาทีถัดมา ปลายกระบี่ของหนิงซวงกลับจ่ออยู่ตรงดวงตาของเขาแทน
“เจ้า...เจ้าทรยศข้าหรือ?”
สีหน้าของเสิ่นซีเปลี่ยนไปมา ราวกับกิ้งก่าเปลี่ยนสี
“ตั้งแต่วันที่เจ้าส่งข้าไปอยู่ข้างกายพระชายา ข้าก็เป็นคนของพระชายาแล้ว”
หนิงซวงกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
เสิ่นซีกลับมีท่าทีราวกับไม่อยากเชื่อ ดวงตาสั่นไหวอย่างรุนแรง
“เจ้า...แล้วจดหมายพวกนั้นที่เจ้าเขียนมาล่ะ?”
“อย่างไร ชอบจดหมายพวกนั้นหรือ?” เสิ่นเจวี๋ยหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าวอย่างเชื่องช้า “ข้าเป็นคนเขียนเอง เจ้าคงอ่านอย่างเพลิดเพลินมากสินะ”
เสิ่นซีแข็งค้างอยู่กับที่ ราวกับบางสิ่งในใจแตกสลายลงในชั่วพริบตา จากนั้นเขาก็ถอยหลังไปสองก้าว ก่อนกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ แล้วหมดสติไปอย่างสิ้นเชิง
เสิ่นหนิงมองภาพตรงหน้า ก่อนค่อย ๆ หลับตาลง
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้...แผนยุแยงให้แตกคอกัน
เสิ่นเจวี๋ยวางหมากมานานแล้วจริง ๆ ตอนนี้ต่อให้พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์อีก
สถานการณ์ในตอนนี้ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความ ผู้ชนะเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว
เสิ่นเจวี๋ยถึงกับเรียกประชาชนให้เข้าวังมาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตาตนเอง เห็นได้ชัดว่าเขาเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งเสิ่นซีและตัวเขาเองต่างก็เผยธาตุแท้แห่งความโลภต่อหน้าฮ่องเต้ไปหมดแล้ว ตอนนี้ฮ่องเต้เองก็ไม่มีทางเลือกเหลืออีก
นี่เป็นแผนการที่เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา แต่กลับยากจะรับมืออย่างแท้จริง
เสิ่นเจวี๋ยแทบไม่ต้องลงมือมากมาย เพียงรอให้เสิ่นซีกับเขาห้ำหั่นกันจนทั้งสองฝ่ายสูญเสียกำลังไปเองก็พอ
เสิ่นหนิงถอนหายใจยาว
ก่อนหน้านี้ คนที่เขาอยากเป็นที่สุดก็คือคนเช่นนี้ คนที่ยืนดูอยู่ข้างสนาม ทำตัวเป็นชาวประมง คอยหัวเราะมองหอยกับนกกระยางต่อสู้กัน
แต่ตั้งแต่วันที่เขาบุกไปขโมยเครื่องหอมที่จวนองค์หญิง เขาก็ถูกลากเข้าไปพัวพันกับเรื่องทั้งหมดอย่างลึกซึ้ง กลายเป็นผู้แพ้ในกระดานนี้เสียเอง
ที่น่าขันยิ่งกว่าก็คือ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะเสิ่นเจวี๋ยบังคับให้เขาทำ เขาต่างหากที่กระโจนลงมาในเกมนี้ด้วยตัวเอง จากคนที่ตั้งใจจะเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ กลับกลายเป็นคนที่เปื้อนโคลนไปทั้งตัว จะโทษใครได้อีก?
เสิ่นเจวี๋ยมองเหล่าคนที่ยังขัดขืนอยู่เพียงไม่กี่คน ซึ่งตอนนี้ต่างถูกจับกุมจนหมดแล้ว ก่อนยกมุมปากขึ้นยิ้มบาง ๆ
“ดูท่าว่า ความวุ่นวายในวันนี้คงจบลงเพียงเท่านี้”
ในเวลานั้นเอง ไทเฮากลับยืดตัวตรงขึ้นกะทันหัน สะบัดตัวหลุดจากนางกำนัลสองคนที่ประคองอยู่ แล้วก้าวออกมาข้างหน้าสองก้าว
นางเงยหน้ามองเสิ่นเจวี๋ย น้ำเสียงไม่ดังนัก แต่จงใจแฝงความสะอื้นเอาไว้
“ฉีอ๋อง! ขอบใจท่านอ๋องที่เสด็จมาช่วยฮ่องเต้!”
ขณะกล่าว นางถึงกับค้อมกายให้เสิ่นเจวี๋ยเล็กน้อย
จากนั้นก็ชี้ไปยังเสิ่นหนิงกับเสิ่นซีที่หมดสติอยู่ด้านข้าง ก่อนกล่าวด้วยความเคียดแค้น
“พวกกบฏเหล่านี้ทำร้ายฮ่องเต้ โทษของพวกมันไม่อาจให้อภัยได้!”
เสิ่นเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ไทเฮากล่าวต่อ
“ข้าดูออกตั้งนานแล้วว่าพวกมันคิดไม่ซื่อ เพียงแต่ข้าแก่ชราและร่างกายอ่อนแอ จึงไม่มีเรี่ยวแรงจะขัดขวาง บัดนี้ฉีอ๋องนำทัพเข้าวังมากำจัดขุนนางชั่ว นับเป็นโชคดีของบ้านเมืองอย่างแท้จริง!”
“ไทเฮา พระองค์ชราถึงเพียงนี้แล้ว ยังต้องมาลำบากกับเรื่องมากมายเช่นนี้อีก ช่างเหน็ดเหนื่อยจริง ๆ”
เสิ่นเจวี๋ยยิ้มบาง ๆ
“ใครก็ได้ รีบพาไทเฮาไปพักผ่อนเถิด ระวังอย่าให้นางสะดุดล้มเข้า”
“พ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์คนหนึ่งรีบก้าวเข้ามาประคองนางออกไปทันที
แต่การประคองครั้งนี้ หากจะเรียกว่าประคองก็คงไม่ถูกนัก เพราะแทบจะเป็นการควบคุมตัวนางไปเสียมากกว่า
ไทเฮาตกใจอย่างยิ่ง กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรอีก ทว่ากลับสบเข้ากับสายตาเย็นเยียบของเสิ่นเจวี๋ยเสียก่อน
นางจึงรีบหุบปาก ไม่กล้าพูดอะไรต่ออีก ปล่อยให้คนพาตัวออกไปอย่างว่าง่าย
ส่วนเสิ่นเจวี๋ยไม่ได้สนใจเสิ่นซีที่กำลังคลุ้มคลั่งอยู่ด้านข้าง และยิ่งคร้านจะสนใจเสิ่นหนิงที่มีสีหน้าหม่นหมอง เขาเพียงก้าวไปทางฮ่องเต้ ก่อนคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ประสานหมัดคารวะ
“เสด็จพี่ น้องมาช่วยเสด็จพี่ช้าไป ขอเสด็จพี่โปรดอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
แววพระเนตรของฮ่องเต้ซับซ้อนยิ่งนัก แต่ในเมื่อมีสายตาของผู้คนมากมายจับจ้องอยู่เช่นนี้ พระองค์ก็ถูกยกขึ้นไปอยู่ในสถานะที่ต้องรักษาพระเกียรติแล้ว
บัดนี้ทางลงเพียงทางเดียวที่เหลืออยู่ ก็คือทางที่เสิ่นเจวี๋ยหยิบยื่นให้พระองค์
ต่อให้ทุกอย่างเป็นแผนการที่เสิ่นเจวี๋ยวางไว้แล้ว จะอย่างไรเล่า?
ตอนนี้ผู้ชนะที่แท้จริงก็คือเสิ่นเจวี๋ย ส่วนประวัติศาสตร์นั้น...ผู้ชนะย่อมเป็นผู้เขียนมันขึ้นมาเอง
ฮ่องเต้กระตุกมุมพระโอษฐ์ พยายามยิ้มออกมา ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับน่าเกลียดยิ่งกว่าการร้องไห้เสียอีก
“ขอบใจ...ฉีอ๋อง ที่วันนี้บ้านเมืองยังรอดพ้นมาได้ ล้วนเป็นความดีความชอบของเจ้า”
“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นเจวี๋ยยิ้มบาง ๆ
“ฝ่าบาททรงลำบากแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
โฆษณา