Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
แปลนิยายกับ Love Love
•
ติดตาม
9 ต.ค. เวลา 10:26 • หนังสือ
บทที่ 273 ผู้โดดเดี่ยวบนบัลลังก์
ลำบากหรือ? แน่นอนว่าย่อมลำบาก พระองค์แทบจะรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้อยู่แล้ว!
ฮ่องเต้แทบอยากแค่นพระสรวลออกมา แต่ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ พระองค์ไม่อาจแสดงความคิดที่แท้จริงออกมาได้ จึงทำได้เพียงกัดฟันอดกลั้นเอาไว้
“เราเหนื่อยแล้ว...”
ตอนนี้พระองค์เหนื่อยจนอยากกลับไปบรรทมเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ทว่ายังไม่ทันตรัสจบ จู่ ๆ องค์หญิงใหญ่จ่างหนิงก็เดินออกมาจากฝูงชน นางถวายคำนับพระองค์ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“เสด็จพี่ น้องขอบังอาจทูลขอเรื่องหนึ่งเพคะ”
จากนั้นนางก็ไม่รอให้ฮ่องเต้ตรัสตอบ กลับกล่าวต่อด้วยตนเองทันที
“เสิ่นเจวี๋ยนำทัพออกรบตั้งแต่ยังเยาว์วัย สร้างผลงานทางการทหารไว้มากมาย เรื่องนี้ผู้คนทั่วราชสำนักต่างรู้กันดี”
“หลายปีมานี้ แม้เขาจะเก็บตัวรักษาอาการป่วย แต่ก็ไม่เคยละเลยกิจการบ้านเมือง ครั้งนี้ในการล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วง เขายังฝืนร่างกายที่เจ็บป่วย เดินทางมาอย่างยากลำบากเพื่อเปิดโปงกบฏด้วยตนเอง”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกวาดตามองเหล่าขุนนางและประชาชนโดยรอบ ราวกับกำลังส่งสัญญาณบางอย่างให้พวกเขา
“หากกล่าวถึงความสามารถ คุณธรรม ผลงาน และประสบการณ์ ในราชสำนักยามนี้ไม่มีผู้ใดเทียบฉีอ๋องได้ บัดนี้พระวรกายของเสด็จพี่ก็ไม่แข็งแรง อีกทั้งราชกิจยังมีมากมาย หากไม่มีผู้ใดมาช่วยดูแลสถานการณ์โดยรวม เกรงว่าใต้หล้าที่เพิ่งสงบลง อาจเกิดความวุ่นวายครั้งใหม่ขึ้นอีก”
“น้องจึงขอบังอาจทูลขอให้เสด็จพี่มอบภาระอันสำคัญนี้แก่ฉีอ๋องเพคะ”
ฮ่องเต่หรี่พระเนตรลงเล็กน้อย
นี่เรียกว่าบังอาจจริง ๆ!
ทว่าใครจะคิดว่า นี่เพิ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังไม่ทันที่พระองค์จะตรัสปฏิเสธ ก็มีคนอีกผู้หนึ่งก้าวออกมาจากฝูงชน
คนผู้นั้นคืออู๋ฉงเหวิน
ปกติเขาเป็นคนปากหวาน พูดจาคล่องแคล่ว และไม่เคยเลือกยืนอยู่ฝ่ายใดอย่างชัดเจน แต่วันนี้กลับเป็นคนที่สองที่ก้าวออกมา ทั้งยังกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน
“ฝ่าบาท! เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ กระหม่อมเห็นกับตาตนเองทุกประการพ่ะย่ะค่ะ”
“หากไม่ได้ฉีอ๋องช่วยพลิกสถานการณ์เอาไว้ เกรงว่าบัลลังก์มังกรคงตกไปอยู่ในมือเสิ่นหนิงหรือเสิ่นซีแล้ว! ฝ่าบาท ฉีอ๋องทรงเป็นที่พึ่งของประชาชน เป็นผู้ที่ทุกคนยอมรับอย่างแท้จริงพ่ะย่ะค่ะ!”
ทันทีที่อู๋ฉงเหวินกล่าวจบ ก็มีขุนนางหนุ่มอีกคนก้าวออกมา
ฮ่องเต้ทรงพยายามนึกอยู่นานกว่าจะจำได้ว่า คนผู้นี้คือบัณฑิตอันดับสามในการสอบหน้าพระที่นั่ง นามว่ากู้หลานเหอ...
“กระหม่อมกู้หลานเหอ แม้จะยังมีประสบการณ์ไม่มาก แต่ก็เคยอ่านประวัติศาสตร์มาหลายเล่ม ในบันทึกประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า ทุกครั้งที่ใต้หล้ากลับคืนสู่ความสงบ ล้วนมีผู้ที่ก้าวออกมายืนหยัดในยามบ้านเมืองเผชิญวิกฤต”
“สิ่งที่ฉีอ๋องทรงกระทำในวันนี้ เพียงพอที่จะได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์แล้ว ขอฝ่าบาทโปรดทรงคำนึงถึงความมั่นคงของแผ่นดินและความเป็นอยู่ของประชาชน แล้วมอบกิจการบ้านเมืองให้ฉีอ๋องดูแลด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
ทันทีที่เขาเอ่ยปาก ราวกับประตูระบายน้ำบางแห่งถูกเปิดออก
ผู้คนทยอยก้าวออกมาจากฝูงชน ไม่ว่าจะเป็นบัณฑิตอันดับหนึ่ง ขุนนางชั้นผู้น้อยจากหกกรม เจ้าหน้าที่เรียบเรียงเอกสารในสำนักราชบัณฑิต ตลอดจนครอบครัวของขุนนางที่รอดชีวิตกลับมาจากสนามล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วง
คนหนึ่งเอ่ยปาก คนเป็นร้อยก็ขานรับ เสียงร้องขอค่อย ๆ ดังประสานกันเป็นระลอก กึกก้องไปทั่วลานกว้างหน้าท้องพระโรง
“ขอฝ่าบาททรงคำนึงถึงความมั่นคงของแผ่นดิน!”
“ขอฝ่าบาททรงมอบกิจการบ้านเมืองให้ฉีอ๋องดูแล!”
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเหล่าผู้คนที่พากันคุกเข่าลงเป็นแถบ ฟังเสียงร้องขอที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ พระศอก็แห้งผากราวกับกำลังจะมีควันพวยพุ่งออกมา ในพระเศียรมีแต่เสียงอื้ออึงวุ่นวาย
พระองค์ขยับพระโอษฐ์ คิดจะตรัสอะไรบางอย่าง ทว่ากลับยังไม่ทันได้เปล่งเสียง สายพระเนตรก็พลันมืดขาววูบ ก่อนจะหมดสติไปอย่างสิ้นเชิง
……
เมื่อฮ่องเต้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง พระองค์ก็พบว่าตนเองกำลังบรรทมอยู่ภายในห้องพระบรรทม
หมอหลวงกำลังวุ่นวายอยู่ข้างพระวรกาย ส่วนเสิ่นหนิงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
ฮ่องเต้เหลือบพระเนตรมองเพียงแวบเดียว ก็เห็นเสิ่นเจวี๋ยนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ ราวกับกำลังรอชมเรื่องสนุก
เสิ่นหนิงคุกเข่าอยู่นานจนเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก ขณะที่เสิ่นเจวี๋ยกลับมีรอยยิ้มอยู่ในดวงตา จับจ้องเขาราวกับกำลังรอให้เขาตอบคำถามบางอย่าง
ฮ่องเต้กระแอมไอสองครั้ง เสิ่นเจวี๋ยจึงค่อยหันมามอง ก่อนยิ้มบาง ๆ
“เสด็จพี่ ฟื้นแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เสิ่นเจวี๋ย...” เสียงของฮ่องเต้แหบแห้ง หน้าอกอึดอัดเจ็บแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
เสิ่นเจวี๋ยลุกขึ้น เดินไปนั่งลงข้างแท่นบรรทมของพระองค์ ก่อนกล่าวอย่างช้า ๆ
“เสด็จพี่ ชีวิตนี้ของพระองค์นับว่าล้มเหลวไม่น้อย ทั้งที่เขาเป็นบุตรชายแท้ ๆ ของพระองค์ แต่พระองค์กลับไม่ยอมแม้แต่จะมอบยาถอนพิษให้เขา”
ฮ่องเต้หายพระทัยขึ้นลงอย่างหนัก ราวกับทรงคาดเดาจุดจบเช่นนี้เอาไว้แล้ว
หลังจากหมดสติไปและฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง พระองค์กลับรู้สึกเหมือนปล่อยวางได้มากขึ้น ดวงตาจึงดูแจ่มใสกว่าเดิมไม่น้อย
“พิษของเจ้า...ถอนออกได้แล้วใช่หรือไม่?” ฮ่องเต้ถามด้วยเสียงแหบพร่า
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นหนิงก็เงยหน้าขึ้นทันที
“แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นเจวี๋ยตอบอย่างเชื่องช้า
“หากยังถอนพิษไม่ได้ แล้วเปิ่นหวางจะมายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?”
“เช่นนั้น...ก็ดีแล้ว”
ฮ่องเต้ฝืนยกพระหัตถ์ขึ้นอย่างยากลำบาก ก่อนชี้ไปทางเสิ่นหนิง
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าช่วยเรา...ฆ่าเขาเสีย”
“อะไรนะ!”
เสิ่นหนิงตัวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
“ไม่! เสด็จพ่อ พระองค์จะให้คนนอกมาสังหารลูกได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ!”
“คนนอก?”
ฮ่องเต้แค่นพระสรวล
“เขาเป็นน้องชายของเรา”
“ส่วนเจ้า จิตใจชั่วร้าย ไม่คู่ควรจะเป็นโอรสของเรา”
“การฆ่าคนสักคนเป็นเรื่องง่าย” เสิ่นเจวี๋ยมองฮ่องเต้ด้วยรอยยิ้ม “แล้วเงื่อนไขเล่า?”
“ก็ไม่ใช่อะไรนอกจากบัลลังก์มังกรหรอกหรือ? รอให้เราเขียนราชโองการสืบทอดบัลลังก์เสร็จ แล้วมอบให้เจ้า เจ้าค่อยลงมือฆ่าก็ได้ ส่วนไทเฮาผู้นั้นก็ปล่อยให้เจ้าจัดการตามใจชอบ แน่นอนว่า ยังมีเสิ่นซีอีกคน...” ฮ่องเต้เอนกายลงบนหมอน หอบหายใจไม่หยุด
“เสด็จพ่อ เสด็จพ่อ...” เสิ่นหนิงส่งเสียงร้องโหยหวนไม่หยุด เพียงเสิ่นเจวี๋ยปรายตามอง ก็มีคนเข้ามาปิดปากเขาแล้วลากตัวออกไป
รอบด้านพลันเงียบสงัด เหลือเพียงสองพี่น้องอยู่ในห้อง
เสิ่นเจวี๋ยมีแววตาสงบนิ่ง เอ่ยขึ้นช้า ๆ ว่า “ท่านรู้แล้วหรือ?”
“อืม” ฮ่องเต้ตรัสเสียงเย็นชา “พิษนี้ไม่มีทางแก้ เสิ่นหนิงไม่เคยคิดจะปล่อยให้เรากับเสิ่นซีมีชีวิตอยู่ หากเจ้าไม่กลับมา แผ่นดินนี้ก็คงตกเป็นของเขา หรือไม่ก็...กลายเป็นของในกำมือไทเฮา”
“ที่จริง วันนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องแสดงละครฉากนั้นเลยด้วยซ้ำ แผ่นดินนี้เดิมทีก็เป็นของเจ้าอยู่แล้ว”
“ไม่เหมือนกัน” เสิ่นเจวี๋ยตอบด้วยน้ำเสียงเนิบสบาย
“การได้มีส่วนร่วมในการเลือกบางอย่างด้วยตนเอง ย่อมทำให้สิ่งนั้นมีค่ามากขึ้นอยู่บ้าง ตอนนี้ทั้งใจประชาชนและความคาดหวังของผู้คนล้วนอยู่ฝ่ายข้า ต่อไปแผ่นดินก็จะสงบสุขขึ้นอีกสักส่วน ปัญหาก็จะน้อยลงอีกสักส่วน”
“ไอ้ตัวดีอย่างเจ้านี่ เจ้าเล่ห์จนชวนให้คนขนลุกจริง ๆ” ฮ่องเต้กลอกพระเนตร
“ห้ามด่าคน” เสิ่นเจวี๋ยกล่าว
“แล้วเจ้าด่าคนน้อยเสียที่ไหน?” ฮ่องเต้ตรัสอย่างไม่ยี่หระ
“ข้าด่าคนมีชั้นเชิงกว่าท่าน” เสิ่นเจวี๋ยตอบ
ทั้งสองพูดจาหยอกเย้ากันอย่างไร้สาระ ราวกับเป็นพี่น้องจากครอบครัวธรรมดาทั่วไป ทว่าถึงตรงนี้ แววตาของฮ่องเต้กลับเผยความหม่นหมองออกมา
“ที่จริง หากไม่มีใครคอยยุแยง ความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนก็คงไม่เลว” ฮ่องเต้ตรัสอย่างทอดถอนพระทัย
เสิ่นเจวี๋ยยิ้มบาง ๆ “ขออภัย ข้าไม่เคยคบคนโง่เป็นสหาย”
“...” ฮ่องเต้ถลึงพระเนตรใส่เขา “เช่นนั้นพระชายาของเจ้าก็ยังเป็นยัยโง่...”
พระองค์ยังตรัสไม่ทันจบ ก็ถูกสายตาเย็นเยียบที่เสิ่นเจวี๋ยส่งมาเตือนราวกับข่มขู่ ทำให้ต้องกลืนคำพูดที่เหลือลงคอไปทั้งหมด
“เราหมายความว่า หากไม่มีไทเฮาคอยยั่วยุและกดขี่ บางทีเราอาจไม่ได้เป็นปรปักษ์กับเจ้าถึงเพียงนี้” ฮ่องเต้ตรัสช้า ๆ “ที่จริง เหตุผลที่เราหวาดระแวงเจ้า ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”
“เรื่องของตาแก่คนนั้นหรือ?” เสิ่นเจวี๋ยย้อนถาม ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด
“อย่าเรียกอดีตฮ่องเต้เช่นนั้น...ช่างเถอะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเขาจริง ๆ” ฮ่องเต้ตรัส “อดีตฮ่องเต้ไม่ได้สิ้นพระชนม์เพราะการลอบสังหารธรรมดา แต่เป็นเจ้า...ที่ทำให้เสด็จพ่อสิ้นพระชนม์”
“ชมเกินไปแล้ว” เสิ่นเจวี๋ยพยักหน้ารับ
“คนที่เกลียดเขามีมากมาย เพียงชี้นำพวกเขาสักหน่อยก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำให้มือข้าสกปรก”
ฮ่องเต้หอบหายใจแรงอยู่หลายครั้ง
“เจ้าเป็นเช่นนี้ แล้วจะไม่ให้เราหวาดระแวงได้อย่างไร...”
“แต่ตอนนี้เราเข้าใจแล้ว หากเจ้าคิดจะแย่งชิงจริง ๆ บัลลังก์นี้จะยังมีส่วนของเราได้อย่างไร?”
“บางที อาจเป็นเพราะเห็นว่าเสิ่นซีตอบสนองช้ากว่าใครเขาอยู่ครึ่งจังหวะเหมือนเรา มักถูกผู้อื่นนำไปเปรียบเทียบและดูแคลนอยู่เสมอ เราจึงเอ็นดูเขามากกว่าอยู่บ้าง”
“สถานการณ์ที่เป็นเช่นทุกวันนี้ ล้วนเป็นผลจากการกระทำของเราเอง”
เสิ่นเจวี๋ยพยักหน้าเบา ๆ อยู่ข้าง ๆ ราวกับเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
“แต่เรายังไม่เข้าใจ เหตุใดตอนนี้เจ้าถึงคิดจะแย่งชิงบัลลังก์แล้ว?” ฮ่องเต้ทรงสงสัยอย่างแท้จริง “หรือเป็นเพราะเฉียวอวิ้น?”
“มิฉะนั้นจะเป็นเพราะอะไรเล่า?” เสิ่นเจวี๋ยไม่ได้รู้สึกกระดากอายที่จะเอ่ยถึงเรื่องนี้แม้แต่น้อย กลับยอมรับอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา
“พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ข้ายังต้องขอบคุณท่านด้วย”
เสิ่นเจวี๋ยมองอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม “เสด็จพี่ หากท่านไม่ยอมให้พวกเขาสลับตัวเจ้าสาว ข้ากับภรรยาก็คงไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าจะได้พบกัน”
“ข้าถึงขั้นรู้สึกซาบซึ้งต่อฮองเฮาและไทเฮาที่วางยาพิษข้าเสียด้วยซ้ำ หากพวกนางไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่ คนบ้ากับคนโง่จะเหมาะสมกันถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?”
ฮ่องเต้กลอกพระเนตรอีกครั้งอย่างแรง
ตอนนี้พระองค์ตัวคนเดียวไร้ผู้ใดเคียงข้าง จึงทนฟังคำหวานเลี่ยนเหล่านี้ไม่ไหวจริง ๆ
“อ้อ จริงสิ” เสิ่นเจวี๋ยเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เสด็จพี่ ท่านก็ทราบดีว่า หลังจากท่านสิ้นพระชนม์ จะต้องมีการไว้ทุกข์ทั่วแผ่นดิน จึงไม่สะดวกจัดงานใหญ่โตเอิกเกริก ช่างบังเอิญเสียจริง ตอนนี้ข้ากับพระชายากำลังเตรียมจัดพิธีแต่งงานครั้งใหญ่ขึ้นใหม่อีกครั้ง คงต้องใช้เวลาเตรียมงานสักหนึ่งเดือน”
“เพราะฉะนั้น คงต้องรบกวนให้ท่านมีชีวิตอยู่ต่ออีกสักหลายวัน อีกเดี๋ยวจะมีคนมาป้อนยาให้ท่านดื่ม”
“...” ฮ่องเต้อยากด่าคนขึ้นมาเหลือเกิน
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย