Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
แปลนิยายกับ Love Love
•
ติดตาม
9 ต.ค. เวลา 10:32 • หนังสือ
บทที่ 274 ไม่เชื่อฟัง
เสิ่นเจวี๋ยมองฮ่องเต้อย่างเนิบช้า ก่อนถอนหายใจออกมา
“ทรงวุ่นวายมาหลายปี แต่กลับแทบไม่ได้ทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชนสักกี่อย่าง กลับทำจนท้องพระคลังว่างเปล่าเสียได้ ช่างลำบากเสด็จพี่จริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องต่อจากนี้มอบให้กระหม่อมจัดการเองก็พอ เสด็จพี่ทรงพักผ่อนอย่างสงบเถิด”
พูดจบ เสิ่นเจวี๋ยก็ลุกขึ้นเตรียมจะเดินจากไป ทว่ากลับได้ยินฮ่องเต้ตรัสพึมพำอย่างอ่อนแรง
“เรายังไม่ตายเสียหน่อย!”
เสิ่นเจวี๋ยหัวเราะเบา ๆ ก่อนเดินออกจากห้องพระบรรทมไป
เมื่อมองแสงอาทิตย์เจิดจ้าที่อยู่ด้านนอก เสิ่นเจวี๋ยก็ถอนหายใจออกมา
ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องจัดการ ช่างยุ่งยากจริง ๆ แต่ก็ไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องทำอยู่ดี
ยัยฉลาดน้อยของเขาเพิ่งจะตื่นได้ไม่นาน ตอนนี้คงง่วงนอนจนแทบทนไม่ไหวแล้ว เขาจึงให้หนิงซวงพานางกลับจวนไปพักผ่อนก่อน
วันนี้พวกเขาออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง และไปถึงจวนฉีอ๋องตั้งแต่เช้าตรู่ แม่นมจิ่นเหยียนพอรู้ว่าเสิ่นเจวี๋ยถอนพิษได้แล้ว ทั้งเฉียวอวิ้นยังได้พบญาติที่เหลืออยู่ ก็ยินดีจนแทบไม่รู้จะทำอย่างไร มือที่กำลังหวีผมให้เฉียวอวิ้นถึงกับสั่นเทา
ต่อมา ระหว่างช่วยเฉียวอวิ้นเปลี่ยนเสื้อผ้า นางก็อดกระซิบฟ้องไม่ได้
“ท่านอ๋องรับปากว่าจะดูแลพระชายาให้ดีแท้ ๆ แต่ดูสิ เพียงไม่กี่วัน เหตุใดถึงปล่อยให้พระชายาผอมลงไปตั้งมากมายเพียงนี้!”
เฉียวอวิ้นหัวเราะให้นาง
“แม่นม อย่ากังวลไปเลย เป็นเพราะข้ากินอะไรไม่ค่อยลงเอง”
แม่นมจิ่นเหยียนกลับทำราวกับได้ยินเรื่องเหลวไหลที่สุดในโลก จึงไม่เชื่อแม้แต่น้อย
“เป็นไปไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ! พระชายาจะกินอะไรไม่ลงได้อย่างไร!”
เมื่อนึกถึงภาพนั้น เสิ่นเจวี๋ยก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
ยัยฉลาดน้อยของเขาง่วงจนแทบลืมตาไม่ขึ้น จึงกลับไปนอนพักก่อน
เขาควรรีบจัดการเรื่องยุ่งยากเหล่านี้ให้เสร็จโดยเร็ว จะได้กลับไปก่อกวนนางต่อเสียที
...
จากนั้นก็ถึงเสิ่นหนิง
เสิ่นหนิงถูกนำตัวกลับมายังห้องพักห้องหนึ่ง ภายในห้องนั้นไม่ได้มีเพียงเขาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ แต่ยังมีไทเฮาด้วย
ไทเฮาพยายามหาคนมาช่วยเหลือมาโดยตลอด ทั้งอยากเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ทั้งอยากพบเสิ่นเจวี๋ย ทว่ากลับไม่มีใครยอมสนใจนางเลยแม้แต่คนเดียว
ความคับแค้นที่สั่งสมอยู่เต็มอกจึงถูกระบายลงบนเสิ่นหนิงที่เพิ่งถูกนำตัวกลับมา
เสิ่นเจวี๋ยยังอยู่ห่างออกไป ก็ได้ยินเสียงไทเฮากำลังดุด่าเสิ่นหนิงอย่างรุนแรง
“ไร้ประโยชน์! เลี้ยงเจ้ามาตั้งหลายปี กลับทำเรื่องแค่นี้ให้สำเร็จไม่ได้!”
“เมื่อครู่เราบอกให้เจ้าไปขอร้องเขาแทนเรา เจ้าได้ขอร้องหรือยัง?”
“นอกจากเรื่องพวกนี้แล้ว เจ้ายังทำอะไรได้อีก? วัน ๆ เอาแต่ทำหน้าทะมึนทึมให้ใครดู? หากไม่ใช่เพราะเจ้าทะนงตน คิดว่าตัวเองฉลาดนักจนดึงดันไปขโมยเครื่องหอม ฮองเฮาก็คงไม่ตาย และพวกเราก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้!”
“สู้ตายไปเสียยังดีกว่า!”
เสียง “ปัง” ดังขึ้น ประตูถูกผลักเปิดออก
เสิ่นเจวี๋ยกวาดตามองห้องที่รกเละเทะ ก่อนยกมือขึ้นปิดจมูกอย่างรังเกียจ
ถังไม้ที่ใช้ขับถ่ายของไทเฮาถูกเตะคว่ำ ของสกปรกกระจายเกลื่อนพื้น แม้แต่เสิ่นหนิงเองก็มีคราบเปรอะเปื้อนติดอยู่ตามร่างกาย
ดูท่าไทเฮาคงระบายความโกรธด้วยการเตะถังไม้ใส่เสิ่นหนิง
เมื่อไทเฮาเห็นเสิ่นเจวี๋ยปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน ก็ราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต นางรีบพุ่งเข้าไปหมายจะคว้ามือของเสิ่นเจวี๋ยเอาไว้ แต่กลับถูกเขาเตะจนล้มลงไปกองอยู่กับพื้นสกปรกเต็ม ๆ
นางกรีดร้องเสียงดัง ก่อนจะเริ่มอาเจียนออกมาไม่หยุด
เสิ่นหนิงเบือนหน้าหนี ไม่อยากมองภาพตรงหน้าอีก
“เสิ่นเจวี๋ย! เสิ่นเจวี๋ย! เจ้าเป็นคนอกตัญญู...”
ไทเฮาเริ่มด่าทออีกครั้ง
“เราอกตัญญูหรือ? หรือว่าเราลืมบุญคุณที่เจ้าให้พิษเรา?”
เสิ่นเจวี๋ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เสียงอาเจียนของไทเฮาหยุดชะงักลงทันที
“ตอนนั้น หลังจากเราออกจากตำหนักของฮองเฮาแล้ว ก็ไปยังตำหนักของเจ้าอีกแห่งหนึ่ง”
เสิ่นเจวี๋ยกล่าวอย่างเนิบช้า
“ไทเฮาเอ๋ย ไทเฮา...เครื่องหอมที่เจ้าจุดในตอนนั้น มีกลิ่นเหมือนกับเครื่องหอมที่ฮองเฮาใช้ทุกประการ”
เสิ่นเจวี๋ยคร้านจะเสียเวลาพูดกับนางให้มากความ
“เราอยู่ในตำหนักของฮองเฮาได้ไม่นาน แต่เจ้ากลับคว้ามือเราไว้ แล้วพูดคุยกับเราอยู่นาน”
“เจ้าถึงกับอยากให้เราตายให้ได้เลยหรือ?”
เสิ่นเจวี๋ยแทบไม่เหลืออารมณ์ใด ๆ แล้ว น้ำเสียงจึงราบเรียบอย่างยิ่ง
ไทเฮากลับไม่อาจสงบนิ่งได้เช่นเขา นางตกต่ำมาถึงเพียงนี้แล้ว หางตากระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธและความไม่ยินยอมที่ถูกเปิดโปง
“แล้วอย่างไร? แล้วมันจะทำไม?”
ไทเฮารู้ดีว่าเสิ่นเจวี๋ยไม่มีทางปล่อยนางไป ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยเมตตาบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความชั่วร้าย นางแค่นหัวเราะเย็นชา
“เปิ่นกงไม่ต้องการเลี้ยงลูกที่ไม่เชื่อฟัง!”
เสิ่นเจวี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขานึกย้อนกลับไปว่า หลังจากพระมารดาสิ้นพระชนม์ได้ไม่นาน ไทเฮาผู้นี้ ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นฮองเฮา ก็พยายามหาทางเข้าหาเขาสารพัดวิธี โดยหวังจะรับเขามาเลี้ยงดูไว้ข้างกาย
เวลานั้น อดีตฮ่องเต้ยังคงอาลัยถึงพระมารดาของเสิ่นเจวี๋ย จึงปฏิบัติต่อเสิ่นเจวี๋ยเป็นอย่างดี และกล่าวว่าจะให้เสิ่นเจวี๋ยเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง
เสิ่นเจวี๋ยปฏิเสธนางต่อหน้าทุกคน
ในตอนนั้น เขาเพียงรู้สึกว่าตนกำลังจะล้างแค้นอดีตฮ่องเต้ จึงไม่ควรมีผู้อื่นอยู่ข้างกาย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนเหล่านั้นต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
แต่เขากลับคิดไม่ถึงว่า ไทเฮาจะผูกใจเจ็บมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งยังคิดจะทำลายเขาเพราะเรื่องนี้
ต่อมา ไทเฮาก็เลือกฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
ฮ่องเต้ไม่ทำให้นางผิดหวัง ภายใต้การกดขี่ของนางและคำพูดที่จงใจนำเขาไปเปรียบเทียบกับเสิ่นเจวี๋ย เขาก็เชื่อฟังนางทุกอย่าง นางต้องการสิ่งใด เขาก็ประเคนให้สิ่งนั้น ราวกับต้องการพิสูจน์ว่าตนเองก็เป็นเด็กที่ไม่เลวคนหนึ่งเช่นกัน แม้จะสู้เสิ่นเจวี๋ยไม่ได้ แต่ก็เพียงพอที่จะดีกับนาง
ต่อมา นางก็เลือกเสิ่นหนิง บุตรที่อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของฮองเฮาอีกคน
ไทเฮารู้สึกว่าตนเองกับฮองเฮามีความคล้ายคลึงกันมากเกินไป
ต่างก็ไม่มีบุตรอยู่ข้างกายเหมือนกัน ต่างก็แต่งให้ฮ่องเต้ที่ตนไม่ได้รักเหมือนกัน ทั้งสองมีนิสัยเข้ากันได้เป็นอย่างดี จึงร่วมมือกันเป็นแนวร่วมเดียวกัน เพื่อชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทมาไว้ในมือ
เสิ่นหนิงได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่จากคนทั้งสอง และกลายเป็นความหวังที่จะใช้แทนเสิ่นซี
เพื่อปกป้องเสิ่นหนิง ไทเฮาจึงวางแผนอย่างสุดกำลัง คอยยกยอปอปั้นเสิ่นเจวี๋ยจนเสียคน ปล่อยให้เสิ่นซีขัดแย้งและแข่งขันกับเสิ่นเจวี๋ยอยู่ร่ำไป อีกทั้งยังให้ฮองเฮาร่วมมือกับเสนาบดีเฉียว เพื่อใช้โอกาสนี้เข้าใกล้เสิ่นซีและชักนำให้เขาก่อความผิดมากมาย
พวกนางวางแผนมานานหลายปี ทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อทำให้เสิ่นเจวี๋ย ผู้เป็นดั่งบุตรแห่งสวรรค์ ต้องตกต่ำลง แต่กลับคิดไม่ถึงว่า หลังจากนั้นจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมากมายถึงเพียงนี้
ก็เหมือนภูเขาที่ก่อขึ้นจากเม็ดทราย แม้ภายนอกจะดูมั่นคง แต่แท้จริงแล้ว เพียงขุดออกไปมุมหนึ่ง ภูเขาทั้งลูกก็พังทลายลงมาได้
สิ่งที่ไทเฮาเสียดายอยู่ในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือพวกนางมีตัวเลือกน้อยเกินไป
เดิมทีพวกนางคิดว่าเสิ่นหนิงฉลาดเฉลียวและสุขุมเพียงพอแล้ว แต่สุดท้ายเขากลับยังบุ่มบ่ามจนเกิดเรื่องขึ้น ทำให้พวกนางผิดหวังอย่างถึงที่สุด
น่าเสียดายที่ฮ่องเต้มีโอรสเพียงสองคนเท่านี้ ส่วนเด็กคนอื่น ๆ ไม่ตายไปแล้ว ก็เป็นเพียงองค์หญิงน้อยที่ไม่ได้เรื่อง ไม่ฉลาดปราดเปรื่องเท่าเด็กหญิงตัวน้อยจากจวนองค์หญิงใหญ่เสียด้วยซ้ำ
ในที่สุดเสิ่นเจวี๋ยก็เข้าใจต้นสายปลายเหตุทั้งหมดแล้ว ทว่าเขากลับยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างไร้สาระสิ้นดี
เพียงเพราะเรื่องเหล่านี้ นางถึงกับวางแผนมาตลอดทั้งชีวิต
“อันที่จริง ไม่ว่าใครจะได้เป็นฮ่องเต้ ก็ไม่มีทางปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม” เสิ่นเจวี๋ยกล่าวช้า ๆ “แล้วเจ้าจะทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร”
“เจ้าเข้าใจอะไร! เจ้าไม่รู้หรอกว่าการไม่มีลูกเป็นของตนเองนั้นเจ็บปวดเพียงใด!”
คำพูดประโยคนี้ของเขากลับทำให้ไทเฮาเดือดดาลด้วยความอับอาย ราวกับมีเพียงการแสดงท่าทีเช่นนี้เท่านั้น จึงจะพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่นางทำมาทั้งหมดล้วนมีความหมาย และนางจะไม่มีวันเสียใจกับการกระทำของตนเอง
“หากไม่มีลูกของตัวเอง ก็จะไม่มีที่พึ่งไปตลอดกาล!” ไทเฮามีดวงตาแดงก่ำ จ้องเขม็งไปยังเสิ่นเจวี๋ย “เมื่อไม่มีที่พึ่งแล้ว เปิ่นกงก็ไม่เหลืออะไรเลย!”
ดูเหมือนนางจำเป็นต้องควบคุมบางสิ่งบางอย่างไว้ในมือให้ได้ จึงจะพิสูจน์ว่าการมีอยู่ของตนเองนั้นมีความหมาย
เสิ่นเจวี๋ยมองนางอย่างจนใจ
“ช่างเถอะ” เขากล่าวช้า ๆ “เดิมทีข้าไม่คิดจะลงมือกับเจ้า”
ไทเฮามองเขาด้วยความรู้สึกซับซ้อน
“แต่ในเมื่อเจ้าคิดจะใช้เฉียวอวิ้นมาเล่นงานเปิ่นหวาง เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจแล้วกัน”
เสิ่นเจวี๋ยหยิบกระบี่เล่มหนึ่งจากมือองครักษ์ที่อยู่ข้าง ๆ แล้วโยนให้เสิ่นหนิง
“อยากมีชีวิตอยู่หรือไม่? หากเจ้าอยากมีชีวิตอยู่ ก็จงลงมือกับนางด้วยตัวเอง…”
เสิ่นเจวี๋ยยังพูดไม่ทันจบ เสิ่นหนิงก็ยังไม่ทันได้ลงมือ ไทเฮาก็แย่งกระบี่เล่มนั้นไปเสียก่อน จากนั้นนางก็ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี แทงกระบี่ในมือลงไปกลางอกของเสิ่นหนิงโดยตรง
เสิ่นหนิงเบิกตากว้าง จ้องไทเฮาเขม็ง ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ไท…ไทเฮา ลูกไม่ได้…ไม่ได้คิดจะฆ่าพระองค์…”
เสิ่นหนิงไม่ได้คิดจะฆ่าไทเฮาเพื่อช่วงชิงสิ่งใดให้ตนเองจริง ๆ เขาเพียงรู้สึกเจ็บปวด เจ็บปวดที่ตนเองทำผิดพลาดไปในตอนนั้น เหตุใดจึงทำให้ทุกคนผิดหวัง และปล่อยให้เรื่องราวกลายเป็นเช่นทุกวันนี้
เขาไร้เรี่ยวแรงอย่างแท้จริง ไม่ว่าตนเองจะพยายามมากเพียงใด คิดคำนวณแผนการมากเพียงใด หรือต่อสู้ดิ้นรนมากเพียงใด ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากตาข่ายไร้รูปร่างผืนนั้นได้
เป็นเพราะเขาไร้ความสามารถเอง
ดังนั้น แม้จะถูกไทเฮาทอดทิ้งและถูกด่าทอ เขาก็ไม่เคยโต้เถียงกลับแม้แต่ครึ่งคำ
แม้กระทั่งเมื่อครู่ที่ถูกโยนถังอุจจาระใส่ เขาก็ยังคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายทำผิดก่อน
มิฉะนั้น ด้วยกำลังของเขาแล้ว แม้จะถูกพิษจนแทบไม่มีเรี่ยวแรง แต่การจัดการกับสตรีวัยห้าสิบกว่าปีที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาตลอดคนหนึ่ง ก็ยังเป็นเรื่องที่ง่ายดายเหลือเกิน
เสิ่นหนิงเหม่อมองไทเฮา เลือดของเขาผสมปนเปไปกับสิ่งโสโครก ไหลนองเต็มพื้น ขณะที่แววตาของเขาค่อย ๆ เลื่อนลอยไร้จุดโฟกัสไปทีละน้อย
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย