9 ต.ค. เวลา 10:40 • หนังสือ

บทที่ 277 เจ้าหมูน้อยขี้เกียจ

หลังผ่านช่วงเที่ยงไปแล้ว เฉียวอวิ้นก็ยังรู้สึกง่วงงุนและอ่อนเพลียอยู่บ้าง ตอนเสิ่นเจวี๋ยมารับนาง นางกำลังเอนศีรษะพิงหน้าท้องของแม่นมจิ่นเหยียน หลับตางีบหลับอยู่
ในมือของนางยังกอดถุงน้ำร้อนที่หุ้มด้วยขนฟูเอาไว้ ใช้มันประคองหน้าท้อง สีหน้าซีดขาวลงเล็กน้อย
“ท่านอ๋อง ท่านกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ” แม่นมจิ่นเหยียนเห็นเสิ่นเจวี๋ยก่อน นางมีท่าทีลังเลอยู่บ้าง เพราะได้ยินเฉียวอวิ้นบอกว่าจะออกไปข้างนอก จึงอดเป็นห่วงไม่ได้ กลัวว่านางจะเหนื่อยเกินไป
“พระชายารู้สึกอ่อนเพลียอยู่บ้างเจ้าค่ะ” แม่นมจิ่นเหยียนกล่าว
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” เฉียวอวิ้นยื่นถุงน้ำร้อนให้แม่นมจิ่นเหยียน พลางยิ้มเล็กน้อย “ข้าแค่ง่วงนิดหน่อย กลับมาแล้วข้าจะกินนมตุ๋นหวาน ๆ กินแล้วก็หายดีเองเจ้าค่ะ”
“ได้ ๆ โจวคังเตรียมไว้ให้ตั้งนานแล้ว พอพระชายากลับมาก็จะยกมาให้ทันทีเลยเจ้าค่ะ” แม่นมจิ่นเหยียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เฉียวอวิ้นหันไปยิ้มให้เสิ่นเจวี๋ย เสิ่นเจวี๋ยยื่นมือออกมา จับมือนางไว้
“เดินไหวหรือไม่”
“ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ” เฉียวอวิ้นตอบ “ข้าแค่ขี้เกียจไปหน่อยเท่านั้นเอง”
นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นเจวี๋ยได้ยินใครพูดว่าตนเองขี้เกียจ เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วเอ่ยอย่างเนิบช้าว่า
“เจ้าประเมินตัวเองได้ตรงไปตรงมาไม่น้อยเลยนะ”
เฉียวอวิ้นยิ้มตาหยีให้เขา
“ข้าเป็นเจ้าหมูน้อยขี้เกียจเจ้าค่ะ”
“ได้ เจ้าหมูน้อยขี้เกียจ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นเจวี๋ยก็อุ้มนางขึ้นมาในท่าอุ้มเจ้าสาวทันที แววตาเปี่ยมรอยยิ้มขณะอุ้มนางเดินออกจากประตู
“เจ้าหมูน้อยขี้เกียจไม่ต้องเดินแล้ว ให้สามีอุ้มไปก็แล้วกัน”
เฉียวอวิ้นถูกเขาหยอกจนหัวเราะไม่หยุด เสียงหัวเราะของนางใสกระจ่างราวกับเสียงกระดิ่ง
แม่นมจิ่นเหยียนฟังเสียงหัวเราะของทั้งคู่ มองดูพวกเขาแล้วหัวใจก็อบอุ่นไปหมด ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาออกมาเช่นกัน
ดีจริง ๆ ดีเหลือเกิน
แม่นมจิ่นเหยียนได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านมี่อวิ๋นแล้ว พอรู้ว่าพระชายาเป็นผู้วาดภาพสมุนไพรติดต่อกันหลายวัน จนช่วยให้หมิงเจิงระลึกถึงตำรับยาได้ นางก็ตกตะลึงอยู่เป็นเวลานาน สุดท้ายถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างท่วมท้น
พระชายาเป็นดั่งดาวนำโชคที่สวรรค์ส่งมายังจวนฉีอ๋องอย่างไรอย่างนั้น ความดีงามของนางทำให้จวนอ๋องที่เคยเงียบเหงาไร้ชีวิตชีวาแห่งนี้ อบอุ่นและงดงามยิ่งกว่าฤดูใบไม้ผลิเสียอีก
หากพระชายาไม่ปรากฏตัวขึ้น เกรงว่าตอนนี้จวนฉีอ๋องคงกลายเป็นสุสานอันเงียบงันไร้ชีวิตไปแล้ว
ได้ยินมาว่าภาพสมุนไพรเหล่านั้นที่พระชายาวาดไว้ ท่านอ๋องนำกลับมาทั้งหมดอย่างทะนุถนอม เตรียมหาคนมาจัดเข้าเล่ม เพื่อเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของจวนอ๋อง
เมื่อแม่นมจิ่นเหยียนนึกถึงร่างกายที่บอบบางอ่อนแอของพระชายา แต่กลับยังอดทนวาดภาพตลอดทั้งวันภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น นางก็ปวดใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา
แต่ตอนนี้ นางพบวิธีระบายความในใจแล้ว
เมื่อใดก็ตามที่อยากพูดคุยเรื่องพระชายากับใคร นางก็จะไปหาเหนิงซวง
ปกติคุณหนูหนิงซวงไม่ค่อยเหมาะกับการพูดคุยนัก ปฏิกิริยาของนางค่อนข้างแข็งทื่อ คุยด้วยก็ไม่ค่อยสนุก แต่พอพูดถึงเฉียวอวิ้นกับนาง หนิงซวงกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
แม่นมจิ่นเหยียนจึงมักไปหาเหนิงซวงเพื่อพูดคุยเรื่องเฉียวอวิ้นอยู่เสมอ ทั้งสองคนต่างก็มีความสุขกันมาก
เสิ่นเจวี๋ยอุ้มเฉียวอวิ้นมาถึงข้างรถม้า พอเฉียวอวิ้นเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างรถม้า นางก็ร้องเรียกด้วยความดีใจขึ้นมาทันที
“ฉินฮุย! เป็นเจ้านี่เอง!”
ฉินฮุยถูกเรียกกะทันหันจนเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ครั้นเห็นท่าทางสนิทสนมของเสิ่นเจวี๋ยกับเฉียวอวิ้น ใบหูของเขาก็แดงขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
“พะ...พระชายา ท่านอ๋อง...”
ฉินฮุยถึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองยังไม่ได้คำนับเสิ่นเจวี๋ย
เสิ่นเจวี๋ยมองท่าทางไม่ได้เรื่องของฉินฮุยแล้วส่งเสียงฮึเบา ๆ
“ร่างกายฟื้นตัวดีแล้วหรือ”
“ทูลท่านอ๋อง ฟื้นตัวดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ ดีขึ้นมากแล้ว ขับรถม้าไม่มีปัญหาแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฉินฮุยรีบตอบ
เสิ่นเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตากวาดมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
“บาดเจ็บหนักถึงเพียงนั้น จะหายดีได้เร็วขนาดนี้ได้อย่างไร”
ฉินฮุยเกาศีรษะอย่างเขินอายเล็กน้อย
“ที่จริงก็ยังไม่หายดีทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมพลาดเรื่องสำคัญไปมากมายเหลือเกินแล้ว ในขณะที่ทุกคนต่างพยายามทำหน้าที่ของตนเอง กระหม่อมกลับทำได้เพียงนั่งรออยู่ในจวนเฉย ๆ รู้สึกอึดอัดใจเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินฮุยกล่าว
เฉียวอวิ้นมองเขา แล้วก็อดพูดเสริมไม่ได้เช่นกัน
“ใช่ ๆ ตอนพวกเราออกไปข้างนอกก็คิดถึงเจ้าอยู่ตลอดเลยนะ พวกเรายังคิดกันด้วยว่า ถ้าฉินฮุยได้มาด้วยก็คงดี”
เมื่อฉินฮุยได้ยินคำพูดนี้ ทั้งดีใจและรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเล็กน้อย
ไม่รู้ว่าเป็นเพียงความรู้สึกไปเองหรือไม่ ฉินฮุยมักรู้สึกว่าหลังจากพระชายาพูดประโยคนั้นออกมา สายตาที่ท่านอ๋องใช้มองเขาก็พลันน่ากลัวขึ้นมาเล็กน้อย
เขาเป็นแค่องครักษ์คนหนึ่งเท่านั้นเองนะ!
เหตุใดจนถึงตอนนี้ท่านอ๋องก็ยังหึงไม่เลือกหน้าเช่นนี้อีกเล่า
ฉินฮุรีบนำม้านั่งเตี้ยมาให้ แล้วผายมือเชื้อเชิญ “ท่านอ๋อง พระชายา เชิญขึ้นรถม้าพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเสิ่นเจวี๋ยอุ้มเฉียวอวิ้นขึ้นรถม้าเรียบร้อยแล้ว ฉินฮุยถึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขามองรถม้าแล้วก็อดเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้เช่นกัน
แม้ท่านอ๋องจะยังคงขี้หึงเหมือนเดิม แต่...หลังจากพิษในร่างกายของท่านอ๋องถูกถอนออกหมดแล้ว ดูมีชีวิตชีวาขึ้นจริง ๆ!
แม้รัศมีอำนาจยังคงเหมือนเดิม ทว่าแววตาของท่านอ๋องกลับมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กลิ่นอายของคนเป็นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที
ฉินฮุยยกมุมปากขึ้น ขณะขับรถม้าก็อดยิ้มไม่ได้ รอยยิ้มกว้างจนแทบฉีกไปถึงหลังใบหู
เมื่อเข้าไปนั่งในรถม้าแล้ว เสิ่นเจวี๋ยจึงค่อยบอกเฉียวอวิ้นว่าพวกเขากำลังจะไปที่ไหน
หลังจากฟังจบ เฉียวอวิ้นก็ทวนคำด้วยความตกตะลึง
“คุกหลวงหรือเจ้าคะ?”
“ไปพบเสิ่นซีกับเฉียวหว่าน น้องสาวตามนามของเจ้า” เสิ่นเจวี๋ยกล่าวอย่างเนิบช้า
“หลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ข้าก็ตัดสินใจว่าจะพาเจ้าไปพบพวกเขาสักครั้ง ด้านหนึ่ง เสิ่นซีก็ใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว อีกไม่นานคงสิ้นใจ ส่วนอีกด้านหนึ่ง สติสัมปชัญญะของเฉียวหว่านก็เลอะเลือนลงเรื่อย ๆ ดูเหมือนจะค่อย ๆ เสียสติไปแล้ว”
เฉียวอวิ้นรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่สำหรับผลลัพธ์ที่พวกเขาต้องเผชิญในวันนี้ นางกลับไม่ได้รู้สึกเหนือความคาดหมายเท่าใดนัก
“แม้พวกเขาจะไม่ใช่คนที่ควรค่าแก่การตั้งใจไปพบสักครั้ง แต่เมื่อว่ากันถึงที่สุดแล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นคนที่เชื่อมโยงชะตาของพวกเราเข้าด้วยกัน” เสิ่นเจวี๋ยกล่าวอย่างเอื่อยเฉื่อย “หากพวกเขาไม่ดึงดันสลับการแต่งงานกันเสียตั้งแต่แรก ตอนนี้เรื่องราวจะดำเนินไปในทิศทางใดก็ยังยากจะคาดเดาจริง ๆ”
เฉียวอวิ้นคิดตามอย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าคำพูดของเขามีเหตุผลจริง ๆ
“ควรไปพบพวกเขาสักครั้งเจ้าค่ะ ข้าเองก็มีเรื่องอยากพูดกับพวกเขาเหมือนกัน”
นางเหลือบมองเสิ่นเจวี๋ย ก่อนจะพลันยิ้มออกมา แล้วเอนกายซบลงในอ้อมแขนของเขา
“ท่านพี่ ท่านอ่อนโยนจังเลยเจ้าค่ะ”
เสิ่นเจวี๋ยยิ้มบาง ๆ แล้วจุมพิตหน้าผากของนาง
ทว่าใครบางคนในคุกหลวงกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
เสิ่นซีนอนอยู่บนกองฟาง ตอนนี้เขาหายใจออกมากกว่าหายใจเข้า ลมหายใจรวยรินจนแทบสิ้นใจ เขารู้สึกได้ว่าตนเองอาจหลับไปเมื่อไรก็ได้ แล้วหลับยาวจนไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีก
สมองของเขามึนงงสับสน ทว่าอารมณ์กลับสงบลงมากแล้ว
ตรงมุมที่อยู่ห่างจากเขาไปไกลที่สุด เฉียวหว่านในฐานะพระชายาองค์รัชทายาทคนก่อน กำลังนั่งกอดเข่าอยู่ตรงนั้น
เฉียวหว่านอยากอยู่ให้ห่างจากเขาสักแสนลี้ นางรังเกียจเขาอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินเสียงหายใจครืดคราดราวกับสูบลมของเขา นางก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
ตอนนี้นางกลับเงียบสงบลงแล้ว เพราะทั้งเหนื่อยทั้งหิว ก่อนหน้านี้นางเพิ่งคลุ้มคลั่งอยู่นาน เอาแต่พูดว่าตนเองเป็นคนที่จะได้เป็นฮองเฮา สั่งให้ผู้คุมปล่อยนางออกไป ไม่เช่นนั้นจะสั่งตัดหัวคนทั้งตระกูลของผู้คุมเสีย
ผู้คุมได้ยินแล้วก็หัวเราะเยาะ จากนั้นก็สั่งให้คนเข้าไปเฆี่ยนนางยกหนึ่ง นางถึงได้ยอมสงบปากสงบคำลง
เดิมทีเสิ่นซีก็ยอมรับความจริงข้อนี้แล้วเช่นกัน
เมื่อความสามารถสู้คนอื่นไม่ได้ แม้จะมีเรื่องให้เสียดายมากมาย แต่ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ตายก็ตายไปเถิด หลับไปสักตื่นหนึ่ง อย่างน้อยเขาก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะเกลียดแค้นอะไรอีกต่อไป
1
แต่ในวินาทีถัดมา เขากลับได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
“ถึงที่นี่แล้ว ระวังเท้าด้วยนะ”
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนเสียจนชวนให้หวาดหวั่น ทำให้เสิ่นซีสะดุ้งราวกับถูกกระตุ้นโดยสัญชาตญาณทันทีที่ได้ยิน เขาพลันเบิกตากว้าง ลมหายใจถี่กระชั้น สีหน้าดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
“เสิ่น...เจวี๋ย...”
เสียงของเสิ่นซีแหบแห้งราวกับรากไม้แห้งสองรากเสียดสีกัน ฟังแล้วทำให้เฉียวอวิ้นสะดุ้งเล็กน้อย
เฉียวอวิ้นหยุดยืน แล้วจึงมองเห็นสภาพภายในห้องขังได้อย่างชัดเจน
นางเห็นเสิ่นซีนอนอยู่บนกองฟางชิดกำแพง เส้นผมยุ่งเหยิง ใบหน้าเขียวคล้ำ ริมฝีปากดำอมม่วง ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายแห่งความตายออกมา
สายตาที่เคยพร่ามัวไร้จุดโฟกัสของเขาค่อย ๆ กลับมาจับจ้องได้อีกครั้ง จากเสิ่นเจวี๋ย สายตาของเขาค่อย ๆ เลื่อนไปยังเฉียวอวิ้น ดวงตาสว่างวาบขึ้นชั่วขณะ ก่อนจะหม่นแสงลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
“พวกเจ้า...มาที่นี่เพื่อเยาะเย้ยข้าหรือ?”
เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงจนแทบไม่ได้ยิน
โฆษณา