9 ต.ค. เวลา 10:47 • หนังสือ

บทที่ 280 สิทธิพิเศษ

แน่นอนว่าเสียนเยว่ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกันแล้ว นางกลับเป็นต้นกล้าที่ไม่เลว เสิ่นเจวี๋ยย่อมไม่ปล่อยให้หลุดมือไปง่าย ๆ
ก่อนหน้านี้เขาไม่ใส่ใจว่าเสียนเยว่จะเป็นอย่างไร เพราะเรื่องของนางไม่เกี่ยวข้องกับตน อย่างมากก็เพียงเห็นแก่ที่นางเป็นสหายของเฉียวอวิ้น จึงยอมให้นางมีสิทธิพิเศษอยู่บ้างเท่านั้น
แต่ตอนนี้เขากำลังจะขึ้นครองราชย์แล้ว ย่อมต้องเริ่มคัดเลือกผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจากตน
ปล่อยให้เสียนเยว่เอาแต่ว่างงาน เล่นสนุกไปวัน ๆ เช่นนี้ ย่อมเป็นการเสียเปล่า
สู้ใช้ประโยชน์จากนางให้ดี ถือเสียว่าเป็นการบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถ
เสิ่นเจวี๋ยเลือกฎีกาจำนวนหนึ่ง แล้วให้ขันทีที่อยู่ข้าง ๆ ยกไปให้นาง พร้อมกำชับว่า
“วันนี้เอาแค่นี้ก่อน หลังจากอ่านจบแล้ว ให้เขียนร่างคำตอบเบื้องต้นให้เรียบร้อย แล้วนำมาให้เปิ่นหวางตรวจดู”
เสียนเยว่จ้องมองกองฎีกาที่สูงเท่าตัวนาง ในที่สุดก็สูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าไปเฮือกหนึ่ง
“ท่านน้า ท่านเห็นข้าเป็นลาหรือม้า ให้หมุนโม่หรืออย่างไร...”
“ห้ามพูดถึงตัวเองเช่นนั้น” เสิ่นเจวี๋ยกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“ท่านน้า ท่านโปรดเมตตาข้าเถิด ปล่อยข้าไปเถอะ... ฮือ ๆ ๆ...” เสียนเยว่แสร้งทำเป็นร้องไห้
แต่เสิ่นเจวี๋ยกลับมองนางด้วยรอยยิ้ม ไม่หลงกลนางแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ยังข่มขู่อีกว่า “หากเจ้าไม่ตกลง ต่อไปก็อย่าไปจวนอ๋องฉีอีก”
“ท่านน้า ท่านน่ะ! ข้าจะไปฟ้องท่านน้าสะใภ้ ว่าท่านรังแกข้า!” คราวนี้เสียนเยว่อยากร้องไห้จริง ๆ แล้ว
“ลองดูสิ” เสิ่นเจวี๋ยหรี่ตามองนาง “ลองดูว่านางจะเชื่อข้าหรือเชื่อเจ้า”
เสียนเยว่กัดฟันกรอด ในใจแอบด่าเสิ่นเจวี๋ยอย่างเกรี้ยวกราด รังแกเด็กเช่นนี้ ยังนับเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือ!
แต่ภายนอก นางยังคงนั่งลงอย่างสงบ แล้วก้มหน้าก้มตาอ่านฎีกาบ้า ๆ พวกนั้นอย่างว่าง่าย
เรื่องที่เสิ่นเจวี๋ยให้จวิ้นจู่ตัวน้อยอยู่ช่วยงานในห้องทรงพระอักษรแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ในเวลาไม่นานก็เลื่องลือไปทั่วเมืองหลวง เฉียวอวิ้นเองก็ได้ยินเรื่องนี้เช่นกัน
ค่ำคืนนั้น หลังจากเฉียวอวิ้นอาบน้ำชำระกายเสร็จ นางก็นอนอยู่ในอ้อมกอดของเสิ่นเจวี๋ย ใช้นิ้วมือเล่นผมยาวของเขาเบา ๆ พลางถามด้วยรอยยิ้ม
“ท่านพี่ ท่านคิดจะให้เสียนเยว่เป็นฮ่องเต้ใช่หรือไม่”
เสิ่นเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มือค่อย ๆ เลื่อนไปแตะสายคาดเอวของนาง
“ฮูหยินได้ยินข่าวมาแล้วหรือ”
“อืม” เฉียวอวิ้นเงยหน้ามองเขา แล้วถามย้ำเพื่อให้แน่ใจ “ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว”
นิ้วมือของเสิ่นเจวี๋ยขยับเพียงเล็กน้อย เสื้อผ้าของนางก็คลายออก ก่อนจะเลื่อนหลุดลง เผยให้เห็นหัวไหล่ของนาง
เฉียวอวิ้นกำลังตั้งใจคุยกับเขา จึงไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย แล้วพูดต่อทันทีว่า “แต่นางยังเด็กอยู่นะ หลายเรื่องถึงจะตั้งใจทำ ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ๆ”
“เพราะฉะนั้น ข้าจะขึ้นครองราชย์ก่อน แล้วเป็นฮ่องเต้สักสองสามปี เพื่อให้นางได้เห็นเป็นตัวอย่าง” เสิ่นเจวี๋ยลูบไล้เส้นผมของนางอย่างแผ่วเบา ก่อนจะถูแก้มของนางเบา ๆ “รอให้นางโตขึ้นอีกหน่อย ข้าก็จะมอบทุกอย่างเหล่านี้ให้นางดูแลทั้งหมด”
เฉียวอวิ้นกอดเขาไว้ แล้วเอ่ยช้า ๆ ว่า “ท่านพี่... ที่แท้ท่านก็ไม่อยากเป็นฮ่องเต้จริง ๆ ด้วย”
เสิ่นเจวี๋ยหัวเราะเบา ๆ “ฮูหยินเข้าใจดีอยู่แล้ว”
“อืม” เฉียวอวิ้นพยักหน้า
นางย่อมเข้าใจดีอยู่แล้ว... หากเขาคิดจะชิงบัลลังก์จริง ๆ ป่านนี้ก็คงชิงมาได้ตั้งนานแล้ว
หากก่อนหน้านี้เขาไม่ได้คิดว่าตนเองกำลังจะตาย และต้องการปูทางอนาคตที่ปลอดภัยและสุขสบายให้นาง เกรงว่าเสิ่นเจวี๋ยคงไม่แย่งชิงอำนาจจนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดเช่นนี้
เสิ่นเจวี๋ยเดิมทีก็ไม่ใช่คนที่ชอบถูกพันธนาการอยู่แล้ว หากได้เป็นฮ่องเต้จริง ๆ เพื่อแบกรับความรับผิดชอบและภาระอันหนักอึ้งบนบ่า เขาคงต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจจนแทบหมดสิ้น และไม่อาจทำตามใจตนเองได้อีก
“เจ้าคิดว่าเสียนเยว่เป็นอย่างไรบ้าง” เสิ่นเจวี๋ยถามเสียงทุ้ม ขณะค่อย ๆ จูบตรงปลายใบหูของนาง
เฉียวอวิ้นกำลังครุ่นคิดอย่างตั้งใจ จึงไม่ได้สังเกตเลยว่าเสื้อผ้าของตนแทบจะหลุดออกหมดแล้ว
“นางฉลาดมาก ตั้งแต่เด็กก็รู้จักสังเกตสีหน้าคนอื่นแล้ว ทั้งยังเก่งเรื่องการแสดงละคร ปฏิกิริยาก็รวดเร็ว เหมาะสมจริง ๆ” เฉียวอวิ้นพยักหน้า “ท่านพี่เลือกคนเก่งมาก”
“เจ้าเองก็ไม่เลว”
เสิ่นเจวี๋ยไม่อยากพูดคุยเรื่องพวกนั้นต่ออีกแล้ว ลมหายใจของเขาหนักขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ กดร่างนางลงอย่างแผ่วเบา โดยที่เฉียวอวิ้นยังไม่ทันรู้ตัว เขาก็เป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ในมือแล้ว
กว่าที่เฉียวอวิ้นจะรู้ตัว ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว
“ท่านพี่...” เสียงของนางสั่นเล็กน้อย “ทะ... ท่านเริ่มตั้งแต่เมื่อใด...”
เสิ่นเจวี๋ยหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นใบหน้าของนางแดงขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็หัวเราะอีกครั้ง
“ประจำเดือนหมดแล้วหรือ”
ขณะที่พูด เขาก็ลงมือพิสูจน์ไปด้วย ไม่นานนักก็ได้คำตอบที่แน่ชัด
“ดูเหมือนจะหมดแล้วจริง ๆ”
เฉียวอวิ้นทั้งอับอายทั้งโมโห “ท่านทำถึงเพียงนี้แล้วยังจะถามอีก...”
เสิ่นเจวี๋ยไม่ได้ตอบนาง เพียงทำตัวหน้าด้านหน้าทน ค่อย ๆ จูบนางอย่างเชื่องช้า ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
แต่เฉียวอวิ้นก็ฉวยโอกาสในช่วงที่มีช่องว่าง รีบถามว่า “ท่านพี่ ท่านเพิ่งถอนพิษได้ไม่นาน ทำเช่นนี้จะไหวหรือ”
“...” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นเจวี๋ยก็เหลือบมองนางอย่างลึกล้ำ “ไหวหรือไม่ไหว เจ้าลองดูก็รู้เอง”
“แต่... แต่วันนั้นท่านก็เพราะช่วยข้าถอนพิษจากกำยาน จึงใช้กำลังมากเกินไป หลังจากนั้นพิษถึงได้กำเริบ...”
เฉียวอวิ้นพูดไปได้เพียงครึ่งเดียว ก็ถูกเสิ่นเจวี๋ยยกมือปิดปากไว้เสียก่อน
“ใครบอกเจ้า” เขาหรี่ตาลง “อย่าพูดเหลวไหล”
เฉียวอวิ้นกลับส่ายหน้า แกะมือของเขาออก แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า “ไม่อย่างนั้น เราถามท่านน้าดูก่อนดีหรือไม่ หากทำให้ร่างกายเสียหายขึ้นมาจะทำอย่างไร”
“ถามท่านน้าเรื่องนี้หรือ” เสิ่นเจวี๋ยหัวเราะเบา ๆ แทบไม่กล้าจินตนาการเลยว่าเมื่อถึงตอนนั้น สีหน้าของหมิงเจิงจะเป็นเช่นไร
“ไม่ได้หรือ” เฉียวอวิ้นถาม
“ไม่ได้” เสิ่นเจวี๋ยตอบ
เฉียวอวิ้นถามอีกว่า “เช่นนั้นถามอิ๋นหลานดีหรือไม่”
“ร่างกายของข้า ข้ารู้ดีอยู่แล้ว”
เขาไม่ได้ปล่อยมือ ยังคงจูบนางเบา ๆ ต่อไป
เฉียวอวิ้นเองก็สัมผัสได้ว่าเขาเตรียมพร้อมมานานแล้ว ไม่ต่างจากครั้งก่อน ๆ เลย ชัดเจนเสียจนยากจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
เสิ่นเจวี๋ยเริ่มรุกคืบไปอีกขั้น
แม้ก่อนหน้านี้จะมีประสบการณ์เพียงสองครั้ง แต่เสิ่นเจวี๋ยกลับเรียนรู้ทุกอย่างได้รวดเร็วจริง ๆ รวมถึงเรื่องนี้ด้วย
เขาค่อย ๆ ทำความเข้าใจได้อย่างง่ายดายว่าเฉียวอวิ้นมีปฏิกิริยาอย่างไร ชอบสิ่งใด และไม่ชอบสิ่งใด
“ฮูหยินเป็นห่วงร่างกายของข้าถึงเพียงนี้ เช่นนั้นวันนี้แค่ครั้งเดียว ดีหรือไม่” เสิ่นเจวี๋ยเอ่ยเสียงแหบพร่า ราวกับกำลังต่อรอง “ข้าจะยับยั้งชั่งใจให้มาก”
เฉียวอวิ้นถูกเขาปลุกเร้าจนคล้อยตามไปนานแล้ว ยากจะสงบลงได้ในเวลาอันสั้น ดวงตาของนางฉ่ำวาว เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จึงพยักหน้าตกลงไปโดยไม่รู้ตัว ราวกับมีบางอย่างดลใจ
แต่ครั้งนี้กลับไม่ราบรื่นเหมือนก่อน
เมื่อไม่มีกำยานพิษ เฉียวอวิ้นแม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่คราวนี้กลับรู้สึกไม่สบายตัวอย่างเต็มที่
ความไม่สบายนี้เกิดจากข้อได้เปรียบตามธรรมชาติของเสิ่นเจวี๋ย
“แน่นเกินไปแล้ว!” เฉียวอวิ้นบ่นเขา พลางใช้มือทั้งสองข้างดันเขาออก ขอบตาแดงระเรื่อ นางพยายามอดกลั้นอย่างสุดกำลัง แต่ก็แทบจะทนไม่ไหว เสียงแผ่วเบาหลุดออกจากปาก
“ทรมานจัง...”
เสิ่นเจวี๋ยเองก็ไม่ได้สบายไปกว่ากัน เขาข่มกลั้นเสียงของตนไว้ ก่อนกัดฟันเอ่ยว่า
“ฮูหยิน เจ้าคิดจะฆ่าข้าหรืออย่างไร”
ยิ่งเฉียวอวิ้นประหม่า ร่างกายของนางก็ยิ่งเกร็งแน่น
จนทำให้เสิ่นเจวี๋ยเองก็เจ็บไปด้วย
“ฮูหยิน...อย่ากลัว”
เขาเปลี่ยนมาลูบแผ่นหลังของนางเบา ๆ ปลอบโยนนางอย่างอ่อนโยน พร้อมจูบเส้นผมของนาง
“ปรับตัวสักพักก็จะดีขึ้นเอง”
เฉียวอวิ้นเม้มริมฝีปากแน่น หลับตาทั้งสองข้างสนิท
เมื่อเห็นนางแสดงสีหน้าเช่นนี้ เสิ่นเจวี๋ยก็ยิ่งแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ เขากัดฟันทนอดกลั้น พยายามไม่ทำให้นางเจ็บ
ทั้งสองจึงต่างฝ่ายต่างอดกลั้นให้กันและกัน ขณะเดียวกันก็ทรมานกันและกันไปด้วย หลังจากพัวพันกันอยู่นาน ในที่สุดก็เข้าสู่ช่วงสำคัญได้เสียที
โชคดีที่หลังจากนั้นทุกอย่างราบรื่นขึ้นมาก
เพียงแต่แม้ครั้งนี้จะมีเพียงครั้งเดียว แต่กลับใช้เวลานานกว่าครั้งก่อนเสียอีก
ท้ายที่สุด เฉียวอวิ้นก็หมดเรี่ยวแรง ดวงตาเหม่อลอย นอนแผ่อยู่บนเตียง มองเพดานเตียงอย่างไร้จุดหมาย
ส่วนการเก็บกวาดหลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเสิ่นเจวี๋ย
นางมองเสิ่นเจวี๋ยค่อย ๆ ช่วยเช็ดทำความสะอาดให้อย่างไม่รีบร้อน แล้วอดถามเสียงเบาไม่ได้
“ท่านพี่?”
“หืม?” เสิ่นเจวี๋ยตอบอย่างอ่อนโยน ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “มีอะไรหรือ”
เฉียวอวิ้นสงสัยอย่างยิ่ง
“ท่านพี่ คู่สามีภรรยาคู่อื่น ๆ โดยทั่วไปแล้วทำเรื่องนี้กันบ่อยแค่ไหนหรือ”
“เหตุใดถึงถามเช่นนี้”
“เสียทั้งเวลาและแรงกายมากเกินไปแล้ว” เฉียวอวิ้นครุ่นคิดอย่างละเอียด ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรง “หากต้องทำวันละครั้ง เช่นนั้นก็ไม่ต้องทำอย่างอื่นกันแล้วมิใช่หรือ”
เสิ่นเจวี๋ยหัวเราะเบา ๆ “นั่นก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้วันละครั้งเสียหน่อย”
เฉียวอวิ้นแสดงสีหน้าราวกับเพิ่งเข้าใจว่าเป็นเช่นนี้นี่เอง จากนั้นก็ถามต่อ
“แล้วท่านพี่ทำได้หรือไม่”
“ได้” เสิ่นเจวี๋ยตอบแทบจะทันทีโดยไม่ต้องคิด
เฉียวอวิ้นเห็นท่าทางของเขาเหมือนจะทำเช่นนั้นจริง ๆ จึงรีบอธิบาย
“ไม่ใช่ ๆ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ไม่ต้องทำทุกวันก็ได้ ห้าวันหรือเจ็ดแปดวันครั้งก็พอแล้ว”
“เจ็ดแปดวันหรือ” เมื่อได้ยินตัวเลขนี้ เสิ่นเจวี๋ยก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้า ๆ “ช่วงห่างนานไปหน่อย”
“นานหรือ” เฉียวอวิ้นถาม
“นานเกินไป” เสิ่นเจวี๋ยกล่าว “สองวันครั้ง เป็นอย่างไร”
เฉียวอวิ้นขมวดคิ้ว รู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง
“สามวันแล้วกันเจ้าค่ะ” นางต่อรองกับเขา พลางยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว แต่มือกลับถูกเขากุมไว้ทั้งหมด ส่วนตัวนางก็ถูกดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขา
เขาซุกใบหน้าลงตรงซอกคอของนาง แล้วถามเสียงอู้อี้
“ฮูหยินไม่ชอบทำเรื่องนี้หรือ”
เฉียวอวิ้นฟังออกว่าเขากำลังน้อยใจ จึงรีบอธิบาย
“ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ เพียงแต่เหนื่อยไปหน่อย”
“เช่นนั้นก็เอาตามที่ฮูหยินว่า สามวันครั้งก็แล้วกัน” เสิ่นเจวี๋ยไม่ได้ยืนกรานต่อ เพียงถูไถใบหน้ากับนางเบา ๆ “ฮูหยินเหนื่อยแล้ว”
แต่ภายหลังเฉียวอวิ้นถึงได้รู้ว่า ตนเองถูกเสิ่นเจวี๋ยหลอกเข้าให้เต็มเปา
แม้จะตกลงกันว่าสามวันครั้ง แต่เจ้าคนเจ้าเล่ห์ผู้นี้กลับทำอย่างน้อยสองครั้งขึ้นไปทุกครั้ง ไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่น้อย
เป็นคนเลวตัวร้ายจริง ๆ!
โฆษณา