9 ต.ค. เวลา 10:57 • หนังสือ

บทที่ 281 พิธีมงคลสมรส (บทจบ)

ไม่นานนัก ก็เกิดเรื่องใหญ่ที่สร้างความฮือฮาไปทั่วเมืองหลวงขึ้นเรื่องหนึ่ง นั่นก็คืออ๋องฉีจะจัดพิธีอภิเษกสมรสครั้งใหม่เพื่อรับพระชายาเข้าจวนอีกครั้ง ทั้งยังจัดพิธีแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่อลังการ
วันนี้ ฟ้ายังไม่ทันสาง จวนอ๋องฉีก็สว่างไสวไปด้วยแสงไฟแล้ว
ป้ายหน้าประตูสีแดงชาดถูกเปลี่ยนเป็นป้ายใหม่ เหนือกรอบประตูแขวนดอกไม้ผ้าไหมสีแดงสดขนาดใหญ่ โคมไฟทั้งสองข้างก็เปลี่ยนเป็นโคมใหม่เอี่ยม บนโคมวาดอักษรมงคลซวงสี่ด้วยเส้นสีทอง โคมแกว่งไกวเบา ๆ ตามสายลมยามเช้า ส่องให้ถนนทั้งสายดูอบอุ่นละมุนละไม
ภายในจวนยิ่งวุ่นวาย แต่ทุกอย่างกลับดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ
แม่นมจิ่นเหยียนตื่นขึ้นมาจัดเตรียมงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง นางสั่งการสาวใช้ให้จัดวางสิ่งของต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าให้เรียบร้อยไปพร้อม ๆ กับเดินไปตรวจสอบเกี้ยวเจ้าสาวที่จอดอยู่ในจวนด้วยตนเอง
โครงเกี้ยวทำจากไม้หนานมู่สีทอง ขอบเกี้ยวปักลวดลายดอกบัวเลื้อยพันด้วยด้ายสีทอง ภายในปูเบาะผ้าไหมเนื้อนุ่มหนานุ่มไว้อย่างดี
เสิ่นเจวี๋ยกำชับไว้เป็นพิเศษว่า เกี้ยวเจ้าสาวไม่เพียงต้องดูงดงามจากภายนอกเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องนั่งสบายด้วย
“ท่านอ๋องตรัสไว้ว่า เกี้ยวต้องเคลื่อนไปอย่างมั่นคง ต่อให้ช้าลงสักหน่อยก็ไม่เป็นไร ห้ามทำให้พระชายาสะเทือนเด็ดขาด”
หลังจากตรวจสอบภายในเกี้ยวเรียบร้อยแล้ว แม่นมจิ่นเหยียนก็หันไปกำชับองครักษ์ลับทั้งแปดคนที่ทำหน้าที่หามเกี้ยว
“พวกเจ้าล้วนฝึกวรยุทธ์มาแล้ว ต้องก้าวเท้าให้พร้อมเพรียง ไหล่ต้องมั่นคง!”
เหล่าองครักษ์ลับขานรับพร้อมกันว่า “ขอรับ!” สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังยิ่งกว่าตอนออกไปปฏิบัติภารกิจตามปกติเสียอีก
แสงอาทิตย์ค่อย ๆ สาดส่องขึ้นมา ทำให้ถนนทั้งสายสว่างไสว
สองข้างทางมีชาวบ้านมายืนรอกันจนแน่นตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว หลายคนยังเป็นคนที่เคยเห็นเสิ่นเจวี๋ยกำจัดขุนนางชั่วอยู่หน้าประตูวังเมื่อหลายวันก่อนด้วย
พวกเขาได้ยินข่าวเรื่องอ๋องฉีจะจัดพิธีแต่งงานเพื่อรับพระชายาเข้าจวนอีกครั้งตั้งนานแล้ว จึงพากันออกมาจับจองที่ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เมื่อถึงฤกษ์มงคล ประตูใหญ่ของจวนอ๋องฉีก็ค่อย ๆ เปิดออก
เสิ่นเจวี๋ยสวมชุดแต่งงานสีแดงสด คาดเข็มขัดหยกไว้ที่เอว และบนเข็มขัดหยกนั้นมีถุงยาใบเล็กเรียบง่ายห้อยอยู่ชิ้นหนึ่ง
ใบหน้าของเขาซูบผอมลงเล็กน้อย แต่กลับดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง มือหนึ่งจูงหญิงสาวผู้สวมมงกุฎหงส์และชุดคลุมเจ้าสาวสีแดงสดอยู่ นางก็คือเฉียวอวิ้นนั่นเอง
วันนี้เฉียวอวิ้นสวมชุดเจ้าสาวสีแดงสด เนื้อผ้าให้ความอบอุ่นแต่ไม่หนักตัว ลวดลายปักบนชุดประณีตละเอียดลออที่สุด เป็นชุดที่ช่างตัดเย็บของจวนทุ่มเทแรงกายแรงใจตัดเย็บขึ้นเพื่อเฉียวอวิ้นโดยเฉพาะ
มงกุฎหงส์บนศีรษะของนางก็เป็นสิ่งที่เสิ่นเจวี๋ยเสาะหาช่างฝีมือที่ดีที่สุดมาทำขึ้นอย่างประณีต มันไม่หนักศีรษะ แต่กลับงดงามวิจิตรอย่างยิ่ง
ชาวบ้านต่างเห็นเสิ่นเจวี๋ยหันไปยิ้มให้เฉียวอวิ้น พร้อมเอ่ยบางอย่างกับนาง รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนอย่างเหลือเชื่อ ดวงตาสีดำสนิทของเขางดงามราวกับอัญมณีออบซิเดียน เมื่อแสงอาทิตย์ส่องกระทบ ก็ยิ่งทำให้ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายระยิบระยับ
ในเวลานี้เอง ทุกคนจึงเพิ่งตระหนักว่า ที่แท้ตัวอ๋องฉียังคงมีความองอาจผึ่งผายแบบชายหนุ่มอยู่หลายส่วน เพียงแต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่าระหว่างคิ้วและดวงตาของเขา คือความสงบนิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกวางใจได้ทันทีที่ได้เห็น
เขาประคองเฉียวอวิ้นขึ้นเกี้ยวด้วยตนเอง จากนั้นจึงพลิกกายขึ้นขี่ม้าสีน้ำตาลแดงตัวหนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างเนิบช้า
“ออกเดินทางได้”
ขบวนรับเจ้าสาวอันยิ่งใหญ่ตระการตาเริ่มเคลื่อนออกไป
ชาวบ้านเบียดเสียดกันอยู่ริมถนน บ้างเขย่งปลายเท้า บ้างอุ้มเด็กขึ้นนั่งบนบ่า บ้างโบกมือให้ขบวน บ้างก็พูดคุยกันด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“อ๋องฉีไม่ได้แต่งภรรยาไปแล้วครั้งหนึ่งหรอกหรือ เหตุใดถึงแต่งอีกครั้งเล่า”
“เจ้าไม่รู้หรือ เดิมทีพระชายาอ๋องฉีแต่งเข้าจวนมาเพื่อเป็นสิริมงคลให้ท่านอ๋องฟื้นจากอาการป่วย ตอนนี้ท่านอ๋องเห็นว่าพิธีในครั้งนั้นไม่เป็นทางการมากพอ จึงจัดพิธีแต่งงานชดเชยให้อีกครั้งอย่างไรเล่า”
“ยังทำเช่นนี้ได้ด้วยหรือ”
“เหตุใดจะไม่ได้ล่ะ? เจ้าลองดูขนาดของเกี้ยวเจ้าสาวสิ แล้วก็ดูความยิ่งใหญ่ของขบวนนี้อีก จุ๊ ๆ ช่างทุ่มทุนจริง ๆ!”
พวกเขาไม่ทันสังเกตเลยว่า ท่ามกลางฝูงชน มีขอทานสามคนซึ่งเป็นครอบครัวเดียวกันกำลังหลบอยู่ตรงมุมหนึ่ง มองขบวนรับเจ้าสาวที่ทอดยาวด้วยสีหน้าซับซ้อน
คนทั้งสามนี้ก็คือเฉียวหว่าน เฉียวโส่วจง และหลินซื่อนั่นเอง
หลังจากเสิ่นเจวี๋ยกุมอำนาจ เฉียวโส่วจงก็ถูกปลดจากตำแหน่งและถูกดำเนินคดี ทรัพย์สินของจวนเฉียวถูกยึดทั้งหมด แต่สิ่งที่ทำให้เฉียวโส่วจงประหลาดใจคือ เสิ่นเจวี๋ยกลับปล่อยตัวเขาออกมา
เดิมทีเขาดีใจจนแทบคลั่ง คิดจะรวบรวมกำลังเพื่อกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่บรรดาอดีตเพื่อนร่วมงานเมื่อเห็นเขา ต่างก็หลบเลี่ยงราวกับเขาเป็นตัวกาลกิณี ทั้งยังขับไล่เขาออกไปราวกับเป็นขอทาน
พวกเขาทั้งสามจึงต้องระหกระเหินเร่ร่อนอยู่ตามท้องถนน อาศัยการขอทานประทังชีวิต
ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกับภาพอันยิ่งใหญ่เช่นนี้
เฉียวหว่านจ้องมองขบวนรับเจ้าสาวของจวนอ๋องฉีเขม็ง ดวงตาแดงก่ำ นางกัดฟันกล่าวว่า
“ท่านพ่อ หากตอนนั้นท่านไม่สลับตัวเจ้าสาว ข้าก็คงไม่ตกต่ำถึงขั้นนี้!”
“เจ้าน่ารำคาญหรือไม่ เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว ยังจะบ่นไม่เลิกอีก!”
เฉียวโส่วจงตบหน้าเฉียวหว่านอย่างแรงจนเกิดเสียงดังเพียะ
เขาเริ่มคิดอย่างจริงจังแล้วว่า จะขายเฉียวหว่านกับหลินซื่อเข้าไปในหอนางโลมอย่างไร เพื่อแลกเงินสักก้อนให้ตนเองมีข้าวกินจนอิ่มท้อง
...
ขบวนรับเจ้าสาวเคลื่อนผ่านถนนสายหลักหลายสายของเมืองหลวง วนไปเกือบครึ่งเมือง ก่อนจะกลับมาหยุดลงที่หน้าจวนอ๋องฉีอีกครั้ง
เสิ่นเจวี๋ยพลิกกายลงจากหลังม้า เดินไปยังหน้าเกี้ยว แล้วค่อย ๆ เปิดม่านเกี้ยวขึ้น
เฉียวอวิ้นนั่งอยู่ภายในเกี้ยว เงยหน้ามองเขา ผ้าคลุมหน้าสีแดงบดบังใบหน้าของนางไปกว่าครึ่ง เหลือเพียงปลายคางเล็ก ๆ กับมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
เสิ่นเจวี๋ยยื่นมือออกไป นิ้วมือของนางค่อย ๆ วางลงบนฝ่ามือของเขา ฝ่ามือทั้งสองอบอุ่นและแห้งสบาย
“ฮูหยิน กลับบ้านกันเถอะ”
“อืม”
บันไดหินหน้าประตูจวนปูด้วยพรมแดง ซึ่งทอดยาวจากหน้าประตูไปจนถึงโถงใหญ่
แขกเหรื่อมารวมตัวกันเต็มโถง ล้วนเป็นผู้ที่ตั้งใจมาร่วมแสดงความยินดีด้วยตนเอง มีทั้งครอบครัวขององค์หญิงใหญ่ฉางหนิง ครอบครัวของอู๋ฉงเหวิน รวมถึงซุนจิ้งถัง...และคนอื่น ๆ อีกมากมาย ขุนนางส่วนใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ในราชสำนัก พร้อมทั้งครอบครัวของพวกเขา ต่างก็มาร่วมงานกันทั้งหมด
บนที่นั่งประธานซึ่งจัดไว้สำหรับผู้ใหญ่ ขณะนี้มีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ นั่นก็คือหมิงเจิง
เขาสวมเสื้อคลุมสีครามเข้มตัวใหม่ที่เพิ่งตัดเย็บมา ผมเผ้าหวีจัดทรงเรียบร้อย แต่ใบหน้ากลับแดงระเรื่อเล็กน้อย ราวกับกำลังประหม่าอยู่บ้าง
ข้างกายเขามีเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่ง บนโต๊ะข้างเก้าอี้มีเสื้อผ้าชุดหนึ่งวางอยู่ ลวดลายปักบนเสื้อถูกซ่อนไว้อย่างประณีต และเหนือเสื้อตัวนั้นยังมีหยกห้อยเอวชิ้นหนึ่งวางอยู่ด้วย
มันคือหยกโอสถที่เฉียวอวิ้นพกติดตัวมาเป็นเวลานาน เป็นของตกทอดจากมารดาของเสิ่นเจวี๋ยและมารดาของเฉียวอวิ้น
เมื่อหมิงเจิงเห็นทั้งสองเดินเคียงข้างกันตรงมาหาตน ขอบตาของเขาก็แดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย เขาพยายามข่มกลั้นอารมณ์ไว้อย่างสุดกำลัง แล้วนั่งตัวตรงอย่างสง่างาม
ฉินฮุยยืนอยู่ข้าง ๆ ในอ้อมแขนของเขาอุ้มเจ้าจู๋เย่ไว้
เมื่อเจ้าจู๋เย่เห็นทั้งสองเดินเข้ามา มันก็เชิดคอขึ้นแล้วขันเสียงดังลั่น น้ำเสียงกังวานกึกก้อง เปี่ยมไปด้วยพลังอย่างยิ่ง
ฉินฮุยก็พลอยตะโกนตามไปด้วย
“กราบไหว้ฟ้าดิน—”
เฉียวอวิ้นกับเสิ่นเจวี๋ยหันหน้าไปทางประตู มองท้องฟ้าแจ่มใสในฤดูใบไม้ร่วง แล้วก้มลงคำนับอย่างลึกซึ้ง
“กราบไหว้ผู้ใหญ่—”
ทั้งสองหันไปทางหมิงเจิงกับเก้าอี้ว่างตัวนั้น แล้วคำนับอีกครั้ง
“สามีภรรยาคำนับกัน—”
ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน เฉียวอวิ้นมองผ่านผ้าคลุมหน้าสีแดง เห็นดวงตาสีดำสนิทของเสิ่นเจวี๋ย
บัดนี้ดวงตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับบรรจุแสงดาวทั่วทั้งท้องฟ้าเอาไว้
นางอดยิ้มออกมาไม่ได้ แล้วคำนับตอบเขาอย่างพร้อมเพรียง
“ส่งตัวเข้าหอ—”
เสิ่นเจวี๋ยไม่รอช้าแม้แต่น้อย เขาช้อนอุ้มนางขึ้นมาทั้งตัวทันที ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของทุกคน ทั้งสองก็เข้าไปในหอหมิงเซียงด้วยกัน
บนโต๊ะภายในหอหมิงเซียงมีอาหารวางอยู่เต็มไปหมด
ตามธรรมเนียมแล้ว เสิ่นเจวี๋ยต้องออกไปต้อนรับแขก ส่วนเฉียวอวิ้นต้องรอเขาอยู่ในห้องหอ
ดังนั้นแม่นมจิ่นเหยียนจึงเตรียมอาหารไว้ให้เป็นพิเศษ เพราะกลัวว่าเฉียวอวิ้นจะหิว
แต่เสิ่นเจวี๋ยออกไปเพียงครู่เดียวก็กลับมาแล้ว
“เร็วขนาดนี้เลยหรือ!” เฉียวอวิ้นยังคงมองหาอยู่ว่าบนโต๊ะมีของกินอะไรบ้าง นางยังไม่ได้เลือกเลยด้วยซ้ำ
“ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา” เสิ่นเจวี๋ยจะมีเวลาว่างถึงเพียงนั้นได้อย่างไร ถึงกับทิ้งเฉียวอวิ้นไว้ที่นี่แล้วออกไปจัดการแขกด้วยตนเอง
เขาเพียงสั่งองค์หญิงหย่งหนิงไว้สองสามประโยคอย่างขอไปที แล้วก็กลับมาอีกครั้ง
“เข้าหอสำคัญที่สุดต่างหาก”
“ท่านพี่พูดถูก” เฉียวอวิ้นพยักหน้า แล้ววางขนมที่ในที่สุดนางก็เลือกได้ลงอย่างเสียดาย
“เช่นนั้นพวกเราก็เข้าหอกันเถอะ” นางกล่าวอย่างจริงจัง ก่อนจะตกอยู่ในความสับสนอีกครั้ง “แล้วต้องทำอะไรบ้างหรือ”
เมื่อเสิ่นเจวี๋ยได้ยินเช่นนั้น ก็หัวเราะเบา ๆ
“รอสักครู่”
เขาหยิบคันชั่งหรูอี้ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา แล้วค่อย ๆ ใช้ปลายคันชั่งเปิดผ้าคลุมหน้าของนางขึ้น
เพียงชั่วพริบตา รอยยิ้มสดใสเปล่งประกายของเฉียวอวิ้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
“ท่านพี่” นางยิ้มให้เขา
“อืม” เสิ่นเจวี๋ยยิ้มบาง ๆ แล้วยื่นจอกสุรามงคลใบหนึ่งให้นาง จากนั้นก็ค่อย ๆ สอนนางอย่างใส่ใจว่าต้องไขว้แขนของทั้งสองคนอย่างไร
เฉียวอวิ้นจึงดื่มสุราตามอย่างที่เขาสอนด้วยท่าทางจริงจัง
“อ๊ะ นี่สุราจุ้ยฮวาอินนี่นา!” นางชิมเพียงไม่นานก็จำรสชาติได้ จึงรู้สึกประหลาดใจยินดีเป็นอย่างมาก
เสิ่นเจวี๋ยมองนางด้วยรอยยิ้ม
“อร่อยหรือไม่”
“อร่อยเจ้าค่ะ”
ทั้งสองตัดปอยผมของตนเองมาผูกเข้าด้วยกัน แล้วเก็บไว้ในกล่องผ้าไหม
“นี่คืออะไรหรือ” เฉียวอวิ้นถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ผูกผมร่วมกัน” เสิ่นเจวี๋ยมองนางอย่างลึกซึ้ง
“ร่วมผูกผมเป็นสามีภรรยาชั่วชีวิต จนผมขาวก็ไม่พรากจากกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ทอดทิ้งกันไม่ว่าชีวิตหรือความตาย เจ้ายินดีหรือไม่”
“ยินดีเจ้าค่ะ” เฉียวอวิ้นตอบเสียงเบา
เสิ่นเจวี๋ยค่อย ๆ ปิดฝากล่อง แล้ววางไว้บนโต๊ะเล็กข้างหัวเตียง
เฉียวอวิ้นเอนกายพิงอยู่ในอ้อมกอดของเขา
“ท่านพี่ เรื่อง...การเข้าหอน่ะ วันนี้พวกเราจะ...”
เสิ่นเจวี๋ยกำลังจะพูดเรื่องนี้พอดี เมื่อได้ยินนางเอ่ยขึ้นมาก่อน ก็อดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้
“อืม ต้องทำสิ”
เฉียวอวิ้นจึงประคองใบหน้าของเขาไว้ แล้วตั้งใจจูบลงบนริมฝีปากของเขาหนึ่งครั้ง ราวกับประทับตราลงบนริมฝีปากนั้น
เสิ่นเจวี๋ยมองนาง มองดวงตาคู่นั้นที่ใสกระจ่างและส่องประกายอยู่ใต้แสงเทียน จากนั้นก็ยื่นมือโอบนางเข้ามาในอ้อมกอด ก่อนก้มหน้าประทับจูบลงบนริมฝีปากของนาง
เปลวเทียนไหววูบ เงาของคนทั้งสองทอดลงบนผนัง ซ้อนทับเข้าด้วยกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นเงาของผู้ใด
...
เดิมทีข้าคือต้นไม้แห้งกรัง ยืนหยัดผ่านหิมะและน้ำค้างแข็ง
ครั้นเจ้ามาถึง ฤดูใบไม้ผลิก็ผลิบาน อบอวลไปด้วยความอบอุ่น
(จบบริบูรณ์)
โฆษณา