9 ต.ค. เวลา 11:05 • หนังสือ

บทที่ 284 บทพิเศษที่2 · เรื่องราวในชีวิตประจำวัน : วันเกิดของนาง (ภาคล่าง)

ฉากต่อจากนั้นก็คือ... เฉียวอวิ้น เสิ่นเจวี๋ย แม่นมจิ่นเหยียน และหนิงซวง ทั้งสี่คนรุมปาหิมะใส่ฉินฮุย จนฉินฮุยต้องร้องขอชีวิตไม่หยุด
เฉียวอวิ้นเล่นจนหิมะเปื้อนไปทั่วทั้งตัว แม้แต่เส้นผมก็ยังมีเกล็ดน้ำแข็งเล็ก ๆ เกาะอยู่ ปลายหูแดงก่ำเพราะความหนาว ทว่าบนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
ท้ายที่สุด ทุกคนต่างอยู่ในสภาพสะบักสะบอมอย่างยิ่ง เสิ่นเจวี๋ยสั่งให้พวกเขารีบไปอาบน้ำชำระร่างกายทันที ส่วนเฉียวอวิ้นนั้น เขาเป็นคนอุ้มนางกลับไปเอง
เฉียวอวิ้นซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเสิ่นเจวี๋ย นิ้วมือทั้งสองข้างแดงก่ำเพราะความหนาว ทั้งยังแข็งจนแทบขยับไม่ได้
ส่วนร่างกายของเสิ่นเจวี๋ยกลับอบอุ่นยิ่งนัก ถึงกับมีไอร้อนแผ่ออกมา
เฉียวอวิ้นมองเขาแล้วถามว่า “ท่านพี่ ไม่หนาวหรือเจ้าคะ?”
“ไม่หนาว” เสิ่นเจวี๋ยตอบ
เสิ่นเจวี๋ยก้มมองนาง ปลายจมูกของนางแดงระเรื่อ ขนตายังมีเกล็ดหิมะที่ละลายไม่หมดติดอยู่เล็กน้อย ดูราวกับลูกจิ้งจอกตัวน้อยที่เพิ่งมุดออกมาจากกองหิมะ
“เอามือมาอุ่นกับตัวข้าก็ได้”
เฉียวอวิ้นกำลังคิดเช่นนั้นอยู่พอดี เมื่อได้ยินเขาพูดอย่างนี้ นางก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป ยกมือทั้งสองข้างแนบลงบนใบหน้าของเขาทันที
“ใบหน้าของท่านไม่ค่อยร้อนเลยนะเจ้าคะ”
เฉียวอวิ้นใช้หลังมือแตะลำคอของเขาอีกครั้ง ร่างของเสิ่นเจวี๋ยแข็งเกร็งขึ้นเล็กน้อย แต่เฉียวอวิ้นกลับยิ้มให้เขา
“ตรงนี้อุ่นสบายดี”
“...”
เสิ่นเจวี๋ยไม่ได้ห้ามนาง ปล่อยให้นางขยับมือซุกซนไปตามใจชอบ
เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้ เฉียวอวิ้นก็ยิ่งได้ใจ เริ่มดึงเสื้อผ้าของเขา อยากสอดมือเข้าไปในสาบเสื้อเพื่ออุ่นมือ
“แค่ก ๆ... พอแล้ว” เสิ่นเจวี๋ยกระชับอ้อมแขนกอดนางแน่นขึ้นเล็กน้อย “กลับไปแล้วค่อย ๆ คลำให้เต็มที่”
เฉียวอวิ้นหรี่ตายิ้ม แล้วถามว่า “ท่านพี่เขินหรือเจ้าคะ?”
“อืม” เสิ่นเจวี๋ยยิ้มพลางเหลือบมองนาง “ใช่สิ หากเจ้าดึงเสื้อข้าเปิดออก แล้วคนอื่นเห็นเข้า จะทำอย่างไรเล่า? ข้าเป็นคนของเจ้า จะปล่อยให้คนอื่นเห็นผิวหนังแม้เพียงนิดเดียวไม่ได้”
เฉียวอวิ้นซุกใบหน้าเข้ากับอกของเขา หัวเราะจนตัวสั่น
เมื่อกลับถึงตำหนัก เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหวัด ทั้งสองจึงแยกกันไปอาบน้ำชำระร่างกาย
หลังอาบน้ำเสร็จ เฉียวอวิ้นเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าชุดแห้งสบาย เส้นผมถูกแม่นมจิ่นเหยียนใช้ผ้าบิดจนแห้งไปได้ครึ่งหนึ่ง ก่อนปล่อยสยายคลอเคลียไหล่อย่างหลวม ๆ
อาหารมื้อเย็นถูกจัดวางไว้ในห้องโถงเล็ก เฉียวอวิ้นนั่งอยู่หน้าโต๊ะ เห็นกับข้าวหลายจานวางอยู่บนนั้น ล้วนเป็นอาหารจานโปรดของนางทั้งสิ้น
รากบัวสอดไส้ข้าวเหนียวกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ ซุปเนื้อแกะร้อน ๆ ยังมีนมตุ๋นรสหวานกับหูปิ่งอีกด้วย
เฉียวอวิ้นส่งเสียง “หืม?” อย่างสงสัยเล็กน้อย “วันนี้เหตุใดถึงเป็นอาหารพวกนี้ล่ะเจ้าคะ?”
ปกติโจวคังมักเปลี่ยนเมนูอยู่เสมอ โดยจะจัดอาหารจานโปรดที่เฉียวอวิ้นกินเป็นประจำสลับกับเมนูใหม่ ๆ เพื่อให้นางไม่รู้สึกเบื่ออาหารเร็วเกินไป
เสิ่นเจวี๋ยนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นนางมีท่าทีเช่นนั้นก็ไอกระแอมสองครั้ง ก่อนเอ่ยว่า “ลองชิมดูสิ”
เฉียวอวิ้นดื่มซุปเนื้อแกะไปหนึ่งคำ คิ้วก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย จากนั้นลองชิมรากบัวสอดไส้ข้าวเหนียวกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้อีกคำ สีหน้าของนางพลันเคร่งขรึมขึ้นทันที นางหันไปมองเสิ่นเจวี๋ยแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง
“โจวคังต้องป่วยแน่ ๆ”
“...” เสิ่นเจวี๋ยเลิกคิ้วมองนาง “เหตุใดถึงพูดเช่นนั้น?”
“เพราะอาหารวันนี้ไม่อร่อยเลยสักนิด” เฉียวอวิ้นกล่าว “พ่อครัวโจวต้องป่วยแน่ ๆ ถึงได้ทำอาหารออกมาได้ไม่ดี รากบัวสอดไส้ข้าวเหนียวกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้จานนี้ถึงได้ไม่อร่อยขนาดนี้”
“...”
เสิ่นเจวี๋ยเงียบไป
“ท่านพี่ พรุ่งนี้ข้าไปเยี่ยมเขาดีหรือไม่เจ้าคะ?” เฉียวอวิ้นถาม
“เจ้าไม่ต้องไป” เสิ่นเจวี๋ยตอบ
“เพราะเหตุใดเจ้าคะ?” เฉียวอวิ้นแปลกใจกับปฏิกิริยาของเขา ปกติเสิ่นเจวี๋ยก็ใส่ใจผู้อื่นไม่น้อยเหมือนกัน
“เพราะอาหารพวกนี้ข้าเป็นคนทำเอง” เสิ่นเจวี๋ยตอบอย่างสงบนิ่ง
เสียง “แปะ” ดังขึ้น ตะเกียบในมือเฉียวอวิ้นหล่นลงบนโต๊ะ
นางเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างเหม่อลอย ดูคล้ายห่านหัวทึ่มตัวหนึ่ง
“หา?”
“วันนี้ข้า... อยู่ในห้องเครื่องทั้งวัน” เสิ่นเจวี๋ยเอ่ยช้า ๆ “คิดอยู่ว่าจะลองทำอาหารดูสักหน่อย พ่อครัวโจวบอกว่าข้าเรียนรู้ได้เร็วมาก แต่ดูท่าแล้ว คงต้องฝึกฝนให้ดียิ่งกว่านี้”
เฉียวอวิ้นรีบคีบรากบัวสอดไส้ข้าวเหนียวกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ขึ้นมาอีกคำทันที พอชิมแล้วก็รีบเอ่ยชมว่า “อร่อยเจ้าค่ะ!”
เสิ่นเจวี๋ยยิ้มบาง ๆ “ไม่ต้องมาหลอกเอาใจข้า”
“ข้าจะเอาใจท่านพี่นี่นา”
เฉียวอวิ้นลุกเดินไปหาเขาอย่างไม่ลังเล โน้มตัวลงจุมพิตแก้มของเขาเบา ๆ “ท่านพี่พยายามมากแล้วเจ้าค่ะ!”
เสิ่นเจวี๋ยคว้าตัวนางเข้ามาในอ้อมแขนทันที ก่อนโน้มลงจูบนาง
เฉียวอวิ้นเองก็โอบลำคอของเขาแล้วจูบตอบ ทั้งสองคลอเคลียใกล้ชิดกันอยู่เนิ่นนาน จนกระทั่งเฉียวอวิ้นแทบหายใจไม่ทัน เสิ่นเจวี๋ยจึงยอมปล่อยนาง
ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปาก เสิ่นเจวี๋ยก็หยิบตุ๊กตาไม้แกะสลักคู่หนึ่ง ขนาดประมาณฝ่ามือ ออกมาจากอกเสื้อ
เฉียวอวิ้นชะงักไปอีกครั้ง นางรับตุ๊กตาไม้มาแล้วมองเขาด้วยความประหลาดใจ
“นี่ก็... เป็นฝีมือท่านพี่เหมือนกันหรือเจ้าคะ?”
“อืม” ดูเหมือนเสิ่นเจวี๋ยจะเขินอายอยู่บ้าง “ข้าเริ่มเตรียมไว้ตั้งนานแล้ว คิดไปคิดมา ก็รู้สึกว่าควรทำอะไรสักอย่างด้วยมือตัวเอง...”
เฉียวอวิ้นก้มลงพิจารณาตุ๊กตาไม้ในมืออย่างละเอียด มันถูกแกะสลักขึ้นจากไม้กฤษณาชิ้นเดียวทั้งคู่
เป็นตุ๊กตาไม้ตัวเล็กสองตัว นั่งเคียงข้างกัน ตัวหนึ่งเป็นเด็กผู้ชาย อีกตัวเป็นเด็กผู้หญิง ทั้งสองพิงซบกันอยู่ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นชุดที่พวกเขาทั้งสองมักสวมใส่กันในชีวิตประจำวัน
แม้แต่รายละเอียดลวดลายบนเสื้อผ้าก็ยังถูกแกะสลักไว้อย่างประณีต งดงามละเอียดลออ แฝงไว้ด้วยความตั้งใจของเขาอย่างเต็มเปี่ยม
“เหตุใดท่านถึง...” เฉียวอวิ้นกำลังจะเอ่ยถาม แต่กลับถูกเขาขัดจังหวะเสียก่อน
“สุขสันต์วันเกิด เฉียวอวิ้น”
ขอบตาของเฉียวอวิ้นร้อนผ่าว นางมองเขาด้วยความยินดีและประหลาดใจ “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็นวันนี้ ข้า...ข้าเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำ...”
“ข้าถามท่านน้า เขาจำได้มาตลอด” เสิ่นเจวี๋ยยิ้มบาง ๆ แล้วก้มลงจุมพิตหน้าผากนางเบา ๆ
เฉียวอวิ้นยกตุ๊กตาไม้ตัวน้อยทั้งสองขึ้นมาดม กลิ่นหอมมาก หอมชื่นใจเป็นพิเศษ
“วางไว้ข้างหัวเตียงได้ด้วย” เฉียวอวิ้นยิ้มพลางกล่าว “ตอนกลางคืนก็ยังได้กลิ่นหอมด้วยนะ”
เสิ่นเจวี๋ยสบตานางลึกซึ้ง ก่อนตอบอย่างมีนัยแฝงว่า “ได้สิ”
เฉียวอวิ้นดีใจมาก รีบนำตุ๊กตาไม้ตัวน้อยทั้งสองไปวางให้เรียบร้อย จากนั้นจึงกลับมาเตรียมกินข้าว แต่เสิ่นเจวี๋ยกลับยื่นตะเกียบมาขวางนางไว้
“อาหารพวกนี้วันนี้อย่าเพิ่งกินเลย ข้าจะฝึกทำอีกสักหน่อย แล้วให้โจวคังทำอาหารเพิ่มอีกสักสองสามจาน”
“ไม่ได้ ห้ามสิ้นเปลืองอาหารเด็ดขาด!” เฉียวอวิ้นรีบส่ายหน้า “ต้องกินให้หมด กินให้หมดเลย!”
เฉียวอวิ้นยื่นตะเกียบให้เขา “พวกเรากินด้วยกันนะเจ้าคะ”
เสิ่นเจวี๋ยมองนางด้วยรอยยิ้ม แล้วดื่มซุปไปหนึ่งคำ ก่อนเอ่ยช้า ๆ ว่า “รสชาติก็เหมือนจะไม่แย่นัก”
“ไม่แย่จริง ๆ เจ้าค่ะ” เฉียวอวิ้นเห็นด้วย “ท่านพี่เก่งมากเลย ทำครั้งแรกก็ทำได้ดีขนาดนี้แล้ว ข้ายังทำอาหารไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องเรียน ขอแค่กินเป็นก็พอแล้ว” เสิ่นเจวี๋ยเอ่ยอย่างเนิบช้า “ห้องเครื่องไม่เหมาะกับเจ้า”
วันนี้เขากว่าจะทำอาหารเหล่านี้ออกมาได้ก็ใช้เวลาและความพยายามไปไม่น้อย เพียงแค่คิดว่าเฉียวอวิ้นจะเข้าไปทำอาหารในห้องเครื่อง เสิ่นเจวี๋ยก็รู้สึกแทบหายใจไม่ออกแล้ว
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ทำอาหารเหนื่อยมากจริง ๆ พ่อครัวโจวไม่ใช่งานง่ายเลยนะเจ้าคะ” เฉียวอวิ้นทอดถอนใจด้วยความรู้สึก
“...” รอยยิ้มที่มุมปากของเสิ่นเจวี๋ยค่อย ๆ เลือนหายไป
“เขาตั้งใจมากเลยนะเจ้าคะ ข้าจำได้ว่าหูปิ่งจานนี้ โจวคังฝึกทำตั้งนานกว่าจะทำให้มีรสชาติใกล้เคียงกับร้านจุ้ยเซียนโหลวได้ แม้แต่ไส้ด้านในก็ยังปรุงเองตั้งหลายสิบครั้ง...”
เฉียวอวิ้นยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นสายตาน้อยอกน้อยใจของเสิ่นเจวี๋ยเสียก่อน
“ใช่ ๆ พ่อครัวโจวทำได้ดีมาก”
เสิ่นเจวี๋ยวางตะเกียบลง “ข้าอิ่มแล้ว”
เฉียวอวิ้นกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนดึงมือของเสิ่นเจวี๋ยเบา ๆ “ท่านพี่...ไม่พอใจแล้วหรือเจ้าคะ?”
เสิ่นเจวี๋ยเลิกคิ้วเล็กน้อย “ข้าเป็นคนใจแคบขนาดนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ” เฉียวอวิ้นยิ้มบาง ๆ ยกเก้าอี้มาวางข้างเขา แล้วหยิบชามกับตะเกียบขึ้นมา “ข้ารู้แล้ว ท่านพี่คงไม่มีแรงจับตะเกียบแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นให้ข้าป้อนอาหารให้ท่านพี่เอง!”
“...” เสิ่นเจวี๋ยมองนางอย่างจนใจ
“อ้า...” เฉียวอวิ้นคีบรากบัวสอดไส้ข้าวเหนียวชิ้นหนึ่งขึ้นมา จ่อไว้ตรงริมฝีปากของเขา
เสิ่นเจวี๋ยกัดไปคำหนึ่ง แล้วเคี้ยวช้า ๆ
เฉียวอวิ้นกะพริบตาปริบ ๆ ถามเขาว่า “เป็นอย่างไรบ้าง อร่อยหรือไม่เจ้าคะ?”
“...ไม่อร่อยเท่าที่โจวคังทำ” เสิ่นเจวี๋ยตอบเสียงเรียบ
“โธ่ ท่านพี่...” เฉียวอวิ้นหัวเราะจนตัวสั่นเพราะถูกเขาหยอก “ท่านเป็นเด็กหรืออย่างไรกัน! ห้ามหึงนะเจ้าคะ”
“ไม่ได้หึง”
“ท่านปากแข็ง”
“ไม่ได้ปากแข็ง”
“ท่านยังไร้เดียงสายิ่งกว่าเสียนเยว่เสียอีก!”
“...”
“ถ้าอย่างนั้น ข้าจูบท่านสักครั้งเพื่อขอโทษดีหรือไม่เจ้าคะ?” เฉียวอวิ้นถาม
“ดี” เขาตอบรับทันที
เฉียวอวิ้นยิ้มแล้วจุมพิตแก้มเขาหนึ่งครั้ง
“ยังไม่พอ” เสิ่นเจวี๋ยเลิกคิ้ว
“ก็ได้เจ้าค่ะ” เฉียวอวิ้นขยับเข้าไปหาเขาอีกครั้ง แล้วจุมพิตริมฝีปากของเขาเบา ๆ
“ท่านพี่ วันนี้เป็นวันเกิดของข้า ข้ามีความสุขมากเลยนะเจ้าคะ” นางกอดเขาไว้ แล้วจุมพิตเขาอีกครั้ง
“ข้ารักท่าน ท่านพี่”
“...ฮึ แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย”
มุมปากของเสิ่นเจวี๋ยยกขึ้น รอยยิ้มแทบเก็บซ่อนไว้ไม่อยู่แล้ว
เดิมทีเขาก็เพียงหยอกล้อนางเล่นเท่านั้น เมื่อเห็นว่านางหลงกลเข้าให้แล้ว จึงช้อนตัวเฉียวอวิ้นขึ้นมาในอ้อมแขนทันที แล้วมุ่งหน้าไปยังตำหนักบรรทม
“ในเมื่ออาหารพวกนี้ไม่อร่อย เช่นนั้นพวกเรามากินอย่างอื่นก่อนดีกว่า...”
“...เอ๊ะ! เดี๋ยวก่อน...” เฉียวอวิ้นเห็นท่าไม่ดี อยากหนี แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว
ตุ๊กตาไม้ตัวน้อยสองตัวยังคงนั่งเคียงข้างกันอยู่ตรงหัวเตียง มองดูแสงเทียนที่ไหวระริก ท่ามกลางบรรยากาศหวานชื่นเย้ายวนทั่วทั้งห้อง ค่ำคืนที่ไม่สงบสุขอีกคืนหนึ่งจึงเริ่มต้นขึ้น
โฆษณา