Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
แปลนิยายกับ Love Love
•
ติดตาม
9 ต.ค. เวลา 11:08 • หนังสือ
บทที่ 285 บทพิเศษที่3 · ความกลัดกลุ้มของเสียนเยว่ (ภาคบน)
ช่วงนี้ลู่ปิ่งเหวินเป็นกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสภาพจิตใจของเสียนเยว่ผู้เป็นบุตรสาว
ปีนี้เด็กน้อยอายุสิบเอ็ดปีแล้ว ส่วนสูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้สูงถึงระดับไหล่ขององค์หญิงฉางหนิงแล้ว สีหน้าและท่าทางกลับดูสุขุมเกินวัยยิ่งกว่าองค์หญิงฉางหนิงเสียอีก
มีเพียงเวลาอยู่ต่อหน้าบิดามารดาและฮองเฮาเท่านั้น เสียนเยว่จึงจะดูเหมือนเด็กในวัยเดียวกัน
แต่หลายวันมานี้ ดูเหมือนจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น
เสียนเยว่ไม่ได้ไปห้องทรงพระอักษร นางขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ยอมกินข้าวแม้แต่คำเดียว
ไม่ว่าลู่ปิ่งเหวินกับฉางหนิงจะเคาะประตูอย่างไร นางก็ไม่ยอมเปิด หากตั้งใจฟังให้ดี คล้ายกับว่าเสียงที่ดังมาจากข้างในนั้นยังเป็นเสียงร้องไห้อีกด้วย
วันแรกพวกเขายังพออดทนได้ แต่พอถึงวันที่สอง เสียนเยว่ก็ยังไม่ออกมา ลู่ปิ่งเหวินจึงร้อนใจจนเดินวนไปวนมา
“ในวังเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่? มีใครรังแกนางหรือ?”
ฉางหนิงเหลือบมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์
“ใครจะกล้ารังแกนาง?”
สิ่งที่นางพูดเป็นความจริง
ตั้งแต่อายุหกขวบ เสียนเยว่ก็อยู่ข้างกายเสิ่นเจวี๋ยมาโดยตลอด ภายนอกอ้างว่ามาช่วยตรวจฎีกา แต่ความจริงแล้วทุกคนต่างมองออกว่า เสิ่นเจวี๋ยเลี้ยงดูนางราวกับเป็นศิษย์ครึ่งหนึ่ง
ตลอดหลายปีมานี้ นางเข้าออกห้องทรงพระอักษรได้ราวกับเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครขัดขวางได้ ขุนนางใหญ่เล็กในราชสำนักเมื่อพบเห็นนาง ต่างต้องประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม พร้อมเอ่ยเรียกด้วยความเคารพว่า “จวิ้นจู่เสียนเยว่”
แต่เพราะเป็นเช่นนี้ ฉางหนิงจึงยิ่งกังวลมากขึ้น
เรื่องที่ทำให้เสียนเยว่ขังตัวเองอยู่ในห้องจนไม่ยอมกินข้าวได้ ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่นอน
“ก็ยังมีคนที่รังแกนางได้อยู่เหมือนกันนั่นแหละ”
ลู่ปิ่งเหวินมองฉางหนิงอย่างมีความหมาย
ฉางหนิงเงียบไป
นั่นก็จริง...มิใช่ว่ายังมีเสิ่นเจวี๋ยอีกคนหรอกหรือ
ขณะที่สามีภรรยากำลังจนปัญญากันอยู่นั้น พลันมีคนเฝ้าประตูเข้ามารายงานว่า ฮองเฮาเสด็จมาแล้ว
ทั้งสองราวกับได้ยินเสียงเทพผู้ช่วยเหลือปรากฏตัว จึงรีบออกไปต้อนรับทันที
วันนี้เฉียวอวิ้นสวมเพียงชุดลำลองเรียบง่ายชุดหนึ่ง ข้างกายมีหนิงซวง สาวใช้คนสนิทติดตามมาด้วย ในมือของหนิงซวงยังถือกล่องอาหารใบใหญ่เอาไว้อีกใบ
“ฮองเฮาเหนียงเหนียง”
ฉางหนิงกับลู่ปิ่งเหวินรีบจะคุกเข่าถวายคำนับ แต่เฉียวอวิ้นยกมือขึ้นห้ามไว้เบา ๆ
เฉียวอวิ้นเป็นฮองเฮามาห้าปีแล้ว กิริยาและบารมีของนางแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่น นางสง่างามและอ่อนโยน วางตัวเป็นกันเองจนผู้คนรู้สึกใกล้ชิด อีกทั้งยังไม่มีข้อบกพร่องให้ใครตำหนิได้ เพียงได้เห็นนางก็ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจแล้ว
ตัวนางเองก็กังวลอยู่ไม่น้อย จึงไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา เอ่ยถามตรง ๆ ว่า
“ข้าเข้าไปดูเสียนเยว่ได้หรือไม่?”
ฉางหนิงกับลู่ปิ่งเหวินพลันถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างยิ่ง
สำหรับเสียนเยว่แล้ว ท่านน้าสะใภ้อย่างเฉียวอวิ้นถือเป็นบุคคลสำคัญระดับสูงสุดอย่างแท้จริง ขอเพียงเฉียวอวิ้นลงมือ เสียนเยว่จะต้องเชื่อฟังแต่โดยดีอย่างแน่นอน
“เชิญทางนี้เพคะ”
เฉียวอวิ้นเดินมาถึงหน้าห้องของเสียนเยว่ แล้วเอ่ยเรียกเพียงเบา ๆ ว่า
“เสียนเยว่ ข้ามาหาเจ้า อยากคุยกับเจ้าสักหน่อย...”
นางยังพูดไม่ทันจบ ประตูก็เปิดผางออกอย่างรวดเร็ว เฉียวอวิ้นเพิ่งก้าวเข้าไปข้างใน ประตูก็ปิดดังปังอีกครั้งทันที
หนิงซวงยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูอย่างใกล้ชิด สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
เฉียวอวิ้นเดินเข้าไปในห้อง แล้วพบว่าห้องของเสียนเยว่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง แทบไม่มีของเล่นหรือเครื่องประดับที่เด็กสาวทั่วไปมักมีอยู่เลย
เรื่องนี้ก็ไม่น่าแปลกใจนัก
เสียนเยว่แทบไม่ค่อยกลับจวนองค์หญิง เวลาส่วนใหญ่พักอยู่ในวัง
เสิ่นเจวี๋ยจัดตำหนักข้างแห่งหนึ่งไว้ให้นางโดยเฉพาะ ใกล้กับห้องทรงพระอักษร มีคนหลายคนคอยรับใช้และช่วยเหลือนาง อีกทั้งยังมีไท่ฟู่คอยสอนหนังสือและวิชาความรู้ให้นางโดยเฉพาะ
ในแต่ละวันนางยุ่งมากเป็นพิเศษ ช่วงเช้าเสิ่นเจวี๋ยว่าราชการ นางก็ต้องอ่านตำรา พอถึงเที่ยงก็เริ่มช่วยตรวจฎีกา บางครั้งเสิ่นเจวี๋ยจะคอยชี้แนะให้ ตกกลางคืนยังต้องตั้งใจร่ำเรียนและทำการบ้านต่อไป เรียกได้ว่าไม่มีเวลาส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย
เฉียวอวิ้นรู้สึกสงสารนางอย่างยิ่ง ในช่วงสองปีแรก นางจึงมักนำของกินติดมือไปเยี่ยมเสียนเยว่อยู่บ่อย ๆ
เพียงแต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เฉียวอวิ้นเองก็เริ่มยุ่งขึ้นเช่นกัน
เสิ่นเจวี๋ยประกาศใช้กฎหมายการสอบคัดเลือกขุนนางฉบับใหม่ โดยอนุญาตให้สตรีที่มีอายุเหมาะสมเข้าร่วมการสอบคัดเลือกเพื่อรับตำแหน่งขุนนางได้เช่นกัน
หลังจากนั้น เฉียวอวิ้นก็ร่วมมือกับอู๋อวี้เจินเปิดสำนักศึกษาขึ้นหลายแห่งในเมืองหลวง ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีก็สามารถเข้าไปศึกษาเล่าเรียนได้ทั้งสิ้น
เรื่องนี้ไม่เคยมีผู้ใดทำมาก่อน จึงมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เฉียวอวิ้นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ทุกอย่างนางลงมือจัดการด้วยตนเอง บางครั้งยังไปนั่งฟังบรรยายและอ่านหนังสือด้วยตัวเองอีกด้วย จนบ่อยครั้งยุ่งเสียจนไม่มีเวลาดูแลแม้แต่เสิ่นเจวี๋ย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเสียนเยว่เลย
ทันทีที่เฉียวอวิ้นเดินเข้ามาในห้องและเพิ่งวางกล่องอาหารลง เสียนเยว่ก็พุ่งเข้ามาหา ซุกศีรษะลงในอ้อมแขนของเฉียวอวิ้นทันที
เฉียวอวิ้นลูบศีรษะนางเบา ๆ แต่กลับได้ยินเสียงสูดจมูกฟุดฟิด
“โตขนาดนี้แล้ว เหตุใดยังร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่อีกเล่า?” เฉียวอวิ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล อ่อนโยนและละมุนละไม ทว่าเมื่อเสียนเยว่ได้ยินเช่นนั้น กลับยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
“สามีของท่านรังแกข้า!” เสียนเยว่ร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลไม่หยุด “เขาใช้ข้าเยี่ยงวัวเยี่ยงม้า ไม่เห็นข้าเป็นคนเลยสักนิด พอใช้งานเสร็จก็ไล่ข้าไป ฮือ ๆ ๆ...”
หัวใจของเฉียวอวิ้นพลันบีบรัด
นิสัยของเสียนเยว่ดูเผิน ๆ คล้ายกำลังพูดเล่น แต่แท้จริงแล้วนางคงเสียใจมากทีเดียว
ก่อนมาที่นี่ เฉียวอวิ้นก็ถามเสิ่นเจวี๋ยแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เสิ่นเจวี๋ยเพียงกล่าวอย่างจนใจว่า ต้องดูว่าเสียนเยว่ต้องการใช้ชีวิตแบบใดกันแน่ ควรให้นางมีเวลาสักระยะเพื่อคิดทบทวนให้ดี
อย่างไรเสีย หากในอนาคตเสียนเยว่ไม่อยากเป็นฮ่องเต้จริง ๆ ต่อให้เสิ่นเจวี๋ยบังคับไปก็ไม่มีประโยชน์
ต่อมา เฉียวอวิ้นได้ฟังเรื่องราวจากขันทีในห้องทรงพระอักษร จึงเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว ช่วงนี้เสียนเยว่ถูกขันทีน้อยคนหนึ่งชักนำไปในทางที่ไม่ดี จนหลงใหลการทอยลูกเต๋าพนันเงินอยู่พักหนึ่ง นางมักฉวยโอกาสในยามที่เสิ่นเจวี๋ยไม่อยู่ หลอกไท่ฟู่ที่สอนนางให้กลับไป จากนั้นก็ทอยลูกเต๋ากับเหล่าขันที จนขันทีน้อยหลายคนแพ้พนันเสียจนไม่เหลือแม้แต่กางเกงชั้นใน!
ในตอนแรกเสิ่นเจวี๋ยไม่ได้เข้าไปยุ่ง เพียงให้หน่วยองครักษ์ลับคอยจับตาดูนางอยู่เงียบ ๆ หลายวัน กระทั่งนางสะเพร่าจนทำผิดพลาดครั้งใหญ่ขณะตรวจฎีกา เสิ่นเจวี๋ยจึงสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่าให้นางกลับจวนไปกักบริเวณสำนึกผิด ช่วงนี้ไม่ต้องมาอีก
“ข้าก็เป็นคนนะ ข้าก็ต้องการพักผ่อนเหมือนกัน...” เสียนเยว่ก้มหน้าลงอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ข้าก็ไม่ได้พนันเงินมากมายเสียหน่อย ล้วนเป็นเหรียญทองแดงทั้งนั้น ข้าแค่เล่นสนุก ๆ เท่านั้นเอง...”
เฉียวอวิ้นมองท่าทางของนาง ดวงตาโค้งขึ้น ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ทะ...ท่าน...ท่านหัวเราะอะไร...” เมื่อเห็นเฉียวอวิ้นหัวเราะเช่นนี้ เสียนเยว่ก็อับอายจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้น “ท่านน้าสะใภ้ ท่านหัวเราะเยาะข้า ท่านก็ใจร้ายเหมือนท่านน้าไม่มีผิด!”
“ใช่แล้ว ข้าก็ใจร้ายอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นข้าถึงได้หัวเราะที่เจ้ารู้ตัวว่าทำผิดแล้ว แต่กลับอายเกินกว่าจะยอมรับอย่างไรเล่า”
เฉียวอวิ้นตบศีรษะนางเบา ๆ
เสียนเยว่ยกมือกุมศีรษะ กัดฟันพูดว่า
“แต่ข้าสูญเสียความสุขไปตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วนี่นา ต้องทำงานให้ท่านน้าไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทั้งวันทั้งคืน เล่นสนุกบ้างแล้วมันผิดตรงไหน!”
“ใช่แล้ว เพราะฉะนั้นเสิ่นเจวี๋ยจึงเป็นฝ่ายผิด เขาเองก็รู้สึกว่าตนไม่มีเหตุผล และไม่กล้าลงโทษเจ้าเหมือนกัน ข้าจึงมาขอโทษเจ้าแทนเขา”
“หลายปีมานี้ เขาเข้มงวดกับเจ้ามากเกินไป ในใจเขาเองก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง”
เฉียวอวิ้นเปิดกล่องอาหาร กลิ่นหอมพลันอบอวลไปทั่ว ภายในเต็มไปด้วยขนมที่โจวคังทำ ซึ่งล้วนเป็นผลงานจากการทุ่มเทคิดค้นและฝึกฝนมาอย่างขยันขันแข็งตลอดหลายปีของเขา
เสียนเยว่กลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะพึมพำเสียงเบาว่า
“ท่านน้าสะใภ้ ท่านรู้จักแต่ช่วยพูดแทนเขาอยู่เรื่อยเลย”
เฉียวอวิ้นหยิบขนมชิ้นเล็กขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แล้วป้อนใส่ปากเสียนเยว่
“เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าหน่อย”
เฉียวอวิ้นมองเข้าไปในดวงตาของนาง “หากไม่นับเรื่องเสิ่นเจวี๋ยเข้ามาเกี่ยวข้อง เจ้าอยากใช้ชีวิตแบบไหนในอนาคตหรือ? แต่งงานกับบุรุษที่ดีสักคน ย้ายไปอยู่ในจวนของเขา ทุกวันต้องตื่นเช้ามาคารวะผู้ใหญ่และไปปรนนิบัติตามธรรมเนียม ทำหน้าที่เป็นนายหญิงผู้ดูแลเรือนใน หรือว่าจะเป็น...”
“อย่างหลัง!” เสียนเยว่ตอบโดยไม่ต้องคิดแม้แต่น้อย ขณะเคี้ยวขนมตุ้ย ๆ อยู่ในปาก
เฉียวอวิ้นยิ้มออกมา
ที่จริงแล้ว เสิ่นเจวี๋ยเป็นคนมองคนได้แม่นยำมาก เฉียวอวิ้นเองก็ย่อมเข้าใจความคิดของเด็กสาวอย่างเสียนเยว่เช่นกัน
แม้เสียนเยว่จะชอบบ่นกระปอดกระแปด แต่แท้จริงแล้วนางเป็นคนที่ต้องการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในมืออย่างมาก
นางชื่นชอบความรู้สึกยามตรวจฎีกาและตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ อีกทั้งยังชอบเรียนรู้วิธีการเป็นฮ่องเต้ที่ดีด้วย
สำหรับนางแล้ว ชีวิตธรรมดาสามัญช่างน่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง การมีความทะเยอทะยานต่างหากที่เป็นตัวตนของนาง
ทุกครั้งที่บทความที่นางเขียนได้รับคำชมจากเสิ่นเจวี๋ย นางก็มีความสุขไปได้หลายวัน
สำหรับเสียนเยว่แล้ว การเที่ยวเล่นสนุกสนานแท้จริงกลับไม่น่าสนใจเท่าการปกครองบ้านเมืองเสียด้วยซ้ำ มิฉะนั้น ด้วยความฉลาดปราดเปรียวของเด็กสาวตัวน้อยอย่างนาง ใครเล่าจะทำให้นางนั่งอยู่ในห้องทรงพระอักษรได้ตลอดทั้งวัน?
เพียงแต่ตอนนี้นางเพิ่งก้าวเข้าสู่วัยที่เริ่มเป็นวัยรุ่น จึงเริ่มมีนิสัยดื้อรั้นต่อต้านอยู่บ้าง อยากลองทำสิ่งใหม่ ๆ ให้มากขึ้นเท่านั้น
ในช่วงเวลาเช่นนี้ การใช้กฎระเบียบควบคุมอย่างเดียวไม่ได้ผลอะไรนัก
เสิ่นเจวี๋ยเองก็ยังไม่เคยเป็นบิดามาก่อน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเด็กสาวที่มีความคิดเป็นของตัวเองอย่างเสียนเยว่ เขาจึงไม่สะดวกจะเข้าไปก้าวก่ายมากเกินไป ทำได้เพียงปล่อยเรื่องนี้ไว้ก่อน ให้เสียนเยว่กลับไปคิดทบทวนด้วยตัวเอง
แต่ใครจะคิดว่า วิธีนี้กลับยิ่งทำให้เสียนเยว่กระอักกระอ่วนใจมากขึ้นไปอีก
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย