9 ต.ค. เวลา 14:01 • หนังสือ

บทที่ 292 บทพิเศษที่6 · ชีวิตประจำวันกับการมีลูกสักคน (ภาคหนึ่ง)

เสิ่นเจวี๋ยยึดครองภูเขาทั้งลูกบริเวณใกล้จวนหลินหยางในเจียงหนาน ฉินฮุยจึงแอบเรียกเขาว่า ‘ราชาแห่งขุนเขา’
แน่นอนว่าเขากล้าเรียกเช่นนี้ต่อหน้าแม่นมจิ่นเหยียนอย่างลับ ๆ เท่านั้น
ทุกครั้งที่ได้ยิน แม่นมจิ่นเหยียนก็จะหัวเราะพลางเคาะศีรษะเขา “ไปเล่นกับจู๋เย่ของเจ้าเถอะ”
จวนหลินหยางอยู่ไม่ไกลจากเรือนเก่าของตระกูลหมิง เสิ่นเจวี๋ยเล็งสถานที่แห่งนี้เอาไว้ตั้งนานแล้ว พอพวกเขามาถึงเรือนเก่า เสิ่นเจวี๋ยก็เริ่มสั่งให้คนลงมือก่อสร้างครั้งใหญ่ เขาร่วมกับเฉียวอวิ้นสร้างสำนักศึกษาขึ้นแห่งหนึ่ง โดยตั้งชื่อว่า ‘สำนักศึกษาหลินหยาง’
ในปีแรก พวกเขารับนักเรียนเข้ามาเพียงไม่กี่คน
นั่นเป็นเพราะเขาปกปิดชื่อแซ่ที่แท้จริง โดยเรียกตัวเองเพียงว่า ‘ท่านอาจารย์หลินหยาง’ ไม่มีชื่อเสียง มีเพียงทรัพย์สินเงินทอง อีกทั้งเกณฑ์การรับนักเรียนก็เข้มงวดอย่างยิ่ง ผู้สมัครต้องผ่านการคัดเลือกจากเขาและเฉียวอวิ้นทั้งสองคน จึงจะได้เข้ามาเล่าเรียนที่นี่
แต่เนื่องจากค่าเล่าเรียนที่เรียกเก็บนั้นต่ำมาก เด็ก ๆ จากครอบครัวยากจนจึงพากันมาลองสมัครดู ในท้ายที่สุด พวกเขาก็คัดเลือกเด็ก ๆ มาได้เพียงสิบกว่าคน แบ่งเป็นเด็กชายครึ่งหนึ่งและเด็กหญิงอีกครึ่งหนึ่ง
เสิ่นเจวี๋ยยังจ้างอาจารย์มาสอนอีกหลายคน ทั้งยังให้ฉินฮุยกับหนิงซวงสอนวิชาการต่อสู้แก่เด็ก ๆ เพื่อให้พวกเขาได้ฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรง
เฉียวอวิ้นยุ่งวุ่นวายไปพร้อมกับเขา ทว่าเด็ก ๆ กลับเอาแต่ติดเฉียวอวิ้น ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เสิ่นเจวี๋ยเลยสักคน
วันหนึ่ง เสิ่นเจวี๋ยกำลังสั่งการฉินฮุยเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินของเด็ก ๆ พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเฉียวอวิ้นกำลังพาเด็กกลุ่มหนึ่งเล่นกระโดดเชือกอยู่
หนิงซวงกับแม่นมจิ่นเหยียนกำลังช่วยกันจับปลายเชือก ส่วนเฉียวอวิ้นพาเด็ก ๆ กระโดดไปมาอยู่รอบเชือก ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มสดใส เสียงหัวเราะก็ไพเราะสดชื่น เพียงได้ยินก็ทำให้ผู้คนรู้สึกอารมณ์ดีตามไปด้วย
คำพูดของเสิ่นเจวี๋ยหยุดชะงักไป เขามองภาพตรงหน้าแล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้
แต่ในวินาทีถัดมา กลับเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด เฉียวอวิ้นจู่ ๆ ก็คล้ายสูญเสียการทรงตัว เท้าเซไปสองก้าว ก่อนที่ร่างจะล้มลงกับพื้นในทันที
เสิ่นเจวี๋ยลุกพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หนิงซวงที่อยู่ข้าง ๆ ก็เปลี่ยนสีหน้าเช่นกัน นางอยู่ใกล้เฉียวอวิ้นพอดี จึงรีบพุ่งเข้าไปประคองนางไว้ได้อย่างทันท่วงที
ทว่าเฉียวอวิ้นกลับดูเหมือนหมดสติไปแล้ว ร่างของนางจึงทรุดฮวบลงมา
เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน ทุกคนต่างรับมือไม่ทัน โชคดีที่หนิงซวงมีเรี่ยวแรงมาก นางฝืนประคองเฉียวอวิ้นเอาไว้สุดกำลัง จึงไม่ปล่อยให้นางได้รับบาดเจ็บ
สีหน้าของเสิ่นเจวี๋ยมืดครึ้มลงอย่างน่ากลัว เขารับเฉียวอวิ้นมาจากมือหนิงซวง ก่อนจะอุ้มนางเดินเข้าไปยังห้องพักด้านในสำนักศึกษา
“ไปตามหมอมา!”
“ขอรับ!” ฉินฮุยออกวิ่งทันที เพียงพริบตาก็หายลับไปอย่างรวดเร็ว
แม่นมจิ่นเหยียนรีบเตรียมข้าวของทันที สั่งให้คนต้มน้ำ ทั้งยังให้คนไปหาเอาน้ำแข็งจากห้องใต้ดิน แม้ว่าตอนนี้จะยังเป็นฤดูใบไม้ผลิ แต่หากนางเป็นลมเพราะความร้อนขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า!
หนิงซวงอยู่รั้งท้าย คอยพาเด็ก ๆ สิบกว่าคนกลับไปที่ห้องเรียนเพื่ออ่านหนังสือ
ระหว่างทาง เด็ก ๆ ทั้งสิบกว่าคนต่างร้อนใจจนแทบอยู่ไม่สุข พวกเขาอยากไปดูว่าเฉียวอวิ้นเป็นอย่างไรบ้าง แต่กลับถูกหนิงซวงลากกลับไปที่ห้องเรียน
หลังจากจัดการให้เด็ก ๆ อยู่เรียบร้อยแล้ว หนิงซวงก็รีบวิ่งไปยังห้องพักเพื่อสอบถามสถานการณ์
เมื่อไปถึง นางกลับเห็นเพียงแม่นมจิ่นเหยียนกำลังแอบเช็ดน้ำตาอยู่หน้าประตู หนิงซวงพลันมึนงงไปทั้งตัว แขนขาแข็งทื่อ นางเดินเข้าไปหาแม่นมจิ่นเหยียนด้วยขอบตาแดงก่ำ ก่อนจะถามด้วยเสียงแหบพร่า
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ แม่นม?”
นางคิดว่าเฉียวอวิ้นเกิดเรื่องกะทันหันจนไม่รอดเสียแล้ว ทั้งร่างของนางราวกับถูกน้ำท่วมมิด จนแทบหายใจไม่ออก
แต่แล้วแม่นมจิ่นเหยียนกลับเงยหน้าขึ้นมาทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ นางคว้ามือหนิงซวงเอาไว้ทันที พลางหอบหายใจกล่าวว่า
“มีแล้ว! มีแล้ว! ตั้งครรภ์แล้ว!”
หนิงซวงตกใจจนเหงื่อเย็นไหลท่วมตัว พอได้ยินเช่นนี้จึงค่อย ๆ ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง...
เกือบทำให้นางตกใจตายอยู่แล้ว!
ภายในห้อง คนที่มีอารมณ์ขึ้นลงไม่ต่างกันก็คือเสิ่นเจวี๋ย เขานั่งอยู่ข้างเตียง มองเฉียวอวิ้นที่ฟื้นขึ้นมาแล้ว พลางฟังหมอประจำสำนักศึกษาตรวจชีพจรให้นาง ก่อนจะได้ยินหมอกล่าวว่า
‘ยินดีด้วยขอรับ ท่านตั้งครรภ์แล้ว’
เขากุมมือเฉียวอวิ้นไว้แน่น ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อย ๆ ฟื้นคืนสติจากความตื่นตระหนกหวาดกลัวอันน่าสะพรึงกลัวได้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็กลับจมดิ่งลงสู่อารมณ์อันซับซ้อนอีกอย่างหนึ่งอย่างรวดเร็ว
เฉียวอวิ้นยังคงมึนงงไปหมด ก่อนหน้านี้นางยังรู้สึกเป็นปกติดีอยู่เลย จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าท้องฟ้าหมุนคว้าง ตรงหน้ามืดสนิท แล้วหมดสติไป จนกระทั่งเมื่อครู่ถูกวางลงบนเตียง นางถึงได้สะดุ้งตื่นขึ้นมา
หลังฟื้นขึ้นมา นางก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นอะไรเลย เพียงแต่ร่างกายอ่อนปวกเปียกไปหมด ทั้งศีรษะยังมึนงงเล็กน้อย
หลังจากหมอออกไปแล้ว เสิ่นเจวี๋ยก็กุมมือนางไว้อย่างแผ่วเบา มืออีกข้างยื่นไปแตะหน้าผากของนาง
“ยังรู้สึกดีอยู่หรือไม่?” เขาถามเสียงเบา น้ำเสียงอ่อนโยนนุ่มนวล ราวกับกลัวว่าจะทำให้บางสิ่งบางอย่างตกใจ
“อืม ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” เฉียวอวิ้นค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจลง เมื่อเห็นเขาขมวดคิ้วอยู่ตลอด นางจึงยื่นมือออกไปลูบหว่างคิ้วของเขาเบา ๆ
“ข้าเคยอ่านตำราทางการแพทย์ ในตำราบอกว่านี่เป็นปฏิกิริยาปกติ ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ” เฉียวอวิ้นกล่าว “บางทีเมื่อครู่ข้าอาจกระโดดแรงเกินไป...ช่วงนี้ข้าลืมเรื่องการมีลูกไปบ้าง จึงเผลอละเลยไปหน่อย”
“ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องพวกนี้” เสิ่นเจวี๋ยกล่าว “ไม่มีใครรู้ได้ว่าลูกน้อยจะมาเมื่อไร เจ้าไม่อาจไม่ทำอะไรเลย เอาแต่นั่งรออยู่ในห้องให้ร่างกายมีปฏิกิริยาขึ้นมาเองได้เสียหน่อย”
เมื่อเฉียวอวิ้นได้ยินเขาพูดเช่นนี้ ก็รู้ชัดว่าเขาต้องการให้นางอย่าแบกรับความกดดันทางจิตใจมากเกินไป นางจึงยิ้มบาง ๆ
จากนั้นก็อ้าแขนทั้งสองข้างออก
“ท่านพี่ กอดหน่อยเจ้าค่ะ”
เสิ่นเจวี๋ยจึงประคองนางให้ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะโอบนางทั้งร่างเข้าสู่อ้อมกอดอย่างมั่นคง
“ท่านพี่ ข้ามีความสุขมากเลยเจ้าค่ะ” เฉียวอวิ้นจุ๊บเขาเบา ๆ จากนั้นก็จับมือเขามาวางบนหน้าท้องของตน แล้วลูบเบา ๆ
“ข้าตั้งตารอมากเลย”
“อืม” เสิ่นเจวี๋ยถูปลายจมูกกับนาง พยายามปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ “ข้าก็เช่นกัน”
หลังจากนั้น ทุกคนแทบจะเข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมรับมือกันหมด หมิงเจิงกับอิ๋นหลานเดินทางมาถึงไล่เลี่ยกัน เมื่อมาถึงแล้ว ทั้งสองก็ช่วยกันตรวจชีพจรให้เฉียวอวิ้น ก่อนจะปรึกษาหารือกันเพื่อจัดยาบำรุงและยาที่ช่วยให้ครรภ์มั่นคงให้นาง
จากนั้นเสิ่นเจวี๋ยก็ให้คนไปตามหาหมอตำแยที่มีชื่อเสียงในละแวกหลายสิบลี้มาหลายคน ทั้งยังเตรียมคนสำรองเอาไว้หลายคน เพื่อรับประกันว่าในวันที่เฉียวอวิ้นจะคลอด จะต้องมีคนอยู่พร้อมอย่างแน่นอน
ทางสำนักศึกษาก็ได้รับคำสั่งไว้แล้วเช่นกัน เมื่อเฉียวอวิ้นตั้งครรภ์ เด็ก ๆ ต้องระมัดระวังตัวในชีวิตประจำวัน ห้ามวิ่งชนหรือกระแทกร่างกายนางเด็ดขาด และยิ่งห้ามทำเหมือนเมื่อก่อนที่พอเห็นนางก็วิ่งเข้ามากอดเอวจากระยะไกลทันที
เฉียวอวิ้นจึงรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปหมด ทุกคนต่างระมัดระวังนางเป็นพิเศษ กลัวว่านางจะสะดุดหรือกระแทกเข้ากับอะไร
ท่าทีของเสิ่นเจวี๋ยกลับดูไม่ชัดเจนนัก เขายังคงสงบนิ่งและเรียบเฉยเช่นเดิม แต่เฉียวอวิ้นรู้ดีว่า แท้จริงแล้วคนที่วิตกกังวลหนักที่สุดก็คือเขานั่นเอง
แม้แต่ตอนกลางคืนที่กอดกันนอน เสิ่นเจวี๋ยก็ยังไม่อาจผ่อนคลายได้ เขาคอยระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา กลัวว่าจะเผลอไปกระแทกตรงไหนของนางจนเกิดอันตราย
ในตอนกลางวัน เวลาที่เขาใช้ดูแลสำนักศึกษาก็น้อยลงมาก เวลาส่วนใหญ่กลับถูกนำไปใช้กับการอ่านตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับการคลอดของสตรี แม้กระทั่งตำราว่าด้วยเทคนิคการทำคลอดของหมอตำแยที่เขารวบรวมเอาไว้ก่อนหน้านี้ ก็ถูกหยิบออกมาอ่านเช่นกัน
เฉียวอวิ้นสงสัยว่า หากเขาศึกษาต่อไปอีกสักระยะ บางทีอาจช่วยทำคลอดให้นางได้ด้วยตัวเองเลยก็เป็นได้
แต่เฉียวอวิ้นไม่ชอบบรรยากาศเช่นนี้นัก ทว่านางไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วง จึงให้ความร่วมมือกับทุกคนอย่างดี ถึงขั้นไม่ไปสำนักศึกษาอีกเลย
จนกระทั่งวันหนึ่ง อากาศเริ่มร้อนขึ้น เมื่ออยู่ในช่วงตั้งครรภ์ เฉียวอวิ้นก็ยิ่งกลัวความร้อนมากกว่าเดิม วันนั้นนางรู้สึกหงุดหงิดเป็นพิเศษ อยากกินผลไม้แช่เย็น แต่กลับถูกเสิ่นเจวี๋ยปฏิเสธ
“เย็นเกินไป กินแล้วจะทำให้ท้องไม่สบาย”
เขาปลอบนางว่า “ข้าจะให้โจวคังทำชีสหวานแช่เย็นให้เจ้ากินแทน”
“...” เฉียวอวิ้นเบะปาก แต่ไม่ได้พูดอะไร
เสิ่นเจวี๋ยรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงรีบเดินเข้าไปหา
“ฮูหยิน เป็นอะไรไป?”
เฉียวอวิ้นมองเขาด้วยขอบตาแดงก่ำ จู่ ๆ ก็ร้องไห้ออกมา
“ฮูหยิน?”
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉียวอวิ้นได้เห็นเสิ่นเจวี๋ยทำอะไรไม่ถูกถึงเพียงนี้
ที่จริงเสิ่นเจวี๋ยไม่เคยคิดเลยว่าเฉียวอวิ้นจะร้องไห้เพราะเรื่องนี้...ปกตินางชอบกินชีสหวานที่สุด อีกทั้งยังรู้ดีว่าควรดูแลบำรุงร่างกายอย่างไร จึงไม่น่าจะเป็นเช่นนี้ได้เลย
“ขะ...ข้าจะกิน!” เฉียวอวิ้นมองเขาอย่างน้อยใจ “ข้าก็แค่อยากกินเท่านั้นเอง!”
“ข้าอยากกินผลไม้รสเปรี้ยวที่เย็น ๆ!”
เสิ่นเจวี๋ยเองก็นิ่งอึ้งไปเช่นกัน นอกจากครั้งก่อนที่นางได้รับกลิ่นหอมพิษในกระโจมแล้วอาละวาดใส่เขา เขาก็ไม่เคยเห็นนางสูญเสียการควบคุมอารมณ์ถึงเพียงนี้มาก่อน
ราวกับความน้อยใจที่สะสมมามากมายถูกระบายออกมาใส่เขาในคราวเดียว
“พวกท่านเอาแต่ห้ามไม่ให้ข้าทำอย่างนั้น ห้ามไม่ให้ข้าทำอย่างนี้ ข้ารู้ว่าพวกท่านเป็นห่วงข้า แต่...แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้า ข้าก็ไม่มีความสุขเลย”
“ข้าอยากใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อน อยากเดินไปดูนั่นดูนี่ ข้าไม่อยากเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง นั่งเหม่อลอยอยู่เฉย ๆ...” เฉียวอวิ้นร้องไห้อย่างเสียใจมาก “ข้าอยากไปสำนักศึกษา อยากอยู่กับเด็ก ๆ...”
โฆษณา