9 ต.ค. เวลา 14:16 • หนังสือ

บทที่ 296 บทพิเศษที่7 · เส้นเรื่อง IF * รักวัยเด็ก (รวมเรื่องราวความรักของบิดามารดา ภาค 1)

“คุณหนูหมิงเย้า แม่ทัพซ่งถูกลูกธนูอาบยาพิษยิงเข้า ไม่มีใครรักษาได้เลยขอรับ วันนี้นายท่านหมิงกับคุณชายใหญ่ก็ออกไปข้างนอกแล้ว ทางค่ายทหารส่งคนมาขอให้ท่านไปช่วยรักษาถึงที่ขอรับ”
“ให้ข้าไปถึงค่ายทหารที่ตั้งอยู่หรือ?” หมิงเย้าขมวดคิ้วเล็กน้อย “เร่งด่วนถึงเพียงนี้ เหตุใดเขาไม่มาหาข้าด้วยตัวเองเล่า”
“หากเคลื่อนไหวส่งเดช พิษจะกระจายไปทั่วร่างขอรับ ทางนั้นก็จนปัญญาแล้วเช่นกัน”
เด็กหนุ่มรับใช้จากคลินิกที่มาส่งข่าวเองก็จนปัญญา ได้แต่ช่วยพูดขอร้องแทนแม่ทัพซ่งไม่หยุด
“คุณหนู ทุกคนรู้ว่าปกติท่านไม่ค่อยออกไปรักษาคนนอกสถานที่ตามอำเภอใจ แต่แม่ทัพซ่งยังหนุ่มแน่นและมีอนาคตไกล เพิ่งออกไปต่อต้านโจรสลัดญี่ปุ่นก็ถูกคนทรยศลอบสังหารเสียแล้ว ช่างไม่ง่ายเลยจริง ๆ ขอรับ...”
“ข้ายังไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าจะไม่ไป” หมิงเย้าห่อห่อยาในมือให้เรียบร้อย “เจ้าไปส่งคนไปบอกพี่ชายข้าสักคำ จากนั้นเอาถุงเข็มฝังเข็มของข้ามาให้ด้วย”
“ขอรับ ๆ!” เด็กหนุ่มรับใช้จากคลินิกยิ้มหน้าบานด้วยความดีใจ ก่อนรีบวิ่งไปหยิบข้าวของทันที
หมิงเย้าหิ้วตะกร้ายาแล้วออกจากบ้านไป ที่หน้าประตูมีทหารรออยู่ก่อนแล้ว พอเห็นนาง สีหน้าของพวกเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ทหารหนุ่มคนนั้นดูเหมือนจะนึกไม่ถึงเช่นกันว่า หมอเทวดาที่พวกเขามาเชิญจะเป็นหญิงสาวที่งดงามถึงเพียงนี้
“ยืนเหม่อทำอะไรอยู่?” หมิงเย้ามองสายตาตะลึงงันของพวกเขา ราวกับคุ้นชินกับปฏิกิริยาเช่นนี้มานานแล้ว “ข้าจะขี่ม้าตัวไหน?”
“แม่นางหมิง พวกเราเตรียมรถม้าไว้แล้วขอรับ...”
“เหตุใดถึงได้พูดมากนัก” หมิงเย้ากล่าวอย่างไม่พอใจ
“ไม่ใช่ว่ากำลังจะช่วยชีวิตคนหรือ? กว่าจะนั่งรถม้าผุ ๆ คันนี้ไปถึง คนก็คงตายไปแล้ว ยังจะรักษาอะไรได้อีก?”
ทหารทั้งสองสบตากันด้วยความประหลาดใจ ทหารคนหนึ่งลงจากม้าทันที แล้วให้นางขึ้นขี่ม้าของตน ก่อนรีบมุ่งหน้าไปยังค่ายทหารอย่างรวดเร็ว
พวกเขาต่างรู้สึกเหลือเชื่อ ปกติแล้วหญิงสาวทั่วไปพอเห็นทหารอย่างพวกเขาก็มักไม่กล้าพูดอะไรด้วยซ้ำ แต่คุณหนูสกุลหมิงผู้นี้กลับเก่งกาจไม่น้อยเลยทีเดียว แม้รูปลักษณ์จะดูบอบบางอ่อนหวาน แต่เวลาลงมือทำอะไรกลับคล่องแคล่วฉับไวอย่างยิ่ง
เมื่อมาถึงค่ายทหาร หมิงเย้าก็ถูกพาเข้าไปในกระโจมทหารที่ใหญ่ที่สุดทันที
ภายในกระโจม มีชายคนหนึ่งนอนหลับตาสนิท ใบหน้าซีดขาวอมเขียว ท่อนบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่ตึงแน่นและมีแนวเส้นชัดเจน
หมิงเย้าเดินเข้าไปหาโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
นางเติบโตมาในคลินิก ย่อมเห็นทุกสิ่งมาหมดแล้ว อย่าว่าแต่เห็นเพียงท่อนบนเลย ต่อให้ทั้งร่าง นางก็เคยเห็นมาแล้วเช่นกัน
แต่เมื่อหมิงเย้านั่งลงข้างกายแม่ทัพซ่ง แล้วมองเห็นใบหน้าของเขา การเคลื่อนไหวของนางก็หยุดชะงักลงทันที
ไม่มีใครบอกนางมาก่อนเลยว่า แม่ทัพคนนี้จะหน้าตางดงามถึงเพียงนี้!
“พวกเจ้าออกไปให้หมด ข้าไม่ชอบให้คนอื่นยืนมองตอนฝังเข็ม” หมิงเย่ากล่าว
ทหารหลายคนมองหน้ากันไปมา แต่สุดท้ายก็ยอมถอยออกไป
ที่หมิงเย่าทำเช่นนี้ไม่ได้มีเหตุผลอื่น เพียงแต่ว่าวิธีฝังเข็มแบบนี้มักทำให้คนไข้กระอักเลือดดำออกมา นางกลัวว่าคนไข้ยังรักษาไม่หาย ก็จะถูกคนอื่นลากตัวออกไปเสียก่อน
นางรีบจับชีพจรและลงเข็มฝังเข็มทันที หลังจากช่วยชีวิตด้วยวิธีต่าง ๆ ต่อเนื่องกัน ในที่สุดซ่งอวิ๋นเจาก็ลุกพรวดขึ้นมาแล้วกระอักเลือดพิษออกมาคำหนึ่ง เลือดพิษกระเด็นเปื้อนกระโปรงของหมิงเย้า ขณะที่นางถือเข็มอยู่ในมือก็ชะงักงันไปเล็กน้อย
นางรักความสะอาดเป็นอย่างมาก ปกติสิ่งที่นางรำคาญที่สุดก็คือคนไข้ทำสิ่งสกปรกเปรอะเปื้อนกระโปรงของนาง
แต่กลับพบว่าในเวลานี้จิตใจของนางสงบนิ่งอย่างยิ่ง ไม่มีความหงุดหงิดแม้แต่น้อย ราวกับว่าเปื้อนเลือดพิษแล้วก็เปื้อนไปสิ จะมีอะไรนักหนา กลับไปซักเสื้อผ้าก็สิ้นเรื่อง
หมิงเย้าตกตะลึงกับความใจกว้างของตัวเองไม่น้อย เมื่อนางมองใบหน้าของซ่งอวิ๋นเจาอีกครั้ง ในที่สุดก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว
เพราะเขาหน้าตาดี
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขาหน้าตาดีเกินไปจริง ๆ
หมิงเย้าไม่เคยพบผู้ชายคนไหนที่หน้าตาดีถึงเพียงนี้มาก่อน คิ้วตาและเครื่องหน้าประณีตงดงาม สันจมูกสูงโด่งราวกับภูเขาที่ผุดขึ้นกลางที่ราบ อีกทั้งขนตายาวหนาเป็นแพ แม้เขาจะนอนอยู่บนเตียงโดยไม่ได้สติ นางก็ยังรู้สึกว่าเขาช่างงดงามเหลือเกิน
อย่างน้อยก็ช่วยชีวิตเขากลับมาได้แล้ว
หมิงเย้าเก็บถุงเข็ม เตรียมออกไปข้างนอก แต่ทันทีที่นางลุกขึ้น ซ่งอวิ๋นเจาที่เพิ่งกระอักเลือดพิษออกไปก็ฟื้นคืนสติขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด...
แม้จะบอกว่าฟื้นสติแล้ว แต่ความจริงก็ยังไม่ได้สติอย่างสมบูรณ์นัก
ทันทีที่เขาลืมตาขึ้น ก็เห็นเงาดำกำลังไหววูบอยู่ตรงหน้า ร่างกายพลันเกร็งเขม็ง นึกถึงเหตุการณ์ที่คนทรยศซึ่งอยู่ข้างกายลอบสังหารตนเองขึ้นมาได้ จึงยื่นมือออกไป บีบคอคนตรงหน้าไว้แน่นทันที
หมิงเย้าเพิ่งลุกขึ้นยืน ก็รู้สึกว่าลำคอถูกรัดแน่นอย่างกะทันหัน มือข้างหนึ่งยื่นมาจากด้านหลัง พร้อมเรี่ยวแรงมหาศาลที่ยังควบคุมไม่ได้เพราะเจ้าของมือยังไม่ได้สติเต็มที่ บีบคอนางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
นางไม่ทันตั้งตัว ร่างทั้งร่างถูกแรงนั้นกระชากจนหงายหลัง ตะกร้าใส่ยาหล่นกระแทกพื้นเสียงดัง ‘โครม’ เข็มเงิน ขวดยา และผ้าพันแผลกระจัดกระจายไปทั่วพื้น
“เจ้าเป็น...คนทรยศ...” เสียงของซ่งอวิ๋นเจาแหบพร่า จิตสังหารที่เกิดขึ้นในสภาพกึ่งตื่นกึ่งหลับพลันแผ่ซ่านออกมา หมิงเย้าหายใจไม่ออกในทันที ได้แต่ใช้มือทั้งสองข้างพยายามแกะมือของเขาออกอย่างสุดกำลัง
“เจ้า...ปล่อย...” หมิงเย้าทุบตีเขาสะเปะสะปะ แต่เรี่ยวแรงของนางจะไปสู้เขาได้อย่างไร
ทว่าในจังหวะที่มือของเขาออกแรงบีบลำคอนาง ขนตาของซ่งอวิ๋นเจากลับสั่นระริกอย่างรุนแรงขึ้นมาในทันใด
เขาพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ในมือของเขาราวกับกำลังจับผิวเนื้อที่บอบบางและนุ่มนวล กลิ่นหอมจาง ๆ ที่ไม่คุ้นเคยลอยอวลอยู่ตรงปลายจมูก อีกทั้งเขายังเปลือยท่อนบน จึงสัมผัสได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นถึงส่วนโค้งเว้าของร่างที่อยู่ใต้ตัวเขา
ผิวกายร้อนผ่าวของเขาแผ่ความร้อนผ่านเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิเนื้อบางของหมิงเย้า ราวกับกำลังแผดเผานาง
หน้าผากของเขาพิงอยู่ตรงซอกไหล่ของนาง หอบหายใจเฮือกใหญ่ ลมหายใจหนักหน่วงและร้อนผ่าวด้วยความทรมาน ทั้งยังมีกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นปะปนอยู่
เขาค่อย ๆ คลายมือออก ทว่ากลับไม่อาจขยับตัวได้เพราะอาการวิงเวียน
หัวใจของหมิงเย้าเต้นกระหน่ำ นางเคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้เสียที่ไหน บัดนี้ใบหน้าของนางแดงลามไปจนถึงหลังใบหู ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง
“เจ้า...เจ้าลุกขึ้นก่อน...”
ซ่งอวิ๋นเจาไม่พูด ไม่ขยับเช่นกัน
เขาหมดสติไปอีกครั้งแล้ว ร่างหนักอึ้งทิ้งน้ำหนักลงบนตัวนาง นิ่งสนิทไม่ไหวติง
“เจ้า...เจ้าเป็นอะไรไปกันแน่!” หมิงเย้าถูกเขากดทับไว้แน่นจนขยับไม่ได้ นางอยากผลักเขาออกไป แต่ทันทีที่ยื่นมือออกไป สิ่งที่สัมผัสได้กลับเป็นผิวกายร้อนผ่าวของเขา
เพียงแตะโดน หมิงเย้าก็รู้สึกเหมือนปลายนิ้วกำลังจะถูกเผาจนไหม้
นางรีบชักมือกลับ แล้วหันหน้าไปตะโกนเรียกคนที่อยู่ด้านนอก
“ใครก็ได้...รีบเข้ามาเร็ว!”
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากนอกกระโจม
ทหารสองนายเปิดม่านกระโจมพรวดพราดเข้ามา พอเห็นภาพภายในกระโจม ทั้งสองก็ชะงักฝีเท้าพร้อมกัน
คนหนึ่งอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ส่วนอีกคนรีบเบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว ราวกับเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า ใบหน้าแดงก่ำไปหมด
ภายในกระโจมเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นทหารที่อายุมากกว่าก็กระแอมสองครั้ง
“แม่นางหมิง...แม่...แม่ทัพซ่งเขา...”
“รีบเข้ามาช่วยพยุงเขาขึ้นไปเร็ว เขาหมดสติแล้ว!” หมิงเย้าโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ
ทหารทั้งสองรีบกุลีกุจอเข้ามา ช่วยกันย้ายซ่งอวิ๋นเจาออกจากตัวหมิงเย้า
ในที่สุดหมิงเย้าก็เป็นอิสระ นางรีบลุกขึ้นยืนทันที ก้มลงมองก็พบว่าคราบเลือดบนกระโปรงมีมากกว่าเดิม ไม่เพียงเท่านั้น กระโปรงยังถูกเขาทับจนยับยู่ยี่อีกด้วย
นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ ยกมือขึ้นจัดปอยผมที่ยุ่งเหยิงให้เรียบร้อย พยายามทำสีหน้าให้ดูสงบนิ่งที่สุด
“พิษตกค้างในร่างกายของเขายังไม่หมดไป ในสามวันต่อจากนี้ต้องกินยาต่อเนื่อง พรุ่งนี้ข้าจะมาตรวจอาการอีกครั้ง”
หลังพูดจบ นางก็หิ้วตะกร้าใส่ยาแล้วเดินออกไป ฝีเท้าเร่งรีบอย่างยิ่ง ราวกับกำลังหนีอะไรบางอย่างอยู่
เมื่อหมิงเจิงกับท่านผู้เฒ่าหมิงกลับถึงบ้าน ภาพที่เห็นก็คือหมิงเย้ากำลังวิ่งวุ่นไปทั่วบ้าน สั่งให้คนช่วยกันหาสมุนไพร ใบหน้ายังคงแดงระเรื่ออยู่บ้าง ทว่าในดวงตากลับมีประกายตื่นเต้นประหลาด ๆ วูบไหวอยู่
ท่านผู้เฒ่าหมิงกลับเข้าห้องไปพักผ่อนแล้ว หมิงเจิงยืนอยู่ในลานเรือน มองหมิงเย้าวิ่งวุ่นไปมา ก่อนจะอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“หมิงเย้า เจ้าเป็นอะไรไป ถูกหมาไล่กัดมาหรือ?”
หมิงเย้าหันขวับกลับมาทันที ใบหน้าที่แดงระเรื่อยังไม่จางหายไปหมด นางหลบสายตาอย่างมีพิรุธ
“อ๊ะ ก็...ก็มีแม่ทัพคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ข้าต้องไปรักษาเขาน่ะ”
หมิงเจิงยังคิดจะถามต่อ แต่หมิงเย้ากลับหันหลังวิ่งหนีไปทันที ไม่ยอมสนใจเขาอีก
โฆษณา