9 ต.ค. เวลา 15:38 • หุ้น & เศรษฐกิจ

EP:3 MSFT หุ้นมั่นคงที่สุดในโลกที่ผมขายทิ้งเพราะเข้าใจมันผิด

จะมีใครไหมที่ใช้คอมพิวเตอร์แล้วไม่รู้จักบริษัทไมโครซอร์ฟ ที่เป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการ Windows โปรแกรม Microsoft Word ,Microsoft Excel และอีกสารพัดโปรแกรม ที่พนักงานออฟฟิศ ไปจนถึงนักเรียนต้องมี ผู้ก่อตั้งคือ คุณ บิล เกตส์ (Bill Gates) อดีตชายผู้รวยที่สุดในโลกยุคหนึ่ง ขนาดเคยมีคำพูดไวรัล ว่า รวยเหมือน บิล เกตส์ แถมดังขนาดเคยถูกเรฟ เป็นตัวร้ายระดับโลก ในการ์ตูนจีนเรื่องหนึ่ง
บิลล์ เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอพ
หากย้อนไปดูข้อมูลเก่า จะเห็นว่าบริษัทไมโครซอพเคยเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงอยู่หนึ่ง คือหลายปีทีเดียว ซึ่งผมในตอนที่ยังไม่ได้ลงทุนหุ้นอเมริกาก็ยังรู้ ทั้งที่ผมไม่รู้ว่าแอปเปิ้ลเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงที่ลงทุน ไมโครซอพยิ่งใหญ่ขนาดนั้น
ผมรู้จักไมโครซอฟผ่านการใช้คอมพิวเตอร์มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน สมัยนั้นโปรแกรมไมโครซอฟต่าง ๆ จะผูกติดกับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบลงโปรแกรมเฉพาะเครื่องเลย จึงใช้ง่ายมาก บางทีพอเครื่องมีปัญหา เช่นติดไวรัส ต้องไปลงระบบใหม่ ก็เรียกกันว่าลงวินโดว แต่พอมายุคนี้ โปรแกมไมโครซอฟจะเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือน หรือรายปี แต่ใช้แบบฟรีก็มี แต่ค่อนข้างใช้ยากกว่ามาก ด้วยความที่ต้องผูกกับอินเตอร์เน็ต ก็มีความไม่สะดวกบางอย่าง และความสะดวกบางอย่างผูกติดมาด้วย
ผมเริ่มซื้อหุ้น MSFT ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2023 ราคา 334.31 ดอลลาห์ เป็นเงิน 2000 บาท จากนั้นก็ทยอยซื้อเรื่อย ๆ ทุกอาทิตย์ ในช่วงราคา 324 USD ถึง 360 USD เพราะหุ้นนี้ไซด์เวย์อยู่นานหลายเดือนมาก ราคาลงไปถึง 313 USD ก็มี เคยถือหุ้น MSFT มากถึง 4,997 ดอลลาห์ จำนวน 15 หุ้น
น่าเสียดายที่เวลาหุ้นลงต่ำ ๆ ผมดันกลัว บางทีลงไปถึง 313 ดอลลาห์ ผมซื้อแค่ 20 ดอลลาห์ เพราะกลัวมันจะย่อต่ำลงไปกว่านี้ ผิดจากคำแนะนำของโคชหุ้น ที่มักบอกให้แบ่งไม้ ซื้อน้อย ๆ เวลาหุ้นอยู่แนวรับบน ๆ และซื้อเยอะขึ้นเวลาหุ้นย่อตัว
ในระหว่างนี้ก็มีรินขายปรับพอร์ตบ้าง เพื่อลดความเสี่ยง แต่ก็ไม่ได้กำไรซักเท่าไหร่ ด้วยความที่นิสัยถือหุ้นที่ราคาขึ้นไม่ได้นาน อดขาดทำกำไรไม่ได้ นิสัยแบบนี้ก็ต้องขายหมูเป็นประจำอยู่แล้ว
หุ้น MSFT ไซด์เวย์อยู่นานมากจริง ๆ จนถึงเดือนมกราคม 2024 หุ้นถึงได้ปรับฐานขึ้นไป ราคาเกิน 400 ดอลลาห์ เพราะประกาศงบไตรมาส แล้วผลงาน กำไรออกมาดี ราคาขึ้นไปสูงถึง 430 ดอลลาห์ แล้วหุ้นก็ไซด์เวย์อยู่ช่วงนี้อีกยาว ๆ เลย และขึ้นไปสูงถึง 460 ดอลลาห์ ในกลางปี และย่อลงไปต่ำถึง 390 ดอลลาห์ สรุปคือทั้งปี 2024 ราคาหุ้นไม่ได้ไปไหนจากช่องนี้เลย แม้ไม่ได้ขึ้นมาก แต่ก็ไม่ได้ตกมาก ต่อให้มีข่าวร้าย ถือเป็นหุ้นที่มั่นคงมาก ๆ อย่างที่นักลงทุนหลายคนให่สมญานามว่า หุ้นเทคโนโลยีสายแทงค์
ภาพรถถัง ตัวแทนหุ้นสายแทงก์ (TANK) จาก Stars and Stripes
หุ้นสายแทงค์ตามความนิยามของผมคือ หุ้นใหญ่ Market Cap สูง ชื่อเสียงดี อยู่มานาน ขายของสำคัญกับโลกมาเนิ่นนาน ราคาค่อนข้างขึ้นยาก ใช้เวลาไซด์เวย์นาน ราคาค่อนข้างขึ้นไปตามรอบ แต่เวลาลงก็ลงยากเช่นกัน ข่าวร้ายแค่ไหนก็ลงไม่ได้เยอะ เพราะมีแต่นักลงทุนรอช้อนตามแนวรับ ซึ่ง MSFT มันตรงกับความหุ้นสายแทงค์ทุกข้อ
แม้จะเป็นหุ้นสายมั่นคง แต่ก็ใช่ว่าไมโครซอพจะไม่ลงทุนหนัก โดยบริษัทได้ลงทุนกับกิจการ Chat GPT มหาศาล จนมีข่าวว่าลงทุนเยอะจนเงินขาดมือ แต่ในช่วงที่ Chat GPT เป็นกระแส หันไปร่วมงานกับใครก็รุ่ง ก็ช่วยดึงราคาหุ้น MSFT ขึ้นตามไปด้วย ตอนแรกผมนึกว่า Chat GPT เป็นกิจการย่อยหนึ่งของไมโครซอพ ก่อนจะรู้ว่าไม่ใช่ ถึงจะลงทุนให้เยอะมาก แต่ไม่ใช่เจ้าของ เป็นแค่พาร์ทเนอร์ ทำให้ผมค่อนข้างเสียดาย อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุลึก ๆ ที่ขายหุ้น MSFT ในเวลาต่อมา
การลงทุนของไมโครซอพใน Open AI
ผมทยอยขายหุ้น MSFT ออกไปเยอะมากในช่วงไตรมาสสุดท้าย (ตุลาคม-ธันวาคม) 2024 สาเหตุที่ขายคือ ลดความเสี่ยงในช่วงเลือกตั้งประธานาทิบดีสหรัฐ ฯ ขอเก็บเงินสดไปรอความชัดเจนดีกว่า หลังเลือกตั้ง ราคาหุ้น MSFT ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปไหน ยังไซด์เวย์เหมือนเดิม ผมเลยกลับมาทยอยช้อนหุ้นอีกครั้ง ในราคา 430 – 390 ดอลลาห์
แต่พอสงครามการค้าเริ่ม นาย โดนัล ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าทั่วโลก ในช่วงเดือนเมษายน 2025 แม้แต่หุ้นแทงค์อย่าง MSFT ก็ยังราคาตก ลงคาลดลงไปเกือบถึง 350 ดอลลาห์ ที่น่าจะเป็นแนวราคาจิตวิทยา
จริง ๆ ผมควรช้อนซื้อให้หนัก ตามคำสอบของปู่ วอเร็น บัฟเฟตต์ว่า ให้ซื้อหุ้นดี เมื่อมันมีเหตุให้ลดราคา โดยที่โครงสร้างธุรกิจเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ผมดันใจฝ่อไปเสียก่อน พอราคามันดีดกลับขึ้นมาในเดือนพฤษภาคมก็เลยขายหุ้นไปแทบหมด
ผมมีเรื่องน่าขำจะเล่าให้ฟัง ช่วงหนึ่งในปี 2025 ผมได้ดูคลิ๊ปยูทูป ของนักวิเคราะห์เทคโนโลยี 2 คนพูดคุยกันเรื่อง ข้อมูลต่าง ๆ ของโลกที่เพิ่มขึ้นมากตั้งแต่มีอินเตอร์เน็ต และยิ่งเพิ่มมากขึ้นในยุค AI สิ่งที่ใช้เก็บข้อมูลเหล่านั้น คือ ชิพหน่วยความจำ หรือ HARD DRIVE ซึ่งบันทึก โดยใช้ระบบเลขฐาน 2
นักวิเคราะห์เล่าเป็นตุเป็นตะว่า ปัญหาเรื่องความจุความจำที่ล้นระบบกำลังจะหมดไป ด้วยการใช้เทคโนโลยี DNA ที่ใช้ระบบเลขฐาน 4 ที่เพิ่มความจุต่อหน่วยขึ้นมากมายมหาศาล แค่ใช้ HARD ขนาดใหญ่เท่าห้องใหญ่ ๆ ห้องหนึ่ง ก็พอจุข้อมูลที่โลกมีอยู่ในปัจจุบันได้ ซึ่งบริษัทที่กำลังพัฒนา ความจุเลขฐาน 4 คือ ไมโครซอพ
พอผมได้ยินมาก็ตาลุกวาว กดซื้อหุ้น MSFT ทันที โดยไม่ได้หาข้อมูลเพิ่ม เข้าตำรา เลือกซื้อหุ้นเพราะ เขาว่ามา แล้วพอตั้งสติได้ เลยไปถาม AI Chat GPT ว่าโครงการการจุข้อมูลด้วยโครงสร้าง DNA ระบบเลขฐาน 4 โดยบริษัทไมโครซอพมีจริงไหม AI ตอบว่า ไม่มีจริง ไม่มีโครงการนี้ของไมโครซอพ หรือบริษัทไหน ๆ ผมก็ไปกดขายหุ้น MSFT เดี๋ยวนั้นเลย ทั้งที่หุ้นมันยังดีอยู่ ซื้อหมู และขายหมูเต็ม ๆ เป็นการโง่ซ้ำสอง หรือโง่แบบดับเบิ้ล ก่อนจะต้องทนดูหุ้น MSFT ราคาพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนทะลุ 500 ดอลลาห์ในช่วงเกือบปลายปี
ผมจะเล่าความโง่อีกอย่างให้ฟัง ผมซื้้อหุ้น MSFT เพราะบริษัทไมโครซอพมีโปรแกรมไมโครซอพที่คนใช้กันทั่วโลก แต่ผมไม่รู้หรอกว่า ปัจจุบันโปรแกรมไมโครซอพไม่ใช่รายได้ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทแล้ว แต่คือระบบคลาวน์ ซึ่งผมก็รู้จักผ่านตาเรื่องคลาวน์มาบ้าง เวลาฟังยูทูปเรื่องเทคโนโลยี หรือเวลาโหลดโปรแกรมใหม่ ๆ ทางมือถือ มันจะมีข้อมูลคลาวน์อยู่ แต่ผมไม่เคยศึกษาจริงจังเลยว่าคลาวน์คืออะไร
มารู้เรื่องคลาวน์หลังจากขายหุ้น MSFT ไปหมดพอร์ตนี่แหละ ว่าไมโครซอพทำระบบคลาวน์ หรือตัวเก็บข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากบริษัทอะเมซอน (ไม่ใช่บริษัทกาแฟ) เจ้าเดียว แถมทำกำไรให้บริษัทไมโครซอฟมหาศาล ที่หุ้นมันยังขึ้นอยู่เรื่อย ๆ เพราะขายคลาวน์ได้เพิ่มขึ้นทุกไตรมาสนี่แหละ
Microsoft Cloud จาก WWW.vstecs.co.th
โง่ไหม ขายหุ้นไมโครซอฟ เพราะเพิ่งรู้ว่า ไมโครซอพไม่ได้ทำระบบหน่วยจัดเก็บข้อมูลเลขฐาน 4 แต่ไม่รู้ว่า ไมโครซอพเป็นหนึ่งในเจ้าของระบบคลาวน์ ที่เป็นเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลเหมือนกัน หุ้น MSFT ขึ้นไปถึงราคา All Time High จนกลายเป็นบริษัทที่ี Market Cap ที่ใหญ่ที่ในโลกอีกครั้งในช่วงหลายปี
แม้เหมือนเรื่องของผมกับหุ้น MSFT จะจบไปแล้ว ขายหมดพอร์ตได้กำไรมานิดหน่อยก็พอแล้ว แต่โอกาสดี ๆ มันมีในตลาดหุ้นเสมอ แม้แต่ใหญ่หุ้นแทงค์ ก็ยังมีวันที่ราคาตกด้วยตัวของมันเอง พอเข้าสู่ต้นปี 2026 หุ้น MSFT ก็ราคาดิ่งลงอีกครั้ง จนราคาดเหลือ 400 ต้น ๆ เหตุผลคือ บริษัทไมโครซอฟลงทุนใน AI มากเกินไป คือ อยากจะมี AI เหมือน Chat GPT หรือ Gemimi เป็นของตัวเอง แต่เหมือนจะไม่ค่อยสำเร็จเท่าไหร่ แถมมีปัญหาเรื่องแย่งซื้อชิพเมมโมรี่ที่กำลังแพงหูฉี่ กับบริษัทยักษ์ใหญ่อื่น ๆ
ผมเลยได้ซื้อไม้ใหญ่ที่ราคา 417 ดอลลาห์ ไม่ใช่ไม่ที่ดีเท่าไหร่ เพราะเห็นราคาตกก็รีบซื้อ ราคาหุ้นยังลงได้อีก ตกไปถึง 400 ดอลลาห์ซึ่งเป็นราคาจิตวิทยาอีกแล้ว ต้องจำไว้ให้ดี ตัวเลขกลม ๆ กับหุ้นขนาดใหญ่หลายร้อยดอลลาห์ นักลงทุนชอบปล่อยให้หุ้นตกไปที่เลข 00 แล้วค่อยช้อนซื้อจนราคาขึ้น
ผมทำกำไรได้พอสมควรกับไม้นี้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะหุ้น MSFT ยังราคาตกเรื่อย ๆ จากความกลัว AI ตอนนั้นนักลงทุนกลัวมากว่า AI จะมาแทนที่ระบบซอฟต์แวร์ต่าง ๆ หรือไม่ก็สร้างระบบซอฟต์แวร์ใหม่ มาแทนซอฟต์แวร์เดิม ๆ และไมโครซอพก็ขายซอฟต์แวร์เต็ม ๆ ส่วนผมไม่ได้เชื่อว่า AI จะมาแทนที่ไมโครซอฟที่อยู่มานาน คนใช้จนชินมือได้
ราคาหุ้นตกมาถึง 350 ดอลลาห์ที่เป็นราคาจิตวิทยา (อีกแล้ว) ต้องยอมรับว่าผมซื้อหุ้นไม่เก่ง ไม่ค่อยกล้าซื้อเวลาหุ้นดีตกหนัก ๆ ตามแนวรับ เพราะกลับมันจะตกลงไปอีก แถมมักขายทำกำไรเร็วเกินไป
หุ้น MSFT ค่อย ๆ กลับขึ้นมาอีกครั้ง เพราะนักลงทุนคลายความกังวลเรื่อง AI จะมาแทนซอฟต์แวร์ ไมโครซอฟลดการลงทุนที่บ้ารำห่ำแข่งกับบริษัทอื่น ระบบคลาวน์ยังขายได้มากขึ้นและกำไรก็ยังดี AI ของตัวเองก็เริ่มมี ผมก็เริ่มได้ใช้ AI ของไมโครซอฟแต่งรูปรายงานบ้างเหมือนกัน
หุ้นใหญ่พอมันถึงรอบขึ้น ข่าวร้ายต่าง ๆ ทยอยห่ายไป ราคามันก็จะขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงจุด AII Time High แต่พอเราขายมันไปหมดก่อนที่จะไปถึงจุดสูงสุด เราก็ไม่เหลืออะไรให้ขายแล้ว มันก็คือการขายหมูนั่นเอง
ถ้าคุณอ่านมาถึงตอนนี้ จะเห็นว่าแม้ผมจะรู้จักบริษัทไมโครซอพมานาน รู้มากกว่าบริษัทอเมริกาอื่นส่วนใหญ่ แต่ผมยังมีเรื่องที่เข้าใจผิดเกี่ยวเกี่ยวกับกิจการของบริษัทนี้เยอะมาก ทำให้ผมเสียโอกาสลงทุนไปเยอะ ด้วยความเข้าใจ อย่างที่ปู่ บัพเฟตต์กล่าวว่า ลงลงทุนในสิ่งที่เข้าใจ ก่อนจะลงทุนก็ต้องศึกษา ไม่ใช่คิดไปเองว่าเรารู้
ถึงตอนนี้ผมจะไม่ได้ถือหุ้น MSFT ไว้แล้ว แต่ผมสัญญาว่า เมื่อหุ้น MSFT ลดราคาครั้งต่อไป ผมจะซื้อมันแน่นอน แล้วคุณล่ะ เงินสดพร้อมหรือยัง
โฆษณา