•
11 ต.ค. เวลา 02:17 • สุขภาพ
เชียงราย

[EP.5] บทสรุป "ลานผญา": จากนวัตกรรมชุมชน สู่ข้อเสนอนโยบายทลายความเหลื่อมล้ำระดับชาติ

เดินทางมาถึง EP.5 ซึ่งเป็นบทสรุปของซีรีส์ปฐมบท "ลานผญาโมเดล" แล้วครับ ตลอด 4 บทความที่ผ่านมา เราคุยกันตั้งแต่เรื่องการปั้นวิสาหกิจชุมชน การใช้ธนาคารเวลา และการดึงรายได้จาก Wellness Tourism มาเป็นท่อน้ำเลี้ยง
แต่วันนี้ ผมอยากชวนขยายมุมมองให้กว้างขึ้น จากระดับหมู่บ้าน สู่ระดับโครงสร้างประเทศ เพราะเป้าหมายสูงสุดของโมเดลนี้ ไม่ใช่แค่การดูแลผู้สูงอายุในเชียงราย แต่คือการตอบคำถามใหญ่ที่ว่า "เราจะแก้ความเหลื่อมล้ำในสังคมสูงวัยได้อย่างไร?"
ความเหลื่อมล้ำในการแก่ตัวลง (Inequality in Aging)
ปัญหาที่น่ากลัวที่สุดของไทย ไม่ใช่แค่เรามีคนแก่เยอะขึ้นนะครับ แต่คือ "เราแก่ไม่เท่ากัน"
ถ้าคุณมีเงิน คุณสามารถซื้อคุณภาพชีวิตในวัยเกษียณ จ้างพยาบาลส่วนตัว หรือย้ายไปอยู่ศูนย์ดูแลระดับพรีเมียมได้ แต่สำหรับตาสีตาสาในต่างจังหวัด หรือแรงงานนอกระบบที่ไม่มีบำนาญ พวกเขาต้องฝากชีวิตไว้กับเบี้ยยังชีพหลักร้อย และรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐที่งบประมาณรัดตัวขึ้นทุกวัน
ถ้าเรายังแก้ปัญหาด้วยสมการเดิม คือ "ใช้เงินเป็นตัวตั้ง" (Fiat Economy) ช่องว่างความเหลื่อมล้ำนี้จะไม่มีวันแคบลงครับ
"เวลา" คือสกุลเงินเดียวที่ทุกคนมีเท่ากัน
นี่คือเหตุผลที่โมเดลลานผญา ต้องถูกผลักดันขึ้นเป็นวาระเชิงนโยบาย (Policy Advocacy) เพราะระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน (Dual Economy) คือเครื่องมือทลายความเหลื่อมล้ำที่ทรงพลังที่สุด
ในโลกของลานผญา ไม่ว่าคุณจะเป็นเศรษฐีหรือคนหาเช้ากินค่ำ ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ธนาคารเวลา (Time Bank) เป็นกลไกที่อนุญาตให้คนที่ "ไม่มีเงิน" สามารถใช้ "แรงและเวลา" ไปดูแลคนอื่น เพื่อสร้าง "ความมั่งคั่งทางเครดิตเวลา" ให้กับตัวเองได้ ระบบนี้ทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กลับคืนมา เพราะทุกคนสามารถเป็นผู้ให้และผู้รับได้โดยไม่ต้องใช้เงินสักบาท
3 ข้อเสนอนโยบาย เพื่อขยายผลลานผญาสู่ National Blueprint
หากความสำเร็จในห้องทดลองที่เชียงราย จะถูกนำไปขยายผลต่อระดับประเทศ นี่คือ 3 สิ่งที่ผมคิดว่าภาครัฐและผู้กำหนดนโยบาย ต้องช่วยปลดล็อกครับ:
1. รับรองสถานะของ "เครดิตเวลา" ข้ามพื้นที่ (National Time Credit Platform):
รัฐควรเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการทำโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) เพื่อให้เครดิตเวลาสามารถโอนข้ามจังหวัดได้ เช่น ลูกชายทำงานอยู่ระยอง ไปทำจิตอาสาสะสมเครดิตที่ลานผญาระยอง แล้วโอนเครดิตนั้นมาให้ส่วนกลางส่งคนไปดูแลแม่ที่อยู่เชียงราย
2. เปลี่ยนงบ "สงเคราะห์" เป็นงบ "ลงทุนโครงสร้างชุมชน":
แทนที่รัฐจะเทงบมหาศาลไปสร้างบ้านพักคนชราขนาดใหญ่ (Institutional Care) ที่มีค่าบำรุงรักษาสูงลิ่ว ควรนำงบนั้นมาสนับสนุนเครื่องมือเบื้องต้นให้ชุมชน เช่น อุดหนุนการปรับปรุงพื้นที่ศาลาหมู่บ้านให้เป็น Community Wellness Center ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ชุมชนเดินเครื่องวิสาหกิจลานผญาของตัวเองได้
3. ปลดล็อกกฎหมายวิสาหกิจชุมชนด้านสาธารณสุข:
แก้ระเบียบให้วิสาหกิจชุมชนที่ผ่านการอบรมและรับรองมาตรฐาน สามารถให้บริการสุขภาพเชิงบำบัด (เช่น นวดพื้นบ้าน ย่ำข่าง ตอกเส้น) ได้อย่างคล่องตัวขึ้น เพื่อดึงเม็ดเงินจากอุตสาหกรรม Wellness Tourism เข้าสู่ฐานรากได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ก้าวต่อไป: จากแผ่นกระดาษ สู่การลงมือทำจริง
ถึงแม้ EP นี้จะเป็นบทสรุปของ "ภาคทฤษฎีและแนวคิด" แต่งานที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นครับ
มีหลายคนทักเข้ามาถามผมว่า "ถ้าอยากเอาโมเดลนี้ไปใช้ในพื้นที่ตัวเอง ต้องเริ่มยังไง?" ผมเลยตัดสินใจว่าเราจะไปต่อกันใน ซีรีส์ภาคปฏิบัติ (Season 2: Action Plan) ครับ
โดยใน EP.6 (บทความถัดไป) ผมจะพาไปจับเข่าคุยเรื่อง "How to: 5 ก้าวแรกในการสร้างลานผญา... ทำอย่างไรให้ชุมชนยอมรับ และหาจุดขาย (Wisdom Product) ของตัวเองให้เจอภายใน 30 วัน"
ใครที่กำลังทำงานพัฒนาชุมชน อบต. อบจ. หรือเป็นลูกหลานที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงในบ้านเกิด... รอติดตาม Action Plan ใน EP ต่อไปได้เลยครับ ลานผญาพร้อมเป็น Open Source ให้ทุกคนนำไปใช้ และเราจะเติบโตไปด้วยกันครับ
เขียนโดย: ดร.ดิษย์ฐา กันทะแสน
นักวิชาการและผู้ผลักดันนวัตกรรมชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก
ติดต่อ/แลกเปลี่ยนความคิดเห็น: dittha.research@gmail.com
#ลานผญาโมเดล #วิสาหกิจชุมชน #ธนาคารเวลา #สังคมสูงวัย #บ้านพักคนชรา #ดูแลผู้สูงอายุ #เชียงรายเมืองสุขภาพ #ChiangRaiWellness #WellnessTourism
โฆษณา