•
12 ต.ค. เวลา 04:10 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

ฉู่หยวนไปถ่ายหนังที่เกาหลีโดยไม่มีบทหนังติดตัวไปด้วย นอกจากนิยาย 2 เล่มของโกวเล้ง จุดเริ่มต้นทำหนัง 8 เรื่องพร้อมกัน

จากบันทึกความทรงจำฉู่หยวน เขาเล่าไว้ว่า หลังจากเขาทำหนังชอลิ้วเฮียง Clan of Intrigue หรือ ศึกวังน้ำทิพย์ในปี 1977 แล้ว บารมีของเขาในชอว์ บราเดอรส์ก็พุ่งสุดขีด เขาไม่ต้องส่งบทหรือแม้แต่โครงร่างของบทให้ท่านเซอร์เจ้าสัวพิจารณาแล้ว เพียงแค่บอกชื่อหนัง เส้าอี้ฟู่ก็อนุมัติทันทีสามารถเปิดกล้องถ่ายทำภาพยนตร์ได้เลย
ในช่วงกลางต่อปลายทศวรรษ 1970 ฉู่หยวนกำลังอยู่ในช่วงที่งานกำกับของเขากำลังรุ่ง จับเรื่องไหนมาทำก็ทำเงินจนกลายเป็นผู้กำกับค่าตัวสูงสุดของชอว์ไปแล้ว โดยเฉพาะหลังจากหันมาจับหนังดัดแปลงจากนิยายกำลังภายในของโกวเล้ง และหนึ่งในงานที่เขากำลังเตรียมสร้างคือ The Sentimental Swordsman (ศึกยุทธจักรหงส์บิน, 1977) เรื่องราวของลี้กิมฮวงกับอาฮุย ซึ่งมีฉากการพบกันของลี้กิมฮวงกับอาฮุยท่ามกลางหิมะขาวโพลนเป็นฉากสำคัญที่ฉู่หยวนต้องการให้มีบรรยากาศสมจริง
ฉู่หยวนต้องการให้ภาพหิมะในหนังมีความสมจริงมากกว่าการสร้างขึ้นในสตูดิโอ จึงมองหาโลเกชันที่สามารถให้บรรยากาศแบบที่เรื่องราวต้องการ และคำตอบในเวลานั้นอยู่ไกลออกไปนอกฮ่องกงถึงประเทศเกาหลีใต้
จังหวะนั้นพอดีกับที่ หลี่ฮั่นเสียง ผู้กำกับคนสำคัญของชอว์ ก็กำลังอยู่ในเกาหลีใต้พอดีเพื่อถ่ายทำปกาสิตฮ่องเต้(สะกดชื่อแบบตามที่ใช้ในตอนเข้าฉายในบ้านเรา) หรือ The Adventures of Emperor Chien Lung ต้องเรียกว่าสวรรค์มีใจ เพราะการที่มีกองถ่ายชอว์อยู่ที่เกาหลีใต้อยู่แล้ว พร้อมทั้งมีหลี่ฮั่นเสียงอยู่ด้วยก็น่าจะง่ายไปอีก เพราะทั้งคู่สนิทสนมกันดี ฉู่หยวนเคารพหลี่ฮั่นเสียงในฐานะรุ่นพี่ แล้วทั้งคู่ก็ชอบใช้นักแสดงคนเดียวกันอย่างหลิงหย่งอีกด้วย
ฉู่หยวนเลยเข้าพบเส้าอี้ฟู่ขอไปถ่ายหนังที่เกาหลีใต้ เจ้าสัวแค่ถามว่าหนังชื่ออะไร คำตอบคือจะทำหนังสองเรื่อง ลี้กิมฮวงเรื่องนึงอีกเรื่องจะเป็นเรื่องของโป๊วอั๊งเสาะ เส้าอี้ฟู่พงกหน้ารับในใจคิดถึงรายได้จากการขายตั๋ว เพราะคราวนี้ฉู่หยวนเอานิยายของโกวเล้งมาทำพร้อมกัน 2 เรื่องเลย
การเดินทางครั้งนี้กลับกลายเป็นโอกาสมากกว่าการออกไปหาสถานที่ถ่ายหนังเพียงเรื่องเดียว เพราะเมื่อการยกกองไปต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายสูง เขาจึงคิดในแบบฉบับของระบบชอว์บราเดอร์ส คิดว่าถ้าตนเองเป็นเจ้าสัวเส้าอี้ฟู่แแล้วจะทำอย่างให้ได้ประโยชน์สูงสุด ในเมื่อเสียค่าเดินทางไปแล้ว ก็น่าจะใช้โอกาสนี้ถ่ายหนังอีกเรื่องไปพร้อมกัน แกเลยให้ไฟเขียว โดยที่ไม่อ่านบท ไม่สนว่าฉู่หยวนจะเล่าเรื่องแบบไหน ใครจะมาแสดง
วันที่ฉู่หยวนขึ้นเครื่องบินไปเกาหลี เขาไม่ได้ถือบทหนังเรื่องใหม่ติดตัวไปด้วย สิ่งที่เขามีอยู่ในมือมีเพียงนิยายสองเล่มของโกวเล้งกับโครงร่างแบ่งฉากคร่าว ๆ เท่านั้น ฟังดูเหมือนเรื่องเหลือเชื่อสำหรับการผลิตภาพยนตร์ในปัจจุบัน แต่สำหรับฉู่หยวนและระบบการผลิตของชอว์บราเดอร์สในช่วงกลางทศวรรษ 1970 มันกลับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง และยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในเกาหลีครั้งนั้นยังเปลี่ยนวิธีทำงานของเขาไปตลอดช่วงสำคัญที่สุดในอาชีพ
จาก The Sentimental Swordsman (ศึกยุทธจักรหงส์บิน) เพียงเรื่องเดียว ที่ถูกเพิ่มเข้ามาคือ Pursuit of Vengeance (เทพบุตรหิมะแดง) ซึ่งฉู่หยวนเรียกว่าเป็นภาคต่อของ The Magic Blade ในคำบันทึกของเขา จากการเดินทางครั้งนั้น หนังสองเรื่องจึงถูกนำไปถ่ายทำที่เกาหลีด้วยกัน ในลักษณะ back to back
แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดกลับเกิดขึ้นก่อนกล้องจะเริ่มเดิน ฉู่หยวนเดินทางไปถึงเกาหลีก่อนนักแสดงสิบวัน สิบวันนั้นจึงกลายเป็นทั้งช่วงเตรียมงานและช่วงที่เขียนบทขึ้นไปพร้อมกัน เขาออกสำรวจสถานที่ ขณะเดียวกันก็พัฒนาบทและ breakdown ของแต่ละฉากไปด้วย ทีมงานในฮ่องกงก็หานักแสดงมาให้โดยฉู่หยวนเลือกคนที่รู้ใจกันเป็นหลัก เขาไม่ได้มี screenplay สำเร็จรูปที่นำไปให้ผู้กำกับภาพ นักแสดง และทีมงานทำตามทีละหน้า แต่กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนต้นฉบับนิยายให้กลายเป็นหนัง ณ สถานที่จริงที่เขาเพิ่งค้นพบ
สิบวันผ่านไป โลเกชันพร้อม โครงแบ่งฉากพร้อม นักแสดงเดินทางมาถึง และวันรุ่งขึ้นก็เริ่มทำงานทันที ฉู่หยวนยังจำความหนาวของเกาหลีครั้งนั้นได้อย่างแม่นยำ
ฉู่หยวนเขียนในบันทึกว่า
"เมื่อเดินทางไปถึงเกาหลี ผมไปก่อนนักแสดงสิบวัน เพื่อสำรวจสถานที่และเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ในช่วงสิบวันนี้ ผมทั้งออกตามหาสถานที่ถ่ายทำไปพร้อม ๆ กับจัดทำโครงแบ่งฉากไปด้วย สิบวันผ่านไป สถานที่ถ่ายทำพร้อม โครงแบ่งฉากก็เสร็จเรียบร้อย นักแสดงจึงเดินทางมาถึง และวันรุ่งขึ้นก็เริ่มทำงานทันที
การไปถ่ายทำฉากภายนอกที่เกาหลีนั้น สวยงามเหลือเกิน ตลอดชีวิตของผมไม่เคยเห็นหิมะมาก่อน พอได้เห็นหิมะปกคลุมเต็มภูเขาเต็มท้องทุ่ง ผมก็มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
ผมยังจำได้ว่า ครั้งแรกที่คนในกองถ่ายทั้งหมดเห็นหิมะก้อนใหญ่ ๆ ตกลงมา ทุกคนพากันร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่งราวกับเด็ก ๆ แต่พอเห็นหิมะบ่อยเข้า ก็เริ่มรู้สึกว่ามันหนาวเกินไป
ผมจำได้ว่าวันแรกของการถ่ายทำ เราออกเดินทางตั้งแต่หกโมงเช้า ตอนนั้นอุณหภูมิต่ำติดลบสิบกว่าองศา พวกเรานั่งรถอยู่ถึงหกชั่วโมงกว่าจะเดินทางไปถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นทุ่งหิมะกว้างสุดลูกหูลูกตา เส้นขอบฟ้าล้วนเต็มไปด้วยหิมะ ทั้งหมดนั้นก็เพื่อถ่ายเพียง ฉากเปิดตัวของลี้คิมฮวงฉากเดียว แล้วตอนนั้นอุณหภูมิลดต่ำลงไปถึง ติดลบกว่าสี่สิบองศา และวันนั้นเราถ่ายได้แค่ฉากเดียวก็ทนไม่ไหวแล้ว
ก่อนหน้านั้นมีคนบอกผมว่า ที่เกาหลีนั้นอากาศหนาวจนถึงขั้น “เจ็บ” ผมยังคิดว่าเขาคงพูดผิด น่าจะหมายถึงหนาวจน “แข็ง” มากกว่า เพราะหนาวก็ต้องแข็งอยู่แล้ว จะมีอะไรแปลกนักหนา
แต่ภายหลังผมจึงรู้ว่า มันหนาวจนมือเจ็บเท้าเจ็บจริง ๆ ไม่ใช่เพียงความรู้สึก “หนาวจนแข็ง” เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น “แข็ง” หรือ “เจ็บ” การถ่ายทำฉากภายนอกตลอดสิบวันนั้นก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะภาพสถานที่ที่ถ่ายกลับมานั้นไม่เพียงสวยงามมากเท่านั้น แต่เมื่อเอามาต่อเข้ากับฉากที่สร้างขึ้นในสตูดิโอ ก็สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างแนบเนียนจนแทบไม่มีรอยต่อ ทำให้ผู้ชมรู้สึกสดใหม่อย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับฉากที่สร้างขึ้นในสตูดิโอแล้ว ฉากสถานที่จริงเหล่านั้นดีกว่ากันไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า"
ทีมนักแสดงนำและสมทบจากฮ่องกงที่เดินทางไปลุยหิมะร่วมกับผู้กำกับฉู่หยวน หลักๆ คือ ตี้ลุง รับบทเป็นทั้งลี้กิมฮวงและโป่วอั้งเสาะจอมดาบในชุดคลุมสีดำที่เดินลุยทุ่งหิมะในฉากเปิดเรื่องอันเป็นภาพจำหลักของเรื่อง หลิวหย่งร่วมกองถ่ายที่เกาหลีใต้อยู่แล้วรับบทเป็นเอี๊ยบไค
หลิวหย่ง ถือเป็นนักแสดงแถวหน้าที่เข้ากับสไตล์อันแตกต่างกันอย่างสุดขั้วของผู้กำกับสองคนนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้านหนึ่งรับบทจักรพรรดิให้ หลี่ฮั่นเสียง ด้วยมาดที่ดูสง่างาม มีสง่าราศี ทะเล้น และมีไหวพริบ หลี่ฮั่นเสียงจึงเลือกให้เขาสวมบทบาทจักรพรรดิเฉียนหลง ในหนังชุดเฉียนหลงเสด็จประพาส รวมถึงบทนายพลจอมเพี้ยนใน The Warlord
อีกด้านหนึ่งก็รับบทจอมยุทธ์ให้ฉู่หยวนในเวลาเดียวกัน ฉู่หยวนก็นิยมเรียกใช้หลิวหย่งมารับบทเด่นในภาพยนตร์กำลังภายในที่ดัดแปลงจากนิยายของ โกวเล้ง เนื่องจากเขามีฝีมือทางศิลปะการต่อสู้และถ่ายทอดบทจอมยุทธ์เจ้าสำราญได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากบท เอี๊ยบไคในเทพบุตรหิมะแดงแล้ว หลิวหย่งยังเคยเล่นเป็นเล็กเซียวหงส์ ( Clan of Amazons) อีกด้วย การสลับตัวนักแสดงแบบนี้ทำได้ง่ายมากในยุคนั้น เพราะทุกคนเป็นนักแสดงในสัญญาผูกขาดของชอว์บราเดอร์สที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในสตูดิโอเดียวกันนั่นเอง
นี่อาจเป็นหนึ่งในการให้เห็นภาพที่ดีที่สุดของรชอว์บราเดอร์สในยุคทอง เพราะมันทำให้เราเห็นว่าโรงงานภาพยนตร์ไม่ได้หมายถึงแค่การผลิตหนังจำนวนมากเท่านั้น แต่หมายถึงการสร้างระบบที่สามารถเปลี่ยนความคิดหนึ่งเรื่องให้กลายเป็นภาพยนตร์ได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยทั้งสตูดิโอ นักแสดง ฉาก เครื่องแต่งกาย ทีมงาน และที่สำคัญที่สุดคือคนที่สามารถควบคุมทุกอย่างให้เดินไปพร้อมกันได้
ฉู่หยวนคือหนึ่งในคนเหล่านั้น ฉู่หยวน ไม่ต้องรอให้หลี่ฮั่นเสียงปิดกล้องก่อน แต่เป็นการยกกองถ่ายทำไปเกาหลีใต้ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรและคิวของค่าย ฉากทุ่งหิมะและลำธารน้ำแข็งที่เกาหลีใต้ ฉู่หยวนมักจะถ่ายเก็บเฉพาะฉากกว้างและบางฉากที่ต้องการความอลังการของสถานที่เท่านั้น ซึ่งหลิวหย่งและตี้หลุงจะใช้เวลาอยู่ที่เกาหลีใต้เพื่อถ่ายทำฉากหิมะของทั้งสองเรื่องพร้อมๆ กัน แล้วกลับมาถ่ายต่อในสตูดิโอที่ฮ่องกง
ซึ่งในจุดนี้ผู้กำกับแต่ละคนสามารถแยกย้ายกันตัดต่อและถ่ายซ่อมได้โดยไม่ต้องแย่งตัวนักแสดงกันอีก
ระบบการจัดการที่เฉียบคมและทรงพลังของสตูดิโอชอว์บราเดอร์สในยุคนั้น จึงทำให้ภาพยนตร์ระดับบล็อกบัสเตอร์ของสองผู้กำกับระดับตำนาน สามารถถ่ายทำเสร็จสมบูรณ์และออกฉายในปีเดียวกันได้อย่างต่อเนื่อง
นี่คือเบื้องหลังที่ทำให้ The Sentimental Swordsman และ Pursuit of Vengeance น่าสนใจอย่างยิ่ง และประสบการณ์ครั้งนี้ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับฉู่หยวน เขาเล่าว่า นับจากนั้นมา เขามักเปิดหนังสองเรื่องหรือสามเรื่องพร้อมกัน และในช่วงที่มากที่สุด เคยมีหนังถึงแปดเรื่องอยู่ในมือที่ทั้งพัฒนาและถ่ายทำกัน คำพูดนี้ฟังดูเหมือนเรื่องเป็นไปไม่ได้หากมองจากระบบการสร้างภาพยนตร์ในปัจจุบัน แต่เมื่อเข้าใจวิธีทำงานของชอว์บราเดอร์สแล้ว มันกลับสมเหตุสมผลอย่างน่าประหลาด
ฉู่หยวนอธิบายเหตุผลไว้อย่างง่าย ๆ ว่า
“สมัยก่อนเวลาผมทำหนัง ผมมีนิสัยอย่างหนึ่ง คือวันแรกที่เปิดกล้องมักใช้ฉากจากหนังเรื่องก่อน เพราะเวลารัดตัวเกินกว่าจะสร้างฉากใหม่ทัน หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ ถ่ายไปพลาง กำหนดเครื่องแต่งกายของนักแสดงไปพลาง และสร้างฉากไปพลาง”
นั่นหมายถึงวิธีการทำงานเพราะหากสร้างฉากขึ้นมาหนึ่งฉาก ก็สามารถเปลี่ยนสี เปลี่ยนพร็อพ แล้วนำฉากเดียวกันไปใช้กับหนังอีกเรื่องได้ หรือหนังเรื่องแรกปิดกล้องไปแล้ว เราเปิดกล้องใหม่โดยเอาฉากจากเรื่องเดิมมาใช้ก่อน เพราะทีมงานทำฉากของชอว์ยังสร้างไม่ทัน แล้วค่อยๆ สร้างฉากเพิ่มเติม
มันคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า โรงงานภาพยนตร์ และในโรงงานแห่งนี้ ฉู่หยวนกลายเป็นหนึ่งในคนที่สามารถเดินเครื่องจักรได้เร็วที่สุด ทั้งหลี่ฮั่นเสียงและฉู่หยวนไปเกาหลีเพื่อถ่ายหนังในต้นปี 1977 แล้วภายในปีนั้น ชอว์บราเดอร์สมีหนังทำเงินในบ็อกซ์ออฟฟิศฮ่องกง ดังนี้
The Adventures of Emperor Chien Lung ออกฉายวันที่ 3 มิถุนายน 1977 ทำเงิน 1.95 ล้านดอลล่าร์ฮ่องกง ส่วน The Sentimental Swordsman ออกฉาย 14 ตุลาคม 1977 ทำเงิน 1.6 ล้านดอลล่าร์ฮ่องกง และ Pursuit of Vengeance ออกฉาย 22 ธันวาคม 1977 ทำเงินไป 1.45 ล้านดอลล่าร์ฮ่องกง เรียกว่ายกกองไปเกาหลีทีเดียว ได้หนังมาถ่ายต่อที่ฮ่องกง 3 เรื่อง ทำเงินรวมกันไปมากกว่า 5 ล้านดอลล่าร์ฮ่องกง
โฆษณา