12 ต.ค. เวลา 08:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

CTD Switch กลไกลับที่อาจเร่ง Long-End Treasury Yield ให้สูงขึ้น [EP.1]

ในภาวะที่ Long-End Treasury Yields ปรับตัวสูงขึ้น หรือ Yield Curve เกิดภาวะ Bear Steepening หนึ่งในปัจจัยเชิงโครงสร้างตลาด (Market Structure) ที่อาจช่วยเร่งการเคลื่อนไหวของตลาดได้ คือการเปลี่ยนแปลงของพันธบัตรที่มีต้นทุนการส่งมอบต่ำที่สุด (Cheapest-to-Deliver: CTD) หรือที่เรียกว่า CTD Switch ในตลาด Treasury Futures
กลไกนี้ไม่ได้เป็นต้นเหตุโดยตรงที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yields) สูงขึ้น แต่สามารถกลายเป็นตัวขยายแรงขายที่มีอยู่เดิมได้ เมื่อการเปลี่ยนแปลงของ Yield ส่งผลให้ Treasury Futures มีความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest-Rate Risk) ต่อหนึ่งสัญญาสูงขึ้น และกระตุ้นให้ผู้ลงทุนบางกลุ่มต้องลดสถานะ Futures เพื่อรักษาระดับความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนให้คงเดิม
CTD คือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Bond) ที่มีความได้เปรียบทางเศรษฐศาสตร์มากที่สุดสำหรับผู้ถือสถานะ Short Futures ในการนำมาส่งมอบเมื่อสัญญาครบกำหนด เนื่องจาก Treasury Futures หนึ่งสัญญาไม่ได้ผูกกับ Treasury Bond เพียงรุ่นเดียว แต่เปิดให้เลือกส่งมอบจากพันธบัตรหลายรุ่นที่เข้าเกณฑ์
ในแต่ละช่วงเวลาจึงมีพันธบัตรรุ่นหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวอ้างอิงหลักทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Anchor) ของ Futures Contract มากที่สุด และพันธบัตรรุ่นนั้นก็คือ CTD
สิ่งสำคัญคือ CTD สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามระดับ Yield และรูปทรงของ Yield Curve โดยในบางสภาวะที่ Yield ปรับตัวสูงขึ้น หรือ Yield Curve มีความชันเพิ่มขึ้น พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวกว่าและมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยมากกว่า อาจกลายเป็น CTD ตัวใหม่ได้
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว Futures Contract เดิมอาจมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย (Interest-Rate Sensitivity) สูงขึ้น แม้ผู้ลงทุนจะยังถือจำนวนสัญญาเท่าเดิมก็ตาม
ดังนั้น ในมุมมองของนักลงทุน ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การมอง CTD เป็นเพียงเรื่องทางเทคนิคของกระบวนการส่งมอบพันธบัตรเมื่อ Futures ครบกำหนดเท่านั้น แต่ควรมองว่า CTD Switch เป็นหนึ่งในกลไกที่สามารถเปลี่ยนระดับความเสี่ยงของสถานะการลงทุนที่ตลาดถืออยู่ และก่อให้เกิดกระแสการปรับสถานะ (Rebalancing Flows) ซึ่งอาจกระตุ้นการเคลื่อนไหวของ Long-End Treasury Yields ในบางสภาวะตลาดได้เช่นกัน
1. ปูพื้นฐานเกี่ยวกับ Treasury Futures
Treasury Futures คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ใช้สำหรับรับหรือป้องกันความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ผู้ลงทุนสามารถใช้ Futures เพื่อเพิ่ม Duration ให้กับพอร์ต ลด Duration หรือป้องกันความเสี่ยง (Hedge) จากการเปลี่ยนแปลงของ Treasury Yields ได้ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อหรือขายพันธบัตรจำนวนมากในตลาดพันธบัตรโดยตรง (Cash Market)
ตัวอย่างง่าย ๆ หากผู้จัดการกองทุนเชื่อว่า Treasury Yields จะลดลงและราคาพันธบัตรจะปรับตัวสูงขึ้น ก็สามารถเปิดสถานะ Long Treasury Futures เพื่อรับประโยชน์จากการปรับขึ้นของราคาพันธบัตร
ในทางกลับกัน หากต้องการลดความเสี่ยงจาก Yield ที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ก็สามารถเปิดสถานะ Short Treasury Futures เพื่อชดเชยผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นในพอร์ตพันธบัตร (Cash Bond Portfolio)
อย่างไรก็ตาม Treasury Futures มีลักษณะพิเศษประการหนึ่งที่สำคัญมาก คือ Futures Contract ไม่ได้ผูกกับ Treasury Bond เพียงรุ่นเดียว
เมื่อเราเห็นชื่ออย่าง Long Bond Futures อาจเข้าใจว่ามี Treasury Bond รุ่นใดรุ่นหนึ่งเป็นสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying) ที่กำหนดไว้ตายตัว แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Exchange) จะกำหนดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หลายรุ่นที่เข้าเกณฑ์ให้สามารถนำมาส่งมอบได้เมื่อ Futures Contract ครบกำหนด โดยกลุ่มพันธบัตรเหล่านี้เรียกว่า Deliverable Basket
ตัวอย่างเช่น สมมติว่า Long Bond Futures Contract หนึ่งมี Treasury Bond สามรุ่นที่สามารถนำมาส่งมอบได้ ได้แก่
* Bond A เหลืออายุ 18 ปี และมีอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon) ค่อนข้างสูง
* Bond B เหลืออายุ 21 ปี และมี Coupon ปานกลาง
* Bond C เหลืออายุ 24 ปี และมี Coupon ต่ำกว่า
พันธบัตรทั้งสามรุ่นสามารถใช้ส่งมอบได้ แต่ไม่ได้มีมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์เท่ากัน โดย Bond C อาจมีราคาต่ำกว่า แต่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของ Yield สูงกว่า ขณะที่ Bond A อาจมี Coupon สูงกว่าและมีราคาสูงกว่า
ประเด็นสำคัญคือ ผู้ถือสถานะ Short Futures เป็นฝ่ายมีสิทธิเลือกว่าจะส่งมอบ Treasury Bond รุ่นใด
จึงเกิดคำถามว่า หากมีพันธบัตรหลายรุ่นให้เลือก ผู้ถือสถานะ Short จะเลือกส่งมอบรุ่นใด?
คำตอบคือ จะเลือกพันธบัตรที่ทำให้ต้นทุนในการส่งมอบต่ำที่สุด หรือให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์ดีที่สุดสำหรับตนเอง ซึ่งพันธบัตรรุ่นนั้นเรียกว่า
“Cheapest-to-Deliver” หรือ “CTD”
อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังการตีความคำว่า “Cheapest” เพราะ CTD ไม่ได้หมายถึง Treasury Bond ที่มีราคาตลาดต่ำที่สุดบนหน้าจอ Bloomberg เสมอไป แต่หมายถึงพันธบัตรที่มีต้นทุนการส่งมอบต่ำที่สุดเมื่อคำนึงถึงกติกาของ Futures Contract ทั้งหมดแล้ว
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Conversion Factor, Coupon ที่ได้รับก่อนการส่งมอบ, ต้นทุนทางการเงิน (Financing Cost) ผ่านตลาด Repo และช่วงเวลาของการส่งมอบ
ดังนั้น นิยามที่เข้าใจง่ายที่สุดคือ
Treasury Futures มีพันธบัตรหลายรุ่นที่สามารถนำมาใช้ส่งมอบเมื่อครบกำหนดสัญญาได้ แต่ในแต่ละช่วงเวลาจะมีพันธบัตรรุ่นหนึ่งที่มีต้นทุนการส่งมอบต่ำที่สุดในเชิงเศรษฐศาสตร์สำหรับผู้ถือสถานะ Short Futures และพันธบัตรรุ่นนั้นคือ CTD
ความสำคัญของ CTD ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวันส่งมอบเท่านั้น เพราะแม้ผู้ลงทุนส่วนใหญ่จะปิดสถานะ Futures ก่อนสัญญาหมดอายุ ราคาของ Futures ก็ยังได้รับอิทธิพลจากต้นทุนและผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์ของ CTD อยู่ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้ หาก CTD เปลี่ยนจากพันธบัตรรุ่นหนึ่งไปเป็นอีกรุ่นหนึ่ง ลักษณะความเสี่ยงของ Futures Contract ก็สามารถเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
และนี่คือจุดเริ่มต้นของกลไก CTD Switch
2. ความสำคัญของ Conversion Factor
เมื่อ Treasury Futures อนุญาตให้ใช้พันธบัตรหลายรุ่นมาส่งมอบ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ พันธบัตรเหล่านั้นไม่ได้มีคุณสมบัติเหมือนกันทั้งหมด
สมมติว่ามี Treasury Bond สองรุ่นที่เข้าเกณฑ์การส่งมอบ ได้แก่
Bond A
* Coupon 2.5%
* เหลืออายุ 18 ปี
* ราคาตลาดอาจอยู่ต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) มาก
Bond B
* Coupon 4.5%
* เหลืออายุ 23 ปี
* ราคาตลาดสูงกว่า Bond A
หากตลาด Futures กำหนดให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกส่งมอบ Bond A หรือ Bond B ได้เมื่อสัญญาครบกำหนด โดยไม่มีการปรับมูลค่าใด ๆ ผู้ถือสถานะ Short Futures ก็มีแนวโน้มที่จะเลือกพันธบัตรที่มีราคาต่ำที่สุดใน Cash Market และพันธบัตรที่มีราคาสูงกว่าก็อาจไม่มีโอกาสถูกนำมาส่งมอบ
ลักษณะดังกล่าวอาจทำให้กลไกการส่งมอบของ Futures Contract ไม่สามารถสะท้อนความแตกต่างของพันธบัตรแต่ละรุ่นได้อย่างเหมาะสม
ตลาดซื้อขายล่วงหน้าจึงใช้สิ่งที่เรียกว่า “Conversion Factor” หรือ “CF” เพื่อปรับมูลค่าการส่งมอบของพันธบัตรแต่ละรุ่นให้สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้อย่างสมเหตุสมผลมากขึ้น
อธิบายอย่างง่าย Conversion Factor เปรียบเสมือนตัวปรับราคาที่คำนึงถึงความแตกต่างของ Coupon และอายุคงเหลือ (Maturity) ระหว่างพันธบัตรแต่ละรุ่น โดยคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
ในกรณีนี้ นักลงทุนจึงไม่ควรพิจารณาเพียงว่าพันธบัตรรุ่นใดมีราคาตลาดต่ำกว่า แล้วสรุปว่าพันธบัตรรุ่นนั้นมีต้นทุนการส่งมอบต่ำกว่าหรือเป็น CTD โดยอัตโนมัติ
แต่ต้องนำราคาของพันธบัตรแต่ละรุ่นมาประเมินร่วมกับ Conversion Factor และต้นทุนหรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบ เพื่อพิจารณาว่าภายใต้กติกาของ Futures Contract พันธบัตรรุ่นใดมีความได้เปรียบทางเศรษฐศาสตร์มากที่สุด ซึ่งพันธบัตรรุ่นนั้นจะกลายเป็น CTD
จุดสำคัญคือ Conversion Factor ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตามกติกาของสัญญา ขณะที่ราคาของ Treasury Bond ในตลาดเปลี่ยนแปลงทุกวันตามการเคลื่อนไหวของ Yields
เมื่อ Yields เปลี่ยนแปลงมากพอ ราคาของพันธบัตรแต่ละรุ่นอาจไม่ได้ปรับตัวในอัตราเดียวกัน
โดยเฉพาะพันธบัตรที่มี Duration สูง ซึ่งมักมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของ Yield มากกว่า ก็อาจค่อย ๆ กลายเป็นพันธบัตรที่มีต้นทุนการส่งมอบต่ำกว่า เมื่อประเมินภายใต้กติกาของ Conversion Factor และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง จนสามารถแซงพันธบัตรรุ่นเดิมขึ้นมาเป็น CTD ตัวใหม่ได้
นี่คือจุดที่ CTD Switch อาจเริ่มทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการเคลื่อนไหวของตลาด
ภายใต้กลไก Conversion Factor เมื่อ Yields ปรับตัวสูงขึ้น พันธบัตรที่มี Duration สูงมักมีราคาลดลงมากกว่าพันธบัตรที่มี Duration ต่ำกว่า หากปัจจัยอื่นคงที่
ขณะที่ Conversion Factor ที่ใช้ในการส่งมอบไม่ได้ปรับเปลี่ยนตามราคาตลาดแบบ Real Time จึงอาจทำให้พันธบัตรที่มี Duration สูงมีความได้เปรียบเพิ่มขึ้นในฐานะพันธบัตรที่สามารถนำมาส่งมอบได้ (Deliverable Bond) และในที่สุดอาจกลายเป็น CTD ตัวใหม่
ดังนั้น ในบางสภาวะที่ Yields ปรับตัวสูงขึ้น หรือเกิด Bear Steepening กลไกของ Conversion Factor อาจมีส่วนทำให้ CTD เปลี่ยนจากพันธบัตรที่มี Duration ต่ำกว่าไปสู่พันธบัตรที่มี Duration สูงกว่า และมี Interest-Rate Sensitivity มากกว่าเดิม
เมื่อ CTD เปลี่ยนไปเป็นพันธบัตรที่มีความอ่อนไหวต่อ Yield มากกว่า Treasury Futures หนึ่งสัญญาก็อาจมี Interest-Rate Risk สูงขึ้นตามไปด้วย
ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ นักลงทุนบางกลุ่มที่ต้องการรักษาระดับความเสี่ยงของพอร์ตให้คงเดิม จำเป็นต้องลดจำนวนสัญญา Futures ที่ถืออยู่
หากการปรับลดสถานะดังกล่าวก่อให้เกิดแรงขายสุทธิในตลาด Futures ก็อาจส่งผ่านแรงกดดันไปยังตลาดพันธบัตร และขยายการปรับตัวลงของราคาพันธบัตรที่เกิดขึ้นอยู่เดิมได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวขึ้นอยู่กับลักษณะสถานะของผู้ลงทุนและสภาพคล่องของตลาดในขณะนั้น
สรุปกลไกอย่างง่ายที่สุด
Yield ปรับตัวสูงขึ้น
→ พันธบัตรที่มี Duration สูงมีราคาลดลงมากกว่า เมื่อปัจจัยอื่นคงที่
→ ภายใต้ Conversion Factor และต้นทุนการส่งมอบ พันธบัตรดังกล่าวอาจมีความได้เปรียบเพิ่มขึ้น
→ CTD อาจเปลี่ยนไปเป็นพันธบัตรที่มี Duration สูงกว่า
→ Futures Contract อาจมี Interest-Rate Sensitivity สูงขึ้น
→ นักลงทุนบางกลุ่มจำเป็นต้องปรับลด Futures Exposure เพื่อรักษาระดับความเสี่ยง
→ Rebalancing Flows ที่เกิดขึ้นอาจขยายแรงขายเดิม และมีส่วนผลักดันให้ Yields ปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ในบางสภาวะตลาด
บทสรุป
EP.1 ต้องการชี้ให้เห็นว่า CTD ไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดทางเทคนิคของกระบวนการส่งมอบในตลาด Treasury Futures เท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะความเสี่ยง (Risk Profile) ของ Futures Contract ได้จริง
เมื่อ Yields ปรับตัวสูงขึ้นมากพอ และ CTD เปลี่ยนไปเป็นพันธบัตรที่มี Duration สูงกว่า Treasury Futures หนึ่งสัญญาก็อาจมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของ Yield สูงขึ้นตามไปด้วย
นี่จึงเป็นจุดที่กลไกของตลาด (Market Mechanics) เริ่มส่งผลต่อการจัดวางสถานะการลงทุน (Portfolio Positioning) และอาจขยายการเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตรในบางช่วงเวลา
ใน EP.2 จะมาต่อกันด้วยเรื่อง Duration และ DV01 เพื่อทำความเข้าใจว่าความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นนั้นวัดได้อย่างไร และเหตุใด CTD Switch จึงอาจทำให้นักลงทุนรายใหญ่จำเป็นต้องลด Futures Exposure แม้ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองต่อ Fed, Inflation หรือทิศทางของ Treasury Market เลยก็ตาม
ผู้เขียน: เขมรัฐ ทรงอยู่
ผู้อำนวยการ ฝ่ายลงทุนต่างประเทศ
บลจ.กรุงไทย
📲 สนใจเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชัน KTAM Smart Trade https://smarttrade.ktam.co.th/websmarttrade/Home/SignIn
คำเตือน: ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
#KTAM #KTAMSmartTrade #ดูแลใจไปพร้อมกับการลงทุน
โฆษณา