•
12 ต.ค. เวลา 13:50 • บันเทิง

เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี (Jennifer Connelly) by ช่องยูทูบ @letsgettoknowher2

คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมครับว่า... ถ้าวันหนึ่งโลกทั้งใบมองเห็นคุณเป็นแค่ “ของสวยงาม” ที่ใครจะหยิบจับหรือสั่งให้ทำอะไรก็ได้ คุณจะยินยอมทำตามไปตลอดชีวิต หรือคุณจะลุกขึ้นมาทวงคืนอำนาจในการควบคุมชีวิตตัวเอง? สำหรับ เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี (Jennifer Connelly) นักแสดงหญิงระดับแนวหน้าผู้มีดวงตาสีเขียวอมฟ้าอันทรงเสน่ห์ ที่เราอาจจะเห็นภาพของเธอเป็นดาราฮอลลีวูดผู้เพียบพร้อม ใบหน้าดุจงานประติมากรรมคลาสสิก แรร์ไอเทมแห่งยุคสมัย มีรางวัลออสการ์อยู่ในมือ และมีครอบครัวที่อบอุ่น
แต่รู้ไหมครับว่า ตลอดเส้นทางชีวิตงานแสดงกว่า 40 ปี เธอกว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ต้องผ่านบทเรียนชีวิตอันขมขื่น งดงาม และทรงพลัง เรื่องราวชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไร วันนี้ช่อง letsgettoknowher2 จะมาเล่าให้ฟังครับ
ชีวิตของเจนนิเฟอร์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1970 ณ เมืองแคตสกิลล์ มอนเทนส์ รัฐนิวยอร์ก เธอเป็นลูกสาวคนเดียวในครอบครัวที่ต้องย้ายที่พักอาศัยบ่อยครั้งเนื่องจากคุณพ่อป่วยเป็นโรคหอบหืดเรื้อรัง จนเธอได้เข้าเรียนที่ Saint Ann's School โรงเรียนเอกชนที่เน้นด้านศิลปะ
ความน่าสนใจคือ ในวัยเด็กเจนนิเฟอร์ไม่เคยมีความฝันอยากเป็นดาราฮอลลีวูดเลยแม้แต่น้อย! สิ่งที่เธอฝันอยากจะเป็นคือ สัตวแพทย์ แพทย์รักษาคน หรือไม่ก็ช่างไม้ แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 1980 เมื่อเธออายุ 10 ขวบ เพื่อนของพ่อที่เป็นผู้บริหารบริษัทโฆษณาแนะนำให้ส่งรูปถ่ายของเธอไปที่ Ford Modeling Agency และด้วยใบหน้าที่งดงามดุจรูปสลัก เธอก็ถูกจับเซ็นสัญญาทันที มีผลงานถ่ายแบบนิตยสาร โฆษณา TV และขึ้นปกนิตยสารวัยรุ่นชื่อดัง Seventeen
ต่อมาในปี 1982 แม่พาเธอไปคัดตัวและได้รับเลือกจากผู้กำกับระดับตำนาน เซอร์จิโอ เลโอเน (Sergio Leone) ให้รับบท "เดโบราห์" ในวัย 11 ขวบ ในภาพยนตร์มาเฟียเรื่อง Once Upon a Time in America ตามด้วยบทนำในหนังยสยองขวัญ Phenomena (1985) ที่เธอเคยโดนลิงชิมแปนซีในกองถ่ายกัดที่นิ้วจนบาดเจ็บ
ช่วงนี้เจนนิเฟอร์เคยเปิดใจว่า จุดเริ่มต้นในวงการของเธอไม่ได้เกิดจากความรักในศิลปะการแสดงเลย แต่มันเกิดจากสายตาของผู้ใหญ่ที่มองเห็น “ความงดงามอันเป็นสินค้าชั้นดี” ในตัวเธอ เธอนึกเปรียบเทียบตัวเองในตอนนั้นว่าเป็นเหมือน "หุ่นเชิดเดินได้" ที่ต้องทำงานตามคำสั่งโดยไม่ได้ตั้งใจ
ในปี 1986 เจนนิเฟอร์ในวัย 15 ปี โด่งดังเป็นพลแตกจากภาพยนตร์แฟนตาซี Labyrinth ที่แสดงคู่กับร็อกสตาร์ เดวิด โบวี และหนึ่งในเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น้อยคนจะรู้ คือในปีเดียวกันนั้น เธอเคยเปิดตัวเป็น “ป๊อปสตาร์” ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยซิงเกิล "Monologue of Love" สามารถทะยานขึ้น อันดับ 1 บนชาร์ตเพลงญี่ปุ่น ได้อย่างน่าอัศจรรย์ สะท้อนถึงความเก่งกาจด้านภาษาที่เธอพูดได้ทั้งอังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส และสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ดี
ทว่า... บทเรียนที่ขมขื่นที่สุดและเป็นบาดแผลทางใจในวัยเยาว์ เกิดขึ้นจากภาพยนตร์เรื่อง Career Opportunities (1991) เมื่อเธอในวัย 18 ปี รับบท "Josie McClellan" มีฉากจำที่เธอนั่งโยกตัวบนม้าหยอดเหรียญ 10 เซนต์ ค่ายหนัง Universal Pictures ได้นำฉากนี้ไปทำเป็นสแตนดี้และโปสเตอร์โปรโมตเชิงสองแง่สองง่ามว่า "'He's about to have the ride of his life!"
เธอเปิดใจกับนิตยสาร Rolling Stone ว่าเธอรู้สึกอับอายมาก โดยเฉพาะตอนที่อาจารย์มหาวิทยาลัยทักเรื่องสแตนดี้ชิ้นนี้ ทำให้เธ้ารู้สึกว่าฮอลลีวูดกำลังมองเธอเป็นเพียง "วัตถุทางเพศ" โดยที่เธอไม่ยินยอม
ความอึดอัดนี้ทำให้เธอตัดสินใจ "หักพวงมาลัยชีวิต" ครั้งใหญ่ หลังจากจบมัธยมในปี 1988 เธอหยุดรับงานเพื่อเข้าเรียนต่อด้านวรรณคดีอังกฤษที่ มหาวิทยาลัยเยล และใช้ชีวิตอยู่ในห้องสมุดตลอด 24 ชั่วโมง ก่อนจะย้ายไปเรียนด้านการละครที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด อย่างจริงจัง แม้จะไม่จบปริญญา แต่ช่วงเวลานี้ทำให้เธอหลุดพ้นจากการเป็น "หุ่นเชิด" และหันมาเลือกเส้นทางนักแสดงด้วยเจตจำนงของตัวเองในวัย 20 ปี
เธอกลับมาสู่วงการด้วยบทบาทผู้ใหญ่ที่ทรงพลัง เริ่มจากภาพยนตร์ The Hot Spot (1990) ที่เธอแสดงฉากเปลือยเต็มตัวเพื่อส่งสัญญาณว่าเธอก้าวข้ามวัยเด็กแล้ว ตามด้วยหนังดรามาเข้มข้นในยุค 90s เช่น Mulholland Falls (1996), Inventing the Abbotts (1997) และ Dark City (1998) ซึ่งการใช้เรือนร่างในงานเหล่านี้คือการสะท้อนความซับซ้อนของตัวละครด้วยความเต็มใจของเธอเอง
ปี 2000 คือจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อเธอรับบท "แมเรียน ซิลเวอร์" ใน Requiem for a Dream ภาพยนตร์สะเทือนใจที่ตีแผ่การติดยาเสพติด ซึ่งการแสดงอันกล้าหาญของเธอได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และจุดสูงสุดมาถึงในปี 2001 กับบทบาท "อลิเซีย แนช" ใน A Beautiful Mind ภาพยนตร์ที่คว้าออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ขณะที่เจนนิเฟอร์กวาดรางวัลทั้ง ออสการ์, ลูกโลกทองคำ และ BAFTA ในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมอย่างสมศักดิ์ศรี
เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ก่อให้เกิดตำนานความรักสุดพิศวงกับสามี พอล เบ็ตตานี (Paul Bettany) ผู้ที่แอบชอบเธอตั้งแต่อายุ 15 ปีจากเรื่อง Labyrinth ทั้งคู่พบกันในกองถ่าย A Beautiful Mind แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดการแต่งงานคือ เหตุการณ์ 9/11 เมื่อพอลเห็นข่าววินาศกรรมผ่านทีวีในอิตาลี ความสะเทือนใจทำให้เขาตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิต
เขาพยายามโทรหาเจนนิเฟอร์ในนิวยอร์ก และเอ่ยปาก ขอเธอแต่งงานทางโทรศัพท์ทันที ทั้งที่ยังไม่เคยคบกันเป็นแฟน! เจนนิเฟอร์ตอบตกลง และทั้งคู่แต่งงานกันในวันที่ 1 มกราคม 2003 ครองคู่กันมานานกว่าสองทศวรรษ มีลูกด้วยกันสองคน
นอกจากนี้ เจนนิเฟอร์ยังสามารถเอาชนะ โรคกลัวการบินอย่างรุนแรง เมื่อเธอรับบท เพนนี เบนจามิน ในภาพยนตร์ทำเงินถล่มทลาย Top Gun: Maverick (2022) โดยมี ทอม ครูซ พาเธอขึ้นบินผาดโผนจริงบนเครื่องบินวินเทจ P-51 จนก้าวข้ามขีดจำกัดความกลัวในใจได้สำเร็จ
และทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องจริงที่ไม่ลับ ของ เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี จากเด็กหญิงขี้อายที่เคยรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงหุ่นเชิดเดินได้ วันนี้เธอกลายเป็นนักแสดงหญิงผู้ทรงอิทธิพล ครองคู่กับสามีด้วยความรักที่เริ่มต้นจากโศกนาฏกรรม และสามารถเอาชนะแม้กระทั่งความกลัวการบินในระดับวิกฤตของตัวเองได้
เส้นทางชีวิตสี่ทศวรรษของ เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี ได้มอบแง่คิดอันทรงคุณค่าแก่พวกเราทุกคนไว้ว่า... ความสวยงามภายนอกอาจเป็นประตูที่ทำให้โลกหันมามองเรา แต่สติปัญญา ความกล้าหาญ และการยึดมั่นในศักดิ์ศรีของตัวเองต่างหากที่จะทำให้เราเป็นผู้กำหนดชีวิตตัวเองอย่างแท้จริง
แล้วคุณผู้ฟังของช่อง letsgettoknowher2 ล่ะครับ ชอบหรือประทับใจเจนนิเฟอร์ในบทบาทไหน จากเรื่องอะไรกันบ้าง? เข้ามาคอมเมนต์พูดคุยกันได้นะครับ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ!
โฆษณา