•
13 ต.ค. เวลา 02:20 • สุขภาพ
เชียงราย

Special EP 2: ค่าใช้จ่ายดูแลผู้สูงอายุแพงขึ้นทุกวัน? ทำไมระบบที่พึ่งแต่ "เงินสด" ถึงกำลังเดินไปสู่ทางตัน

จาก EP แรกที่เราคุยกันไปว่า ต้นทุนแฝงอย่าง "ค่าน้ำมันแพง" มันแอบไปดันให้ค่าใช้จ่ายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุบานปลายไปแบบเงียบๆ วันนี้ผมอยากชวนมาขยับภาพให้กว้างขึ้นอีกนิดครับ ลองมาดูกันว่าเครื่องมือหลักที่เราทุกคนใช้แก้ปัญหานี้... ซึ่งก็คือ "เงินสด" ทำไมมันถึงกำลังกลายเป็นจุดอ่อนที่อันตรายที่สุดในระบบสวัสดิการสังคมของเรา
พวกเราส่วนใหญ่มักจะถูกปลูกฝังมาตลอดครับว่า "ทำงานเก็บเงินไว้ให้พอ เกษียณไปจะได้สบาย" คำกล่าวนี้มันอาจจะเคยจริงในยุคที่เศรษฐกิจนิ่งๆ นึกออกไหมครับ? แต่ในยุคปัจจุบันที่ของแพงขึ้นทุกวัน อัตราเงินเฟ้อพุ่ง และต้นทุนพลังงานผันผวนแบบคาดเดาไม่ได้... ผมกล้าพูดเลยว่า การฝากความหวังไว้กับ "เงินเก็บวัยเกษียณ" อาจจะ "ไม่พอ" ให้เราอุ่นใจในบั้นปลายชีวิตอีกต่อไป
ลองมาดูเหตุผล 3 ข้อ ที่ทำให้ระบบที่พึ่งพาเงินสด (Cash-Based System) กำลังจะไปต่อไม่ไหวครับ:
1. เงินเฟ้อกระทบค่าดูแลผู้สูงอายุอย่างไร? เมื่อเงินเก็บเกษียณอาจไม่พอจ่ายศูนย์ดูแลฯ
นี่คือความเจ็บปวดแรกของระบบเงินสดเลยครับ สมมติว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เงิน 15,000 บาทต่อเดือน อาจจะพอจ่ายค่าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระดับมาตรฐานได้แบบสบายใจ แต่มาวันนี้ ด้วยต้นทุนค่าขนส่งของกินของใช้ ค่าอาหาร และค่าแรงคนที่พุ่งขึ้น... เงิน 15,000 บาทก้อนเดิม อาจจะซื้อได้แค่บริการดูแลแบบ "ขั้นพื้นฐาน" เท่านั้น หรือไม่ก็ถูกจำกัดจำนวนวันในการดูแล
ความน่ากลัวคือ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายพุ่งทะยานไปพร้อมกับราคาน้ำมัน... แต่ "เบี้ยยังชีพ" หรือ "เงินบำนาญ" ของผู้สูงอายุส่วนใหญ่ กลับหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่ยอมเฟ้อตาม
2. ใครได้รับผลกระทบที่สุดเมื่อค่าบ้านพักคนชราแพงขึ้น? ภาระหนักของครอบครัวและแรงงานนอกระบบ
เมื่อค่าบริการขยับหนี กลุ่มคนที่มีฐานะหรือลูกหลานเงินเดือนสูงๆ อาจจะแค่ควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มนิดหน่อยโดยไม่เดือดร้อนมากนัก แต่ลองหันมามองครอบครัวชนชั้นกลางลงไปสิครับ โดยเฉพาะกลุ่ม "แรงงานนอกระบบ" ที่รายได้ไม่แน่นอน (ซึ่งเป็นโจทย์หลักที่ผมลงพื้นที่ศึกษาในเชียงราย)
การที่ค่าดูแลผู้สูงอายุขยับขึ้นแค่หลักพันบาทต่อเดือน มันสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลเลยนะครับ บางครอบครัวต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หรือแย่กว่านั้นคือ... ลูกหลานบางคนจำใจต้อง "ออกจากงาน" เพื่อมาดูแลพ่อแม่เองเต็มเวลา ซึ่งนั่นเท่ากับทุบหม้อข้าวตัวเอง ทำให้เศรษฐกิจของครอบครัวยิ่งพังทลายลงไปอีก
3. จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อครอบครัวจ่ายค่าดูแลไม่ไหว? การถูกตัดทิ้งสวัสดิการเชิงป้องกัน (Preventive Care)
เวลางบจำกัดและต้องรัดเข็มขัด คุณคิดว่าศูนย์ดูแลฯ หรือครอบครัวจะยอมตัดงบส่วนไหนก่อนครับ? คำตอบคือ บริการเชิงคุณภาพต่างๆ จะโดนเฉือนทิ้งเป็นอย่างแรก เช่น กายภาพบำบัดฟื้นฟู กิจกรรมนันทนาการเพื่อสุขภาพจิต หรืออาหารเสริมที่ครบโภชนาการ... ทุกอย่างจะถูกลดสเปกลงเหลือแค่ "การดูแลเพื่อประคองชีพ" (แค่อาบน้ำ ป้อนข้าว และมีคนเฝ้า)
นี่แหละครับ คือราคาแสนแพงของการเอา "คุณภาพชีวิตในบั้นปลาย" ไปแขวนไว้กับกลไกตลาดและระบบทุนนิยมเพียงขาเดียว
แล้วมีทางเลือกอื่นไหม นอกจากการใช้เงินสดจ่ายค่าดูแลผู้สูงอายุ?
สถานการณ์นี้มันบังคับให้เราต้องตั้งคำถามใหม่ครับว่า... ถ้าเงินสดมันมีค่าน้อยลง ผันผวน และเป็นต้นตอของความเหลื่อมล้ำ เราจะสามารถสร้าง "สกุลเงินทางเลือก" อื่นขึ้นมาใช้เพื่อแลกเปลี่ยนบริการดูแลผู้สูงอายุได้ไหม? สกุลเงินที่ไม่ต้องง้อราคาน้ำมันโลก ไม่กลัวเงินเฟ้อ และที่สำคัญ... "ทุกคนมีต้นทุนนี้เท่าเทียมกัน"
ใน EP 3 เราจะมาปลดล็อกแนวคิดนี้กันครับ เราจะมาทำความรู้จักกับนวัตกรรมทางสังคมที่เรียกว่า "ธนาคารเวลา" (Time Bank) ที่จะมาพลิกเกม ด้วยการเปลี่ยน "เวลาและทักษะ" ให้กลายเป็นสกุลเงินที่ทรงพลังที่สุด... ฝากติดตามกันต่อนะครับ!
เขียนโดย: ดร.ดิษย์ฐา กันทะแสน
นักวิชาการและผู้ผลักดันนวัตกรรมชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก
ติดต่อ/แลกเปลี่ยนความคิดเห็น: dittha.research@gmail.com
#วางแผนเกษียณ #ค่าใช้จ่ายดูแลผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #AgingSociety #วิกฤตงบประมาณ #สวัสดิการผู้สูงอายุ #ธนาคารเวลา #TimeBank #ลานผญาโมเดล #วิสาหกิจชุมชน #ดร_ดิษย์ฐา
โฆษณา