13 ต.ค. เวลา 04:07 • ไลฟ์สไตล์

ไม่ทราบว่าผู้เขียนเป็นใคร แต่ชอบรูปแบบการเรียงลำดับเหตุการณ์มาก ที่ระบุว่าตอนพระองค์อายุเท่าไร ได้ทำอะไรบ้าง จึงขอบันทึกไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อจะได้กลับมาอ่านทบทวนในปีต่อๆ ไป

บันทึกเรื่องราวในหลวงรัชกาลที่ ๙ ผ่านช่วงพระชนมชีพ กับพระราชกรณียกิจที่ทรงสร้างไว้ให้แผ่นดิน
เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ ๙ มามากมาย แต่มีบทความหนึ่งที่ทำให้รู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ แม้จะไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รวบรวมต้นฉบับ แต่ชื่นชอบวิธีการเล่าเรื่องที่นำเหตุการณ์สำคัญและพระราชกรณียกิจมาเรียงตามพระชนมพรรษา
เพราะที่ผ่านมา เรามักจดจำเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ด้วยปี พ.ศ. จนบางครั้งลืมนึกไปว่า ในช่วงเวลานั้นพระองค์มีพระชนมายุเท่าใด
เมื่อเปลี่ยนมามองผ่านช่วงพระชนมชีพ จึงได้เห็นเรื่องราวในอีกมุมหนึ่ง
ในวัยที่คนหนุ่มสาวทั่วไปยังอยู่ระหว่างการศึกษา พระองค์ทรงต้องเผชิญการสูญเสียครั้งสำคัญ และทรงรับพระราชภาระอันยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน
เมื่อมีพระชนมายุเพียง ๑๘ พรรษา ก็เสด็จขึ้นครองราชย์ และในช่วงวัยหนุ่มยังทรงพระราชนิพนธ์บทเพลงที่คนไทยรู้จักและขับร้องกันมาจนถึงทุกวันนี้
พระราชกรณียกิจด้านการเกษตร การแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาแหล่งน้ำ ล้วนเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของการครองราชย์
สิ่งที่น่าประทับใจอีกประการหนึ่งคือ เมื่อทรงเข้าสู่วัยที่คนทั่วไปมักเริ่มเกษียณอายุ พระองค์กลับยังมีพระราชดำริและโครงการพัฒนาใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ลองย้อนดูเหตุการณ์สำคัญเหล่านี้ โดยเรียงตามช่วงพระชนมพรรษาของพระองค์
หมายเหตุ: พระชนมพรรษาบางช่วงเป็นการเทียบโดยประมาณจากปี พ.ศ. เนื่องจากพระราชสมภพวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ อายุเต็มในวันที่เกิดเหตุการณ์อาจต่างกันหนึ่งปี ทั้งนี้เป็นการคัดเลือกเหตุการณ์สำคัญ มิใช่พระราชกรณียกิจทั้งหมด
ช่วงวัยเยาว์ : การศึกษาและจุดเริ่มต้นของชีวิต
ก่อนครบ ๒ พรรษา | พ.ศ. ๒๔๗๒
ทรงสูญเสียสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ซึ่งสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒
ประมาณ ๔–๕ พรรษา | พ.ศ. ๒๔๗๕
ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน
ประมาณ ๕–๖ พรรษา | พ.ศ. ๒๔๗๖
เสด็จไปประทับและทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และพระเชษฐา
ประมาณ ๗–๘ พรรษา | พ.ศ. ๒๔๗๗–๒๔๗๘
สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๘ และพระองค์ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช
วัยเยาว์ถึงวัยรุ่น
ทรงสนพระราชหฤทัยการถ่ายภาพ ดนตรี วิทยาศาสตร์ และงานช่าง ทรงฝึกฝนเครื่องดนตรีหลายชนิด โดยเฉพาะแซกโซโฟนและคลาริเน็ต
ประมาณ ๑๐–๑๑ พรรษา | พ.ศ. ๒๔๘๑
โดยเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลนิวัติประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังจากประทับอยู่ในต่างประเทศหลายปี
ประมาณ ๑๗–๑๘ พรรษา | พ.ศ. ๒๔๘๘
เสด็จนิวัติประเทศไทยอีกครั้ง พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช
ช่วงวัยหนุ่ม : พระราชภาระที่เริ่มขึ้นเร็วกว่าที่หลายคนคิด
๑๘ พรรษา | ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙
ทรงสูญเสียพระบรมเชษฐาธิราช และเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
ในช่วงเดียวกันนี้ ทรงพระราชนิพนธ์เพลงสำคัญหลายบทเพลง ได้แก่ “แสงเทียน” “ยามเย็น” “สายฝน” และ “ใกล้รุ่ง”
ลองนึกภาพคนหนุ่มอายุเพียง ๑๘ ปี ที่ต้องเผชิญทั้งความสูญเสียและพระราชภาระอันใหญ่หลวง ขณะเดียวกันยังทรงมีพระปรีชาสามารถด้านดนตรีอย่างโดดเด่น
ประมาณ ๒๐ พรรษา | พ.ศ. ๒๔๙๑
ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเหตุให้ต้องเข้ารับการถวายรักษาพระองค์
ประมาณ ๒๑–๒๒ พรรษา | พ.ศ. ๒๔๙๒
ทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร และทรงพระราชนิพนธ์เพลง “มหาจุฬาลงกรณ์” พระราชทานแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๒๒ พรรษา | พ.ศ. ๒๔๙๓
ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม
พร้อมพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า
“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
ประมาณ ๒๓–๒๔ พรรษา | พ.ศ. ๒๔๙๔
ทรงพระราชนิพนธ์เพลง “พรปีใหม่” ซึ่งกลายเป็นบทเพลงที่คนไทยคุ้นเคยในเทศกาลปีใหม่มาจนถึงปัจจุบัน
ประมาณ ๒๔–๒๕ พรรษา | พ.ศ. ๒๔๙๕
มีการก่อตั้งสถานีวิทยุ อ.ส. พระราชวังดุสิต เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารและเผยแพร่สาระความรู้สู่ประชาชน
ช่วง ๒๕–๒๘ พรรษา
ทรงให้ความสำคัญกับการแพทย์และการช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร
๒๗ พรรษา | พ.ศ. ๒๔๙๘
ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงพบปัญหาความแห้งแล้ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพระราชดำริเรื่องฝนหลวง
๒๘ พรรษา | พ.ศ. ๒๔๙๙
ทรงพระผนวชตามโบราณราชประเพณี และทรงศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด
ช่วงวัย ๓๐–๔๙ พรรษา : จากพระราชดำริสู่การพัฒนาแผ่นดิน
ประมาณ ๓๒–๓๓ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๐๓
เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศหลายแห่งอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ
ช่วง ๓๓–๓๕ พรรษา
มีการพัฒนาโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เพื่อศึกษาทดลองด้านการเกษตร การแปรรูปผลิตผล และการพึ่งพาตนเอง
๓๕ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๐๖
โครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ นับเป็นโครงการชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกของกรมชลประทาน
ช่วง ๓๖–๓๘ พรรษา
ทรงสนับสนุนการพัฒนาที่ดิน การเกษตร และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อสร้างอาชีพและเพิ่มแหล่งอาหารให้ประชาชน
๓๘ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๐๙
ทรงเรือใบจากหัวหินข้ามอ่าวไทยไปยังสัตหีบ แสดงถึงพระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะด้านกีฬาเรือใบ
๔๐ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๑๐
ทรงได้รับเหรียญทองการแข่งขันเรือใบในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ ๔ ร่วมกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ
๔๑ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๑๒
ทรงริเริ่มโครงการหลวง โดยมีสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานีวิจัยแห่งแรก เพื่อส่งเสริมอาชีพทางเลือกแก่ชาวไทยภูเขา ลดการปลูกฝิ่น และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ
ช่วง ๔๒–๔๔ พรรษา
ทรงสนับสนุนการวิจัยพืชเมืองหนาว การพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การผลิตนม และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร
๔๕ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๑๕
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
ประมาณ ๔๖ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๑๗
พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศอย่างเป็นลำดับขั้น โดยให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นฐานความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชน ซึ่งต่อมาเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
ช่วง ๔๗–๔๙ พรรษา
ทรงสนับสนุนงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยความมั่นคง และการฝึกอาชีพแก่ประชาชน รวมถึงกิจกรรมของมูลนิธิสายใจไทยและโครงการพระดาบส
ช่วงวัย ๕๐–๖๙ พรรษา : พระราชกรณียกิจที่ยังดำเนินต่อเนื่อง
ในวัยที่หลายคนเริ่มวางแผนเกษียณ พระองค์ยังทรงศึกษาปัญหาใหม่ ๆ และพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง
ช่วง ๕๐–๕๕ พรรษา
ทรงติดตามการพัฒนาพื้นที่ชนบท แหล่งน้ำ การอนุรักษ์ป่าไม้ และโครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในภูมิภาคต่าง ๆ
๕๖ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๒๗
ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับทฤษฎี “แกล้งดิน” เพื่อศึกษาวิธีแก้ปัญหาดินเปรี้ยวจัด โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดนราธิวาส
ช่วง ๕๘–๕๙ พรรษา
ทรงสนับสนุนการศึกษาทดลองเชื้อเพลิงทดแทน รวมถึงการผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นส่วนผสมของเชื้อเพลิง
ประมาณ ๖๐ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๓๑
มีการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิชัยพัฒนา เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาที่มุ่งประโยชน์สุขของประชาชน
ในปีเดียวกัน ยังทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการสร้างเครื่องกลเติมอากาศเพื่อบำบัดน้ำเสีย ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็น “กังหันน้ำชัยพัฒนา”
ช่วง ๖๑–๖๓ พรรษา
ทรงศึกษาและพัฒนาแนวคิดด้านการเกษตร การจัดการน้ำ และการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม รวมถึงแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่
๖๔ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๓๕
ท่ามกลางเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง
๖๕ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๓๖
กังหันน้ำชัยพัฒนาได้รับสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ เป็นผลงานด้านเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียที่สำคัญ
ช่วง ๖๖–๖๗ พรรษา
ทรงมีพระราชกรณียกิจด้านวรรณกรรมและการแปล เช่น พระราชนิพนธ์แปลเรื่อง “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ” และ “ติโต”
๖๗ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๓๘
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จสวรรคต ในช่วงเดียวกันนั้น ประเทศไทยประสบปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ พระองค์ทรงติดตามสถานการณ์และพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร รวมถึงแนวคิดการบริหารจัดการน้ำแบบ “แก้มลิง”
๖๘ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๓๙
ประเทศไทยจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี และมีการเผยแพร่พระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” ซึ่งสะท้อนคุณค่าของความเพียรและการใช้ปัญญา
๖๙ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๔๐
ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ พระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง กลายเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินชีวิตและพัฒนาประเทศอย่างมีภูมิคุ้มกัน
ช่วงวัย ๗๐–๘๘ พรรษา : พระราชหฤทัยที่ยังผูกพันกับประชาชน
ช่วง ๗๑–๗๒ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๔๒
มีพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของภาคกลาง
ช่วง ๗๔–๗๕ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๔๕
เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานพระราม ๘ และมีการเผยแพร่พระราชนิพนธ์เรื่อง “ทองแดง” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง
ช่วง ๗๘–๗๙ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๔๙
ประเทศไทยจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ท่ามกลางการแสดงความจงรักภักดีของประชาชนทั่วประเทศ
ประมาณ ๘๑ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๕๒
ทรงพัฒนาโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเป็นพื้นที่ตัวอย่างด้านเกษตรกรรมและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
ในปีเดียวกัน เสด็จพระราชดำเนินเข้ารับการถวายรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลศิริราช และประทับรักษาพระองค์อยู่เป็นระยะเวลานาน
ประมาณ ๘๒ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๕๓
เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ และสะพานภูมิพล ๑ และ ๒ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำและการคมนาคม
ประมาณ ๘๓ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๕๔
ประเทศไทยประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ พระองค์ยังทรงติดตามสถานการณ์น้ำ และพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางรับมือและการบริหารจัดการน้ำ
ประมาณ ๘๔ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๕๕
เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์
ประมาณ ๘๕ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๕๖
เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเสด็จออกมหาสมาคมในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
ช่วง ๘๖–๘๗ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๕๗
ยังมีการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรความคืบหน้าของโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ และโครงการที่เกี่ยวข้อง
๘๗–๘๘ พรรษา | พ.ศ. ๒๕๕๘–๒๕๕๙
แม้พระพลานามัยจะไม่แข็งแรงดังเช่นในอดีต แต่พระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริยังคงดำเนินต่อไปผ่านหน่วยงานที่รับสนองพระราชดำริ
จนกระทั่งวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เสด็จสวรรคต ขณะมีพระชนมพรรษา ๘๘ พรรษา
---
เมื่อย้อนมองตลอดพระชนมชีพ สิ่งที่เห็นไม่ใช่เพียงจำนวนปี
แต่คือเรื่องราวของพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง ที่ทรงอุทิศพระวรกายและพระสติปัญญาให้แก่การปฏิบัติพระราชกรณียกิจตลอดระยะเวลา ๗๐ ปีแห่งการครองราชย์
จากพระมหากษัตริย์หนุ่มผู้ทรงพระราชนิพนธ์เพลง สู่พระมหากษัตริย์นักพัฒนาที่ทรงศึกษา ทดลอง และค้นหาวิธีแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ
ทรงสนพระราชหฤทัยทั้งดนตรี ศิลปะ กีฬา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์ การเกษตร และสิ่งแวดล้อม
หากย้อนดูแต่ละช่วงพระชนมพรรษา จะพบว่าพระราชกรณียกิจมิได้เกิดขึ้นเพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง หากแต่ต่อเนื่องยาวนานตลอดพระชนมชีพ
และรายการทั้งหมดที่บันทึกไว้นี้ ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระราชกรณียกิจอีกมากมาย โดยเฉพาะการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ซึ่งไม่อาจรวบรวมได้ครบถ้วนในบทความเดียว
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวเหล่านี้มีความหมายสำหรับผม ไม่ใช่เพียงการได้รู้ว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใดในพระชนมายุเท่าใด
แต่คือการได้กลับมาทบทวนชีวิตของตัวเองด้วย
เมื่อเราอายุ ๒๐ ปี เรากำลังทำอะไรอยู่
เมื่ออายุ ๓๐ หรือ ๔๐ ปี เราได้สร้างสิ่งใดไว้บ้าง
และหากวันหนึ่งเราอายุ ๖๐ หรือ ๗๐ ปี เรายังสามารถทำสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้อีก
ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องสร้างโครงการระดับประเทศ แต่อาจเริ่มจากการดูแลครอบครัว ช่วยเหลือคนรอบข้าง ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และใช้ความสามารถที่มีสร้างประโยชน์ให้สังคม
ผมจึงอยากเก็บเรื่องราวนี้ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อกลับมาอ่านอีกครั้งในวันเกิดของตัวเองทุกปี
เพื่อเตือนใจว่า คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่เราใช้เวลาไปกี่ปีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เราใช้เวลาที่มีอยู่สร้างคุณค่าให้แก่ผู้อื่นได้มากเพียงใด
ตลอด ๘๘ พรรษาแห่งพระชนมชีพ พระองค์ทรงทิ้งมรดกทางความคิด องค์ความรู้ และแนวทางการพัฒนาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและสานต่อ
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
ธ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์
โฆษณา