•
13 ต.ค. เวลา 06:37 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

มังกรหยก หยกก๊าหว่า กับ Ashes of Time ความห่างที่ใกล้กันอย่างน่าประหลาด

เมื่อโลกของกิมย้งเดินทางไปถึงสองขั้วสุดโต่ง ระหว่างความบ้าคลั่งของเจฟฟรีย์ เลา กับความเหงาเศร้าของหว่องกาไว
โลกของกิมย้งเต็มไปด้วยยอดฝีมือ กระบี่วิเศษ คัมภีร์ยุทธภพ ความแค้นระหว่างสำนัก และความรักที่มักมีชะตากรรมเป็นอุปสรรคใหญ่หลวง ตัวละครแต่ละคนมีที่มาที่ไป มีบุญคุณความแค้นให้ต้องสะสาง และมีเส้นทางชีวิตที่พาไปสู่การเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่
แต่ถ้าเราลองนำตัวละครจากโลกใบนี้ออกมา แล้วจับโยนเข้าไปในมือของผู้กำกับสองคนที่มีวิธีคิดแตกต่างกันสุดขั้ว เราก็อาจได้หนังที่แทบไม่เหลือเค้าของกำลังภายในแบบที่คุ้นเคยอีกต่อไป คนหนึ่งคือเจฟฟรีย์ เลา ผู้กำกับที่สามารถนำเรื่องราวจริงจังมาปู้ยี่ปู้ยำจนกลายเป็นความบ้าคลั่งทางอารมณ์ขัน ส่วนอีกคนคือหว่องกาไว ผู้กำกับที่สนใจความรู้สึกของมนุษย์มากกว่าเรื่องราวภายนอก และมักทำให้ตัวละครของเขาติดอยู่ในห้วงเวลาแห่งความทรงจำ ความปรารถนา และสิ่งที่ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไข
ผลงานของทั้งคู่ที่ชวนให้นำมาเปรียบเทียบกันคือ The Eagle Shooting Heroes (1993) หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า มังกรหยก หยกก๊าหว่า กับ Ashes of Time (1994) มังกรหยก ศึกอภิมหายุทธ ซึ่งสร้างจากตัวละครที่อยู่ในจักรวาลเดียวกัน แต่กลับเดินทางไปคนละทิศละทางอย่างน่าสนใจ
เรื่องแรกทำให้จอมยุทธ์กลายเป็นตัวตลก เรื่องหลังทำให้จอมยุทธ์กลายเป็นมนุษย์ที่ไม่อาจเอาชนะความรู้สึกของตัวเองได้
และถ้าจะมีอะไรที่หนังทั้งสองเรื่องทำเหมือนกัน ก็คงเป็นการแสดงให้เห็นว่า โลกของกิมย้งไม่จำเป็นต้องถูกเล่าในแบบที่เราเคยชินเสมอไป
จอมยุทธ์ที่ไม่เหลือความขลัง
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของ The Eagle Shooting Heroes คือหนังไม่ได้พยายามรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของโลกกำลังภายในเอาไว้เลย ตรงกันข้าม เจฟฟรีย์ เลาดูจะสนุกกับการรื้อทำลายภาพจำของคนดูเสียมากกว่า เขาหยิบเอาชื่อของตัวละครและบรรยากาศจากนิยายกำลังภายในมาใช้ แต่กลับปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างไร้ระเบียบ จนบางครั้งแทบไม่เหลือพื้นที่ให้คนดูได้ตั้งหลัก
ถ้าหนังกำลังภายในตามธรรมเนียมเดิมพยายามทำให้จอมยุทธ์ดูสูงส่ง มีวิทยายุทธ์เหนือสามัญชน และมีบุคลิกที่น่าเกรงขาม เจฟฟรีย์ เลากลับเลือกทำตรงกันข้าม เขานำความจริงจังเหล่านั้นมาขยายจนเกินพอดี แล้วปล่อยให้ความไร้สาระเข้ามาทำลายความขลังเสียเอง
แต่ความตลกของหนังไม่ได้เกิดจากการที่นักแสดงทำตัวตลกเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการที่ทุกคนยอมเล่นไปกับความบ้าคลั่งนี้อย่างเต็มที่ นักแสดงระดับแถวหน้าของฮ่องกงหลายคนมารวมตัวกันในหนังเรื่องเดียว ทั้งเลสลี จาง เหลียงเฉาเหว่ย เหลียงเจียฮุย จางม่านอวี้ หลินชิงเสีย จางเซี๊ยะโหย่ว หวังจู่เสียน และหลิวเจียหลิง ต่างยอมปล่อยตัวเองให้หลุดออกจากภาพลักษณ์ที่ผู้ชมคุ้นเคย
คนดูจึงได้เห็นนักแสดงที่ปกติอาจต้องแบกรับความทุกข์ ความแค้น หรือชะตากรรมอันหนักหน่วง กลับมาทำเรื่องเหลวไหลด้วยสีหน้าจริงจัง ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก
ผมคิดว่านี่คือหัวใจของหนังเรื่องนี้เพราะถ้านักแสดงไม่ยอมเล่นเต็มที่ ความตลกหลายอย่างคงกลายเป็นเพียงมุกที่พยายามเรียกเสียงหัวเราะ แต่เมื่อทุกคนยอมกระโดดลงไปในความไร้เหตุผลเดียวกัน ความวุ่นวายจึงกลายเป็นความบันเทิงที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง
ถึงอย่างนั้น หนังไม่ได้ละทิ้งองค์ประกอบของกำลังภายในไปเสียทั้งหมด ฉากต่อสู้ยังมีความคิดสร้างสรรค์และมีฝีมือ แม้บางช่วงจะเร่งความเร็วของภาพจนดูเกินจริง แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่หนังตั้งใจสร้างขึ้นมา โลกที่ไม่จำเป็นต้องมีความสมจริง ขอเพียงให้ทุกอย่างสนุกและไปให้สุดทางก็พอ
ที่สำคัญคือความบ้าคลั่งของเจฟฟรีย์ เลาไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ คนดูที่รู้จักตัวละครจากนิยายกิมย้งมาก่อนย่อมสนุกกับการเห็นภาพจำเหล่านั้นถูกพลิกกลับหัวกลับหาง ยิ่งรู้จักต้นฉบับมากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นความทะเล้นของหนังมากขึ้นเท่านั้น
แต่ถ้าเจฟฟรีย์ เลาเลือกทำลายความขลังด้วยเสียงหัวเราะ หว่องกาไวกลับเลือกถอดเครื่องประดับของจอมยุทธ์ออกทีละชิ้น จนท้ายที่สุดสิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่ยอดฝีมือผู้เกรียงไกร หากเป็นมนุษย์ธรรมดาที่เต็มไปด้วยความเหงาและความปรารถนาซึ่งไม่อาจสมหวัง
จากยอดฝีมือในยุทธภพ สู่มนุษย์ที่พ่ายแพ้ให้แก่หัวใจ
Ashes of Time ออกฉายในปี 1994 โดยนำตัวละครบางส่วนจากจักรวาล มังกรหยก มาใช้เป็นพื้นฐาน แต่หว่องกาไวไม่ได้สนใจจะเล่าเรื่องตามนิยายของกิมย้งอย่างเคร่งครัด เขานำตัวละครเหล่านั้นออกมาจากเรื่องราวดั้งเดิม แล้วสร้างชีวิตอีกแบบหนึ่งให้พวกเขา ในช่วงเวลาก่อนเหตุการณ์ใน มังกรหยก หลายสิบปี เมื่อจอมยุทธ์เหล่านี้ยังเป็นคนหนุ่มสาวที่ชีวิตไม่ได้ลงเอยอย่างที่เรารู้จัก
โอวหยางเฟิง หรือพิษประจิม รับบทโดยเลสลี จาง ออกจากภูเขาอูฐขาวมาใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลทราย ทำหน้าที่เป็นนายหน้าติดต่อมือสังหาร ผู้คนมากมายเดินทางมาหาเขา บ้างต้องการจ้างคนฆ่า บ้างต้องการล้างแค้น บ้างต้องการหลบหนีจากความทรงจำของตัวเอง แต่ละคนมีเหตุผลที่ทำให้ต้องจับอาวุธ และมีบาดแผลที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ง่าย ๆ
นี่เป็นโลกกำลังภายในที่แปลกประหลาด เพราะแม้จะมีนักฆ่า มีจอมยุทธ์ และมีการต่อสู้ด้วยกระบี่ แต่สิ่งที่หนังให้ความสำคัญกลับไม่ใช่ความสามารถในการฆ่าคน หากเป็นเหตุผลที่ทำให้คนเหล่านั้นยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป
อึ้งเอี๊ยะซือ หรือมารบูรพา ซึ่งมีภาพจำในฐานะจอมยุทธ์ผู้มีนิสัยประหลาดและวิทยายุทธ์สูงส่ง เมื่อมาอยู่ในมือของหว่องกาไว ก็กลายเป็นชายที่พยายามหาทางลืมความทรงจำบางอย่าง เขาแวะมาหาโอวหยางเฟิงเพื่อดื่มเหล้าที่เชื่อกันว่าสามารถทำให้คนลืมอดีตได้ แต่ปัญหาของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การจำเรื่องราวได้หรือไม่ได้เสมอไป บางครั้งเราจำสิ่งที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนทุกอย่าง เพียงแต่ไม่อาจยอมรับความจริงของมันได้เท่านั้น
เรื่องราวของอึ้งเอี๊ยะซือจึงพัวพันกับความรัก ความปรารถนา และความหมกมุ่นที่ไม่อาจหาทางออกได้ เขาหลงรักภรรยาของสหาย แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกลับไม่สามารถนำไปสู่ความสุขได้อย่างที่ต้องการ
ส่วนจอมยุทธ์ตาบอด ซึ่งรับบทโดยเหลียงเฉาเหว่ย ก็มีความปรารถนาเรียบง่ายกว่าการเป็นยอดฝีมือในยุทธภพ เขาต้องการกลับไปเห็นภรรยาอีกครั้งก่อนที่ดวงตาจะมืดสนิทไปตลอดกาล และอยากเห็นดอกท้อที่บานสะพรั่งเป็นครั้งสุดท้าย เขารับงานกำจัดโจรขโมยม้า แต่เบื้องหลังการต่อสู้กลับมีเรื่องของเวลาที่กำลังหมดลง และชีวิตที่ไม่อาจหยุดรอให้เขาจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเสียก่อน
แม้จะเป็นนักกระบี่ฝีมือสูงส่ง แต่สิ่งที่เขาต้องการกลับเป็นเพียงโอกาสเล็ก ๆ ที่จะได้กลับไปหาคนรัก ก่อนจะสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตไป
ยาจกอุดร ซึ่งรับบทโดยจางเซี๊ยะโหย่ว ก็ไม่ได้ปรากฏตัวในฐานะวีรบุรุษผู้จะกลายเป็นตำนาน เขารับงานฆ่าคนเพื่อแลกกับไข่ไก่จากหญิงสาวที่ต้องการแก้แค้นให้กับน้องชาย แต่การต่อสู้ทำให้เขาเสียนิ้วจนไม่สามารถจับกระบี่ได้อย่างเดิม ชีวิตของเขาจึงต้องเปลี่ยนไปพร้อมกับร่างกายที่ไม่สมบูรณ์อีกต่อไป
ตัวละครเหล่านี้มีชื่อที่คนดูคุ้นเคยจากนิยายกิมย้ง แต่กลับมีชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่มีใครรับประกันได้ว่าความเก่งกาจจะช่วยให้พวกเขามีความสุข หรือแม้แต่ช่วยให้พวกเขาเข้าใจตัวเองได้ดีขึ้น
ใน The Eagle Shooting Heroes จอมยุทธ์อาจทำท่าหลุดโลกเหลวไหลพรอมจะบ้าไปกับทุกอย่าง ส่วนใน Ashes of Time จอมยุทธ์อาจต่อสู้เก่งกาจเพียงใดก็ได้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถเอาชนะความรู้สึกของตัวเอง
นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างหนังสองเรื่อง และในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันมีความเกี่ยวพันกันมากกว่าที่เห็นภายนอกเพราะเมื่อถอดเรื่องราวการผจญภัยและการต่อสู้ออกไป สิ่งที่เหลืออยู่ในโลกของจอมยุทธ์ก็คือคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังพยายามรับมือกับความต้องการของตัวเอง เพียงแต่คนหนึ่งเลือกหัวเราะเยาะมัน ขณะที่อีกคนเลือกจ้องมองมันอย่างจริงจังจนแทบไม่เหลือทางหนี
ความรักที่ไม่พูดออกมา กับความทรงจำที่ไม่ยอมจากไป
ถ้ามีเรื่องใดใน Ashes of Time ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำตัวละครจากนิยายกำลังภังมาใช้ สิ่งนั้นคือเรื่องราวของโอวหยางเฟิงกับหญิงสาวที่เขารัก
โอวหยางเฟิงออกจากภูเขาอูฐขาว เพราะความรักที่มีต่อหญิงสาวคนหนึ่ง แต่เขากลับไม่ยอมพูดคำที่เธอต้องการได้ยิน ในที่สุดเธอแต่งงานกับพี่ชายของเขา และกลายเป็นภรรยาของชายที่ทำให้โอวหยางเฟิงต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในที่ห่างไกล
เรื่องราวฟังดูเหมือนพล็อตรักสามเส้าที่พบได้ทั่วไป แต่สิ่งที่หว่องกาไวสนใจไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากเป็นสิ่งที่ค้างอยู่หลังจากนั้น ความรักที่ไม่สมหวังไม่ได้จบลงในวันที่คนสองคนแยกจากกัน ตรงกันข้าม บางครั้งมันเพิ่งเริ่มต้นทำงานอย่างแท้จริงในวันที่เราไม่อาจกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว
โอวหยางเฟิงใช้ชีวิตอยู่ในทะเลทราย แต่ดูเหมือนจะไม่เคยเดินทางออกจากอดีตของตัวเองได้เลย ผู้คนเดินทางมาหาเขาแล้วจากไป เรื่องราวของคนอื่นผ่านเข้ามาให้รับรู้ไม่ขาดสาย แต่ความทรงจำของเขายังคงอยู่ที่เดิม
ในแง่นี้ ผมรู้สึกว่า Ashes of Time มีความใกล้เคียงกับนิยายของโกวเล้งมากกว่าที่คิด ทั้งที่ตัวละครเหล่านี้มาจากโลกของกิมย้ง
โกวเล้งมักสนใจตัวละครที่มีบาดแผลซึ่งไม่อาจรักษาให้หายได้ง่าย ๆ คนเหล่านี้อาจเก่งกาจ เป็นที่เกรงขาม หรือมีชื่อเสียงไปทั่วแผ่นดิน แต่กลับมีปัญหาบางอย่างที่ไม่อาจสะสางให้จบสิ้น พวกเขาไม่ได้พ่ายแพ้เพราะวิทยายุทธ์ของศัตรูเหนือกว่าเสมอไป หากพ่ายแพ้ให้แก่สิ่งที่อยู่ในใจตัวเอง
ผมนึกถึงลี้คิมฮวง อาฮุย หรือโป๊วอังเสาะ ตัวละครที่ไม่ว่าจะเดินทางไปไกลแค่ไหน ก็ยังมีบางสิ่งผูกมัดพวกเขาไว้กับอดีต ความรักกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจครอบครองได้ ความทรงจำกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจลืม และความปรารถนากลายเป็นเงาที่ติดตามตัวไปตลอดชีวิต
จอมยุทธ์ในโลกของโกวเล้งจึงไม่ได้มีปัญหาเพียงว่าจะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างไร แต่ยังต้องต่อสู้กับความรู้สึกที่ตัวเองไม่สามารถเอาชนะได้ด้วย
ใน Ashes of Time โอวหยางเฟิงอาจเป็นผู้จัดหามือสังหารให้คนอื่น แต่กลับไม่อาจจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้ อึ้งเอี๊ยะซืออาจตามหาเหล้าที่ทำให้ลืมอดีต แต่การดื่มเหล้าก็ไม่ได้ทำให้เขาพ้นจากความทรงจำ ส่วนจอมยุทธ์ตาบอดอาจมีฝีมือในการต่อสู้ แต่ก็ไม่อาจหยุดเวลาที่กำลังพรากสิ่งสำคัญไปจากชีวิตของเขาได้
จอมยุทธ์เหล่านี้จึงดูเหมือนเป็นคนที่มีทุกอย่าง ยกเว้นสิ่งที่ตัวเองต้องการจริง ๆ
หาก The Eagle Shooting Heroes ทำให้ภาพของยอดฝีมือพังทลายลงด้วยการหัวเราะ Ashes of Time ก็ทำให้ภาพเดียวกันนั้นพังทลายลงด้วยความเศร้า เราไม่จำเป็นต้องหัวเราะกับความล้มเหลวของตัวละครเหล่านี้ เพราะหนังทำให้เห็นว่าความล้มเหลวของมนุษย์บางอย่างไม่ได้มีอะไรน่าขบขันเลย มันเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราได้ทุกคน
สองโลกที่ใช้ดาราชุดเดียวกัน แต่ให้ความรู้สึกต่างกันสุดขั้ว
ความน่าสนใจอีกอย่างคือหนังทั้งสองเรื่องเกิดขึ้นใกล้เคียงกัน และมีนักแสดงฮ่องกงชั้นนำหลายคนอยู่ในวงโคจรเดียวกัน แต่กลับนำเสนอภาพของพวกเขาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เลสลี จางเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ใน The Eagle Shooting Heroes เขาเป็นส่วนหนึ่งของความวุ่นวายที่ผู้กำกับตั้งใจสร้างขึ้นมา ขณะที่ใน Ashes of Time เขาต้องแบกรับความโดดเดี่ยวของชายที่พยายามหลบหนีจากอดีต แต่ไม่เคยหนีได้จริง
เหลียงเฉาเหว่ยก็เช่นกัน คนดูอาจจดจำภาพตลกเกินจริงของเขาในหนังเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมาอยู่ในโลกของหว่องกาไว เขากลับกลายเป็นชายที่กำลังสูญเสียการมองเห็น และต้องการใช้เวลาที่เหลืออยู่กลับไปหาคนรัก ความสามารถในการแสดงของเขาทำให้เราเห็นว่า นักแสดงคนเดียวกันสามารถอยู่ได้ทั้งในโลกที่ความไร้สาระเป็นเรื่องปกติ และในโลกที่ความรู้สึกเล็ก ๆ ของมนุษย์กลายเป็นเรื่องใหญ่หลวง
ส่วนจางเซี๊ยะโหย่ว ซึ่งในหนังตลกสามารถเป็นส่วนหนึ่งของฉากที่เต็มไปด้วยความคึกคะนอง เมื่อมาอยู่ใน Ashes of Time เขาก็ต้องรับบทชายที่ชีวิตกำลังเปลี่ยนไปหลังจากสูญเสียนิ้วจากการต่อสู้
สิ่งที่ผมชอบคือ หนังทั้งสองเรื่องไม่ได้จำเป็นต้องเลือกนักแสดงคนละชุดเพื่อสร้างโลกที่แตกต่างกันเลย พวกเขาใช้ดาราที่มีชื่อเสียงกลุ่มเดียวกัน แต่เปลี่ยนวิธีมองตัวละคร เปลี่ยนจังหวะการเล่าเรื่อง และเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างคนดูกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอ ผลที่ได้จึงต่างกันราวกับเป็นคนละจักรวาล
ฉากดนตรีและการร้องเพลงใน The Eagle Shooting Heroes เป็นตัวอย่างของวิธีที่เจฟฟรีย์ เลาใช้ความสามารถของนักแสดงเพื่อสร้างเสียงหัวเราะ ฉากที่เลสลี จางกับเหลียงเจียฮุยร้องเพลง หรือฉากที่จางเซี๊ยะโหย่วร้องเพลงอยู่กลางทุ่ง ล้วนเป็นช่วงเวลาที่ทำให้หนังมีชีวิตชีวา เพราะนักแสดงไม่ได้เพียงเล่นตามบท แต่ยอมกลายเป็นส่วนหนึ่งของความบ้าคลั่งที่หนังต้องการนำเสนอ
ในทางกลับกัน Ashes of Time ใช้ภาพและเสียงเพื่อสร้างความรู้สึกที่ตรงกันข้าม หนังเต็มไปด้วยพื้นที่ว่าง ทะเลทรายที่กว้างใหญ่ และตัวละครที่ดูเหมือนอยู่ใกล้กัน แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงกันได้จริง ๆ งานถ่ายภาพของคริสโตเฟอร์ ดอยล์ช่วยทำให้ความเวิ้งว้างเหล่านั้นมีชีวิตขึ้นมา ความงามของภาพไม่ได้ทำให้โลกดูน่าอยู่ขึ้น กลับยิ่งขับเน้นความโดดเดี่ยวของผู้คนที่ติดอยู่ในนั้น
จอมยุทธ์ในหนังสองเรื่องนี้อาจไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น แต่ทำให้เห็นว่ามนุษย์มีวิธีรับมือกับความจริงแตกต่างกัน บางคนเลือกหัวเราะ บางคนเลือกดื่มเหล้า บางคนออกเดินทาง และบางคนใช้ชีวิตอยู่กับความทรงจำที่ไม่อาจลืม
หากเจฟฟรีย์ เลาทำให้ผมหัวเราะกับความไร้สาระของโลกกำลังภายใน หว่องกาไวก็ทำให้ผมนั่งนิ่ง ๆ อยู่กับความรู้สึกของตัวละครเหล่านั้น และนึกถึงเรื่องบางเรื่องในชีวิตของตัวเอง
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจอมยุทธ์ที่ทำท่าบ้าบอ หรือยอดฝีมือที่นั่งมองทะเลทรายอย่างโดดเดี่ยว พวกเขาก็อาจกำลังพยายามทำสิ่งเดียวกัน นั่นคือหาทางอยู่กับชีวิตที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการ
และบางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้หนังทั้งสองเรื่องซึ่งดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลับยืนอยู่ใกล้กันได้อย่างน่าประหลาด
โฆษณา