13 ต.ค. เวลา 22:47 • หนังสือ

ตุลาคม

วันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ น
๑๖/๘๕
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๔๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
บรรเลง
๑. บรรเลงนี่แหละเป็นน้ำเนื้อหนังสือเวร มีอะไรก็เขียนกราบทูลบรรเลง เพราะจะคอยลายพระหัตถ์เวรอย่างแต่ก่อนไม่ได้ ถ้ามีข้ออื่นด้วยก็นับว่าเป็นอติเรกลาภ
​๒. การคิดด้วยมันสมองจะต้องเป็นของใหม่ แต่ก่อนเห็นกันว่า ความคิดออกจากหัวใจทั้งนั้น ทางอินเดียก็มีมาก และทางฝรั่งเป็นต้นว่า พูดเรื่องหญิงชายรักกันก็เห็นทำเป็นหัวใจ ตกเป็นว่าความคิดเกิดแต่หัวใจทั้งนั้น แต่นี่เป็นมาทางตะวันตก ส่วนทางตะวันออกยังนึกไม่ออกหรือไม่รู้ ได้ถามพวกเพื่อนซึ่งเขารู้ภาษาญี่ปุ่น เขาก็บอกว่าทางญี่ปุ่นเก่าก็ถือว่าความคิดเกิดแต่หัวใจเหมือนกัน
๓. อ่านหนังสือพิมพ์ข้างไทย พบคำว่า “อำเภอเวียงคุก” อยู่ในเมืองหนองคาย คำว่า “คุก” จะแปลว่ากระไร ต้องเป็นคำตรงข้ามกับทางเรา ทุกวันนี้เป็นของซึ่งไม่พึงปรารถนา คำนี้ทำให้นึกถึงคำ “ดอกทอง” ว่าเดิมจะเป็นคำดี ไม่ใช่หยาบที่ถึงแก่จะเอามาด่ากันเสียดอกกระมัง ตัวอย่างก็มี เช่น “นามสกุล” ก็คือ “โคตร” นั่นเอง แต่เอา “โคตร” ไปใช้เปนคำหยาบเสียแล้วก็ต้องตั้งเปลี่ยนเรียกใหม่
๔. เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ค่ำแล้ว ชายดิศกับหญิงหลุยมาที่บ้านคลองเตย ชายดิศบอกว่าฝ่าพระบาทจะเสด็จกลับบางกอก ประทับที่วังวรดิศ เกล้ากระหม่อมก็ดีใจ จะได้มีโอกาสไปเฝ้าบ้าง ที่ปีนังนั้นไกลมาก
๕. เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน องค์ธานีเธอส่งสมุด “วารสาร” มาให้ สมุดนี้ได้ตีพิมพ์มาทีหนึ่งแล้ว จัดว่าเป็น​ของ “สยามสมาคม” ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมค้นวิชาประเทศไทย” ยาวไม่น้อย เดี๋ยวนี้เขาชอบยาว ๆ กัน เช่น ชื่อพระราชบัญญัติหรือพระ
ราชกฤษฎีกาก็ยาวๆ พระราชกฤษฎีกาซึ่งออกเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีชื่อว่า “พระราชกริสดีกากำหนดคุณสมบัติ พื้นความรู้ และวิธีคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตังปลัดอำเภอประจำตำบล ในกรมมหาดไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕” อันชื่อยาวๆ นั้น ถ้าใครเรียกไม่หมดก็เสียไป เห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้จำเริญกว่าแต่ก่อนมาก ถ้าชื่อแต่ก่อนตั้งไว้สั้นไปก็ต้องต่อ
กราบทูลบรรเลงถึงชื่อก็เลยไป ที่จริงตั้งใจจะกราบทูลถึง “บทเห่เรือจับระบำ” จะเทียบคำบทเห่กับแหล่เทศน์ถวาย ด้วยได้กราบทูลมาทีหนึ่งแล้ว ว่าไม่ใครก็ใครคงเอาอย่างกันข้างหนึ่ง เผอิญในสมุดนั้นมิพระวิจารณ์ของฝ่าพระบาทในเรื่อง “เห่ช้าลูกหลวง” มาด้วย ทำให้นึกได้ จึงจะเทียบถวายในบัดนี้
บทเห่
“เห่เอยเห่สวรรค์ เมื่อวสันต์ฤดูฝน
นักขัตฤกษ์เบิกบน ให้มืดมนเมฆา
เทวาวลาหก ให้ฝนตกลงมา
ฝูงเทพเทวา กับนางฟ้าฟ้อนรำ
​เล่นฝนตีโทนทับ ร้องรับจับระบำ
เป็นคู่เคียงเรียงรำ ระรวยทำท่วงที”
แหล่เทศน์
“แกะเป็นเรื่องเมืองสวรรค์ เมื่อวสันตฤดูฝน
นักขัตฤกษ์เบิกบน ก็มืดมนเมฆา
เทวดาวลาหก ให้ฝนตกลงแสนห่า
ฝูงเทพเทวา กับนางฟ้าฟ้อนรำ
หันเหียนเวียนวง ต่างองค์จับระบำ
เป็นคู่คู่ดูขำ เยื้องทำท่าที”
อะไรต่อไปอีกก็ไม่จำได้แม่น เอาโน่นชนนี่ปนกันยุ่ง ต่อไปก็จำได้แม่น แต่ต้นแห่งบทรามสูร จะเทียบถวายตามมีตามเกิด
บทเห่
“เห่เอยเห่นาม เทพรามสูรมาร
มีมือถือขวาน อยู่วิมานมณีนิล
หน้าเขียวเขี้ยวงอก สีเหมือนดอกอินทนิล
เมืองสวรรค์ชั้นอินทร์ เกรงสิ้นทุกเทวา
เลี้ยวรอบขอบพระสุเมรุ ตรวจตระเวนเวหา
เห็นนางเอกเมขลา ถือจินดาดังไฟ”
​ลางคนก็ว่ายักไปที่ตรงรูปร่าง แต่ข้างต้นนั้นเหมือนกัน ว่า
“มีมือถือขวาน อยู่วิมานเมฆี
หน้าเขียวเขี้ยวขาว ดูเหมือนดาวโรหิณี
ในเมืองสวรรค์ชั้นโลกีย์ ย่อมกลัวฤทธีทุกเทวา”
ต่อไปก็เข้าคำเดิมซึ่งว่ากัน เห็นได้ว่าอย่างหลังนี้เป็นแก้ ทีจะแก้เพราะดอกอินทนิลนั้นเป็นสีม่วงไม่ใช่เขียว แต่เขียวหรือม่วงก็หมายความว่าผิวดำนั่นเอง แหล่งที่เถียงกันมีถมไป ถ้าจะว่าที่ถูกแล้วรามสูรไม่ใช่เทวดาไม่ใช่ยักษ์ เป็นอวตารตนหนึ่ง มีสัญชาติเป็นพราหมณ์ แต่ผู้แต่งบทจะรู้ไม่ได้ คำ “วสันต์” ก็เหมือนกัน เราเข้าใจว่า
หมายถึงฤดูฝน แต่ไม่ใช่ เป็นชื่อฤดูอันหนึ่งซึ่งเขาแบ่งหก มีวสันตะ คิมหะ วัสสานะ สรทะ เหมันตะ สิสิระ ฤดูหกนี้เราจะว่าไม่รู้ก็ใช่ที เพราะเรามีฤดูสารท แต่ฤดูของเราแบ่งสาม เราก็ยึดเอาแบ่งสามเป็นที่ตั้งจึ่งหลงไป ทางฝรั่งเขาถือเอาวสันตะว่าเป็นฤดูสปริง แต่จะถูกหรือไม่ถูกไม่ทราบ ฤดูของฝรั่งเขาแบ่งสี่ ตกลงเป็นในระยะปีหนึ่ง จะแบ่งเป็นกี่ฤดูและฤดูละกี่เดือนก็ได้ตามแต่จะแบ่ง อันถ้อยคำนั้นยากนัก ถ้าไม่ได้คิดและไม่สอบสวนก็มีแต่ผิด นี่ว่าถึงผู้รู้ ส่วนผู้ไม่รู้นั้นจะเห็นอย่างไรไม่ทราบ
​เห็นบทกล่อมในหนังสือนั้นมีกล่าวถึงนกแก้วกินลูกจันทน์ ทำให้นึกถึงบทสุวรรณหงส์อันได้เคยเห็นมาและจำได้ว่า “เจ้านกแก้วเอย นกแก้วคอขวั้น จับจิกลูกจันทน์ พัลวันพูดพลอด เห็นนางพลางทัก ว่าสาวรักสาวกอด สาวชาวตลาดยอด กอดคอเจ้าแก้ว
เอย” ออกจะตื่นใจที่เห็นคำบทนี้ว่าเรารู้ความจริงแล้ว เพราะเหตุที่สอนกันให้นกแก้วพูดเป็นว่า “เจ้าสาวต่อยอด” ไม่ได้ความ นกโนรีก็มีในบทกล่อมต่อจากบทนกแก้วไป ในเรื่องสุวรรณหงส์ก็มี แต่จำไว้ไม่ได้ถ้วนถี่ จำได้แต่ว่า “มันร้องสีแสสีแสก ส่งเป็นภาษาแขก ว่าหัสรีมันจุกเอย” บทสุวรรณหงส์ลางทีจะถ่ายเอาคำกล่อมมา ที่ชื่อว่านกโนรีนั้นก็ทีเป็นภาษาแขก
ย้อนหลัง
๖. ตามที่กราบทูลมาถึงผลลางสาด บัดนี้ได้ทราบว่าเหลือง เป็นทีว่าสุกถึงสามหน ต้นที่ใกล้เรือนจึงรอให้เหลืองถึงสามหน ส่วนต้นที่ไกลเรือนนั้นเหลือเพียงสองหนก็เก็บออกสู่ตลาด เพราะทนค้างคาวและนกไม่ไหว
๗. ที่กราบทูลว่า “เจริญโลภธรรม” ตามคำกรมหมื่นมหิศรว่านั้นแปลว่าเห็นชอบตามนั้น ด้วยไม่ผิดจากความคิดปุถุชนไป
​รายการ
๘. เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ได้รับหมายกำหนดการเฉลิมพระชันษาเถื่อนๆ แต่ครั้นรุ่งขึ้นก็ได้รับหมายทางราชการ อันได้แบ่งส่งมาถวายให้ทราบฝ่าพระบาทด้วยในคราวนี้แล้ว
ควรจะกราบทูลให้ทรงทราบเสียด้วย ว่าที่หมายกำหนดการเปลี่ยนวิธีเขียนหนังสือไปนั้น เพราะรัฐบาลให้เปลี่ยนด้วยต้องการจะให้เรียนภาษาไทยได้ง่าย เลิกพยัญชนะ ๑๓ กับสระ ๑๕ เปลี่ยนนานแล้ว ควรจะกราบทูลให้ทรงทราบแต่ไม่ได้กราบทูล
๙. เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน สำนักพระราชวังมีหมายมา ว่าสมเด็จพระพันวัสสาจะทรงทำบุญพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า กับสมเด็จพระศรีพัชรินทรา ที่โบสถ์วัดพระแก้ว วันที่ ๒๗ กันยายน เวลา ๑๐.๐๐ น.
๑๐. ผัน ณ นคร น้องเจ้าจอมสว่าง ณ นคร เจ้าจอมในรัชกาลที่ ๕ มาหาเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ยื่นใบดำให้ฉบับหนึ่ง บอกจะทำบุญให้เจ้าจอมสว่าง ณ ที่อยู่ ในวันที่ ๒๕ และ ๒๖ ครั้นวันที่ ๒๗ จะชักศพไปวัดเทพศิรินทร์ พระราชทานเพลิงเวลา ๑๖.๐๐ น. พ้องกับงานสมเด็จพระพันวัสสาทรงทำบุญพระบรมอัฐิ แต่ต่างเวลากัน
​ไปงาน
๑๑. (๑) งานเฉลิมพระชันษา ไปแต่เซ็นชื่อ นอกกว่านั้นไม่ได้ไป
(๒) สมเด็จพระพันวัสสาทรงทำบุญพระบรมอัฐินั้นได้ไป แต่ไม่ได้เสด็จมา
(๓) เผาศพเจ้าจอมสว่างนั้นไม่ได้ไป เป็นแต่ส่งเครื่องขมาศพไป
กราบทูล
๑๒. หญิงอามเอา “เซอคุลา” สำนักพระราชวังซึ่งได้รับให้ดู กล่าวด้วยเจ้าเขียนข่าวราชการไปลงหนังสือพิมพ์ข่าว แต่หนังสือฉบับนี้เกล้ากระหม่อมไม่ได้รับ
๑๓. เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ได้รับหนังสือบริษัทตีพิมพ์บางกอกไตมส์ บอกว่าหนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์จะเลิกตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไป เงินที่ให้ไว้เต็มปีจะแบ่งคืนให้ ให้ไปรับ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ฝ่าพระบาทก็ทรงรับ แต่เขาจะกราบทูลให้ทรงทราบเมื่อไรนั้นไม่ทราบ
๑๔. ที่บางกอกน้ำท่วมจะมากกว่าปี ๒๔๖๐ เสียอีก เมื่อเสด็จกลับจะได้ทอดพระเนตรเห็น ที่บ้านปลายเนินอยู่ดีกินดี เพิ่งจะท่วมเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ท่วมเอามากเสียด้วย
​เรียน
๑๕. จะได้ว่าฝ่าพระบาททรงพระวินิจฉัยชื่อพระสิงห์ว่า สิงหฬะ ทำให้เข้าใจว่าชาวเชียงใหม่เขาเรียก “พระสิหิงค์” กันว่า “พระสิงค์” เช่นนั้นถูกหรือไม่
พระสิหิงค์นั้นเดี๋ยวนี้มีสามองค์ คือที่นครศรีธรรมราช พระที่นั่งพุทไธสวรรย์และเชียงใหม่ จำคำพระองค์เจ้าประดิฐวรการได้ว่าในตำนานว่าทูตเอาทูนหัวว่ายน้ำไป จะต้องเป็นองค์เล็ก ถ้าโตก็คอหัก หนังสือซึ่งหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ส่งมาให้ก็ได้อ่าน ในนั้นกล่าวว่าพระสิหิงค์เกิดที่ลังกา แต่ทูตลังกาไม่รู้เรื่องเลย ข้อนั้นไม่สำคัญอะไร อาจเป็นทูตลังกา “โซด” ก็ได้.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ที่ ๑๓/๒๔๘๕ หมายกำหนดการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรสา
​ที่ ๑๓/๒๔๘๕
หมายกำหนดการ
พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรสา
กันยายน พุทธสักราช ๒๔๘๕
​นายกรัถมนตรีไนตำแหน่งบังคับบัญชาสำนักพระราชวัง รับบันชาคณะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ว่า พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรสาปีนี้ ไห้กำหนดการพระราชกุสลดุจปีที่แล้วมา แต่โดยที่เวลานี้ประเทสอยู่ไนภาวะสงคราม จึ่งไห้งดการพระราชอุทยานสโมสรเนื่องไนการนี้ รายการพระราชพิธีมีดั่งต่อไปนี้
วันที่ ๑๙ กันยายน เวลา ๑๖ นาลิกา ๓๐ นาที คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์มายังวัดพระสรีรัตนสาสดาราม ขึ้นมุขหน้าพระอุโบสถ หัวหน้าบรรพชิตยวนและจีนถวายคำถวายพระพรสมเด็ดพระเจ้าอยู่หัวแก่ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ แล้วคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ขึ้นพระอุโบสถ ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ซงประเคนผ้าไตรกับย่ามแด่พระสงค์ราชาคนะและปเรียญ ๕ รูป ซงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมนีรัตนปติมากร พระสัมพุทธพรรนี และพระพุทธรูปฉลองพระองค์แล้วซงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการและเทียนบูชาเทพดานพเคราะห์
โหรบูชาเทพดานพเคราะห์ พระสงฆ์จเรินพระพุทธมนต์ นะวัคคหายุสมธัม คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ลงไปมุขหน้าพระอุโบสถ ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์พระราชทานราชสังคหะวัตถุ​แก่ข้าราชการผู้สูงอายุแล้ว คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ไปขึ้นปราสาทพระเทพบิดร ประธานคนะผู้สำเหว็ดราชการแทนพระองค์ซงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะถวายบังคมสมเด็ดพระบูรพมหากสัตราธิราชเจ้า แล้วคณะผู้สำเหรตราชการแทนพระองค์มาพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ซงประเกนผ้าไตรกับย่ามแด่พระสงค์ ๖๐ รูป พระสงฆ์ออกไปครองผ้า ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ซงจุดเทียนเท่าพระองค์ เทียนพระมหามงคล และเทียนบูชาพระพุทธรูปเทวรูปพระเคราะห์ พระสงฆ์ครองผ้าเส็ตกลับเข้านั่งอาสน ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ซงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทรงสีล พระสงค์จเรินพระพุทธมนต์งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรสา
วันที่ ๒๐ กันยายน ตั้งแต่เวลา ๙ นาลิกา จนเวลา ๑๖ นาลิกา เจ้าหน้าที่จัดที่สำหรับผู้ที่จะมาลงพระนามและนามถวายพระพรไนการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรสาไว้ดั่งนี้
(๑) พระมหามนเทียร ไนพระบรมมหาราชวัง
พระบรมวงสานุวงส์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายไน
​(๒) ห้องรับแขกสาลาว่าการสำนักพระราชวัง
พระบรมวงสานุวงส์
(๓) ห้องรับแขกสาลาที่ทำการสำนักราชเลขานุการไนพระองค์
รัถมนตรี คนะทูต
ประธานและรองประธานสภาย์แทนราสคร กับ
ข้าราชการเทียบชั้นพิเสสขึ้นไป
(๔) ห้องแดงสาลาว่าการสำนักพระราชวัง
ข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราสดร
สำรวจเพิ่มเติม
เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์
อ่านวรรณกรรมคลาสสิก
เที่ยวอาเซียน
สมาชิกสภาผู้แทนราสดร
ข้าราชการสำนักนายกรัถมนตรี
ข้าราชการกระซวงกเสตราธิการ
ข้าราชการกระซวงการคลัง
(๕) ห้องโถงสาลาว่าการสำนักพระราชวัง
พ่อค้า คหบดี
ข้าราชการสำนักพระราชวัง
(๖) ห้องเขียวสาลาว่าการสำนักพระราชวัง
ข้าราชการกรรซวงการต่างประเทส
​ข้าราชการกระซวงสึกสาธิการ
ข้าราชการกระซวงยุติธรรม
ข้าราชการกระซวงพานิช
ข้าราชการกระซวงอุตสาหกรรม
ข้าราชการสำนักงานราชเลขานุการไนพระองค์
(๗) พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
ข้าราชการกระซวงมหาดไทย
ข้าราชการกระซวงการสาธารนสุข
ข้าราชการกระซวงกลาโหม
ข้าราชการกระซวงคมนาคม
เทสมนตรีและสมาชิกเทสบาล
เวลา ๑๐ นาลิกา ๓๐ นาที คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์มายังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ซงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พระสงค์ถวายพรพระจบแล้วซงประเคนอาหารบินทบาตแด่พระสงค์ซึ่งจเรินพระพุทธมนต์ในงานนี้ พระสงค์ฉันเส็ดแล้ว ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ซงจุดธูปเทียนเครื่องซงธัม สมเด็จพระราชาคนะถวายพระธัมเทสนามงคลวิเสสกันท์ ๑ จบ ซงประเคนจตุปัจจัยไทยธัมพระสงค์ถวายอนุโมทนา
​เวลา ๑๗ นาลิกา คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ มายังท้องพระโรงกลางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท คนะทูตต่างประเทสและนำคำถวายพระพรไนการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรสาถวาย
การแต่งกาย
วันที่ ๑๙ กันยายน เย็น เจริญพระพุทธมนต์ แต่งเครื่องแบบเต็มยส สายสพายขัตติยะราชอิสริยาภรน์มหาจักรี หรือสายสพายราชอิสริยาภรน์ช้างเผือก
วันที่ ๒๐ กันยายน เช้า เลี้ยงพระ แต่งเครื่องแบบเต็มยส สายสพายราชอิสริยาภรน์จุลจอมเกล้า
เย็น ทูตเฝ้า มีฉเพาะแต่เจ้าหน้าที่ แต่งเครื่องแบบเต็มยส สายสพายขัตติยราชอิสริยาภรน์มหาจักรี หรือสายสพายราชอิสริยาภรน์ช้างเผือก
สำนักพระราชวัง
วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๔๘๕
วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ดร
​วังวรดิศ
วันที่ ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๕
ที่ ๙/๘๕
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
เมื่อหม่อมฉันเขียนจดหมายเวรฉบับที่ ๗/๘๕ เสร็จแล้ว ได้ลงมือร่างจดหมายเวรฉบับที่ ๘/๘๕ ต่อมา หมายจะทูลสนองลายพระหัตถ์เวรฉบับที่ ๑๒/๘๕ กับฉบับที่ ๑๓/๘๕ รวมกันในจดหมายฉบับนั้น พอร่างสนองฉบับที่ ๑๒/๘๕ แล้ว ก็ได้ข่าวว่าเขาจะรับกลับกรุงเทพ ฯ มีเวลาเตรียมตัวเพียง ๒ วันก็ต้องละกิจอื่นหมดมาเตรียมตัวร่างจดหมายเวรที่กำลังค้างอยู่กับทั้งโน้ตอธิบายที่ได้จดไว้ ก็เลยพลัดพรายหายไป กลับมาถึงกรุงเทพฯ ค้นไม่พบ แต่เห็นจะไม่หายสูญ ถึงกระนั้นจดหมายฉบับนี้ต้องเขียนด้วยความทรงจำ ไม่ได้อาศัยลายพระหัตถ์หรือโน้ตที่ได้จดไว้
๑. ท่านตรัสถามถึงตำนานเมืองธาราบริวัตร เรื่องตำนานของเมืองธาราบริวัตรนั้นมีอยู่ในหนังสือพงศาวดารมณฑลอีสาน ซึ่งหม่อมอมรวงศวิจิตร (ปฐมคะเนจร) แต่งไว้ หอพระสมุดพิมพ์เมื่อพ.ศ. ๒๔๕๗ อยู่ที่หน้า ๘๕ แห่ง ๑ ที่หน้า ๑๕๔ แห่ง ๑ ความต่อกันมีเนื้อความว่าในรัชกาลที่ ๓ ​เมื่อราวปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๘๘ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ยกบ้านท่ากระสัง ริมฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงขึ้นเป็นเมือง เมืองนั้น
อยู่ใกล้ปากน้ำเซลำเภา จึงขนานนามว่าเมืองเซลำเภา เป็นเมืองขึ้นของเมืองนครจำปาศักดิ์ ทรงตั้งนักเป็นพระณรงคภักดี เจ้าเมืองเซลำเภา ก็เมืองเซลำเภานั้นมีอาณาเขตตามริมแม่น้ำโขงยาวมาก ทางเดินถึง ๓ วันจึงตลอดอาณาเขต เป็นเหตุให้ท้าวพระยาที่เป็นกรรมการเมืองเซลำเภา เที่ยวหาที่ตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่ห่าง ๆ กันเป็นหลายแห่ง จำเนียรกาลนานมาก็เกิดหมู่บ้านเป็นฐานของพวกเชื้อวงศ์ และบริวารของผู้ที่ไปเริ่มตั้งอยู่กันเป็นหลักแหล่งหลายแห่ง
ถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๒๘ เจ้านครจำปาศักดิ์กราบทูลขอให้หลวงนรา (คำปุ๋ย) บุตรพระณรงคภักดี (อิน) เจ้าเมืองเซลำเภาคนก่อนเป็นพระยาภักดีศรีสิทธิสงคราม เจ้าเมืองเซลำเภา แต่พระยาภักดีฯ คนนี้อยู่ในสกูลที่ได้ลงไปตั้งถิ่นฐานอยู่
ทางปลายเขตเมืองเซลำเภาข้างใต้ ไม่ปรารถนาจะอพยพครอบครัวและบริวารของตนย้ายขึ้นมาอยู่ที่ตัวเมืองเซลำเภาเดิม ทูลขอตั้งตำบลเวิน (เวิน คือ น้ำวน) ท้องที่​ตนอยู่ขึ้นเป็นเมืองอีกเมืองหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่โปรดการที่ตั้งหัวเมืองเล็กน้อยขึ้นใหม่ จึงไม่พระราชทานพระบรมราชานุญาต เพียงให้
เปลี่ยนชื่อเมืองเซลำเภา เป็นเมืองธาราบริวัตร พระยาภักดีศรีสิทธิสงครามเจ้าเมือง ก็ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านเวินฆ้องเป็นตัวเมืองธาราบริวัตร แต่พวกกรมการและพลเมืองซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ เมืองเซลำเภาเดิม โดยมากไม่ยอมอพยพย้ายลงไปอยู่ที่เมืองธาราบริวัตรใหม่ เมืองจึงแยกกันเป็น ๒ แห่ง คนในท้องถิ่นยังเรียกเมืองเดิมว่าเมืองเซลำเภา เรียกเมืองที่ตั้งใหม่ว่าเมือง ธาราบริวัตร เป็นเช่นนั้นมาจนถึงสมัยเมื่อพระยามหาอำมาตย์ ฯ (หรุ่น ศรีเพ็ญ) ออกไปเป็นข้าหลวงประจำอยู่ที่เมืองนครจำปาศักดิ์ นัยว่า
พระยามหาอำมาตย์ ฯ ใช้อำนาจตราจุลราชสีห์ที่ตัวถือโดยตำแหน่งเป็นสมุหมหาดไทยฝ่ายเหนือนั้นตั้งหลวงภักดี ชื่อบุญจัน ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าเมืองเซลำเภาแต่ก่อนคนหนึ่งซึ่งปกครองคนอยู่่ ณ เมืองเซลำเภาเดิม ให้เป็นที่พระภักดีภุมเรศนายกองส่วยผึ้ง และให้มีกรมการทุกตำแหน่งเหมือนอย่างปกครองเมือง ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทยทางตัวพระยามหาอำมาตย์ แต่นั้นการปกครองเมืองธาราบริวัตรกับเมืองเซลำเภาเดิม ก็แยกขาดจากกันมาจนเสียเมืองทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแก่ฝรั่งเศส
​ถวายรายงาน
๒. หม่อมฉันจะทูลเล่าถึงเรื่องที่หม่อมฉันกลับมากรุงเทพ ฯ ต่อไป การที่หม่อมฉันกลับมากรุงเทพ ฯ ครั้งนี้ พวกลูกทางกรุงเทพ ฯ เขาคิดอ่านกันโดยหม่อมฉันไม่ได้ทราบก่อน เริ่มจะได้ทราบนั้นเมื่อวันศุกร์ที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ เวลาเช้าประมาณ ๙ น. มีคนเอาหนังสือมาส่งให้ที่บ้านซินนามอนฮอลซอง ๑ ในนั้นมีโน้ตภาษาอังกฤษของเลขานุการเจ้าเมืองปีนัง บอกว่ามีโทรเลขส่งจากเมืองไทย ถึงหม่อมฉัน
ฉบับหนึ่งอยู่ที่สำนักงานไปร ไตทะกูมา ให้หม่อมฉันส่งคนไปรับ หม่อมฉันออกจะตกใจด้วยเป็นเวลาเขาห้ามปรามกวดขัน มิให้มีการคมนาคมหรือไปมาถึงกันในระหว่างเมืองมลายูกับเมืองไทย ไฉนจึงมีผู้ส่งโทรเลขไปให้หม่อมฉันได้ และส่งไปโดยอนุญาตของรัฐบาลญี่ปุ่นด้วย เห็นว่าคงต้องเป็นโทรเลขในการสำคัญอันใดอันหนึ่งจำจะต้องรับโทรเลขเช่นนั้น แต่ไม่มีผู้ชายที่จะให้ไป หญิงพิลัยกับหญิงเหลือ
เธอรับอาสาจะไปรับโทรเลขนั้น เธอกล้าไปถึงศาลารัฐบาล และได้พบตัวเลขานุการของเจ้าเมือง เขาบอกว่าโทรเลขนั้นส่งมาโดยทางราชการด้วยสายโทรเลขของกรมทหารญี่ปุ่น แต่สถานีไปรไตทะกูมานั้นตั้งอยู่ที่ฝั่งแหลมมลายูมิได้อยู่ที่เกาะปีนัง หญิงพิลัยกับหญิงเหลืออุตส่าห์ทน​ความลำบากข้ามไปถึงที่สถานีโทรเลขเดิมที่สถานีรถไฟตำบลไปร ไปรู้ความจากพนักงานโทรเลขว่าที่สถานีเดิมนั้น เลิกรับส่งโทรเลขกับเมืองไทยมาเสียนานแล้ว โทรเลขที่มีถึงหม่อมฉันนั้นอยู่ที่สถานีโทรเลข
กรมทหารญี่ปุ่นทางไปสักครึ่งไมล์ เจ้าหญิงมองหาพาหนะอันใดที่จะไปให้ถึงที่สถานีโทรเลขนั้นก็หาไม่ได้ นอกจากจะขึ้นนั่งอาศัยไปท้ายรถจักรยานของผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งเธอรังเกียจ จึงเป็นอันจนใจต้องกลับมาเปล่าเสียวันหนึ่ง ด้วยเดชะบุญหม่อมฉันได้เคยคุ้นกับนายร้อยทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งในกรมทะราบูไต คือพนักงานในการที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทย เขาเคยมีแก่ใจมาบอกปวารณา รับช่วยอุปการะไว้ในเวลาเดือดร้อน ปรึกษากันดูกับลูก เห็นว่าจำเป็นแล้วที่ต้องอาศัยพึ่งนายร้อยคนนั้น
รุ่งขึ้นวันเสาร์ที่ ๓ ตุลาคม หญิงพูนกับหญิงเหลือไปหานายร้อยที่สำนักงานของเขา เล่าเรื่องที่มีมาแต่หนหลังให้เขาฟัง เขาก็รับจะเรียกเอาโทรเลขนั้นมาให้ และตัวนายร้อยเองนำโทรเลขมาให้ในตอนกลางวัน ๆ นั้น แต่โทรเลขเป็นภาษาญี่ปุ่น ก็เลยวานให้นายร้อยช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษ อ่านคำแปลได้ความว่าโทรเลขนั้นเป็นโทรเลขของผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่งในฝ่ายญี่ปุ่นมีถึงผู้ใหญ่ฝ่ายญี่ปุ่นอีกคนหนึ่ง ชื่อเรียงเสียงไรไม่​ปรากฏทั้งสองฝ่าย ขึ้นความว่าให้บอกหม่อมฉันว่ารัฐบาลไทย
ปรารถนาจะให้หม่อมฉันกับพระองค์หญิงประเวศและครอบครัวกลับกรุงเทพฯ รัฐบาลญี่ปุ่นก็รับจะสงเคราะห์ให้ได้กลับไปโดยสะดวกทั้งตัวหม่อมฉันและพระองค์หญิงประเวศ กับบริวารทั้งปวง จะให้อาชวดิศไปรับที่ต่อแดน ณ ตำบลปาดังเบซา และจะมีจดหมายตามมา ขอให้หม่อมฉันเตรียมตัว และให้ออกจากปีนังวันศุกร์ที่ ๙ ตุลาคม เวลาเช้า ความในโทรเลขมีเท่านั้น สังเกตเห็นมีชื่ออาชวดิศรู้ว่าพวกที่บ้านหม่อมฉันคงรู้เห็นด้วยในการที่ส่งโทรเลขฉบับนั้น เพื่อจะให้หม่อมฉันมีเวลาเตรียมตัว ๖ วัน
แต่เหตุไฉนจึงกำหนดให้ออกจากปีนังวันที่ ๙ ตุลาคม คิดไม่เห็น ปรึกษานายร้อยทางเขาก็ไม่รู้วี่แววว่าจะมีการรับหม่อมฉันกลับ เขาแนะนำว่าควรถือโทรเลขนั้นเป็นความลับไว้ก่อน ต่อเมื่อได้รับจดหมายจึงค่อยเตรียมตัวโดยเปิดเผย เขารับจะไปเที่ยวสืบสวนว่าจดหมายส่งไปทางไหน และจะรีบเร่งเอาจดหมายมาให้หม่อมฉันโดยเร็ว รอมา ๒ วันก็ไม่ได้รับข่าวจากนายร้อย หม่อมฉันจึงให้หญิงพูนไปกระซิบทูลพระองค์หญิงประเวศให้ทรงทราบ เธอก็ตรัสว่าเต็มพระทัยที่จะกลับกรุงเทพฯ
ถึงวันพุธที่ ๗ ตุลาคม เวลาเช้านายทหารญี่ปุ่นคนหนึ่ง ชื่อนายร้อยโททุทสะดากับล่ามไปหาที่ซินนามอนฮอล ถือจดหมาย​ชายดิศฉบับ ๑ ชายแอ๊วฉบับ ๑ ชายใหม่ฉบับ ๑ และบอกว่าตัวเขาลงไปจากสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ เพื่อไปรับหม่อมฉันพร้อมกันกับลูก ในการที่จะเดินทางจากปีนังผ่านไปในแดนที่ญี่ปุ่นปกครอง เขาจะเป็นผู้ดูแลให้ได้ความสะดวกทุกอย่าง ลูกชายดิศกับชายใหม่จะไปคอยรับอยู่ที่ต่อ
แดนพามาเมืองสงขลาให้ทันลงเรือวลัย ซึ่งกำหนดจะออกในวันศุกร์ที่ ๙ ตุลาคม กลับมากรุงเทพฯ ทางทะเลก็เป็นอันรู้ว่าเหตุใดในโทรเลขจึงกำชับให้ออกจากปีนังวันที่ ๙ ปรึกษากันต่อไปถึงทางที่จะออกจากปีนังจะมาทางรถไฟก็ได้อย่างหนึ่ง จะมาทางรถยนต์ก็ได้อีกอย่างหนึ่ง นายร้อยโททุทสะดาเขาเห็นว่ามารถไฟไม่สะดวกเหมือนรถยนต์ เพราะรถไฟที่ญี่ปุ่นใช้อยู่ทางนั้นมีแต่รถ ๔ ล้อ ชั้นที่ ๒ กับชั้นที่ ๓ ไม่
สบาย และยังต้องมาขนของเปลี่ยนรถที่ปาดังเบซา จะถึงสงขลาต่อเวลายามหนึ่งลำบากในการที่จะลงเรือ สู้มารถยนต์ไม่ได้ ต้องเดินทางเพียง ๘ ชั่วโมงเป็นอย่างช้า และบรรทุกของหนเดียว ไม่ต้องรื้นขนจนถึงเรือคงจะถึงเมืองสงขลาตอนบ่าย หม่อมฉันก็เห็นชอบด้วย จึงตกลงว่าจะกลับรถยนต์ หม่อมฉันมีรถยนต์ของหม่อมฉันเองอยู่หลังหนึ่ง ขออนุญาตเอาออกจากปีนังใช้ขากลับมา ขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นช่วยจัดรถเก๋งถวายพระองค์หญิงประเวศหลังหนึ่ง รถเก๋ง​บรรทุกคนบริวารหลังหนึ่ง กับรถบรรทุก
สิ่งของต่าง ๆ ๒ หลัง เขาก็รับจะไปจัดหารถและจัดการตามที่ตกลงกันไว้นั้น ตั้งแต่เวลานั้นก็จัดของลงหีบปัดชุลมุนกันทั้งกลางวันกลางคืน ข่าวที่จะกลับก็แพร่หลาย มีคนมาส่งและมีพระมาสวดอวยชัยให้พร เป็นอันว่าหาเวลาว่างมิได้นอกจากเวลากินกับนอน น่าสงสารแต่พวกลูกจ้างที่เคยรับใช้อยู่ มันพากันร้องไห้ไม่เลือกหน้าทั้งเด็กผู้ใหญ่ ที่จริงมันก็น่าวิตกด้วยผู้อื่นที่เขาจะมาอยู่ต่อไป เขาจะจ้างไว้ใช้หรือจะไล่เสียก็รู้ไม่ได้
เกิดเหตุขัดข้องเป็นข้อสำคัญขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๘ ตุลาคม ด้วยพระองค์หญิงประเวศให้มาบอกว่า เธอมีอาการประชวนด้วยเส้นประสาทกำเริบให้หมอมาตรวจ หมอว่าจะเดินทางไม่ได้ เพราะฉะนั้นเธอจะต้องเสด็จอยู่ปีนังต่อไปยังกลับไม่ได้ หม่อมฉันก็จนใจมิรู้ที่จะทำอย่างไร ด้วยครัวเรือนของหม่อมฉันเองได้รับปากผู้ไปรับ
เป็นมั่นคง สมบัติพัสถานได้รวบรวมเก็บลงหีบร่ำลาพวกพ้องหมดแล้ว จะคืนคำไม่กลับมาด้วยอ้างเหตุที่พระองค์หญิงประเวศประชวร ดูจะเสียหายด้วยทำให้เขาลำบากยากเย็นเปล่า ๆ จึงต้องตกลงปลงใจกลับมาแต่ครัวเดียว ปล่อยพระองค์หญิงประเวศไว้ที่ปีนังชั่วคราว ด้วยผู้ที่จะดูแลอุปการะเธอก็มีอยู่บ้าง คือพระยารัษฎาธิราชภักดี ​(คอยู่จ๋าย) เป็นต้น เมื่อเธอหายประชวรแล้วจึงจะคิดรับกลับมา แต่ก็เสียใจมาก เข้ามาเสียด้วยกันหมดก็จะสะดวกขึ้นมาก
ถึงวันศุกร์ที่ ๙ ตุลาคม เวลาเช้า ๙ น. หม่อมฉันขึ้นรถยนต์ของหม่อมฉันเองด้วยกันกับหญิงพูนนั่งข้างใน นายร้อยโททุทสะดานั่งข้างหน้า เขาเอาคนของรัฐบาลญี่ปุ่นมาขับรถ คนอื่นนอกจากนั้นตั้งแต่หญิงพิลัยเป็นต้น บรรดาที่มาด้วยขึ้นรถออมนิบัสที่รัฐบาลญี่ปุ่นเขาจัดให้หลังหนึ่ง สิ่งของทั้งปวงที่เอามาด้วยรวมลงในรถบรรทุกของหลังเดียวหมด ยังมีหีบสมุดและของอื่นฝากไว้ที่ปีนังอีกหลายหีบ เขารับว่าจะส่งตามเข้ามาภายหลัง ออกจากซินนามอนฮอลยังต้องขับรถไปบอกเจ้าพนักงานตามสถาน
ที่ต่าง ๆ ก่อนแล้วจึงเอารถลงเรือข้ามมาที่ฝั่งได้ แต่นายร้อยโททุทสะดาเขาเป็นธุระจัดการต่างๆ ตามข้อบังคับให้หมดทุกอย่าง เราไม่ต้องทำอะไรเป็นแต่นั่งมาเหมือนกับหุ่น การที่ตรวจตัวคนตรวจสิ่งของที่เอาออกจากปีนัง หรือตามด่านทางที่ผ่านมาในแดนญี่ปุ่นปกครองเขายกเว้นให้หมดทุกอย่าง มาหยุดกินกลางวันที่อำเภอสุไหง ปัตตานี แล้วแล่นต่อมา ถึงแดนเมืองไทยพบชายดิศกับชายใหม่ไปคอยรับหม่อมฉัน ชวนชายดิศขึ้นรถนั่งมาด้วยอีกคนหนึ่ง แต่มาถูกลำบากในแดนเมืองของตัวเองแสน
สาหัส ด้วยเมื่อก่อนหม่อมฉันจะมาฝนตกห่า​ใหญ่หลายวัน น้ำกัดถนนและสะพานหักพังต้องขับรถลุยโคลนมาช้าๆ บางแห่งก็ติดบ้างและต้องข้ามสะพานเขาทำชั่วคราวก็หลายแห่ง มาได้ช้าจนมืดค่ำลงกลางทาง มาถึงเมืองสงขลาได้ต่อยามหนึ่ง ต้องนั่งเป็นหุ่นมาในรถถึง ๑๒ ชั่วโมง ด้วยเดชะบุญทนมาได้จนถึงเมืองสงขลา แต่เมื่อเดินลงเรือไฟเล็กมาขึ้นเรือไฟใหญ่ หัวเข่าทั้งสองข้างยันไม่อยู่ ต้องมีคนประคองให้เดินจึงขึ้นลงได้
ที่ลูกเขาคิดให้มาเรือทางทะเลก็เป็นเดชะบุญอีก พอมาถึงเมืองสงขลา ก็ได้ข่าวว่าน้ำท่วมพัดทางรถไฟพังที่ตำบลศาลายา รถไฟเดินได้เพียงพระปฐมเจดีย์ ถ้าหม่อมฉันมาทางรถไฟก็เห็นจะมาติดอยู่เพียงหัวหิน บางทีจะยังมาไม่ถึงกรุงเทพฯ ทั้งได้เคย
ฟังเขาเล่าว่ามารถไฟเดี๋ยวนี้ลำบากมาก ด้วยต้องนอนค้างทางและเปลี่ยนรถถึง ๔ วัน มารถไฟคงจะบอบช้ำเหน็ดเหนื่อย แต่มาเรือวลัยได้ความสุขสำราญทั้งกินนอนและอากาศดีไม่มีคลื่นตลอดทางจนถึงกรุงเทพฯ ก็มาได้เห็นและได้ความคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาด เรือวลัยจอดที่หน้าวัดโชตนาราม ลงเรือไฟเล็กดูพระนครเวลากำลังน้ำท่วมมาจนถึงท่าเกษมที่บางขุนพรหม แล้วลงเรือพายมาตามถนนจนถึงวังวรดิศ อย่างว่า “ไม่เคยรับ” ต่อมาถึงวันศุกร์ที่ ๑๖ ​หม่อมฉันลงเรือพายจากวังวรดิศไป
ทางถนนราชดำเนินและพายเข้าประตูวิเศษไชยศรีไปจนถึงประตูวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ยกเรือข้ามพระระเบียงเข้าไปลอยในลานวัดลงเรือต่อไป จอดเทียบบันไดพระอุโบสถ บูชาพระแก้วมรกตแล้วลงเรือไปเทียบที่บันไดทางขึ้นปราสาทพระเทพบิดร ไปถวายบังคมพระบรมรูป เวลาที่ไปมาจากวังวรดิศกับพระบรมมหาราชวังถึงชั่วโมงหนึ่ง ถึงวันอาทิตย์ที่ ๑๘ หม่อมฉันไปเฝ้าสมเด็จพระพันวัสสาฯ ลงเรือที่วังวรดิศไปตามคลองแสนแสบถึงวังสระปทุม วันนั้นกลับมาเหนื่อยเพลียด้วย
ต้องตากแดดไปตามทาง หม่อมฉันยังปรารถนาจะไปในเวลาน้ำท่วมนี้แต่อีกแห่งเดียว คือที่ตำหนักปลายเนิน แต่ฟังคำคุณโตและพวกหลานที่อยู่ตำหนักว่าทางไปมาลำบาก และต้องใช้เวลาไปถึง ๒ ชั่วโมงจึงถึงก็ออกท้อใจ ฝ่ายพระองค์ท่านก็คงอยากเสด็จมาวังวรดิศ แต่นึกว่าเราคิดถึงอายุสังขารของเราจะดีกว่า รอไว้พบกันเมื่อน้ำแห้งเถิด
บรรเลง
๓. หม่อมฉันเคยถวายเรื่องบรรเลงมาในจดหมายเวรฉบับที่ ๖/๘๕ ๒ เรื่อง แต่จดหมายฉบับนั้นดูน่าจะหายเสียแล้วในระหว่างทาง จึงคัดเรื่องที่บรรเลงถวายซ้ำมาในจดหมาย​ฉบับนี้ คือเรื่องเมืองอู่ทองเรื่อง ๑ กับเรื่องพระเจดีย์ยุทธหัตถีเรื่อง ๑ ดังต่อไปนี้
เรื่องเมืองอู่ทอง
ในหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับแรกพิมพ์เมื่อรัชกาลที่ ๔ มีนิทานเล่าถึงเรื่องต้นวงศ์ของพระเจ้าอู่ทองอยู่ข้างต้น ว่ามีพระเจ้าแผ่นดินองค์ ๑ ครองเมืองเชียงรายอยู่ในแดนลานนา อยู่มาพวกมอญเมืองสะเทิ่มยกกองทัพมาตีเมืองเชียงราย พระเจ้าเชียงรายเห็นว่าข้าศึกมีกำลังมากมายใหญ่หลวงนักจะสู้ไม่ไหวก็ทิ้งเมืองเชียงราย
พาไพร่บ้านพลเมืองอพยพหนีข้าศึกมาทางแม่น้ำพิง มาเห็นเมืองแปบร้างอยู่ทางฝั่งตะวันตกใต้เมืองกำแพงเพชร จึงตั้งอยู่ ณ ที่นั่น และสร้างเมืองขึ้นเป็นราชธานีให้ชื่อว่า “เมืองไตรตรึงส์” (อยู่ที่ตำบลวังพระธาตุ) แล้วเสวยราชย์สืบวงศ์มา ๓ ชั่ว ถึงรัชกาลพระเจ้าไตรตรึงส์องค์ที่ ๓ มีชายทุคตะเข็ญใจคน ๑ รูปร่างวิกลเป็นปมเปาไปทั่วทั้งตัวจนเรียกกันว่า “แสนปม” ตั้งทำไร่เลี้ยงชีพอยู่ที่เกาะอันหนึ่งข้างใต้เมืองไตร
ตรึงส์ ก็นายแสนปมนั้นมักไปถ่ายปัสสาวะที่โคนต้นมะเขือในไร่ของตนเนืองๆ ครั้นมะเขือออกลูก เผอิญมีผู้ได้ไปส่งทำเครื่องเสวยที่ในวัง ราชธิดาองค์ ๑ เสวย​มะเขือนั้น ทรงครรภ์ขึ้นมาโดยมิได้มีวี่แววว่าเคยคบชู้สู่ชาย แล้วคลอดบุตรเป็นชาย พระเจ้าไตรตรึงส์ใคร่จะรู้ว่าใครเป็นบิดาของบุตรนั้น พอกุมารเจริญถึงขนาดรู้ความ ก็ประกาศสั่งให้บรรดาชายชาวเมืองไตรตรึงส์หาของมาถวายกุมารราชนัดดา และทรงอธิษฐานว่าถ้ากุมารเป็นบุตรของผู้ใด ขอให้ชอบของผู้นั้น นายแสนปมถูกเรียกเข้าไปด้วยไม่มี
อะไรจะถวายได้แต่ข้าวสุกก้อน ๑ ถือไป แต่กุมารเฉพาะชอบข้าวสุกของนายแสนปม เห็นประจักษ์แก่ตาคนทั้งหลาย พระเจ้าไตรตรึงส์ได้ความอัปยศอดสู ก็ให้เอากุมารหลานชายกับนางราชธิดาที่เป็นมารดา ลงแพปล่อยลอยน้ำไปเสียด้วยกันกับนายแสนปม แต่เมื่อแพลอยลงไปถึงไร่ของนายแสนปม พระอินทร์จำแลงเป็นลิงเอากลองสาระพัดนึกลงมาให้นายแสนปมใบ ๑ บอกว่าจะปรารถนาสิ่งใดก็ให้ตีกลองนั้นจะสำเร็จได้ดังปรารถนา ๓ ครั้ง นายแสนปมตีกลองครั้งแรกปรารถนาจะให้ปมเปาที่
ตัวหายไป ก็หายหมดกลับมีรูปโฉมเป็นสง่างาม ตีครั้งที่ ๒ ปรารถนาจะมีบ้านเมืองสำหรับครอบครอง ก็เกิดเมืองขึ้นที่ใต้บ้านโคนข้างใต้เมืองไตรตรึงส์ทางฝั่งตะวันออก ตีครั้งที่ ๓ ปรารถนาเปลทองคำสำหรับให้กุมารนอน ก็เกิดเปลทองคำขึ้นดังปรารถนา เพราะกุมารมีบุญได้นอนเปลทองคำของนฤมิตผิดกับคนอื่น จึง​ได้นามว่า “เจ้าอู่ทอง” ส่วนนายแสนปมก็ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ ทรงนามว่า “พระเจ้าศิริชัยเชียงแสน” ครองเมืองที่นฤมิตนั้นขนานนามว่า “เมืองเทพนคร” เมื่อพระเจ้าศิริชัย
เชียงแสนสิ้นชีพ เจ้าอู่ทองได้รับรัชทายาทครองเมืองเทพนครมาได้ ๖ ปี พระเจ้าอู่ทองปรารภหาที่สร้างราชธานีใหม่ให้บริบูรณ์พูนสุขกว่าเมืองเทพนคร ให้ข้าหลวงเที่ยวตรวจตราหาที่ เห็นว่าที่ตำบลหนองโสนเหมาะดี พระเจ้าอู่ทองจึงย้ายจากเมืองเทพนครลงมาสร้างพระนครศรีอยุธยา ราชาภิเษกทรงพระนามว่า “สมเด็จพระรามาธิบดี” เรื่องพระราชพงศาวดารตั้งต้นต่อนิทานนี้ เริ่มความแต่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ สร้างกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีขาล พ.ศ. ๑๘๙๓
นิทานเรื่องนายแสนปมนี้ ที่เป็นมูลเหตุให้คนทั้งหลายเข้าใจกันว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ซึ่งสร้างกรุงศรีอยุธยาทรงพระนามเดิมว่า “อู่ทอง” เพราะมีบุญญาภินิหารได้บรรทมเปลทองของนฤมิตเมื่อยังทรงพระเยาว์ คำที่เรียกกันในหนังสือต่างๆ ว่า “พระเจ้าอู่ทอง” จึงถือกันว่าเป็นพระนามส่วนพระองค์ทำนองเดียวกับ “พระสังข์” ในนิทานที่ชอบเล่นละครกัน
แต่เรื่องพระเจ้าอู่ทองยังมีในหนังสืออื่นอีก ในหนังสือพงศาวดารเหนืออธิบายความไปอีกอย่างหนึ่ง ว่าเมื่อพระยา​แกรกผู้มีบุญสิ้นพระชนม์แล้ว ราชวงศ์ได้ครองเมือง (ชื่อไรไม่กล่าว) สืบมาสามชั่วถึงชั่วที่ ๓ มีแต่ราชธิดา ไม่มีราชวงศ์ที่เป็นชายจะครอง
เมือง โชดกเศรษฐีกับกาลเศรษฐี (ทำนองจะเป็นเสนาบดีผู้ใหญ่) จึงปรึกษากันให้ลูกชายของโชดกเศรษฐีชื่อว่า “อู่ทอง” อภิเษกกับราชธิดาแล้วครองเมืองนั้น อยู่มาได้ ๖ ปีเกิดห่า (โรคระบาด) ลงกินเมืองผู้คนล้มตายมากนัก พระเจ้าอู่ทองจึงอพยพผู้คนพลเมืองหนีห่ามาสร้างกรุงศรีอยุธยา แม้ในเรื่องนี้คำ “อู่ทอง” ก็ว่าเป็นชื่อคน
ยังมีพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งทรงแต่งพระราชทานดอกเตอร์ดีน มิชชันเนรีอเมริกัน ส่งไปลงพิมพ์ไว้ในหนังสือ “ไชนีสริปอสิตอรี” ในเมืองจีนเมื่อปีกุน พ.ศ. ๒๓๙๔ แต่พระบรมราชาธิบายมีเพียงว่าพระเจ้าอู่ทองซึ่งสร้างกรุงศรีอยุธยานั้น เป็นราชบุตรเขยของพระเจ้าศิริชัยเชียงแสน ได้รับ
ราชสมบัติสืบพระวงศ์ทางพระมเหสี ครองเมือง (ชื่อไรมิได้มีในพระราชนิพนธ์) อยู่ได้ ๖ ปีเกิดห่าลงกินเมืองจึงย้ายมาตั้งกรุงศรีอยุธยา เรื่องพระเจ้าอู่ทองที่พบในหนังสือเก่ามิได้กล่าวว่าคำ “อู่ทอง” เป็นชื่อเมืองแต่สักเรื่อง ๑ แม้ตัวหม่อมฉันก็ไม่เคยคิดว่ามีเมืองชื่อว่า “อู่ทอง” มูลเหตุที่จะพบเมืองอู่ทองนั้น ​เกิดแต่เมื่อปีแรกหม่อมฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ไปตรวจราชการเมืองสุพรรณบุรี เป็นครั้งแรกที่เจ้านาย
เสด็จไปเมืองนั้นดังเล่าในนิทานเรื่องอื่นแล้ว หม่อมฉันถามชาวเมืองสุพรรณถึงของโบราณต่างๆ ที่มีในเขตเมืองนั้น เขาบอกว่ามีเมืองโบราณร้างอยู่ในป่าทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เมืองสุพรรณฯ แห่งหนึ่ง เรียกกันว่า “เมืองท้าวอู่ทอง” ผู้หลักผู้ใหญ่เล่ากันมาว่าพระเจ้าอู่ทองเสวยราชย์อยู่ที่เมืองนั้นก่อน อยู่มาห่าลงกินเมืองพระเจ้าอู่ทองจึงพาผู้คนหนีห่าย้ายไปสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และเล่าต่อไปว่า เมื่อพระเจ้าอู่ทองหนีห่าครั้งนี้ พาผู้คนไปข้ามแม่น้ำสุพรรณตรงที่แห่งหนึ่งยังเรียกกันว่า “ท่าท้าว
อู่ทอง” อยู่จนทุกวันนี้ หม่อมฉันได้ฟังก็เกิดอยากไปดูเมืองท้าวอู่ทอง แต่เขาว่าอยู่ไกลนัก ถ้าจะเดินบกไปจากเมืองสุพรรณฯ จะต้องแรมทางสัก ๒ คืนจึงจะถึง ทางที่จะไปได้สะดวกนั้นต้องไปเรือ เข้าคลองสองพี่น้องที่ใกล้กับแดนเมืองนครไชยศรี ไปทางคลองจนถึงบ้านสองพี่น้องที่อยู่ชายป่าแล้วขึ้นเดินบกต่อไปวันเดียวก็ถึง หม่อมฉันไม่สามารถจะไปดูเมืองท้าวอู่ทองได้ในคราวนั้น แต่ผูกใจไว้ว่าจะไปดูให้ได้สักครั้งหนึ่ง
ต่อมาอีกสักสองสามปี จะเป็นปีใดหม่อมฉันจำไม่ได้ หม่อมฉันจะไปตรวจเมืองสุพรรณบุรีอีก ครั้งนี้จะไปดูอำเภอสองพี่น้อง ​อันเป็นอำเภอใหญ่อยู่ข้างใต้เมืองสุพรรณ หม่อมฉันนึกขึ้นถึงเมืองท้าวอู่ทอง จึงสั่งให้เขาเตรียมพาหนะสำหรับเดินทางบก กับหาที่พักแรมไว้ที่เมืองท้าวอู่ทองด้วย เมื่อตรวจราชการที่อำเภอ
สองพี่น้องแล้วหม่อมฉันก็ขี่ม้าเดินบกไป ทางที่ไปเป็นป่าเปลี่ยวแต่มีไม้แก่นชนิดต่างๆ มาก ถึงมีหมู่บ้านตั้งอยู่ในป่านั้นแห่งหนึ่ง ชาวบ้านหากินแต่ด้วยทำเกวียนส่งไปขายยังที่อื่นๆ เพราะหาไม้ต่างๆ สำหรับทำเกวียนได้ง่ายในป่านั้น หม่อมฉันพักร้อนกินกลางวันที่บ้านนั้นแล้วเดินทางต่อไป พอตกเย็นก็ถึงบ้านจระเข้สามพันอันเป็นที่พักแรมอยู่ริมลำน้ำชื่อเดียวกัน ใต้เมืองท้าวอู่ทองลงมาไม่ห่างนัก รวมระยะทางที่เดินบกไปจากบ้านสองพี่น้องเห็นจะราวสัก ๗๐๐ เส้น
วันรุ่งขึ้นหม่อมฉันเข้าไปดูเมืองท้าวอู่ทอง เมืองตั้งอยู่ทางฟากตะวันตกลำน้ำจระเข้สามพัน ดูเป็นเมืองเก่าแก่ใหญ่โต มีป้อมปราการก่อด้วยศิลา แต่หักพังไปเสียเกือบหมดแล้ว ยังเหลือคงรูปแต่ประตูเมืองแห่งหนึ่งกับป้อมปราการต่อจากประตูนั้นบ้าง
เล็กน้อย แนวปราการด้านหน้าตั้งบนที่ดอนดูเป็นตระพักสูงราว ๖ ศอก แล้วเป็นแผ่นดินต่ำต่อไปสัก ๕ เส้นถึงริมน้ำจระเข้สามพัน มีรอยถนนจากประตูเมืองตรงลงไปถึงท่าเรียกว่า “ท่าพระยาจักร” พิเคราะห์ดูลำน้ำจระเข้สามพันเดิมเห็นจะ​เป็นแม่น้ำใหญ่ที่สูงซึ่งสร้างปราการจะเป็นตลิ่ง ครั้นนานมาเกิดมีช่องทางพาสายน้ำไหลไปเสียทางอื่น แม่น้ำเดิมก็ตื้นเขินแคบเข้าโดยลำดับจนเกิดแผ่นดินที่ราบมีขึ้นริมตลิ่ง ก็ต้องทำ
ถนนต่อออกไปจากเมืองจนถึงท่าเรือ ความที่ว่านี้เห็นได้ด้วยมีสระขุดขนาดใหญ่สัญฐานเป็น ๔ เหลี่ยมรีอยู่ทั้งสองข้างถนน คงขุดสำหรับขังน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง น่าจะเป็นเพราะเมืองกันดารน้ำหนักขึ้นนั้นเองเป็นเหตุให้เกิดห่า (เช่นอหิวาตกโรคเป็นต้น) ลงกินเมืองเนืองๆ มิใช่เพียงแต่ครั้งเดียว พระเจ้าอู่ทองจึงต้องทิ้งเมืองย้ายมาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ข้างในเมืองท้าวอู่ทองเมื่อหม่อมฉันไปดู เป็นแต่ที่อาศัยของสัตว์ป่าได้เห็นอีเก้งวิ่งผ่านหน้าม้าไปใกล้ๆ แต่สังเกตดูพื้นที่เป็นโคกน้อยใหญ่ต่อๆ กันไปทุก
ทาง และตามโคกมีก้อนหินและอิฐหักปนอยู่กับดินแทบทั้งนั้น เพราะเคยเป็นที่โบราณสถานเช่นพระเจดีย์วิหาร เมื่อบ้านเมืองยังดีเห็นจะมีมาก หม่อมฉันดูเมืองแล้วให้คนแยกย้ายกันไปเที่ยวค้นหาของโบราณที่ยังมีทิ้งอยู่ในเมืองท้าวอู่ทอง พบของหลายอย่างเช่นพระเศียรพระพุทธรูปเป็นต้นเป็นแบบเดียวกันที่พบที่พระปฐมเจดีย์ แม้เงินเหรียญตราสังข์ซึ่งเคยพบแต่ที่พระปฐมเจดีย์ชาวบ้านก็เคยขุดได้ที่เมืองท้าวอู่ทอง ดูประหลาดนักหนา ใช่แต่เท่านั้น แม้เทวรูปโบราณที่นับถือกันในสมัย​ภายหลัง
มา ก็มีรูปพระวิษณุแบบเก่าที่ทำใส่หมวกแทนมงกุฎอยู่ที่ท่าพระยาจักรองค์หนึ่ง ซึ่งคนถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ไม่กล้าย้ายเอาไปที่อื่น ซากของชั้นหลังเช่นพระเจดีย์แบบสมัยกรุงสุโขทัยก็มี เมื่อหม่อมฉันได้เห็นเมืองท้าวอู่ทองเป็นดังว่ามา คิดว่าน่าจะเป็นเมืองตั้งมาแต่ในสมัยเมื่อเมืองที่พระปฐมเจดีย์เป็นราชธานีของประเทศ (ที่นักปราชญ์เขาค้นได้ในจดหมายเหตุจีนว่าชื่อ “ทวาราวดี”) จึงใช้สิ่งของแบบเดียวกันมาก ใจหม่อมฉันก็เริ่มผูกพันกับเมืองท้าวอู่ทองมาตั้งแต่ไปเห็นเมื่อครั้งแรก
ครั้นถึงสมัยเมื่อสร้างเมืองนครปฐมขึ้นที่ตำบลพระปฐมเจดีย์ หม่อมฉันออกไปตรวจการบ่อยๆ สังเกตเห็นที่พระปฐมเจดีย์มีรอยลำน้ำเก่า ๒ สาย สายหนึ่งวกวนขึ้นไปทางทิศเหนือ อีกสายหนึ่งวกวนไปทางทิศตะวันตก หม่อมฉันอยากรู้ว่าลำน้ำสายไปข้างเหนือนั้นจะขึ้นไปถึงเมืองท้าวอู่ทองหรือไม่ จึงวานพระยานครพระราม (ม.ร.ว. เล็ก) เมื่อยังเป็นนายอำเภอพระปฐมเจดีย์ ให้ตรวจแนวลำน้ำนั้นว่าจะขึ้นไปถึงไหน ด้วยแกเคยอยู่ในกรมแผนที่ ทำแผนที่เป็น พระยานครพระรามตรวจได้ความว่าแนว
ลำน้ำนั้นขึ้นไปผ่านหน้าเมืองกำแพงแสน ซึ่งเป็นเมืองโบราณเมืองหนึ่ง แล้วมีร่องรอยต่อขึ้นไปข้างเหนือจนไปต่อกับลำน้ำจระเข้สามพันที่ตั้งเมืองท้าวอู่ทอง ใช่แต่เท่านั้น ​สืบถามที่เมืองสุพรรณ ยังได้ความต่อไปว่าลำน้ำจระเข้สามพันนั้นยืนยาวต่อขึ้นไปทางเหนืออีกไกลมาก และมีของโบราณ เช่นสระน้ำสรงราชาภิเษกเป็นต้น อยู่ริมลำน้ำนั้นหลายแห่ง แต่ลำน้ำเดิมตื้นเขินยังมีน้ำแต่เป็นตอนๆ คนจึงเอาชื่อตำบลที่ยังมีน้ำเรียกเป็นชื่อลำน้ำนั้นกลายเป็นหลายชื่อ
ส่วนลำน้ำที่พระปฐมเจดีย์อีกสายหนึ่งซึ่งไปทางตะวันตกนั้น ตรวจเมื่อภายหลังก็ได้ความรู้อย่างแปลกประหลาด ว่าไปต่อกับแม่น้ำราชบุรีที่ตำบลท่าผาและมีวัดพุทธาวาศ พวกชาวอินเดียที่มาตั้งเมือง ณ พระปฐมเจดีย์ ก่อสร้างด้วยศิลาปรากฏอยู่ที่พงตึกทางฟากตะวันตกเหนือปากน้ำนั้น เป็นอันพบหลักฐานแน่นอนว่าเมืองโบราณที่
พระปฐมเจดีย์นั้นตั้งอยู่ที่แม่น้ำ ๒ สายประสบกัน และอยู่ใกล้ปากน้ำที่ออกทะเลด้วย เพราะเคยขุดพบสายโซ่และสมอเรือทะเลที่ตำบลธรรมศาลา อยู่ห่างพระปฐมเจดีย์มาทางทิศตะวันออกไม่ไกลนัก เพราะเป็นเมืองมีทางคมนาคมค้าขายทั้งทางบกทางทะเลและทางแม่น้ำบริบูรณ์ เมืองเดิมที่พระปฐมเจดีย์จึงได้เป็นราชธานีของประเทศทวาราวดี
หม่อมฉันคิดวินิจฉัยเรื่องเมืองท้าวอู่ทอง เห็นว่าเมื่อแรกตั้งคงเป็นเมืองในอาณาเขตของประเทศทวาราวดี มีมาก่อนสมัยพระเจ้าอู่ทองหลายร้อยปี และคงมีชื่อเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ​หม่อมฉันอยากรู้ชื่อเดิมของเมืองท้าวอู่ทอง คิดหาที่ค้นนึกขึ้นได้ว่าในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ตอนข้างท้ายมีชื่อเมืองขึ้นของกรุงสุโขทัยในสมัยพระเจ้ารามคำแหงบอกไว้ทุกทิศ จึงไปตรวจดูชื่อเมืองขึ้นทางทิศใต้ในศิลาจารึกนั้น มีว่า “เบื้องหัวนิอนรอด (ทิศใต้ถึงเมือง) คณฑี พระบาง แพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรี
เพชรบุรี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว” ดังนี้ ก็เมืองเหล่านั้นหม่อมฉันเคยไปแล้วทั้ง ๗ เมือง รู้ได้ว่าในศิลาจารึกเรียกเรียงเป็นลำดับกันลงมา ตั้งแต่ต่อเมืองกำแพงเพชร คือเมืองคณฑีอยู่ที่ใกล้บ้านโคนทางฝั่งตะวันออกแม่น้ำพิง ยังเป็นเมืองร้างมีวัดวาของโบราณปรากฏอยู่ ตรงที่อ้างในนิทานเรื่องนายแสนปมว่าเป็นเมืองเทพนครที่พระบิดาของพระเจ้าอู่ทองนฤมิต ก็แต่ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง มีมาก่อนนิทานเรื่องนายแสนปมตั้ง ๑๐๐ ปี ก็เป็นอันลบล้างข้อที่อ้างว่าเป็นเมืองเทพ
นคร และลบล้างต่อไปจนความข้อที่ว่าพระเจ้าอู่ทองครองเมืองเทพนครนั้นอยู่ก่อนลงมาสร้างกรุงศรีอยุธยา ต่อเมืองคณฑีลงมาออกชื่อ “เมืองพระบาง” เมืองนั้นก็ยังเป็นเมืองร้างปรากฏอยู่ทางฝั่งตะวันตกแม่น้ำพิง ข้างหลังตลาดปากน้ำโพบัดนี้ แม้ในหนังสือพระราชพงศาวดารตอนรัชกาลสมเด็จพระอินทราชาธิราชก็มีว่า เมื่อเมืองเหนือเป็นจลาจล ​สมเด็จพระอินทราชาธิราชเสด็จยกกองทัพขึ้นไปตั้งอยู่ที่เมืองพระบาง ต่อเมืองพระบางลงมาถึง “เมืองแพรก” คือเมืองสรรค์ก็ยังมีเมืองโบราณอยู่จน
บัดนี้ ในกฎหมายและพงศาวดารทางกรุงศรีอยุธยาก็เรียกว่าเมืองแพรก เพราะตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อยซึ่งแยกจากแม่น้ำพิงไปทางทิศตะวันตก เห็นจะมาเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองสรรค์เมื่อภายหลัง ต่อเมืองแพรกลงมาถึง “เมืองสุพรรณภูมิ” พิเคราะห์ตามแผนที่ตรงกับเมืองท้าวอู่ทอง มิใช่เมืองสุพรรณบุรีซึ่งสร้างเมื่อภายหลัง ต่อเมืองสุพรรณภูมิไปในจารึกก็ออกชื่อเมืองราชบุรี ข้ามเมืองโบราณที่พระปฐมเสียหากล่าวถึงไม่ ข้อนี้ส่อให้เห็นว่าจารึกแต่ชื่อเมืองอันเป็นที่ประชุมชน เมืองร้างหากล่าวถึงไม่
หม่อมฉันนึกว่าเหตุไฉนในจารึกจึงเรียกชื่อเมืองท้าวอู่ทองว่าเมืองสุพรรณภูมิ ก็ศัพท์ ๒ ศัพท์นั้นเป็นภาษามคธ คำ “สุพรรณ” แปลว่าทองคำ “ภูมิ” แปลว่าแผ่นดิน รวมกันหมายความว่า “แผ่นดินอันมีทองคำมาก” ถ้าใช้เป็นชื่อเมืองก็ตรงกับว่าเป็นเมืองอันมีทองคำมาก พอนึกขึ้นเท่านั้นก็คิดเห็นทันทีว่าชื่อ “สุพรรณภูมิ” นั้นตรงกับชื่อ “อู่ทอง” ในภาษาไทยนั่นเอง เพราะคำว่า “อู่” หมายความว่าที่เกิดหรือที่มีก็ได้ ​เช่น
พูดกันว่า “อู่ข้าวอู่น้ำ” มิได้หมายแต่ว่าเปลสำหรับเด็กนอนอย่างเดียว และคำที่เรียกกันว่าท้าวอู่ทองก็ดี พระเจ้าอู่ทองก็ดี หมายความว่าเจ้าเมืองอู่ทองใครได้เป็นเจ้าเมือง พวกเมืองอื่นก็เรียกว่า ท้าวอู่ทองหรือพระเจ้าอู่ทอง เช่นเรียกว่า ท้าวกุเรปัน ท้าวดาหา หรือพระเจ้าเชียงใหม่และพระเจ้าน่าน มิใช่ชื่อตัวบุคคล คิดต่อไปว่าเหตุไฉนจึงเปลี่ยนชื่อเมืองสุพรรณภูมิเป็นเมืองอู่ทอง เห็นว่าเมืองนั้นเดิมพวกพราหมณ์
ตั้งชื่อว่าสุพรรณภูมิในสมัยเดียวกันกับตั้งชื่อเมืองราชบุรีและเมืองเพชรบุรี ต่อมาน่าจะร้างเสียสักคราวหนึ่ง เนื่องจากเหตุที่พระเจ้าราชาธิราชเมืองพุกามมาตีเมืองราชธานีที่พระปฐมเจดีย์ในระหว่าง พ.ศ. ๑๖๐๐ ต่อมาพวกไทยลงมาจากข้างเหนือ อาจเป็นพวกพระเจ้าศิริชัยเชียงแสนก็ได้ มาตั้งเมืองสุพรรณภูมิขึ้นอีก เรียกชื่อกันเป็นภาษาไทยจึงได้นามว่า “เมืองอู่ทอง” แต่ในจารึกของพระเจ้ารามคำแหงใช้ชื่อตามธรรมเนียมเดิมจึงเรียกว่าเมืองสุพรรณภูมิ
พอหม่อมฉันโฆษณาความที่คิดเห็นเรื่องเมืองอู่ทองให้ปรากฏ พวกนักเรียนโบราณคดีก็เห็นชอบด้วยหมด เมืองนั้นจึงได้ชื่อเรียกกันว่า “เมืองอู่ทอง” แต่นั้นมาถึงรัชกาลที่ ๖ ​เมื่อค้นพบพระเจดีย์ยุทธหัตถี ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชสร้างไว้ตรงที่ชนช้างชนะพระมหาอุปราชาเมืองหงสาวดี ณ ตำบลหนองสาหร่ายในแขวงเมืองสุพรรณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชศรัทธาอุตสาหะ
เสด็จเดินป่าจากพระปฐมเจดีย์ ไปนมัสการพระเจดีย์นั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ ได้เสด็จแวะทอดพระเนตรเมืองอู่ทองในระหว่างทางประทับแรมอยู่ที่ในเมืองคืน ๑ ทรงพระราชดำริเห็นว่าวินิจฉัยเรื่องเมืองอู่ทองมีหลักฐานมั่นคง ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๖๘ เมื่อทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้านิภานพดลเป็นเจ้าฟ้าต่างกรม จึงพระราชทานนามว่า เจ้าฟ้ากรมขุนอู่ทองเขตร์ขัติยนารี ชื่อเมืองอู่ทองก็เพิ่มขึ้นในทำเนียบหัวเมืองอีกเมือง ๑ ด้วยประการฉะนี้.
เรื่องพระเจดีย์ยุทธหัตถี
การที่ค้นพบพระเจดีย์ยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีเกี่ยวข้องกับตัวหม่อมฉันอยู่บ้าง และเหตุที่ค้นพบก็อยู่ข้างแปลกประหลาด จึงจะเล่าไว้ในนิทานเรื่องนี้ด้วย
เรื่องสมเด็จพระนเรศวรได้ทรงทำยุทธหัตถี คือขี่ช้างชนกันตัวต่อตัวกับพระมหาอุปราชาเมืองหงสาวดี ฟันพระมหา​อุปราชาสิ้นชีพบนคอช้าง มีชัยชนะอย่างมหัศจรรย์ และได้ทรงสร้างพระเจดีย์ไว้ตรงที่ทรงชนช้างองค์หนึ่งนั้น เป็นเรื่องที่เลื่องลือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรสืบกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่มาถึงสมัยกรุง
รัตนโกสินทร์นี้ หาปรากฏว่ามีใครได้เคยเห็น หรือรู้ว่าพระเจดีย์องค์นั้นอยู่ที่ไหนไม่ มีแต่ชื่อเรียกกันว่า “พระเจดีย์ยุทธหัตถี” หนังสือเก่าที่กล่าวถึงพระเจดีย์ยุทธหัตถีก็มีแต่ในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงชนะยุทธหัตถีแล้ว “ตรัสให้ก่อสร้างพระเจดีย์สถานสวมศพพระมหาอุปราชาไว้ ณ ตำบลตระพังกรุ” เพียงเท่านี้
ตัวหม่อมฉันรักรู้โบราณคดีตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาตั้งแต่ก่อนเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย นึกอยากเห็นพระเจดีย์ยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมานานแล้ว แต่ไม่สามารถจะไปเที่ยวค้นหาได้ เมื่อเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยจึงให้สืบถามหาตำบลตระพังกรุว่าอยู่ที่ไหน ได้ความว่าแต่
โบราณอยู่ในเขตเมืองสุพรรณบุรี แต่เมื่อย้ายเมืองกาญจนบุรีจากเขาชนไก่มาตั้งที่ปากแพรกในรัชกาลที่ ๓ โอนตำบลตระพังกรุไปอยู่ในเขตเมืองกาญจนบุรี ​แต่ในเวลานั้นเมืองกาญจนบุรีก็ยังขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหม ก็ไม่กล้าไปค้นต้องรอมาอีกสัก ๓ ปี จนโปรดให้รวมหัวเมืองซึ่งเคยขึ้นในกระทรวงกลาโหมและกรมท่า มาขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยแต่กระทรวงเดียว มีโอกาสที่จะค้นหาพระเจดีย์ยุทธหัตถี หม่อมฉันจึงสั่งพระยากาญจนบุรี (นุช) ซึ่งเคยรับราชการอยู่ใกล้ชิดกับหม่อมฉัน เมื่อ
ยังเป็นที่หลวงจินดารักษ์ ให้หาเวลาว่างราชการออกไปยังบ้านตระพังกรุเอง สืบถามว่าพระเจดีย์ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงสร้างมีอยู่ในตำบลนั้นหรือไม่ ถ้าพวกชาวบ้านไม่รู้ก็ให้พระยากาญจนบุรีเที่ยวตรวจดูเองว่ามีพระเจดีย์โบราณที่ขนาดหรือรูปทรงสัณฐานสมกับเป็นของพระเจ้าแผ่นดินจะได้ทรงสร้างมีอยู่ในตำบลตระพังกรุบ้างหรือไม่ พระยากาญจนบุรีไปตรวจอยู่นานแล้วบอกรายงานมาว่า บ้านตระพังกรุนั้นมีมาแต่โบราณ เป็นที่ดอนต้องอาศัยใช้น้ำบ่อ มีบ่อน้ำกรุอิฐข้างในซึ่งคำโบราณเรียกว่า
“ตระพังกรุ” อยู่หลายบ่อ แต่ถามชาวบ้านถึงพระเจดีย์ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงสร้างแม้คนแก่คนเฒ่าก็ว่าไม่เห็นมีในตำบลนั้น พระยากาญจนบุรีไปเที่ยวตรวจดูเองก็เห็นมีแต่พระเจดีย์องค์เล็กๆ อย่างที่ชาวบ้านชอบสร้างกันตามวัด ดูเป็นของสร้างใหม่ทั้งนั้น ไม่เห็นมีพระเจดีย์แปลกตาซึ่งสมควรจะเห็นว่าเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน​ทรงสร้าง หม่อมฉันได้เห็นรายงานอย่างนั้นก็จนใจ มิรู้ที่จะค้นหาพระเจดีย์ยุทธหัตถีต่อไปอย่างไรจนตลอดรัชกาลที่ ๕
แต่หม่อมฉันรู้มาตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๕ ว่าสมเด็จพระนเรศวรมิได้ทรงสร้างพระเจดีย์องค์นั้นสวมศพพระมหาอุปราชา อย่างว่าในหนังสือพระราชพงศาวดารเพราะในหนังสือพงศาวดารพม่า ซึ่งพระไพรสณฑ์สาลารักษ์ (อองเทียน) กรมป่าไม้ แปลจากภาษาพม่าให้หม่อมฉันอ่าน ว่าครั้งนั้นพวกพม่าเชิญศพพระมหาอุปราชากลับไปเมืองหงสาวดี หม่อมฉันพิจารณาดูรายการที่ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดาร ก็เห็นสมอย่างพม่าว่า เพราะรบกันวันชนช้างนั้น เดิมสมเด็จพระนเรศวรตั้งขบวนทัพหมายจะตีปะทะหน้าข้าศึก ครั้นทรงทราบว่ากองทัพหน้าของข้าศึกไล่กองทัพพระยาศรี
ไสยณรงค์ซึ่งไปตั้งขัดตาทัพมาไม่เป็นขบวน ทรงพระราชดำริเห็นได้ทีก็ตรัสสั่งให้แปรกระบวนทัพเข้าตีโอบด้านข้างข้าศึกในทันที แล้วทรงช้างชนนำพลออกไล่ข้าศึกด้วยกันกับสมเด็จพระเอกาทศรถ มีแต่กองทัพที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ตามเสด็จไปด้วย แต่กองทัพที่ตั้งอยู่ห่างได้รู้กระแสรับสั่งช้าไปบ้างหรือบางทีที่ยังไม่เข้าใจพระราชประสงค์ก็จะมีบ้าง ยกไปช้าไม่ทันเวลาดังพระราชประสงค์หลายกอง ซ้ำในเวลาเมื่อสมเด็จพระนเรศวรไล่กองทัพหน้า​ข้าศึกที่แตกพ่ายไปนั้น เผอิญเกิดลมพัดฝุ่นฟุ้ง
มืดมนไปทั่วทั้งสนามรบ จนคนเห็นตัวกันมิใคร่ถนัด ช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรกับช้างทรงของสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นช้างชนกำลังบ่มมันต่างแล่นไล่ข้าศึกไปโดยเร็ว จนกองทัพพลเดินเท้าที่ตามเสด็จล้าหลัง มีแต่พวกองครักษ์ตามติดช้างพระที่นั่งไปไม่กี่คนนัก พอฝุ่นจางลงสมเด็จพระนเรศวรจึงทรงทราบว่าช้างพระที่นั่งพาทะลวงเข้าไปจนถึงในกองทัพหลวงของข้าศึก ด้วยทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชากับพวกเสนาขี่ช้างยืนพักอยู่ด้วยกันในร่มไม้ ณ ที่นั้น ความ
มหัศจรรย์ในพระอภินิหารของสมเด็จพระนเรศวรเกิดขึ้นในขณะนี้ที่ทรงพระสติปัญญาว่องไวทันเหตุการณ์คิดเห็นในทันทีว่าทางที่จะสู้ข้าศึกได้เหลืออยู่อย่างเดียวแต่เปลี่ยนวิธีรบให้เป็นจอมพลชนช้างกันตัวต่อตัว อันนับถือกันว่าเป็นวิธีรบของกษัตริย์ซึ่งแกล้วกล้า พอนึกได้ก็ขับช้างพระที่นั่งเข้าไปชวนพระมหาอุปราชาให้ทำยุทธหัตถี ฝ่ายพระมหาอุปราชาก็มีขัตติยมานะ จะไม่รับก็ละอายจึงได้ชนช้างกัน เมื่อสมเด็จพระนเรศวรฟันพระมหาอุปราชาสิ้นชีพบนคอช้างนั้น ทั้งพระองค์เองกับสมเด็จ
พระเอกาทศรถอยู่ในที่ล้อม สมเด็จพระนเรศวรก็ถูกปืนบาดเจ็บที่พระหัตถ์ นายมหานุภาพควาญช้าง​พระที่นั่งก็ถูกปืนตาย หมื่นภักดีศวรกลางช้างของสมเด็จพระเอกาทศรถก็ถูกปืนตายในเวลาทรงชนช้างชนะมังจาปะโร แต่เห็นจะทรงเสี่ยงภัยอยู่ในที่ล้อมไม่ช้านัก กองทัพพวกที่ตามเสด็จก็ไปถึง แก้เอาออกจากที่ล้อมกลับมาค่ายหลวงได้ทั้ง ๒ พระองค์ ส่วนพวกกองทัพหงสาวดีกำลังตกใจกันอลหม่าน ด้วยพระมหาอุปราชาผู้เป็นจอมพลสิ้นชีพก็รีบเลิกทัพเชิญศพพระมหาอุปราชกลับไปเมืองหงสาวดี
ในวันนั้น ฝ่ายทางข้างไทยต่อมาอีก ๒ วัน กองทัพที่สมเด็จพระนเรศวรให้ไปตามตีข้าศึกจึงได้ยกไป ไปทันตีแตกพ่ายแต่ทัพหลังของพวกหงสาวดี ได้ช้างม้าศาสตราวุธมาดังว่าในหนังสือพระราชพงศาวดาร ส่วนกองทัพหลวงของข้าศึกนั้นรอดไปได้ เรื่องที่จริงเห็นจะเป็นดังนี้ สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงพระพิโรธพวกแม่ทัพนายกอง มีเจ้าพระยาจักรีเป็นต้นที่ไม่ยกไปทันตามรับสั่ง ถึงวางบทให้ประหารชีวิตตามอัยการศึก เพราะพวกนั้นเป็นเหตุให้ข้าศึกไม่แตกพ่ายไปหมดทุกทัพ
แม้จะมีคำถามว่า ถ้าพระเจดีย์ยุทธหัตถีมิได้สร้างสวมศพพระมหาอุปราชาหงสาวดี ดังว่าไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดาร เหตุใดสมเด็จพระนเรศวรจึงทรงสร้างพระเจดีย์องค์นั้น ข้อนี้​ก็มีหลักฐานในหนังสือพระราชพงศาวดารพอจะคิดเห็นเหตุได้ ด้วยเมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับมาถึงพระนคร สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วซึ่งเป็นตำแหน่งพระสังฆราชฝ่ายขวา พาพระสงฆ์ราชาคณะ ๒๕ รูปเข้าไปเฝ้าเยี่ยมถามข่าวตามประเพณี เห็นข้าราชการที่ถูกตัดสินประหารชีวิตต้องจำอยู่ที่ในวัง สมเด็จพระพน
รัตน์ทูลถามสมเด็จพระนเรศวรว่าเสด็จไปทำสงครามก็มีชัยชนะข้าศึก เหตุไฉนพวกแม่ทัพนายกองจึงต้องราชทัณฑ์เล่า สมเด็จพระนเรศวรทรงเล่าเรื่องที่รบกันให้สมเด็จพระพนรัตน์ฟัง แล้วตรัสว่าข้าราชการเหล่านั้น “มันกลัวข้าศึกมากกว่าโยม ละให้แต่โยมสองคนพี่น้องฝ่าเข้าไปในท่ามกลางข้าศึก จนได้ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา มีชัยชนะแล้วจึงได้เห็นหน้ามัน นี่หากบารมีของโยม หาไม่แผ่นดินก็จะเป็นของหงสาวดีเสียแล้ว”
สมเด็จพระพนรัตน์ถวายพระพรว่า ซึ่งข้าราชการเหล่านั้นจะกลัวข้าศึกยิ่งกว่าพระองค์เห็นจะไม่เป็นไปได้ ที่เกิดเหตุบันดาลให้เสด็จเข้าไปมีชัยชนะโดยลำพังพระองค์ในท่ามกลางข้าศึกนั้น น่าจะเป็นเพราะพระบารมีบันดาลจะให้พระเกียรติปรากฏไปทั่วโลก ​เปรียบเหมือนเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ ในวันที่จะตรัสรู้พระโพธิญาณนั้น เทวดาก็มาเฝ้าอยู่เป็นอันมาก เมื่อพระยามารยกพลมาผจญถ้าหากเทวดาช่วยรบพุ่งพระยามารให้พ่ายแพ้ไปก็จะไม่สู้อัศจรรย์นัก เผอิญเทวดา
พากันหนีไปหมด ยังเหลือแต่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวทรงสามารถปราบพระยามารกับทั้งรี้พลให้พ่ายแพ้ได้ จึงได้พระนามว่าสมเด็จพระพิชิตมารโมลีศรีสรรเพชดาญาณเป็นมหัศจรรย์ไปทั่วอนันตจักรวาฬ ที่พระองค์ทรงชนะสงครามครั้งนี้ก็คล้ายกัน ถ้าหากมีชัยชนะด้วยกำลังรี้พลพระเกียรติก็จะไม่เป็นมหัศจรรย์เหมือนที่มีชัยด้วยทรงทำยุทธหัตถีโดยลำพังพระองค์กับสมเด็จพระอนุชาธิราช จึงเห็นว่าหากพระบารมีบันดาลเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ไม่ควรทรงโทมนัสน้อยพระราชหฤทัย สมเด็จพระ
นเรศวรได้ทรงฟังสมเด็จพระพนรัตน์ถวายวิสัชนา ก็ทรงพระปิติโสมนัสสิ้นพระพิโรธ สมเด็จพระพนรัตน์จึงทูลขอชีวิตข้าราชการไว้ทั้งหมด แต่ในหนังสือพระราชพงศาวดารขาดความอยู่ข้อ ๑ ซึ่งมีวัตถุและหลักฐานปรากฏอยู่ ว่าสมเด็จพระพนรัตน์ได้ทูลแนะนำให้สมเด็จพระนเรศวรเฉลิมพระเกียรติที่มีชัยครั้งนั้น ด้วยบำเพ็ญพระราชกุศลตามเยี่ยงอย่างพระเจ้าทุษฐคามนี ที่ชาวลังกานับถือว่าเป็นวีรมหาราช อันมีเรื่อง​อยู่ในคัมภีร์มหาวงศ์คล้ายกันมาก ในเรื่องนั้นว่า เมื่อ พ.ศ. ๓๓๘ พระยาเอฬาร
ทมิฬมิจฉาทิษฐิยกกองทัพจากอินเดียมาตีได้เมืองลังกาแล้วครอบครองอยู่ถึง ๔๐ ปี ในเวลาที่เมืองลังกาตกอยู่ในอำนาจมิจฉาทิษฐินั้น มีเชื้อวงศ์ของพระเจ้าเทวานัมปิยดิศองค์ ๑ ทรงนามว่าพระยากากะวรรณดิศ ได้ครองเมืองอันหนึ่งอยู่ในโรหะนะประเทศตอนกลางเกาะลังกา พระยากากะวรรณดิศมีโอรส ๒ องค์ องค์ใหญ่ทรงนามว่า ทุษฐคามนี องค์น้อยทรงนามว่า ดิศกุมาร ช่วยกันซ่องสุมรี้พลหมายจะตีเอาเมืองลังกาคืน แต่พระยากากะวรรณดิศถึงแก่พิราลัยไปเสียก่อน ทุษฐคามนีกุมารได้เป็น
พระยาแทนพระบิดา พยายามรวบรวมกำลังได้จนพอการแล้วยกกองทัพไปตีเมืองอนุราธบุรีราชธานี ได้รบกันพระยาเอฬารทมิฬถึงชนช้างกันตัวต่อตัว ทุษฐคามนีกุมารฟันพระยาเอฬารทมิฬสิ้นชีพบนคอช้าง ก็ได้เมืองลังกาคืนเป็นของราชวงศ์ที่ถือพระพุทธศาสนา ในการฉลองชัยมงคลครั้งนั้นพระเจ้าทุษฐคามนีให้สร้างพระเจดีย์องค์ ๑ ขึ้นตรงที่ชนช้างชนะ แล้วสร้างพระมหาสถูปอีกองค์ ๑ เรียกว่ามริจิวัตเจดีย์ขึ้นที่ในเมืองอนุราธบุรี เป็นที่คนทั้งหลายสักการบูชาเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าทุษฐ
คามนีสืบมา ​สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงสร้างพระเจดีย์ยุทธหัตถีขึ้นตรงที่ทรงชนช้างองค์ ๑ แล้วทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่อีกองค์ ๑ เรียกว่า “พระเจดีย์ชัยมงคล” ขึ้นที่ “วัดเจ้าพระยาไทย” อันเป็นที่สถิตของพระสังฆราชาฝ่ายขวา จึงมักเรียกกันว่า “วัดป่าแก้ว” ตามนามเดิมของพระสงฆ์คณะนั้น พระเจดีย์ชัยมงคลยังปรากฏอยู่ทางข้างตะวันออกของทางรถไฟเห็นได้แต่ไกลจนบัดนี้ เหตุที่สร้างพระเจดีย์รู้มาแล้วแต่ในรัชกาลที่ ๕ ว่าเป็นดังเล่ามา เป็นแต่ยังไม่รู้ว่าพระเจดีย์ยุทธหัตถีอยู่ที่ไหน
เหตุที่จะพบพระเจดีย์ยุทธหัตถีนั้นก็อยู่ข้างแปลกประหลาด ดูเหมือนจะเป็นในปีแรกรัชกาลที่ ๖ พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาลลักษณ์) เมื่อยังเป็นที่หลวงประเสริฐอักษรนิติ ช่วยเที่ยวหาหนังสือไทยฉบับเขียนของเก่า อันกระจัดกระจายอยู่ในพื้นเมืองให้หอพระสมุดสำหรับพระนคร วันหนึ่งไปเห็นยายแก่กำลังรวบรวมเอาสมุดไทย
ลงใส่กระชุที่บ้านแห่งหนึ่ง ถามว่าจะเอาไปไหน แกบอกว่าจะเอาไปเผาไฟทำสมุกสำหรับลงรัก พระยาปริยัติฯ ขออ่านดูหนังสือในสมุดเหล่านั้นก่อน แกก็ส่งมาให้ดูทั้งกะชุ พระยาปริยัติฯเห็นเป็นหนังสือเรื่องพงศาวดารอยู่เล่ม ๑ จึงขอยายแก่เอามาส่งให้หม่อมฉันที่หอพระสมุดฯ หม่อมฉันเห็นเป็นสมุดของเก่าเขียนตัวบรรจงด้วยเส้นรง (มิใช่หรดาร​ที่ชอบใช้กันในชั้นหลัง) ประมาณสมัยสร้างหนังสือนั้นเห็นจะถึงรัชกาลที่
๑ หรือก่อนนั้น แต่พอเปิดออกอ่านก็ประหลาดใจ ด้วยขึ้นต้นมีบานแผนกว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตรัสสั่งให้รวบรวมจดหมายเหตุต่างๆ แต่งหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับนั้น เมื่อวันพุธเดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีวอก จุลศักราช ๑๐๔๒ (พ.ศ. ๒๒๒๓) แปลกกับหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับอื่นๆ ที่มีในหอพระสมุดฯ หม่อมฉันจึงให้เรียกว่า “พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ” เพื่อเป็นเกียรติยศแก่ผู้ได้มา
ต่อมาหม่อมฉันอ่านหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐเทียบกับฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม สังเกตได้ว่าฉบับหลวงประเสริฐแต่งก่อน ผู้แต่งฉบับพิมพ์ ๒ เล่มคัดเอาความไปลงตรงๆ ก็มี แต่งแทรกลงใหม่ก็มี ถึงกระนั้นบางแห่งเรื่องที่กล่าวในพงศาวดาร
ฉบับหลวงประเสริฐแตกต่างกันกับฉบับพิมพ์ ๒ เล่มก็มี เสียแต่ฉบับหลวงประเสริฐเหลืออยู่แต่สมุดไทยเล่มเดียว ความกล่าวตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาไปจนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร ต้นฉบับเดิมเห็นจะเป็น ๒ เล่มสมุดไท เมื่อหม่อมฉันอ่านไปถึงตอนสมเด็จพระนเรศวรชนช้าง เห็นในฉบับหลวงประเสริฐว่า พระมหาอุปราชามาตั้ง
ประชุมทัพอยู่ตำบล​ตระพังกรุ แล้วมาชนช้างกับสมเด็จพระนเรศวรที่ตำบลหนองสาหร่าย เมื่อ ณ วันจันทร์ เดือนยี่ แรม ๒ ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช ๙๕๔ (พ.ศ. ๒๑๓๕) พอเห็นอย่างนั้นหม่อมฉันก็นึกขึ้นว่าได้เค้าจะค้นพระเจดีย์ยุทธหัตถีอีกแล้ว รอพอพระยาสุพรรณ (อี๋ กรรณสูตร) ซึ่งภายหลังได้เป็นพระยาสุนทรบุรี สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครไชยศรี เข้ามากรุงเทพฯ หม่อมฉันเล่าเรื่องพระเจดีย์ยุทธหัตถีให้ฟังแล้วสั่งให้ไปสืบดู ว่าตำบลชื่อหนองสาหร่ายในแขวงเมืองสุพรรณยังมีหรือไม่
ถ้ามีให้พระยาสุพรรณออกไปเองจนถึงตำบลนั้น สืบถามดูว่ามีพระเจดีย์โบราณอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งแห่งใดบ้าง พระยาสุพรรณออกไปสืบอยู่ไม่ถึงเดือนก็มีรายงานบอกมาว่าตำบลหนองสาหร่ายนั้นยังมีอยู่ใกล้กับลำน้ำท่าคอยทางทิศตะวันตกเมืองสุพรรณ (คือลำน้ำเดียวกันกับลำน้ำจระเข้สามพันที่ตั้งเมืองอู่ทองนั้นเอง แต่อยู่เหนือขึ้นไปไกล) พระยาสุพรรณได้ไปที่ตำบลนั้นสืบถามถึงพระเจดีย์โบราณ พวกชาวบ้านบอกว่ามีอยู่ในป่าตรงที่เรียกกันว่า “ดอนพระเจดีย์” องค์ ๑ พระยาสุพรรณถามต่อไปว่า
เป็นพระเจดีย์ของใครสร้างไว้ รู้หรือไม่ พวกชาวบ้านตอบว่าไม่รู้ว่าใครสร้าง เป็นแต่ผู้หลักผู้ใหญ่บอกเล่าสืบมาว่า “พระนเรศวร​กับพระนารายณ์ชนช้างกันที่ตรงนั้น” ก็เป็นอันได้เรื่องที่สั่งให้ไปสืบ พระยาสุพรรณจึงให้พวกชาวบ้านพาไปยังดอนพระเจดีย์ เมื่อแรกไปถึงไม่เห็นมีพระเจดีย์อยู่ที่ไหน เพราะต้นไม้ขึ้นปกคลุมพระเจดีย์มิดหมดทั้งองค์ จนผู้นำทางเข้าไปถางเป็นช่องให้มองดูจึงแลเห็นอิฐที่ก่อฐานรู้ว่าพระเจดีย์อยู่ตรงนั้น ถ้าไม่รู้จากชาวบ้านไปก่อน ถึงใครจะเดินผ่านไปใกล้ๆ ก็เห็นจะไม่รู้ว่ามี
พระเจดีย์อยู่ตรงนั้น หม่อมฉันนึกว่าคงเป็นเพราะเหตุนั้นเอง จึงไม่รู้ว่ามีพระเจดีย์ยุทธหัตถียังมีอยู่ เลยหายไปกว่าร้อยปี พระยาสุพรรณระดมคนให้ช่วยกันตัดต้นไม้ที่ปกคลุมพระเจดีย์ออกหมดแล้ว ให้ช่างฉายรูปพระเจดีย์ส่งมาให้หม่อมฉันด้วยกันกับรายงาน สังเกตดูเป็นพระเจดีย์มีฐานทักษิณเป็น ๔ เหลี่ยม ๓ ชั้น ขนาดฐานทักษิณชั้นล่างกว้างยาวราว ๘ วา แต่องค์พระเจดีย์เหนือฐานทักษิณชั้นที่ ๓ ขึ้นไปหักพังเสียหมดแล้ว รูปสัณฐานจะเป็นอย่างไรรู้ไม่ได้ ประมาณขนาดสูงของพระเจดีย์เมื่อยัง
บริบูรณ์ เห็นจะราวเท่ากับพระปรางค์ที่วัดราชบูรณะในกรุงเทพฯ พอหม่อมฉันเห็นรายงานกับรูปฉายที่พระยาสุพรรณส่งมา ก็สิ้นสงสัย รู้แน่ว่าพบพระเจดีย์ยุทธหัตถีเป็นแน่แล้วมีความยินดีแทบเนื้อเต้น รีบนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระปีติโสมนัส ตรัสว่าพระเจดีย์ยุทธหัตถีเป็นอนุสาวรีย์เฉลิมเกียรติของเมืองไทยสำคัญอย่างยิ่งแห่ง ๑ ถึงอยู่ไกลไปลำบากก็จะเสด็จไปสักการบูชา จึงทรงพระอุตสาหะเสด็จไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ ด้วยประการฉะนี้.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
โฆษณา