•
14 ต.ค. เวลา 02:52 • สิ่งแวดล้อม

ทำไมพอเราโตขึ้นเพื่อนเราถึงน้อยลง

ทำไมยิ่งโตยิ่งมีเพื่อนน้อยลง และทำไมมันถึงเป็นเรื่องดี
เมื่อเราเป็นเด็ก เรามักรู้สึกว่าการมีเพื่อนเป็นเรื่องง่ายมาก เพียงแค่ได้เรียนห้องเดียวกัน เล่นด้วยกัน หรือพูดคุยกันถูกคอ เราก็สามารถกลายเป็นเพื่อนสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว ในวัยนั้นเราแทบไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งเพื่อนที่เคยวิ่งเล่นด้วยกันทุกวัน อาจค่อย ๆ หายไปจากชีวิตโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว บางคนแยกย้ายกันไปเรียนต่อ บางคนเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด บางคนมีครอบครัว และบางคนก็กลายเป็นเพียงชื่อที่เรานึกถึงเป็นครั้งคราวเมื่อย้อนกลับไปมองภาพความทรงจำในอดีต
เมื่อเวลาผ่านไป เราเติบโตขึ้น มีหน้าที่การงาน มีความรับผิดชอบ มีครอบครัว และมีปัญหาชีวิตที่ต้องจัดการมากมาย สิ่งหนึ่งที่หลายคนเริ่มสังเกตเห็นก็คือ ยิ่งอายุมากขึ้น จำนวนเพื่อนที่ติดต่อพูดคุยกันอยู่เสมอกลับลดน้อยลง จากคนที่เคยมีเพื่อนเต็มไปหมด กลับเหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังพูดคุยและเข้าใจกันได้เหมือนเดิม
คำถามก็คือ ทำไมเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก และการมีเพื่อนน้อยลงนั้นเป็นเรื่องน่าเศร้าจริงหรือไม่
1. เมื่อโตขึ้น เราเริ่มรู้จักตัวเองมากกว่าเดิม
ในวัยเด็กหรือวัยหนุ่มสาว เราอาจต้องการเป็นที่ยอมรับจากคนรอบข้าง อยากมีเพื่อนเยอะ ๆ อยากได้รับเชิญไปร่วมกิจกรรม และอยากรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม การมีเพื่อนจำนวนมากจึงอาจทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและเป็นที่รักของคนอื่น
แต่เมื่อผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากขึ้น เราจะเริ่มเข้าใจว่า จำนวนเพื่อนไม่ได้เป็นตัวกำหนดความสุขเสมอไป เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนพอใจ ไม่จำเป็นต้องเข้ากับทุกกลุ่ม และไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ทำให้เราเหนื่อยใจ
บางครั้งการได้อยู่เงียบ ๆ คนเดียว อ่านหนังสือ ทำสวน ทำอาหาร หรือใช้เวลากับครอบครัว กลับทำให้เรามีความสุขมากกว่าการออกไปพบปะผู้คนจำนวนมากเสียอีก นี่ไม่ใช่เพราะเราเกลียดสังคม แต่เป็นเพราะเราเริ่มรู้แล้วว่าอะไรเหมาะสมกับชีวิตของตัวเอง
2. เวลาในชีวิตมีจำกัด เราจึงต้องเลือกใช้กับคนที่สำคัญ
เมื่อยังเป็นเด็ก เราอาจมีเวลาว่างมากพอที่จะเล่นกับเพื่อนได้ทั้งวัน แต่เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน เวลาในแต่ละวันกลับเต็มไปด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบ ตั้งแต่การทำงาน หาเงิน ดูแลพ่อแม่ เลี้ยงดูลูก ไปจนถึงการจัดการปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต
การรักษาความสัมพันธ์กับคนจำนวนมากจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมิตรภาพที่ดีต้องอาศัยเวลา การเอาใจใส่ และความจริงใจ ไม่ใช่เพียงการกดถูกใจรูปภาพหรือทักทายกันตามโอกาสเท่านั้น
เมื่อเราโตขึ้น เราจึงอาจเลือกใช้เวลากับคนเพียงไม่กี่คนที่มีความหมายต่อชีวิต คนที่สามารถนั่งคุยกันได้โดยไม่ต้องระวังทุกคำพูด คนที่แม้ไม่ได้พบกันนาน แต่เมื่อกลับมาเจอกันก็ยังรู้สึกอบอุ่นเหมือนเดิม
เพื่อนแบบนี้อาจมีไม่มาก แต่กลับมีคุณค่ามากกว่าการรู้จักคนจำนวนร้อยคนที่ไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของเราจริง ๆ
3. ประสบการณ์สอนให้เรารู้ว่าใครคือเพื่อนแท้
เมื่อเราใช้ชีวิตมานานพอ เราจะเริ่มมองเห็นความแตกต่างระหว่างคนที่เข้ามาหาเราเพราะความจริงใจกับคนที่เข้ามาเพราะต้องการผลประโยชน์
บางคนอยู่เคียงข้างเราในวันที่เราประสบความสำเร็จ แต่กลับหายไปเมื่อเราประสบปัญหา บางคนยิ้มให้เราเมื่อเรามีเงินทอง แต่กลับไม่เคยถามไถ่เมื่อเรากำลังลำบาก ขณะที่บางคนอาจไม่ได้ติดต่อเราทุกวัน แต่เมื่อเกิดเรื่องร้ายขึ้น เขากลับเป็นคนแรก ๆ ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเลือกคบคนอย่างระมัดระวังมากขึ้น เราไม่ได้ต้องการตัดใครออกจากชีวิตเพียงเพราะเขาไม่สมบูรณ์แบบ แต่เราเริ่มเข้าใจว่าความสัมพันธ์บางอย่างอาจไม่เหมาะสมที่จะรักษาไว้เหมือนเดิม
การยอมปล่อยมือจากความสัมพันธ์ที่ทำให้เจ็บปวด จึงไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเราเป็นคนใจร้าย บางครั้งมันเป็นเพียงการยอมรับว่าคนบางคนเหมาะที่จะอยู่ในความทรงจำ มากกว่าจะอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา
4. เพื่อนน้อยลง ทำให้เราไม่ต้องเหนื่อยกับการเอาใจทุกคน
การมีเพื่อนจำนวนมากอาจดูเป็นเรื่องดี แต่ในบางครั้งก็มีภาระที่มองไม่เห็นตามมาด้วย เราอาจต้องคอยระวังความรู้สึกของคนหลายคน ต้องเข้าร่วมกิจกรรมที่ไม่อยากไป หรือต้องฝืนยิ้มทั้งที่ภายในกำลังเหนื่อยล้า เพียงเพราะกลัวว่าหากปฏิเสธแล้วจะถูกมองว่าเปลี่ยนไป
เมื่อโตขึ้น เราจะเริ่มเข้าใจว่าความสัมพันธ์ที่ดีไม่ควรทำให้เราต้องสูญเสียความเป็นตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อนที่เข้าใจเราจริง ๆ จะยอมรับได้ว่า บางวันเราอยากอยู่บ้าน บางครั้งเราไม่มีเงินไปร่วมกิจกรรม และบางช่วงชีวิตเราอาจยุ่งจนไม่สามารถพูดคุยกันได้บ่อยเหมือนเดิม
เราไม่จำเป็นต้องอธิบายทุกเรื่องให้ทุกคนเข้าใจ และไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเป็นเพื่อนด้วยการตอบข้อความทันทีทุกครั้ง
เมื่อมีคนรอบตัวน้อยลง เราอาจมีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น มีความสงบในใจมากขึ้น และมีพลังเหลือสำหรับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ในชีวิต
5. การอยู่คนเดียวไม่ใช่ความเหงาเสมอไป
หลายคนกลัวการมีเพื่อนน้อย เพราะคิดว่าการไม่มีคนรายล้อมหมายถึงการเป็นคนโดดเดี่ยว แต่ความจริงแล้ว ความเหงากับการอยู่คนเดียวเป็นคนละเรื่องกัน
คนที่มีเพื่อนเต็มไปหมดก็อาจรู้สึกเหงาได้ หากไม่มีใครรับฟังหรือเข้าใจความรู้สึกของเขา ในทางกลับกัน คนที่มีเพียงเพื่อนสนิทหนึ่งหรือสองคนก็อาจมีความสุขได้มาก หากความสัมพันธ์เหล่านั้นเต็มไปด้วยความจริงใจ
การอยู่คนเดียวอย่างมีความสุขคือการที่เราสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องรอให้ใครมาสร้างความสุขให้ตลอดเวลา เราสามารถออกไปกินอาหารที่ชอบ เดินเล่นในสวน ดูหนัง ฟังเพลง หรือพักผ่อนอยู่ที่บ้านได้ โดยไม่รู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรไป
เมื่อเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองได้ เราจะไม่รีบร้อนสร้างความสัมพันธ์เพียงเพราะกลัวความเหงา และไม่ยอมทนอยู่กับคนที่ทำร้ายจิตใจเพียงเพราะกลัวว่าจะไม่มีใครเหลืออยู่ข้างกาย
นี่คืออิสระอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเติบโตทางความคิด
6. เพื่อนที่ดีไม่จำเป็นต้องคุยกันทุกวัน
มิตรภาพที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนครั้งที่โทรศัพท์หากัน ไม่ได้วัดจากการพบหน้ากันทุกสัปดาห์ และไม่ได้วัดจากการแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ทุกโพสต์
เพื่อนบางคนอาจห่างหายกันไปหลายเดือนหรือหลายปี เพราะต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ แต่เมื่อมีโอกาสกลับมาพบกันอีกครั้ง ก็ยังพูดคุยกันได้อย่างสนิทสนมเหมือนเดิม ไม่มีความจำเป็นต้องแข่งขันกันว่าใครมีชีวิตดีกว่าใคร และไม่มีความรู้สึกว่าต้องแสดงตัวเองให้ดูเหนือกว่าคนอื่น
ความสัมพันธ์เช่นนี้มีพื้นฐานมาจากความเข้าใจและความไว้วางใจ ไม่ใช่การเรียกร้องให้อีกฝ่ายต้องอยู่ใกล้เราตลอดเวลา
เมื่ออายุมากขึ้น เราจึงควรให้คุณค่ากับเพื่อนที่เคารพพื้นที่ส่วนตัวของเรา และยังปรารถนาดีต่อกัน แม้ไม่ได้อยู่ในชีวิตของกันและกันทุกวัน
7. เพื่อนน้อยลงอาจเป็นโอกาสให้ชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น
เมื่อเราไม่ต้องใช้เวลาไปกับการรักษาความสัมพันธ์จำนวนมาก เราอาจมีโอกาสหันกลับมาดูแลสิ่งที่เคยมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกาย สุขภาพใจ ครอบครัว ความฝันที่ยังไม่ได้ทำ หรือกิจกรรมเล็ก ๆ ที่ช่วยเติมเต็มความสุขให้กับชีวิต
บางคนใช้เวลาว่างปลูกต้นไม้ บางคนเริ่มออกกำลังกาย บางคนเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ และบางคนเพียงต้องการใช้เวลารับประทานอาหารพร้อมหน้ากับคนในครอบครัว สิ่งเหล่านี้อาจดูธรรมดา แต่กลับเป็นความสุขที่มีความหมายอย่างมากเมื่อเราผ่านชีวิตมาหลายช่วงวัย
นอกจากนี้ การมีวงสังคมที่ไม่ใหญ่เกินไปยังช่วยให้เรามีโอกาสทำความเข้าใจความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้ง เราสามารถดูแลคนที่เรารักได้อย่างเต็มที่ แทนที่จะกระจายเวลาและความรู้สึกออกไปจนแทบไม่เหลือให้ตัวเอง
อย่างไรก็ตาม การมีเพื่อนน้อยไม่ใช่เรื่องดีโดยอัตโนมัติ หากเราแยกตัวจากผู้คนเพราะความกลัว ความเจ็บปวด หรือความรู้สึกสิ้นหวังจนไม่มีใครให้พึ่งพา การค่อย ๆ เปิดใจสร้างความสัมพันธ์ใหม่ก็อาจเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เป้าหมายจึงไม่ใช่การมีเพื่อนให้น้อยที่สุด แต่เป็นการมีความสัมพันธ์ที่เหมาะสมและมีคุณภาพกับชีวิตของเรา
บทสรุป: เมื่อโตขึ้น เราไม่ได้ต้องการเพื่อนมากขึ้น แต่ต้องการเพื่อนที่เข้าใจกันมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว การที่เรามีเพื่อนน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น อาจเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของชีวิต ผู้คนต่างเติบโตไปในเส้นทางของตัวเอง ความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น ความคิดเปลี่ยนไป และสิ่งที่เราให้ความสำคัญก็ไม่เหมือนเดิม
เราอาจไม่ได้พูดคุยกับเพื่อนเก่าเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้ออกไปสังสรรค์บ่อยเหมือนวัยหนุ่มสาว และอาจมีเพียงไม่กี่คนที่ยังติดต่อกันอยู่เสมอ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าชีวิตของเรามีคุณค่าน้อยลง
บางครั้งการเติบโตไม่ได้ทำให้เราได้ผู้คนเข้ามาในชีวิตมากขึ้น แต่ทำให้เรารู้จักเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองมากขึ้นต่างหาก
เมื่อก่อนเราอาจภูมิใจที่มีเพื่อนมากมาย แต่เมื่อผ่านวันเวลามา เราอาจภูมิใจที่มีเพียงไม่กี่คนซึ่งสามารถไว้วางใจได้อย่างแท้จริง เราไม่จำเป็นต้องมีคนอยู่รอบตัวตลอดเวลา ขอเพียงมีใครสักคนที่พร้อมรับฟังในวันที่เหนื่อยล้า มีคนที่ยินดีกับความสำเร็จของเราอย่างจริงใจ และมีคนที่ยังปรารถนาดีต่อกัน แม้ต่างคนต่างไม่ได้พบกันบ่อยนัก เท่านี้ก็อาจเพียงพอแล้วสำหรับมิตรภาพที่มีความหมาย
เพราะเมื่อถึงวัยหนึ่ง เราจะเข้าใจว่า ความสุขไม่ได้อยู่ที่ว่าเรารู้จักคนมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าในบรรดาคนที่เรารู้จัก มีใครบ้างที่ทำให้เราสามารถเป็นตัวเองได้อย่างสบายใจ
โดย
โฆษณา