Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ลงทุนแมน
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ
อยากเกษียณแล้วมีเงินใช้เดือนละ 50,000 บาท ต้องมีเงินเก็บเท่าไร ? ถ้าคิดเรื่องเงินเฟ้อด้วย
ถ้าวันนี้เราเกษียณจากการทำงานไป เราอยากใช้ชีวิตเดือนละเท่าไร ?
นี่เป็นคำถามสุดฮิต สำหรับคนวางแผนเกษียณ
จากงานลงทุนแมน SUMMIT 2026 ที่คุณจักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือโค้ชหนุ่ม The Money Coach
และคุณแอนนาเบล คชนันทน์ เจ้าของเพจ Annabel - Your Wealth Architect ได้ให้สัมภาษณ์
ทั้งคู่มีความเห็นตรงกันว่า ถ้าจะเกษียณแบบสบาย ๆ
เงินเดือนหลังเกษียณเดือนละ 50,000 บาท ก็พอจะมีชีวิตที่ดีได้
โดยเงินก้อนนี้อาจเผื่อไว้ เป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน อย่างค่ารักษาพยาบาล
ซึ่งวันนี้ ลงทุนแมน ก็จะมาลองแกะโจทย์ว่า หลังเกษียณแล้ว ถ้าเราอยากใช้ชีวิตเดือนละ 50,000 บาท
เราควรวางแผนการเกษียณด้วยเงินเท่าไร ?
อย่างแรกคือ ต้องไม่ลืมว่า
เงินเดือน 50,000 บาทในวันนี้ ไม่เท่ากับเงินเดือน 50,000 บาทในอีก 20-30 ปีข้างหน้า เพราะมีสิ่งที่ทำให้มูลค่าเงินนั้นลดลงไปเรื่อย ๆ นั่นก็คือ “เงินเฟ้อ”
ด้วยเงินเฟ้อ 2%
ถ้าเราวางแผนเกษียณในอีก 20 ปีข้างหน้า
เราจะต้องมีเงินเดือนในอนาคต 74,300 บาท
เพื่อชดเชยมูลค่าปัจจุบัน คือเงินเดือน 50,000 บาท
หรือถ้าเราวางแผนเกษียณในอีก 30 ปีข้างหน้า
เราจะต้องมีเงินเดือนในอนาคต 90,600 บาท
เพื่อชดเชยมูลค่าปัจจุบัน คือเงินเดือน 50,000 บาท
1
นั่นหมายความว่า ที่เงินเฟ้อ 2%
ในอีก 20 ปีข้างหน้า เราต้องใช้เงินหลังเกษียณปีละ 891,600 บาท
(หรือตีเป็นเลขกลม ๆ ที่ 900,000 บาท)
และในอีก 30 ปีข้างหน้า เราต้องใช้เงินหลังเกษียณปีละ 1,087,200 บาท
(หรือตีเป็นเลขกลม ๆ ที่ 1,100,000 บาท)
เมื่อเงินมีมูลค่าน้อยลง คำถามคือ เราจะวางแผนเกษียณอย่างไรให้ชนะเงินเฟ้อ ?
เมื่อเป็นแบบนี้ เราก็ต้องตั้งเป้าหมาย ออกแบบพอร์ตเกษียณ ให้มีผลตอบแทนจากการลงทุน ที่หักเงินเฟ้อเรียบร้อยแล้ว โดยมีสมการคือ
ผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อ = ผลตอบแทนจากการลงทุน − อัตราเงินเฟ้อ
อย่างสมมติว่า
- พอร์ตเกษียณของเรา ลงทุนในกองทุนอ้างอิงดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนจากการลงทุน เฉลี่ย 10% ต่อปี
เมื่อหักลบกับอัตราเงินเฟ้อ 2% แล้ว เราจะได้ผลตอบแทนที่แท้จริงเป็น 8% ต่อปี
ดังนั้น ถ้าในอนาคตเราอยากมีเงินใช้หลังเกษียณปีละ 900,000 บาท เมื่อคิดกลับมาเป็นตัวเลขจริง
เราจะต้องมีเงินเก็บก้อนแรกประมาณ 11,250,000 บาท โดยให้อัตราผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อที่ 8%
แล้วเงินก้อน 11,250,000 บาทนั้นทำงานอย่างไร เราถึงจะชนะเงินเฟ้อได้ ?
สมมติว่าเราเอาเงินก้อนนี้ ไปลงทุนในกองทุนรวมดัชนี S&P 500 โดยให้อัตราผลตอบแทน 10% ต่อปี
เมื่อสิ้นปีแรก เราจะได้ผลตอบแทนต่อปีที่ 11,250,000 บาท x 10% หรือเท่ากับ 1,125,000 บาท
แต่ต้องบอกว่า เงินที่เราจะถอนมาใช้จริง ๆ ต้องเป็น 8% จากเงินต้นเท่านั้น
ดังนั้นเงินที่เราถอนมาใช้ก็จะกลายเป็น 11,250,000 บาท x 8% เท่ากับ 900,000 บาท
(หรือถ้าตีเป็นเดือน ก็ตกเดือนละ 75,000 บาท)
แล้วทีนี้ส่วนที่เหลืออีก 225,000 บาทนั้นหายไปไหน ?
คำตอบคือ เราจะไม่ถอนเงินก้อนนี้ออกมาใช้ เพราะ 225,000 บาทนี้ คือส่วนของผลตอบแทน 2% ที่เราจะปล่อยให้ทบรวมไปกับเงินต้น เพื่อชดเชยอัตราเงินเฟ้อที่ 2% นั่นเอง
และเมื่อเราไม่ถอนออกมา ทำให้ในปีถัดไป พอร์ตเกษียณของเราจะใหญ่ขึ้นเป็น 11,475,000 บาท
เมื่อเราถอนเงินก้อนนี้ออกมาด้วย Yield 8% อีกรอบในปีที่ 2
เราก็จะได้เงินในปีที่ 2 ที่ 918,000 บาท
มาถึงตรงนี้ ลองดูดี ๆ ว่าเราเห็นอะไร ?
เงินก้อน 918,000 บาท ก็คือเงินผลตอบแทนเมื่อสิ้นปีที่ 2 หลังจากเกษียณ โดยเติบโตจากปีแรกที่ 2%
ซึ่ง 2% ก็คืออัตราเงินเฟ้อที่เราคิดไว้ตั้งแต่แรกนั่นเอง..
ซึ่งวิธีการวางแผนเกษียณ จะมีเงินต้นมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการเตรียมตัว และผลตอบแทนหลังเกษียณที่เงินจะทำงานให้เราด้วย
อย่างสมมติว่า เราจะเกษียณในอีก 30 ปีข้างหน้า
และเราเลือกลงทุนในกองทุนอ้างอิงดัชนี S&P 500 โดยให้อัตราผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อที่ 8%
ถ้าเราวางแผนอยากใช้ชีวิตเดือนละ 50,000 บาท หรือปีละ 600,000 บาท ในอีก 30 ปีข้างหน้า
เราต้องวางแผนให้ได้เงินหลังเกษียณปีละ 1,100,000 บาท เพื่อชดเชยเงินเฟ้อ
และเมื่อคิดกลับมาเป็นตัวเลขจริง
เราจะต้องมีเงินเก็บก้อนแรกที่ประมาณ 13,750,000 บาท ไปลงทุนในกองทุนดัชนี S&P 500
และถ้าหากเราวางแผนเกษียณ โดยที่เราไม่ต้องการความเสี่ยงสูงมาก
สมมติว่า เราเลือกลงทุนในกองทุนรวมผสมระหว่างหุ้นและตราสารหนี้ ที่ผลตอบแทน 7% ต่อปี เมื่อหักลบเงินเฟ้อที่ 2% ต่อปี
ก็เท่ากับว่า เรามีผลตอบแทนหลังจากหักเงินเฟ้อที่ 5% ต่อปี
ทีนี้ เราลองคำนวณดู ถ้าในอนาคตอีก 30 ปี เราอยากมีเงินใช้หลังเกษียณปีละ 1,100,000 บาท
เราจะต้องมีเงินเก็บหลังเกษียณ ที่ประมาณ 22,000,000 บาท โดยให้อัตราผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อที่ 5% ต่อปี
จากตรงนี้ จะเห็นได้ว่า ถ้าตอนเกษียณอายุ
เราลงทุนในสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนน้อยกว่า หรือเสี่ยงน้อยกว่า เราก็ยิ่งต้องมีเงินต้นสำหรับเกษียณมากขึ้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับอีก 1 ปัจจัย คือเงินเดือนที่เราต้องการใช้ในอนาคตนั้น จะมากหรือน้อยแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน
แต่สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องตระหนัก สำหรับการวางแผนเกษียณในอนาคต
คือเงินเดือนที่เราต้องการใช้ในวันนี้ จะมีมูลค่าลดลงไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา
ดังนั้น เงินเฟ้อ จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ ที่จะต้องนำมาใช้วางแผน ว่าต้องมีเงินหลังเกษียณเท่าไร เพื่อไม่ให้คุณภาพของชีวิต ลดลงไปตามมูลค่าของเงินนั่นเอง..
การลงทุน
หุ้น
8 บันทึก
12
4
8
12
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย