16 ต.ค. เวลา 00:32 • ไลฟ์สไตล์

เมื่อบทกวีของโลก กลายเป็นหน้ากระดาษ

🌳 เมื่อบทกวีของโลก กลายเป็นหน้ากระดาษ
มีบางสิ่งที่โลกเขียนไว้ด้วยความรัก… แต่เราอาจต้องใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าจะเข้าใจคุณค่าของมัน
ต้นไม้เคยยืนหยัดอยู่ใต้ฟ้า รับแสงแดด รับสายฝน และผลิใบให้ร่มเงาแก่ชีวิตนับไม่ถ้วน กิ่งก้านของมันอาจเป็นบ้านของนก ใบไม้เป็นที่พักพิงของแมลง และรากของมันคอยโอบอุ้มผืนดินไว้อย่างเงียบงัน โดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดตอบแทน
… แล้ววันหนึ่ง ต้นไม้เหล่านั้นก็ถูกโค่นลง เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นกระดาษ
… กระดาษที่บรรจุความคิด ความฝัน และภูมิปัญญาของมนุษย์
เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า หากปราศจากหน้ากระดาษในวันวาน เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ความรู้ และบทเรียนจากคนรุ่นก่อน อาจไม่สามารถเดินทางข้ามกาลเวลามาถึงเราได้ครบถ้วนเช่นทุกวันนี้
… กระดาษจึงมิได้เป็นเพียงสิ่งที่เกิดจากต้นไม้ หากยังเป็นสะพานที่เชื่อมความทรงจำของมนุษยชาติจากอดีตสู่อนาคต
แต่ถึงกระนั้น… ก็อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้ เมื่อคิดว่า บทกวีที่ธรรมชาติเขียนไว้บนท้องฟ้า ต้องสูญเสียบางส่วนไป เพื่อให้มนุษย์ได้จารึกเรื่องราวของตนเอง
ต้นไม้บางต้นอาจมีชีวิตยืนยาวกว่าคนหลายชั่วอายุ
… แต่กลับไม่มีโอกาสได้ยืนมองโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
… ไม่มีโอกาสได้เห็นว่าความรู้ที่บันทึกไว้จากชีวิตของมัน จะนำพามนุษย์ไปได้ไกลเพียงใด
ทว่า วันนี้โลกได้มอบทางเลือกใหม่ให้เราแล้ว เทคโนโลยีทำให้ความรู้และความทรงจำสามารถเดินทางผ่านหน้าจอ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระดาษทุกครั้ง
เราอาจไม่สามารถเลิกใช้กระดาษได้ทั้งหมด แต่เราสามารถเลือกใช้ให้น้อยลง ใช้อย่างรู้คุณค่า และช่วยกันรักษาต้นไม้ที่ยังยืนเขียนบทกวีให้โลกใบนี้ต่อไป
บางที ความก้าวหน้าที่แท้จริงอาจไม่ใช่เพียงการที่มนุษย์ค้นพบวิธีบันทึกเรื่องราวได้มากขึ้น หากคือการที่เราเรียนรู้จะรักษาสิ่งที่มีคุณค่าไว้ได้มากขึ้นด้วย
เพราะในวันที่หนังสือเล่มหนึ่งบรรจุความรู้ของคนทั้งยุคสมัยไว้ได้
… ต้นไม้ที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างก็ยังคงมีเรื่องราวของมันเช่นกัน
… เพียงแต่เรื่องราวนั้นไม่ได้เขียนด้วยหมึก หากเขียนด้วยวงปีของลำต้น รอยแผลบนเปลือกไม้ และใบไม้ที่ผลิบานซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คงเป็นเรื่องน่าเศร้าไม่น้อย หากวันหนึ่ง มนุษย์อ่านเรื่องราวของโลกได้จากหนังสือทุกเล่ม … แต่กลับไม่เหลือต้นไม้สักต้นให้เงยหน้าขึ้นไปอ่านบทกวีที่ธรรมชาติเขียนไว้บนท้องฟ้าอีกต่อไป 🍃
โฆษณา