GFSR ระบุว่าบริษัทแกนหลักในระบบนิเวศ AI ยังทำกำไรได้ดี ทำให้อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (forward P/E) ลดลงในหลายตลาด โดย IMF ประเมินความเสี่ยงการปรับฐานจาก AI ยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน แต่เงินกู้ยืมมาลงทุนเพิ่ม หรือ เลเวอเรจในระบบนิเวศ AI กำลังเพิ่มขึ้น
■
หุ้นเทคเอเชียขึ้นแรงกว่าวอลล์สตรีท
ขณะที่รายงานเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียระบุว่ากำไรที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีทำให้หุ้นในตลาดเอเชียพัฒนาแล้วพุ่งขึ้นแรงในปีนี้ และขึ้นแรงกว่าหุ้นเทคสหรัฐฯ โดยดัชนี MSCI Asia Tech ปรับขึ้นเร็วกว่า MSCI US Tech นับจากต้นปี 2568
ราคาเซมิคอนดักเตอร์ ณ เดือนกรกฎาคม 2026 เพิ่มขึ้น 173% จากปีก่อน โดย IMF คาดดุลบัญชีเดินสะพัดของเกาหลีปีนี้จะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 19% ของ GDP
IMF ได้ประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของประเทศที่ได้อานิสงส์ถูกปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้ เกาหลีใต้โต 3.3% จาก 1.1% ในปี 2568 สิงคโปร์ 5.0% ฮ่องกง 3.8% และเวียดนาม 8.4% ส่วนไต้หวันโต 10.7% ส่วนในปี 2570 รายงานคาดการณ์ว่าการเติบโตคาดว่าจะชะลอลง โดยไต้หวันโต 4.3% เกาหลี 2.8% และสิงคโปร์ 3.0% สมมติฐานของ IMF คือวัฏจักร AI จะผ่อนแรงลง แต่ความต้องการ AI ยังแข็งแกร่ง ขณะที่เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าโต 2.1%
■
ยิ่งผูกกับ AI มาก ยิ่งเสี่ยงมาก
GFSR วัดความอ่อนไหวของตลาดหุ้นแต่ละแห่งต่อผลตอบแทนหุ้น AI ทั่วโลกผ่านค่าเบตา (beta) ผลชี้ว่าตลาดหุ้นเอเชียพัฒนาแล้วที่มีค่าเบตาสูง เช่น เกาหลี มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุดหาก AI สะดุด ขณะที่ยูโรโซน สหราชอาณาจักร และตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่มีค่าเบตาต่ำ ทั้งนี้ ค่าเบตาของตลาดส่วนใหญ่ลดลงในปีนี้
แม้ตลาดที่มีค่าเบตาต่ำก็อาจได้รับแรงกระแทก เพราะสัดส่วนการถือหุ้นสหรัฐฯ ในพอร์ตลงทุนต่างประเทศของหลายประเทศเพิ่มขึ้นมากระหว่างปี 2565-2569 ซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนการลงทุนในบริษัท hyperscaler และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI โดย IMF เรียกว่าเป็นสัญญาณของการไล่ตาม AI (AI chasing)
รายงานเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียระบุว่า การปรับฐานของ AI จะกระทบเศรษฐกิจโลกผ่านการลงทุนและการบริโภคที่ลดลง และจะรุนแรงเป็นพิเศษในเอเชีย เพราะภูมิภาคนี้เชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิต AI อย่างกว้างขวาง
IMF ระบุว่ามีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่าขีดความสามารถของ AI อาจสร้างได้ด้วยระดับเงินลงทุนที่ต่ำลง หรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอาจไม่มากเท่าที่คาด ฉากทัศน์ในรายงาน World Economic Outlook ชี้ว่าหากการลงทุนด้าน AI คลายตัว ภายในปี 2571 GDP โลกจะลดลงสูงสุด 0.4% การลงทุนลดลง 1.3% และการบริโภคลดลง 0.6% ผ่านผลทางความมั่งคั่ง ด้านผลสำรวจผู้จัดการกองทุนของ Bank of America เดือนสิงหาคม 2569 พบว่า “AIบูม” ถูกจัดเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่ง
IMF ระบุว่าเลเวอเรจเหล่านี้เพิ่มโอกาสที่จะเกิดการบังคับขาย ความผันผวนของหุ้นพุ่ง และส่วนต่างอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้กว้างขึ้น หากการลงทุนและกำไรจาก AI ไม่เป็นไปตามคาด
IMF เสนอให้การจำกัดเลเวอเรจที่มากเกินควรในระบบนิเวศ AI เป็นลำดับความสำคัญ เช่น จำกัดสินเชื่อมาร์จิ้น จำกัดการขยายตัวของ ETF แบบทวีคูณ และควบคุมการใช้ออปชันระยะสั้น หน่วยงานกำกับควรประเมินความเสียหายทั้งระบบจากฐานะที่เกี่ยวกับ AI และหากความเปราะบางมีนัยสำคัญ ควรใช้เครื่องมืออย่างข้อกำหนดเงินกองทุนรายภาค เพดานการกระจุกตัว และกันชนเงินกองทุน ส่วนธนาคารควรทำ stress test รองรับกรณีแหล่งเงินทุนตึงตัว ค่าเงินผันผวน และราคาสินทรัพย์ร่วงแรง
คณะกรรมการบริหาร IMF ระบุว่าการประเมินแนวโน้ม AI ใหม่อาจทำให้การลงทุนลดลงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การปรับฐานของตลาดหุ้นและภาวะการเงินตึงตัว ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงด้านบวก หากวัฏจักรเทคโนโลยียังรักษาแรงส่งได้ หรือ AI สร้างผลิตภาพได้เร็วกว่าที่คาด