นโยบายภาครัฐควรวัดความสำเร็จจากการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่จากจำนวนผู้ใช้งาน AI
●
เรียกร้องให้เร่งปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะในการกำกับและทำงานร่วมกับ AI ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
การประชุม IMF-World Bank 2026 มีประเด็น AI เป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญ ทั้งบนเวที “Small AI: More and Better Jobs” เพื่อหารือถึงบทบาทของ AI ที่เข้าถึงได้ในการสร้างงานและยกระดับคุณภาพการจ้างงาน รวมถึงเวที “AI and the Global Economy: From Risk to Opportunity”
นายนรินทร์ฤทธิ์ เปรมอภิวัฒโนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ใหัความเห็นกับฐานเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยต้องเร่งกำหนด Grand Strategyให้ชัดว่าประเทศต้องการเป็นอะไรในเวทีโลก เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงนโยบาย AI ,การศึกษา และตลาดแรงงานเข้าด้วยกัน
■
Grand Strategy เชื่อมทุกภาคสู่เป้าหมายเดียวกัน
นายนรินทร์ฤทธิ์มองว่า ปัญหาสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจไทยคือการขาด Grand Strategy หรือยุทธศาสตร์ใหญ่ที่กำหนดชัดเจนว่าประเทศต้องการเป็นอะไรในเวทีโลก และจะสร้างความแตกต่างจากประเทศอื่นอย่างไร
นายนรินทร์ฤทธิ์อธิบายว่า คำว่า Small AI ที่ถูกกล่าวถึงในเวที IMF-World Bank 2026 ว่าสามารถตีความได้หลายมิติ หากพิจารณาทางเทคนิคอาจหมายถึงโมเดล AI ที่มีขนาดเล็กกว่า ใช้ทรัพยากรในการประมวลผลน้อยกว่าโมเดลขนาดใหญ่ แต่ในบริบทของการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวคิดที่ธนาคารโลกนำเสนอ Small AI เน้นการนำเครื่องมือ AI ที่ใช้งานได้จริง มีต้นทุนเข้าถึงได้ และปรับให้เหมาะกับปัญหาเฉพาะด้าน มาใช้แก้โจทย์ในแต่ละภาคส่วน
แนวทางนี้แตกต่างจากการแข่งขันพัฒนา AI ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการประมวลผลจำนวนมาก ตลอดจนบุคลากรเฉพาะทางระดับสูง
สำหรับประเทศไทย การนำโมเดล AI ที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้จึงอาจเหมาะสมกว่าการทุ่มทรัพยากรเพื่อแข่งขันสร้างโมเดลระดับแนวหน้ากับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกโดยตรง
ตัวอย่างการใช้งาน เช่น การนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ วางแผนการตลาด ประเมินยอดขาย ผลิตคอนเทนต์ ตลอดจนค้นคว้าและสรุปงานวิจัย ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการทำงานและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงเครื่องมือที่เดิมอาจต้องใช้งบประมาณสูงในการจัดหาบุคลากรหรือจ้างผู้ให้บริการภายนอก
■
เตือนรัฐอย่าวัดความสำเร็จ AI แค่จำนวนผู้ใช้งาน
นายนรินทร์ฤทธิ์กล่าวว่า ปัจจุบันหลายองค์กรยังอยู่ในช่วงทำความเข้าใจว่าจะนำ AI มาใช้กับงานอย่างไร รวมถึงกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหล ความปลอดภัย และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำผลลัพธ์ของ AI ไปใช้งานโดยไม่มีการตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม พนักงานจำนวนมากเริ่มนำ AI มาใช้ในการทำงานแล้ว ทั้งการค้นหาข้อมูล สรุปข่าวและงานวิจัย บันทึกการประชุม ร่างจดหมาย ตลอดจนช่วยวิเคราะห์ตลาดและวางแผนการขาย สะท้อนว่าการใช้งานจริงอาจเดินหน้าเร็วกว่าการกำหนดแนวทางภายในองค์กร
ดังนั้น ภาครัฐต้องแยกเป้าหมายระหว่างการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง AI กับการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจใช้ AI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
ถ้าโจทย์คือการนำเงินภาษีไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ต้องชัดเจนว่าจะนำ AI ไปสร้างมูลค่าให้ประเทศอย่างไร ทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่เพียงให้คนเข้ามาใช้ AI แล้วคิดว่าผลดีจะเกิดขึ้นเอง
ผู้เชี่ยวชาญกล่าว
สำหรับโครงการส่งเสริมการเข้าถึง AI ของภาครัฐ ตนมองว่าความสำเร็จไม่ควรวัดจากจำนวนผู้ลงทะเบียนหรือจำนวนผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินว่าผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย ยกระดับผลิตภาพ หรือสร้างบริการใหม่ได้มากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ รัฐต้องสนับสนุนการใช้งานอย่างปลอดภัย ทั้งการจัดการข้อมูล การกำหนดสิทธิการเข้าถึง และการตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงจากการใช้ AI กลายเป็นต้นทุนใหม่ของธุรกิจ
■
AI ลดต้นทุน SME แต่แรงงานต้องเปลี่ยนทักษะ
นายนรินทร์ฤทธิ์มองว่า การนำ AI เข้ามาทดแทนงานบางประเภทเป็นแรงจูงใจที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติของธุรกิจ เพราะผู้ประกอบการต้องการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายตลาดให้ได้มากที่สุด
ตัวอย่างเช่น งานการตลาดและการผลิตคอนเทนต์ ซึ่งในอดีตอาจต้องใช้งบประมาณจ้างเอเจนซีจำนวนมาก ปัจจุบัน AI สามารถช่วยผลิตสื่อ เผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ และวิเคราะห์ผลตอบรับของลูกค้าได้ ทำให้ธุรกิจมีทางเลือกในการบริหารต้นทุนมากขึ้น
สำหรับ SME ประเด็นสำคัญคือการทำให้ธุรกิจสามารถเติบโต ลดต้นทุน แข่งขันได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ ดังนั้นหาก AI สามารถเข้ามาช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้ หรือเข้ามาจัดการงานประเภทได้ดีกว่ามนุษย์ ก็อาจส่งผลกระทบกับการจ้างงานได้
1
แรงงานจำเป็นต้องปรับตัวไปสู่หน้าที่ที่ใช้ทักษะสูงขึ้น หรือทำงานร่วมกับ AI ในลักษณะที่สร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม
■
แนะเร่งพัฒนาการศึกษาไทย
สำหรับภาคการศึกษาของไทย นายนรินทร์ฤทธิ์ให้ความเห็นว่าควรต้องเร่งเปลี่ยนแนวทางการผลิตบุคลากร จากระบบที่มุ่งสร้างแรงงานให้มีทักษะคล้ายกันเพื่อเข้าสู่ตลาดงานแบบเดิม ไปสู่การพัฒนาคนที่สามารถกำหนดโจทย์ ใช้ AI อย่างเหมาะสม วิเคราะห์ผลลัพธ์ และตรวจสอบความถูกต้องของงานได้
คนที่จะยังมีความสำคัญในยุค AI คือคนที่สามารถกำกับ AI ตรวจสอบผลงาน วิเคราะห์ว่าสิ่งที่ AI ทำถูกหรือผิด และประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดประโยชน์กับงานหรือธุรกิจได้
นายนรินทร์ฤทธิ์
ภาครัฐและสถาบันการศึกษาควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต การฝึกทักษะใหม่ และการพัฒนาความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI เพื่อให้แรงงานปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยไม่รอให้ผลกระทบด้านการจ้างงานเกิดขึ้นก่อนจึงค่อยดำเนินการ
ตัวอย่างเช่น การนำ AI มาช่วยค้นคว้างานวิจัย วิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนการศึกษาสรรพคุณของสมุนไพร มีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านอาหารกับโภชนาการและสุขภาพ โดยอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญประกอบการนำไปใช้จริง
แนวทางนี้จะช่วยให้ประเทศไทยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือยกระดับจุดแข็งของตนเอง แทนการทุ่มทรัพยากรเพื่อแข่งขันพัฒนา AI ขนาดใหญ่กับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกโดยตรง