16 ต.ค. เวลา 04:51 • ปรัชญา

วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ดร (๒)

​ที่ ๑๐/๘๕
วังวรดิศ
วันที่ ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๕
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
จดหมายเวรของหม่อมฉันที่ร่าง ณ เมืองปีนังค้างอยู่และหายไปเมื่อชุลมุนเก็บของเตรียมกลับกรุงเทพฯ นั้น บัดนี้พบแล้ว ด้วยหญิงพูนเธออุตส่าห์หอบหิ้วเอามาด้วย แต่ได้มาเมื่อหม่อมฉันเขียนจดหมายฉบับใหม่หมายที่ ๙/๘๕ เสร็จแล้ว จึงเลื่อน “เบอร์” ฉบับนี้ลงมาเป็นที่ ๑๐/๘๕
ทูลสนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๑๒/๘๕
๑. โบสถ์วัดบวรนิเวศ ที่ได้ทรงพิจารณาเห็นว่าแปลกกับที่อื่น ด้วยพระประธานอยู่นอกสีมานั้น หม่อมฉันคิดวินิจฉัย​ตามเสด็จ มีความเห็นเกิดขึ้นอีกอย่างดังจะทูลต่อไป หม่อมฉันเคยเห็นกลอนหรือโคลงซึ่งพระยาไชยวิชิต (เผือก) แต่ง
เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จารึกศิลาไว้ที่ในโบสถ์วัดหน้าพระเมรุ มีความแห่งหนึ่งกล่าวถึงทรงสร้างวัดราชโอรส ชมพระปัญญาว่าช่างแก้ไขยักเยื้องมิให้มีช่อฟ้าใบระกา อันเป็นของหักพังง่ายไม่ถาวร ก็วัดราชโอรสนั้นสร้างแต่ในรัชกาลที่ ๒ ความที่พระยาไชยวิชิตกล่าวถึงนั้นส่อว่าเป็นวัดแรกคิด สร้างออกนอก
แบบอย่างวัดซึ่งสร้างกันเป็นสามัญ จะเรียกต่อไปในจดหมายนี้ว่า “วัดนอกอย่าง” พิจารณาดูวัดราชโอรสเห็นได้ว่าวัดนอกอย่างนั้นไม่ใช่แต่เอาช่อฟ้าใบระกาออกเท่านั้น ถึงสิ่งอื่นเช่นลวดลายและรูปภาพเป็นต้น ก็แผลงไปเป็นอย่างอื่นหมด คงไว้แต่สิ่งอันเป็นหลักของวัดอันจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่นโบสถ์วิหารเป็นต้น นอกจากทรงสร้างตามพระราชหฤทัยไม่เกรงใครจะติเตียน แต่ตั้งพระราชหฤทัยประจงให้งามอย่างแปลก มิใช่สร้างแต่พอเป็นกิริยาบุญ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ คนอื่นก็นิยมสร้างวัด
นอกอย่างตามเสด็จ แม้พระอารามหลวงสร้างเป็นวัดนอกอย่างก็มีขึ้นในรัชกาลที่ ๓ เช่นวัดเทพธิดาสร้างเป็นวัดนอกอย่าง แต่วัดราชนัดดาสร้างเป็นวัดในอย่าง ที่สร้างทั้ง ๒ อย่างปนกัน​ในวัดเดียวก็มี เช่นวัดกัลยาณมิตร วิหารพระโตสร้างในอย่าง แต่โบสถ์กับการเปรียญสร้างนอกอย่าง แต่คิดดูเห็นว่าสร้างวัดในอย่างดูเหมือนจะง่ายกว่าวัดนอกอย่าง เพราะอาจหาตัวอย่างจำลองมาทำตามได้ง่าย แต่วัดนอกอย่างต้องคิดแบบอย่างขึ้นใหม่โดยมาก คงให้ความสนุกแก่ผู้สร้างยิ่งกว่าสร้างวัดในอย่างด้วย
วัดบวรนิเวศนั้น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพจำนงจะทรงสร้างเป็นวัดนอกอย่างมาแต่แรก ข้อนี้ไม่มีที่สงสัย สันนิษฐานว่าคงลงมือสร้างพระอุโบสถก่อน และขนาดพระอุโบสถเดิมคงเท่าแนวเสมาติดผนังที่ทำไว้ทั้ง ๔ ด้าน แต่ในเวลาเมื่อเริ่มสร้างพระอุโบสถขึ้นบ้างแล้ว เกิดมีกรณีให้ทรงพระดำริแก้ไขพระอุโบสถ
กรณีนั้นมีมูลมาแต่ในรัชกาลที่ ๑ ด้วยเมื่อสร้างวัดพระเชตุพนฯ ความปรากฏว่าตามหัวเมืองมีพระพุทธรูปหล่อของโบราณทิ้งตากแดดกรำฝนอยู่ตามวัดร้างมากกว่ามาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ จึงโปรดให้เชิญมาปฏิสังขรณ์ให้คืนดีแล้วรักษาไว้ที่วัดพระเชตุพนฯ หรือพระราชทานไปเป็นพระประธานที่อื่น แต่ในครั้งนั้น
หากพระพุทธรูปที่นั่งมีหลังคาโบสถ์วิหารปกคลุม ไม่ตากแดดกรำฝนดังเช่นพระ​พุทธชินสีห์และพระศาสดาเป็นต้นไม่เชิญลงมา ครั้นเวลาล่วงมาถึงรัชกาลที่ ๓ โบสถ์วิหารซึ่งยังดีอยู่เมื่อรัชกาลที่ ๒ หักพังไป มีพระพุทธรูปหล่อของโบราณซึ่งต้องตากแดดกรำฝนเกิดขึ้นอีก ข้อนี้พึงเห็นได้เช่นพระศาสดา คงเป็นเพราะวิหารพังต้องตากแดดกรำฝนอยู่ พวกชาวเมืองพิษณุโลกจึงยอมให้สมภารวัดบางอ้อช้างเชิญลงมา
และเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เชิญพระอัฐารสที่วัดวิหารทองเมืองพิษณุโลกลงมาสร้างวิหารรักษาไว้ที่วัดสระเกศ น่าสันนิษฐานว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวคงตรัสแนะนำเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ที่สร้างวัด ให้หาพระพุทธรูปโบราณซึ่งตากแดดกรำฝนอยู่ตามหัวเมืองมาบุรณปฏิสังขรณ์ทำเป็นพระประธาน จึงเกิด “แฟดแชน” หาพระพุทธรูปโบราณตามหัวเมืองมาทำพระประธานกันในรัชกาลที่ ๓ จะทูลเพียงที่นึกได้คือ
พระประธานวัดบรมนิวาส องค์ ๑
พระประธานวัดบวรนิเวศ ๒ องค์
พระประธานวัดเทวราชกุญชร องค์ ๑
พระประธานวัดประยูรวงศ ๒ องค์
พระประธานวัดพิชัยญาติ องค์ ๑
พระประธานวัดอินทาราม องค์ ๑
​ส่วนวัดบวรนิเวศนั้น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพโปรดให้เชิญ “พระโต” ที่วัดสระตะพานเมืองเพชรบุรีเข้ามา เป็นพระขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะเป็นพระประธานในโบสถ์ซึ่งสร้างไว้ แต่วัดบวรนิเวศสร้างเป็นวัดนอกอย่าง จึงทรงพระดำริให้สร้างวิหารขวางต่อติดกับหลังโบสถ์ ตั้งพระโตตรงกลางหันหน้าขวางวิหารเข้ามาทางโบสถ์
แล้วรื้อผนังด้านหลังโบสถ์ ทำคูหาให้แลเห็นพระโตเหมือนเป็นพระประธาน วิหารพระโตนั้นทางหัวท้ายทำเป็นห้องตั้งพระพุทธรูปยืน ซึ่งทรงหล่อใหม่ทั้ง ๒ ข้าง พระดำริน่าจะเป็นแต่เพียงนี้ชั้นหนึ่ง แล้วต่อไปทรงทราบว่าพระชินสีห์เมืองพิษณุโลกก็ต้องตากแดดกรำฝน วิหารหักพังจึงโปรดให้เชิญพระชินสีห์ลงมาเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก แล้วสร้างวิหารขึ้นอีกหลังหนึ่งต่อวิหารพระโตไปทางข้างหลัง คงเป็นหลังคาต่างหากเหมือนกัน หม่อมฉันเห็นว่าเรื่องคงจะเป็นดังทูลมา
๒. ที่ท่านพ้นหน้าที่จุดเทียนวัสสาได้นั้น หม่อมฉันยินดีด้วย ถ้าตรัสขอพระองค์ให้พ้นหน้าที่ทอดพระกฐินหลวงกับทั้งราชการอย่างอื่น ซึ่งต้องแต่งพระองค์ทรงเครื่องแบบหรือแม้มิต้อง แต่ไปเข้าสมาคมได้หมดด้วยจะยิ่งดี
​๓. เรื่องพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปจุดเทียนวัสสาวัดอื่นนอกจากวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้น มีพระบรมราชาธิบายของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงอยู่ในหนังสือเรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือน ตรัสเล่าตามที่ได้ทรงสดับมาจากทูลกระหม่อม แลกรมหลวงวงศาธิราชสนิทว่าแต่ก่อนพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนวัสสาแต่ที่ในพระอุโบสถวัดพระ
ศรีรัตนศาสดาราม กับที่ในหอพระสุราไลยพิมาน ๒ แห่งเท่านั้น ที่อื่นพระราชทานเทียนชนวนให้เจ้านายไปจุดทั้งนั้น และว่าเมื่อรัชกาลที่ ๒ นั้นโปรดให้พระเจ้าลูกเธอเป็นพนักงานจุดเทียนวัสสา ๕ พระองค์ คือทูลกระหม่อมทรงจุดวัดพระเชตุพนฯ เป็นนิจพระองค์ ๑ ต่อลงมาถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวกับกรมหลวงวงศาฯ
และอีก ๒ องค์ซึ่งทรงจำพระนามไม่ได้ กรมหลวงวงศาฯ ทูลว่าองค์อื่นแบ่งกันจุดองค์ละไม่กี่วัด แต่พระองค์ท่านเองถูกประเดให้จุดถึง ๒๒ วัด ต้องไปเที่ยวจุดแต่เช้าจนค่ำจึงครบหมด ถึงรัชกาลที่ ๓ ทูลกระหม่อมไปทรงผนวช เจ้านายพนักงานพระองค์อื่นทั้งกรมหลวงวงศาฯ ก็ยังจุดอยู่อย่างเดิม แต่มีวัดหลวงเพิ่มขึ้นในรัชกาลที่ ๓ มาก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้พระเจ้าลูกเธอเป็นพนักงานจุดเทียนวัสสาเพิ่มจำนวนขึ้น
​ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ ทูลกระหม่อมทรงระลึกถึงที่เคยทรงจุดเทียนวัสสาวัดพระเชตุพนฯ เมื่อรัชกาลที่ ๒ (หม่อมฉันอยากจะแทรกว่าประกอบกับพระราชประสงค์จะเสด็จไปถวายพุ่มกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ เหมือนอย่างเคยถวายมาทุกปีเมื่อยังผนวชด้วย) จึงเสด็จไปจุดเทียนวัสสาวัดพระเชตุพนฯ วันแรม ๑ ค่ำ เวลาเย็น แล้วเลยเสด็จไปถวายพุ่มสมเด็จพระปรมาฯ ที่ตำหนัก ต่อมาเมื่อเชิญพระพุทธสิหิงค์คืนไปไว้วังหน้าแล้ว ทูลกระหม่อมเสด็จไปจุดเทียนวัสสาที่พระที่นั่งพุทไธศวรรย์ด้วยอีกแห่งหนึ่ง
การที่ทูลกระหม่อมถวายพุ่มกรมสมเด็จพระปรมา ฯ มีเรื่องเตร็จซึ่งน่าจะเล่าไว้ด้วย หม่อมฉันจึงจะเขียนแทรกลงตรงนี้ ลักษณะที่กรมสมเด็จพระปรมาฯ รับเสด็จทูลกระหม่อมนั้น ท่านประทับรับเสด็จอยู่ในตำหนักแต่พระองค์ มิให้มีใครอยู่ในนั้นด้วย
ส่วนพระราชาคณะกับฐานานุกรมวัดพระเชตุพนฯ ที่ไปรับเสด็จให้นั่งเรียงแถวอยู่ที่หอสวดมนต์ตรงหน้าตำหนัก ทูลกระหม่อมถวายพุ่มแล้วทรงสนทนาอยู่นานๆ เมื่อจะเสด็จกลับกรมสมเด็จพระปรมาฯ ถวายอติเรก ภวตุสัพ แต่พระองค์เดียวครั้งหนึ่งก่อน แล้วเสด็จไปประทับที่หอสวดมนต์ รับ​อติเรกพระสงฆ์วัดพระเชตุพนฯ ถวายอีกครั้งหนึ่ง เสมอเป็นนิจ
ในเวลานั้น กรมสมเด็จพระปรมาฯ เป็นพระมหาสังฆปรินายก บรรดาพระสงฆ์ซึ่งทรงสมณศักดิ์ กับทั้งเจ้านายทรงผนวชคงพากันไปถวายพุ่มเมื่อเข้าวัสสาทุกปี เมื่อกรมสมเด็จพระปรมาฯ สิ้นพระชนม์แล้ว ทูลกระหม่อมโปรดให้ทำที่บูชาประดิษฐานพระอัฐิไว้ที่ในตำหนัก และโปรดให้พระพิมลธรรม (ยิ้ม) เป็นผู้รักษาพระอัฐิกับตำหนักทั่วทั้งบริเวณ พระพิมลธรรม (ยิ้ม) มาอยู่กุฏิใหญ่หลังหนึ่งที่ในบริเวณตำหนัก (ได้ยินว่าจำเพาะในเวลานั้นมีพระราชาคณะเป็นอาวุโสอยู่ในวัดพระเชตุพนฯ พระพิมลธรรม
(ยิ้ม) จึงไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส แต่ต่อมาทั้งหน้าที่รักษาพระอัฐิและกุฏิที่อยู่ในบริเวณตำหนัก ตกแก่เจ้าอาวาส ตั้งแต่สมเด็จพระวันรัต (สมบุญ) สืบมาทูลกระหม่อมได้ตรัสสั่งพระราชาคณะฐานานุกรมกับทั้งเจ้านายทรงผนวชในคณะธรรมยุติกา ให้คงไปถวายพุ่มบูชาพระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมาฯ เสมอทุกปี ด้วยทรงนับถือว่าท่านได้มีพระคุณแก่พระสงฆ์ธรรมยุติกามาแต่ก่อนมาก แม้พระองค์เองเมื่อทรงจุดเทียนวัสสาแล้ว ก็เสด็จไปถวายพุ่มบูชาพระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมาฯ ด้วยทุกปี แต่ถึงสมัยนี้เมื่อ
ถวายพุ่มพระอัฐิแล้ว ​เสด็จเลยไปถวายพุ่มพระพิมลธรรม (ยิ้ม) ที่กุฏิด้วย พระพิมลธรรม (ยิ้ม) ก็ทำตามอย่างกรมสมเด็จพระปรมาฯ รับเสด็จและถวายอติเรกในกุฏิแต่องค์เดียว ก็เลยเป็นแบบอันมีแต่ที่วัดพระเชตุพนฯ แต่แห่งเดียว สืบมาจนรัชกาลที่ ๕ เมื่อหม่อมฉันบวชเป็นสามเณรก็เคยไปถวายพุ่มบูชาพระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมา ฯ เมื่อเป็นราชองครักษ์ก็เคยตามเสด็จไปถวายพุ่ม ได้เห็นพระพิมลธรรม (อ้น) รับเสด็จในกุฏิแต่องค์เดียว และทรงรับอติเรก ๒ ครั้งดังกล่าวมาข้างต้น แต่ยังไม่ทราบมูล
เหตุมาช้านาน จนเมื่อจะมีงานพระชนมายุสมมงคลที่วัดอรุณฯ วันหนึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปทอดพระเนตรเตรียมงานที่วัดอรุณฯ แล้วเสด็จเลยไปเยี่ยมสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฤทธิ) ถึงกุฏิ ท่านรับเสด็จอยู่ ณ กุฏิองค์เดียว ให้พระราชาคณะกับฐานานุกรมนั่งแถวรับเสด็จอยู่ที่หอสวดมนต์ และถวายอติเรก ๒ ครั้งดังว่ามาแล้ว เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จพระราชดำเนินกลับมาจากกุฏิตรัสสรรเสริญสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์กับหม่อมฉันว่าท่านรู้แบบเก่า การที่รับ
เสด็จแต่องค์เดียวที่ในกุฏินั้นเพื่อจะให้เป็นที่รโหฐาน พระเจ้าแผ่นดินจะตรัสอะไร จะได้ตรัสโดยสะดวกพระราชหฤทัย ด้วยไม่มีใครอื่นได้ยิน พระราชาคณะองค์อื่นเห็นจะรู้ธรรมเนียมนั้นน้อยตัวแล้ว หม่อมฉัน​ได้ฟังพระบรมราชาธิบาย จึงรู้มูลเหตุเรื่องอติเรก ๒ ครั้ง มาคิดดูเห็นว่าคงเป็นกรมสมเด็จพระปรมาฯ ทรงตั้งแบบรับเสด็จอย่างนั้น เพราะทูลกระหม่อมเคยเสด็จไปเฝ้าและเคยสนทนาอย่างไว้วางพระหฤทัยกันมาแต่ยังทรงผนวช
ในพระบรมราชาธิบายว่าทูลกระหม่อมทรงจุดเทียนวัสสาวัดพระเชตุพนฯ เสมอมาจนสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระเจริญวัย จึงโปรดให้ทรงรับหน้าที่เป็นพนักงานจุดเทียนวัสสาวัดพระเชตุพนฯ เหมือนอย่างพระองค์เองเมื่อรัชกาลที่ ๒ เพิ่มการถวายพุ่มบูชาพระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมาฯ และถวายพุ่มท่านผู้รักษาพระอัฐิด้วย สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ทรงจุดต่อมาในรัชกาลที่ ๕ จนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศทรงพระเจริญวัย จึงทรงมอบกิจนั้นพระราชทานให้เป็นพนักงานต่อมา
การที่ทูลกระหม่อมเสด็จไปวัดบวรนิเวศเมื่อเข้าวัสสานั้น ไม่ได้เสด็จไปจุดเทียนวัสสา ซึ่งมักประทานเทียนชนวนให้เจ้าทรงผนวชอยู่วัดบวรนิเวศฯ ไปจุดแต่เมื่อเข้าไปรับพุ่มที่วัดพระแก้วในวันกลางเดือน ทูลกระหม่อมเสด็จไปวัดบวรนิเวศต่อวันแรม ๒
ค่ำ เวลาบ่าย เมื่อถวายพุ่มบูชาพระพุทธรูปและถวายพุ่มแก่กรมสมเด็จพระปวเรศฯ เป็นมูล แต่แรกกรม​สมเด็จพระปวเรศก็รับเสด็จที่บนตำหนักชั้นบนแต่พระองค์เดียว และให้พระราชาคณะกับฐานานุกรมนั่งแถวรับเสด็จที่ตำหนัก (ชั้นล่าง) คงถวายอติเรก ๒ ครั้งอย่างที่วัดพระเชตุพนฯ และเสด็จไปตั้งแต่ปีแรกเสวยราชย์ทั้ง ๒ วัด
การที่ทูลกระหม่อมเสด็จไปถวายพุ่มที่วัดบวรนิเวศนั้นก็มีเรื่องเตร็จอันควรเล่าด้วย เล่ากันมาว่าในปีที่ทูลกระหม่อมเสวยราชสมบัตินั้น พอใกล้วัสสาพวกพระสงฆ์สานุศิษย์ซึ่งอยู่ในวัดบวรนิเวศพากันรู้สึกว้าเหว่ ด้วยเคยถวายพุ่มสักการบูชาทูลกระหม่อมมาทุกปี จะไม่ได้ถวายพุ่มต่อไป ครั้นรู้ว่าจะเสด็จไปถวายพุ่มที่วัดบวรนิเวศ
จึงนัดกันจัดพุ่มกับเครื่องสักการบูชาเช่นเคยถวาย เอาไปตั้งเรียบเรียงไว้ตรงหน้าพระพุทธชินสีห์ที่ในพระอุโบสถ ทูลกระหม่อมเสด็จไปทอดพระเนตรเห็นตรัสถามได้ทรงทราบเหตุจึงทรงพระกรุณา ตรัสพระราชทานพระบรมราชานุญาตว่าถ้าพระสงฆ์สานุศิษย์ใครจะถวายพุ่มแก่พระองค์ ก็ให้เข้าไปถวายแก่พระแก้วมรกตที่ในพระบรมมหาราชวัง แต่นั้นก็เกิดประเพณีที่พระสงฆ์ธรรมยุติกา เข้าไปถวายพุ่มแก่พระแก้ว
มรกตในวันแรม ๕ ค่ำเป็นกำหนดทุกปีเสมอสืบมา ข้างฝ่ายทูลกระหม่อมก็ตรัสสั่งให้จัดพุ่มเป็นส่วนของพระองค์ถวาย​แก่พระสงฆ์สานุศิษย์ในวันเสด็จไปถวายพุ่มที่วัดบวรนิเวศด้วยทุกปี แต่พระสงฆ์วัดบวรนิเวศที่รับพุ่มหลวงครั้งทูลกระหม่อมเห็นจะเป็นแต่ท่านที่เคยเป็นสานุศิษย์ในพระองค์ พระบวชใหม่ไม่ทรงรู้จักคงไม่ได้รับ จึงปรากฏในพระบรมราชาธิบายของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงว่าถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อแรกเสวยราชย์ทรงเคยคุ้นกับพระสงฆ์วัดบวรนิเวศอยู่แทบทั้งวัด เพราะได้ทรงผนวชเป็น
สามเณรเมื่อก่อนเสวยราชย์ไม่ช้านัก จึงโปรดให้ถวายพุ่มพระสงฆ์วัดบวรนิเวศหมดทั้งวัดก็เลยเป็นธรรมเนียมสืบมา และกรมสมเด็จพระปวเรศก็เสด็จลงมานำพระสงฆ์รับพุ่มที่ในพระอุโบสถ มิได้รับเสด็จบนตำหนักเหมือนแต่ก่อน การถวายพุ่มที่วัดบวรนิเวศมีแปลกกับที่วัดอื่นอีกอย่างหนึ่ง ด้วยเสด็จไปถวายพุ่มเจ้านายทรงผนวชถึงตำหนักทุกพระองค์ คงเริ่มมาแต่เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงผนวชเป็นสามเณร เลยเป็นธรรมเนียมสืบมาจนรัชกาลที่ ๕
๔. วัดราชประดิษฐ์นั้น ในพระบรมราชาธิบายว่าตั้งแต่สร้างวัด ทูลกระหม่อมก็เสด็จไปถวายพุ่มพระทั้งวัดทุกปี ดูทำนองอย่างเป็นเจ้าของวัด ที่เสด็จไปถวายพุ่มพระวัดราชบพิธทั้งวัดในรัชกาลที่ ๕ ก็ทำตามอย่างวัดราชประดิษฐ์นั่นเอง เป็นแต่​ทรงสักการบูชาพระพุทธรูปมิได้จุดเทียนวัสสา ส่วนวัดเบญจมบพิตรนั้นเป็นการ “นอกอย่าง” ด้วยทรงชวนพระประยูรญาติที่ได้ช่วยกันสร้าง ไปถวายธูปเทียนพระสงฆ์ที่เข้าวัสสาเหมือนเช่นพวกสัปปุรุษเขาทำกันที่วัดอื่นเท่านั้น
ทูลสนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๑๓/๘๕
๕. การตั้งศพที่วัดเบญจมบพิตรนั้น หม่อมฉันเห็นว่าเป็นความคิดดีอยู่ ด้วยการตั้งศพนั้นจะเป็นศพโกศก็ตาม ศพหีบก็ตาม เหมาะแต่จะตั้งในเรือนแบบไทย เช่นท้องพระโรงหรือหอนั่ง เรือนแบบฝรั่งเขาตั้งศพ คงไม่สมประกอบด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างดังเมื่อพระศพสมเด็จกรมพระเทววงศ์ฯ ตั้งในห้องรับแขกบนตำหนักใหญ่ ก็ตั้งฐานแว่นฟ้าได้ชั้นเดียว ที่บางแห่งถึงต้องตัดฝ้ารองเพดานให้ยอคโกศขึ้นไปอยู่หลังคาก็มี ที่ต้องตั้งโกศหรือหีบศพเหมือนอย่างฝากของเก็บไว้ในห้องก็มี เวลา
ทำบุญหน้าศพที่คนนั่งก็ไม่มีที่จะเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ที่ให้โทษเป็นข้อสำคัญนั้น เพราะเรือนแบบฝรั่งทำสำหรับอยู่​ร่วมกันกับครัวเรือน พอตั้งศพก็มีบุคคลภายนอกตั้งแต่พระสวดเป็นต้นเข้าไปอยู่ในเรือน ทำให้ครอบครัวของผู้ตายพากันได้ความเดือดร้อนไปจนกระทั่งปลงศพแล้ว เพราะฉะนั้นที่เอาศพไปตั้งวัดจึงเป็นการแก้ความลำบากของเจ้าภาพได้มาก เปลี่ยนเป็นความลำบากเพียงต้องไปทำบุญศพไกลไปหน่อยเท่านั้น
๖. ในลายพระหัตถ์ฉบับนี้มีเรื่องบัตรใบแดงหลายราย บางรายก็ออกจะขัน บางรายก็ชวนให้คิดถึงวันหน้า จึงจะทูลสนองเรื่องบัตรใบแดงรวมเป็นวินิจฉัยอันเดียวกัน
ที่เสด็จไปรดน้ำบ่าวสาวผิดแห่งนั้นขันอยู่ แต่คิดดูก็ไม่ประหลาด หม่อมฉันเองก็เคยใช้สังเกตแห่งที่ด้วยดูรถที่มีจอดอยู่มาก ที่ท่านเสด็จไปผิดแห่งเพราะมีกรณีพิเศษเป็นเหตุประกอบกันถึง ๓ อย่าง คือแต่งงานวันเดียวกัน ๒ รายอย่างหนึ่ง บ้านที่แต่งงานอยู่ถนนเดียวกันทั้ง ๒ รายอย่างหนึ่ง และไม่ทรงรู้จักว่าบ้านที่เชิญเสด็จอยู่
ที่ไหนด้วยอีกอย่างหนึ่ง จะป้องกันมิให้ผิดแห่งได้แต่ด้วยตั้งตำราไว้ที่ตำหนัก ว่าถ้ามีใครเชิญเสด็จไปรดน้ำบ่าวสาว คุณโตหรือหญิงอามต้องสั่งสารถีที่นั่งให้ไปสืบให้รู้แห่งบ้านเสียก่อนเสมอทุกรายไป จึงจะคุ้มได้ แต่น่าชมเจ้าของงานที่เสด็จไปผิดนั้น ว่าเขามีทั้งอัธยาศัยและ​สติดี ถ้าถูกเป็นคนเขลาแสดงความยินดีด้วยกิริยาหรือวาจาให้ท่านรู้สึกพระองค์ว่าเสด็จไปผิดแห่งในเวลานั้น ดูจะเกิดลำบากพระทัยไม่น้อย
ที่มีรายอื่นพาเจ้าบ่าวเจ้าสาวไปเฝ้าทูลขอให้รดน้ำประทานที่ตำหนักนั้น ก็น่าชมความคิด เพราะการเชิญคนรดน้ำบ่าวสาวทุกวันนี้คล้ายกับสวด “สคฺเค” เชิญเทวดาเสียแล้ว ที่เขาพาคู่บ่าวสาวมาให้ทรงรดน้ำที่ตำหนัก เห็นถนัดว่าเพราะเขาปรารถนาด้วยนับถือเฉพาะพระองค์ แต่จะเชิญเสด็จไปเข้ากระบวนเทวดาที่รับสคฺเค เขาเกรง
พระทัย จึงแก้ธรรมเนียมเก่าซึ่งให้คู่บ่าวสาวไป “ไหว้” นั้นเอง เปลี่ยนเป็นไปเฝ้าให้ทรงรดน้ำ คนอื่นก็น่าจะคิดถึงพระชันษาและเกรงพระหฤทัยทำอย่างเดียวกัน รายใดไม่ถึงต้องการจะให้พระองค์ท่านทรงรดน้ำโดยเฉพาะ ไม่พาคู่บ่าวสาวไปเฝ้า พระองค์ท่านก็ไม่ต้องลำบาก ถ้าเป็นได้เช่นนั้นจะดีหาน้อยไม่
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ น
๑๗/๘๕
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๔๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ในการที่เสด็จกลับเข้ามาอยู่วังวรดิศนั้นดีใจเป็นล้นพ้น แต่เป็นเวลาที่ไม่เหมาะก็เพราะน้ำท่วม ขาดโอกาสที่จะมาเฝ้าเยี่ยมเยียน ด้วยการไปมาลำบากหนัก
หญิงอามเอาลายพระหัตถ์มาให้ ดีใจเป็นล้นพ้นที่จะได้กราบทูลด้วยอาศัยลายพระหัตถ์เช่นแต่ก่อน
​สนองลายพระหัตถ์
๑) ดีใจที่ตัดหนังสือพิมพ์ส่งมาถวายไม่เสียหลาย
๒) เรื่องเอาจดหมายซึ่งคนใดคนหนึ่งมีถึงผู้ตาย ตีพิมพ์แจกในการเผาศพนั้น ถ้าทำอย่างพระดำริที่ตรัสแล้วก็ไม่มีข้อขัดข้องเลย แต่ไม่ทำกันอย่างนั้น
๓) เรื่องปฏิทิน ถ้าเปลี่ยนไปเด็ดขาดทีเดียวก็ลืมได้ แต่ถ้าลืมไม่ได้ก็เพราะอย่างเก่าก็ใช้อย่างใหม่ก็ใช้ เป็นต้นว่าปีชวดฉลูก็ยังใช้ เดือน ๕ เดือน ๖ ก็ยังใช้ เช่นนับวิสาขะบูชา เข้าพรรษา และสารท เป็นต้น ค่ำๆ ก็ยังต้องนับเพราะยังมีวันโกนวันพระอยู่
๔) อ่านหนังสือพบว่าการลบศักราชนั้นเป็นธรรมเนียมที่มีมานานแล้ว เป็นอันเข้าใจได้ว่ามาครั้งพระเจ้าปราสาททอง จึงเรียกว่า “ลบศักราช” แต่ที่จริงคราวนั้นเป็นลบปีเท่านั้น
๕) เกล้ากระหม่อมเคยพูดถึงเรื่อง “เขื่อนเพชรเขื่อนขันธ์” กับพระยาอนุมานมาทีหนึ่งแล้ว แกว่า “เขื่อนขันธ์” อาจเป็นเขื่อนขั้นภาษาไทยเรานี้เองก็ได้จับใจเป็นอันมาก ถ้าหากว่าเป็น “เขื่อนขัน” ก็ตรงกับพระดำรัส ซึ่งเรียกว่า “เขื่อนกัน” นั้นทีเดียว ให้สงสัยว่าที่ตรัสเรียก “เขื่อนป้อง” ​นั้น จะคิดขึ้นภายหลังออกจาก “เขื่อนกัน” นั้นเองเมื่อมีการต่อสู้กันขึ้นแล้ว เห็นได้จากคำว่า “ค่าย” ก็มีเป็นสอง “ค่าย” คือรั้วก็มี ที่สำหรับต่อสู้ก็มี เราทำอะไรก็ถนัดทำด้วยไม้ เพราะเป็นเมืองไม้ ใช้ไม้ปักเป็นรั้ว ที่ปลายเป็น
รูปเสมาก็เห็นว่าหยักปลายเสารั้ว กำแพงก่อนั้นมาทีหลัง แล้วที่ก่อตันก็ยังทีหลังลงมาอีก นึกได้ว่าที่วัดท่าโพธิ์นครศรีธรรมราชมีก่อเป็นเสาไม่อุดตัน ตั้งใจจะไปดูแต่เขาบอกว่ารื้อทำใหม่เสียแล้วก็ไม่ได้ไป เพราะถ้าไปก็เสียเที่ยว อย่างไรก็ดีเห็นสู้กำแพงเมืองสุโขทัยตามพระดำรัสไม่ได้ นั่นเห็นได้ว่าทำด้วยเสาไม้ปลายหยักเป็นเสมาทีเดียว กำแพงวังจันทร์ในบางกอกยิ่งหนักมือขึ้นไปอีก ปลายไม่หยักเป็นรูปเสมา เห็นได้ว่าเป็นเสาเสี้ยมปลายด้วยซ้ำ เขาว่าเอาแบบมาแต่เมืองเหนือ
๒) พระวินิจฉัยเรื่องต้นชมพู่และต้นหว้านั้น ฝ่าพระบาทเอาเป็นพระธุระมาก แต่เสียใจที่ไม่ได้ความจะแจ้ง ทรงเทียบคำมคธในมหาชาตินั้นดีนัก แต่ชื่อต้นไม้ในภาษามคธก็ทะเลาะกันมาก แม้ชื่อต้นไม้ซึ่งเป็นภาษาลาตินของฝรั่งก็รู้สึกว่าสับปลับ เขาว่านักเรียนพฤกษศาสตร์ต่างโรงเรียนกันเมื่อมาพบกันก็จะตีกันตายด้วยเรื่องต้นไม้อย่างเดียวกัน เรียกชื่อไม่​เหมือนกัน เขาว่าที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะอาจารย์ถ้าได้ปรึกษากันก็ตั้งชื่อลงกัน ถ้าไม่ได้ปรึกษากันก็ต่างคนต่างตั้งไม่ลงกัน
อันพระลังกานั้น ที่วัดบวรนิเวศก็มีพระสาธุศีลสังวรอยู่องค์หนึ่ง สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงติดอะไรก็ปล้ำพระสาธุศีลสังวรนั่น ท่านพูดไทยได้มากเสียอีกยังปล้ำสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง แต่เรื่องต้นหว้าชมพู่นั้นไม่ได้ปล้ำท่าน บัดนี้ท่านก็ถึงมรณภาพไปเสียแล้ว
๗) จำได้ว่าเมื่อฝ่าพระบาทนำเจ้าพระยาพิชเยนทร์ขึ้นถวายนั้น กราบบังคมทูลว่าเป็นทหารไล่กา เห็นจะเป็นพ่อของเจ้าพระยาพิชเยนทร์ นายมุ่ยนั้นไม่รู้จัก นายเชยนั้นเข้าใจว่ารู้จัก แต่จะเป็นอีกเชยหนึ่งหรืออย่างไรไม่ทราบ เขามีตำแหน่งเป็นอะไรหรือไม่ก็จำไม่ได้
พระยาสุรินทราชานึกว่าเป็นลูกพระยาวรพุฒ เพราะเห็นอยู่ในบ้านนั้น แต่ก็ไม่ใช่ เป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่งที่ตรัสให้ทราบว่าพระยาฤทธิรงค์รณเฉท ก็มีคุณหญิงเป็นลูกสาวพันสุก พระบริหารไม่ทราบเลย
๘) เป็นพระเดชพระคุณอีก ที่ตรัสเล่าถึงประวัติยะมาดาให้ทราบ
​คำ “มหาทูต” นั้นจะสืบถวาย ได้หรือไม่ได้ก็จะกราบทูล แต่เวลานี้หมดดีเสียที่น้ำท่วม เสียเวลามากๆ
๙) “ไตฟูน” เป็นภาษาจีน (เห็นจะเป็นกวางตุ้ง) แปลว่าลมใหญ่ มีความเสียใจที่ปีนังถูกไต้ฝุ่น ปีนังอยู่หน้าตะวันตก ควรจะเป็น “ไซโคลน” “ไต้ฝุ่น” กับ “ไซโคลน” และ “เฮอริเคน” จะเป็นลมอย่างเดียวกันหรือไรก็ไม่ทราบ ประหลาดที่คำ “สลาตัน” เราเข้าใจกันว่าเป็นชื่อลมพยุ แต่ทางมลายูเขาหมายกันว่าเป็นทิศใต้เท่านั้น คงมาแต่ลมใต้คือ “ลมตะเภา” เท่านั้นเอง ที่เข้าใจว่าเป็นลมพยุนั้นผิด
“ไต้ฝุ่น” ในเมืองจีนอ่านหนังสือพิมพ์ก็พบ แต่ไม่เป็นข่าวที่จับใจก็ไม่ได้จำ ดูเหมือนว่ามีที่เซียงไฮ้ ซัวเถา อะไรเหล่านั้น นี่ว่าถึงแต่ทางเมืองจีน
๑๐) นมผงก็เคยกิน “กลิม” ก็เคยเห็นในหนังสือพิมพ์อย่างผาดๆ มีขายในบางกอกทั้งสองอย่าง แต่ใส่กันไม่ได้ว่านมผงคือกลิม ที่คำชี้แจงเป็นหนังสือไทยนั้น เคยเห็นสิ่งอื่นก็มี โดยมากเป็นยา
๑๑) ตามที่ตรัสบรรเลงเรื่องตั้งชื่อเมืองพิษณุโลก และเรื่องพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์นั้น เห็นด้วยตามกระแสพระดำริทุกอย่าง เห็นอยู่ชัดเจนว่าคำ “พระเจ้าอยู่หัวทั้งสอง​พระองค์” นั้นเคยมีในบ้านเรา เล่นเอาเวลาที่ไม่ควรมีก็มีคนแส่หาว่าอะไรจะควรนับว่าเป็น “พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์” ได้บ้าง
บรรเลง
๑๒) หญิงอามมาบอกว่าฝ่าพระบาททรงเห็นขันในการที่ไปงานแต่งงานผิด อย่าหาแต่ว่าฝ่าพระบาทเลย แม้ที่บ้านเกล้ากระหม่อมเองก็เห็นขัน ในการที่ไปงานต่างๆ อยู่บ้างนั้น ก็ด้วยเป็นการจำเป็นและยังสามารถไปได้อยู่
๑๓) คำว่า “สยาม” แต่ก่อนคิดว่าเป็นคำที่ต่างประเทศเขาเรียกเรา แต่ทีหลังมีคนค้น เห็นว่าเราเรียกตัวเราเองว่า “สยาม” แต่คำนั้นมาจากอะไร ผู้เดาก็เดาเลอะเทอะจนสุดที่จะฟัง
๑๔) คำว่า “สรวง” พระยาอนุมานค้นพจนานุกรมภาษาไทยพวกอื่น (ไม่ใช่เรา) ได้ความว่าเป็นสรณะอันหนึ่ง คือผี เห็นว่าถูกเราใช้กันก็ในฐานที่เป็นเช่นนั้นทั้งนั้น ไม่ประหลาดอะไร เพราะเราก็ถือผีมาก่อน ประหลาดที่เตะผิดไปสำคัญว่า “สรวง” คือ “สวรรค์”
๑๕) คำว่า “ผ้าม่วง” หรือ “นุ่งม่วง” ทีแรกคงมีสีเดียวแต่สีม่วง ชื่อสีนั้นก็ชอบกล ลางอย่างก็เรียกชื่อไปอย่าง​หนึ่งไม่เหมือนน้ำยา เช่น “แดง ขาว เขียว” เป็นต้น “เขียว” นั้นหมายถึงคราม มีคำว่า “สุดหล้าฟ้าเขียว” อยู่เป็นอย่าง ซ้ำมีคำ “เขียวตะพุ่น” ต่อ
ไปอีกด้วย ในคำเขมรซึ่งเกล้ากระหม่อมได้ถอดมีความว่าวันศุกร์ทรงเครื่องเขียวขจี เขียวในที่นี้ควรเป็นน้ำเงิน คำว่าน้ำเงินก็ควรจะเป็นสีครามอ่อนจนเกือบขาว คำ “ขจี” ในดิกชันะรีภาษาเขมรแปลให้ไว้ว่าอ่อน แต่กลัวจะแปลผิด เพราะไม่เห็นใช้กับสีอื่นเลย สีม่วงก็คือสีลูกหว้าตามที่พิจารณากันอยู่ แต่คงไม่ใช่สีลูกมะม่วง พูดถึงมะม่วงก็นึกได้ถึงกรมหมื่นมหิศร เธอจะทำลูกมะมุด จะเอาสีที่ขายในตลาดทาก็ขาดเหลือง
จึ่งเอารงค์เติมลงไปก็กลายเป็นสีแดง ทำให้รู้ได้ว่าเป็นสีปนฝุ่น ฝุ่นนั้นเอาปูนขาวปนเสียด้วย ทีสีเดิมจะแก่เกินไป แล้วก็นึกไว้ถึงกรมหมื่นวรวัฒน์เขียนซ่อมวัดราชบุรณะ วิมานเสียไปช่องหนึ่ง เอาสีที่ขายในตลาดทาก็เข้ากับอีกสองช่องซึ่งยังดีอยู่ไม่ได้ เพราะชาดที่ขายในตลาดนั้นปนสีสวรรค์ ต้องค้นก้นร้านซึ่งเคยขายน้ำยาในตลาด ได้ชาดอย่างเก่ามาจึงเอาทาพอเข้ากันไปได้ ที่เรียกว่าสีสวรรค์นั้นก็ดีแล้ว เพราะสองสามวันก็ไปสวรรค์หมด
๑๖) เซ็นชื่อนั้นจะจัดว่าเป็น “นิวแซน” ได้หรือไม่ ที่นครวัดฝรั่งเศสเขาก็ห้าม
​รายการ
๑๗) เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม มีใบขาวแทนใบดำมาฉบับหนึ่ง บอกมาว่าสมเด็จพระพันวัสสาจะทรงทำบุญ ๗ วัน ถวายพระธรรมวโรดมที่วัดราชาธิวาสกำหนดวันที่ ๑๙ และต่อไปถึงวันที่ ๒๐ และ ๒๑ งานนี้ไม่ได้เอื้ออะไรเลย เพราะน้ำท่วม แม้จะไปก็ไม่รอด ทั้งดอกไม้ก็ไม่มีที่จะทำพวงส่งไปด้วยน้ำท่วมต้นก็ตายไปมาก
กราบทูล
๑๘) เมื่อวันที่ ๒๒ หญิงอามบอก่าเจ้าพี่ชายน้อยบอกโทรศัพท์มาว่าหญิงดวงตาตาย ก็ออกปากว่าจะไป เพราะหญิงดวงตาเป็นหลานที่คุ้นมาก นึกถึงว่าเป็นปกติ แต่หญิงอามหัวเราะว่าจะไปอย่างไร จึงนึกได้ว่าน้ำท่วม ต้องจัดน้ำอบส่งไป คนใช้จะกินเวลาเท่าไรไม่ทราบ
๑๙) วันที่ ๒๓ ตุลาคม เป็นวันที่เคยจัดเครื่องสักการบูชาไปถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้า ปีนี้แม่โตจัดกระทงมาให้จุดเพื่อบูชาแล้วแม่โตจะนำไป นึกว่าที่ทำเป็นกระทงนั้นอุตริ แต่ครั้นทีหลังมาห้องแม่โตเห็นกระทงอีกหลายใบจึ่งรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ อันเป็นกำหนดวันลอยกระทงวันแรกตามเทศกาลที่เอากระทงไปบูชานั้นไม่ใช่อุตริ
​แปลกหนักหนาที่วันสวรรคตทูลกระหม่อมเรา กับวันสวรรคตสมเด็จพระจุลจอมเกล้ามาพ้องกันเข้า เกล้ากระหม่อมเคยทำบุญถวายทั้งสองพระองค์ ปีนี้แม่โตมาปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดีที่จะลำบากน้อยที่สุด เกล้ากระหม่อมก็แนะนำว่าเลื่อนไปเป็นดีที่สุด ไม่เห็นว่าเลื่อนวันไปจะมีโทษอะไร คิดไว้ว่าการบูชาก็จะทำในเวลาที่สะดวกด้วย ไม่ได้คิดจะบูชาด้วยกระทง
ที่จ่าหน้าตอนว่า “กราบทูล” กับ “บรรเลง” นั้น ตั้งใจให้ผิดกันที่ว่า “กราบทูล” นั้นตั้งใจให้ทรงทราบ ที่ว่า “บรรเลง” นั้นไม่เป็นล่ำเป็นสันสุดแล้วแต่จะนึกได้.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ น
๑๘/๘๕
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๔๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์เวร ที่ ๙/๘๕ ลงวันที่ ๒๓ ตุลาคม ได้รับประทานแล้วดีใจเป็นล้นพ้น แต่นี้ต่อไปจะให้สำเร็จในวันพุธตามเคยถวายไป แต่คราวนี้ช้าไปตามเคยที่ทางคมนาคมไม่สะดวกเสียแล้ว จำต้องเป็นไม่แน่ไปตามเคย
​๑) เรื่อง “ธาราบริวัตร” ต้องถือเอาว่าคือเมือง “เซลำเภา” ขึ้นนครจำปาศักดิ์
นึกถึงคำ “เซลำเภา” “เซ” ว่า แม่น้ำ (เทียบด้วย “ปากเซ”) “ลำ” ว่า ทาง (เทียบด้วยคำ “ลำน้ำ ลำแม่น้ำ ลำคลอง”) “เภา” นั่นแหละเป็นชื่อแม่น้ำ จะมาแต่สำเภาก็ได้
ได้คำอีกคำหนึ่ง “เวิน” ว่า “วน” คือน้ำวน
“หม่อมราชวงศ์วิจิตร” ไม่รู้ว่าใครทีเดียว เพราะไม่เคยรู้ตามที่ทรงจดชื่อในวงเล็บว่า “ปฐม” ก็ไม่รู้ เพราะเรียกตามที่เขาเรียกกันว่า “คุณถม” ไปรู้เอาที่ “คะเนจร” ว่าคือ “คุณถม” ทำให้รู้สึกว่านามสกุลนั้นดีมาก
๒) ในการเสด็จกลับนั้นอ่านเห็นใหญ่มาก สงสารองค์หญิงประเวศ เธอกลับทีหลังจะได้ความลำบากมาก ด้วยอาจจะไม่ได้ใครช่วยพอก็ได้ ส่วนคนใช้ที่ตำหนักนั้นไม่ประหลาด เพราะเป็นธรรมดาเท่านั้น ถ้าผู้อยู่ที่นั่นดีก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเศร้าโศก ถ้าไม่ดีก็ไม่ต้องโศกเศร้า อยากให้ไปเสียให้พ้นด้วยซ้ำ
ดีใจที่หญิงอามบอก ว่าฝ่าพระบาทหอบเอาอีแมวมาด้วย หากทิ้งไว้ก็ต้องตายเท่านั้น ใครจะช่วยมัน
​๓) ในลายพระหัตถ์ ลงวันที่ ๑๑ พฤษภาคม มีตรัสถึงเรื่องเมืองอู่ทอง กับพระเจดีย์ที่หนองสาหร่ายมาแล้ว แต่ทรงคะเนว่าหายจึงโปรดให้คัดประทานมาใหม่อีก ที่จริงไม่หาย ยังได้กราบทูลไปในหนังสือเกล้ากระหม่อม หมายที่ ๖/๘๕ ลงวันที่ ๕ มิถุนายน จึงได้ให้คัดมาถวายอีก ฝ่าพระบาททรงคะเนว่าหายได้ฉันใด เกล้ากระหม่อมก็คะเน
ว่าหายได้ฉันนั้นเหมือนกัน ฉบับที่คะเนว่าจะหายนั้น จะต้องเป็นเมื่อรบกันแล้วทางคมนาคมไม่สะดวก ก็คือหนังสือลงวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒ ฉบับแล้วต่อมาก็คิดให้มีหมายเลข หนังสือทางเกล้ากระหม่อมมีหมายแต่ที่ ๒/๘๕ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม เป็นต้นมา ถ้าฉบับใดหายก็จะข้ามน้ำเบ้อไป ซึ่งฝ่าพระบาทจะทรงทราบแล้ว ตรัสเรียกร้องเอาสำเนาได้
มีฉบับเล็กอยู่ฉบับหนึ่งซึ่งไม่มีน้ำเบ้อ ฝ่าพระบาทคงจะไม่ได้ทรงรับแต่ถึงไม่ได้รับก็ไม่เป็นไร เพราะฝ่าพระบาทเสด็จกลับเข้ามาแล้ว อาจเฝ้ากราบทูลเฉพาะพระองค์ได้.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ น (๒)
๑๙/๘๕
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๔๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์เวรที่ ๑๐/๘๕ ลงวันที่ ๒๓ ตุลาคม ได้รับประทานแล้ว
๑) ตามที่ตรัสถึงวัด ว่าทำในแบบและนอกแบบนั้นจับใจเป็นอันมาก เกล้ากระหม่อมก็เคยคิดอุโบสถวัดศรีราชานอกแบบ​ไปทีหนึ่ง เป็นนอกแบบเอามากๆด้วย เหตุด้วยเจ้าพระยาสุรศักดิ์มีศรัทธาจะสร้างโบสถ์วัดศรีราชา มาวานเกล้ากระหม่อมเขียนแบบ แต่ท่านกล่าวโทษว่าโบสถ์เล็กสัปบุรุษจะเข้าไปทำบุญก็เข้าไม่ได้ ส่วนฝ่ายสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ซึ่งท่านเป็นผู้กำกับวัดนั้นอยู่ ท่านไม่อยากให้เปลี่ยนสีมาเดิม
เกล้ากระหม่อมก็เห็นว่าทำได้ ให้ความประสงค์ทั้งสองฝ่ายเป็นไปตามต้องการ คือเอาสีมาไว้ในประธาน แล้วทำเฉลียงเป็นที่สัปบุรุษเข้าไปทำบุญได้ แล้วท่านผู้กำกับยังต้องการหน้าต่างเตี้ยๆ ซึ่งลมจะพัดผ่านหมู่พระสงฆ์ซึ่งประชุมกันนั้นได้ด้วย เกล้ากระหม่อมก็ทำตามเป็นอันชอบใจทั้งผู้สร้างและผู้กำกับสิ้นแล้ว เกล้ากระหม่อมเห็นรูปเป็นสมัยใหม่หมดก็เลยเลิกไม่ทำช่อฟ้าใบระกา จนท่านไขศรีไปถามว่า “โบสถ์อยู่ที่ไหน” ด้วยสำคัญว่าที่นั่นไม่ใช่โบสถ์ ทำให้เกิดรู้สึกว่าทำนอกแบบนั้นใช้ไม่ได้
๒) วัดบวรนิเวศซึ่งทรงคาดว่าเพราะเชิญพระวัดสระตะพานมา องค์ใหญ่จนเข้าโบสถ์ไม่ได้จึ่งทำหลังขวางขึ้นนั้นไม่ขัดขวางอะไร แต่หลังขวางนั้นจะต้องทำทีหลัง ที่ต่อหลังขวางออกไปสองข้างก็ปรากฏว่าทำทีหลัง เพราะก่อผนังคาบใบสีมาไว้ครึ่งหนึ่ง
​วัดบางอ้อช้างนั้นเกล้ากระหม่อมก็นึกได้ว่ามีศาลาดี เคยไปเที่ยวและไปเลี้ยงอาหารกลางวันกันบนนั้น แต่เห็นจะทีหลังท่านสมภารองค์ที่ไปเชิญพระศาสดาลงมามาก
การเล่นพระจับฉ่ายนั้นเขาเล่นกันมานานแล้ว ไปเห็นที่วัดพระธาตุเมืองสรรค์เขาก็ตั้งพระระเบียงจับฉ่าย
๓) ข้อพระดำรัสเรื่องกฐินพระราชทานนั้น เห็นชอบด้วยพระดำรัสเป็นอย่างยิ่ง แต่จะพูดขอตัวไปโดยตรงก็ขัดขวาง ด้วยเขาไม่ได้บอกมาโดยตรง หากรู้มาด้วยทางลัดก็ต้องพูดไปทางลัด จะสำเร็จหรือไม่ก็ไม่ทราบ ส่วนข้ออื่นนั้นไม่เป็นไร เขาไม่ได้บังคับมา จะไปก็ได้หรือไม่ไปก็ได้
๔) พระดำรัสเรื่องพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปวัดต่างๆ นั้นดีมาก ทำให้แจ้งใจในท้องเรื่องขึ้นมาก หนังสือเรื่องพระราชพิธี ๑๒ เดือนนั้น ก็รู้อยู่ว่าเป็นหนังสือสำคัญแต่ไม่ได้ดู ออกจะทรุดไปมาก
๕) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม) ก็เข้าไปอยู่ที่กุฏิหมู่ตำหนัก เห็นจะลอกเอาแบบพระพิมลธรรม(ยิ้ม)
ที่ตั้งพระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมานุชิตก็เห็นไม่ควรอยู่ที่ตรงนั้น ได้พูดกับท่านเจ้าเผื่อนก็แลไม่เห็น มาได้ความจากพระดำรัส เมื่อครั้งท่านยังมีพระชนม์อยู่ ท่านคงรับเสด็จ​พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๔ ที่ตรงนั้น ห้องที่ประทับก็มีแต่ไม่ตั้ง มาตั้งที่อาสน์สงฆ์ข้างประตู ออกจะ “ผิดมนุษย์ม้วย”
๖) ตรัสถึงตั้งศพในเรือนฝรั่งชอบกลมาก เรือนก็ทำสำหรับอยู่ แล้วจะเอาธุระอย่างหนึ่งไปใช้กับธุระอย่างหนึ่งนั้น ย่อมจะขัดขวางอยู่เอง แม้เรือนอยู่อย่างไทยก็ไม่ได้ เว้นแต่จะมีท้องพระโรง นั่นก็ไม่ใช่ธรรมดาแล้ว แม้เป็นวัดก็ไม่ใช่จะตั้งได้ทุกวัดไป ลางวัดก็จะตั้งได้ ลางวัดก็ไม่ได้
๗) เรื่องไปรดน้ำบ่าวสาวผิดนั้น ได้กราบทูลมาก่อนแล้ว การที่ให้คนขับรถไปสืบบ้านที่เชิญนั้นก็ได้ทำ เกล้ากระหม่อมเรียกว่า “สวนสนาม” เว้นแต่ได้ทำต่อเมื่อใบแดงพูดวิปริต ไม่ได้ตั้งเป็นกำหนดไว้
การที่เขาพาคู่บ่าวสาวมาให้รดน้ำนั้นก็เป็นสองนัย นัยหนึ่งพามาเพื่อความสะดวกเช่นตรัส อีกนัยหนึ่งพามาให้รดน้ำเพื่ออาศัยความมีบุญ จำเป็นต้องระวัง
บรรเลง
๘) “เมรุ” สุเมรุ (เป็น “สิเนรุ” ก็ได้) ทั้ง “สุทัศน์” ก็ว่าเขาพระสุเมรุ นี่ว่าไปตามที่นึกได้ จะใช้คำอะไรก็ตามใจทั้งนั้น
​คำว่า “สวรรค์” คือเมืองของเทวดานั้น พวกอินเดียคิดว่าตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ ถ้าเป็นเช่นนั้นเมืองเทวดาก็เล็กกว่าเมืองมนุษย์มาก คำว่าอากาศ” นั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง เป็นของลอยตัว “ฟ้า” เป็นคำไทย หมายถึงสวรรค์ และอากาศปนกัน ถ้าจะว่าที่ถูกแล้วจะชี้สวรรค์เปะปะไปไม่ได้
ความเห็นเกล้ากระหม่อมซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง เห็นว่าจะทำอะไรซึ่งชื่อว่าเมืองสวรรค์แล้วจะต้องไม่เหมือนกับเมืองมนุษย์.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
โฆษณา