Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
16 ต.ค. เวลา 05:03 • หนังสือ
พฤศจิกายน
วันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๕ น
๒๐/๘๕
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๔๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
รายการ
๑) เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ได้รับหมายสำนักพระราชวัง สั่งให้ไปทอดกฐินพระราชทานที่วัดราชประดิษฐ์ ได้มีหนังสือขอตัวไปตามที่เห็นชอบด้วยพระดำริแต่วันที่ ๒๕ แต่มีไปทางลัด ตามเหตุที่ขัดข้องได้กราบทูลมาแล้ว อาจจะเป็นด้วยกระชั้นไปก็ได้ เพราะได้มีไปสามวันเท่านั้น ที่จริงจะไม่เป็นสามวันก็ได้ ไปโอ้เอ้ช้าเสียที่ไหน เพราะ “น้ำท่วมฟ้าปลากินดาว” ก็ได้
กราบทูล
๒) “ทวารกะ” เดิมเข้าใจว่ามีแต่เมืองพระกฤษณะที่ว่าจมทะเล นั่นเป็นเมืองอยู่ทางเหนือ แล้วทีหลังจึ่งมาทราบว่าทางใต้อินเดียก็มีเมือง “ทวาราวดี” คำนั้นเรามาเข้าใจกันว่าน้ำล้อมรอบ ทำให้เห็นว่ากรุงเก่าจะเติมชื่อกรุงขึ้นเป็น “ทวาราวดีศรีอยุธยา” เมื่อขุดขื่อหน้าแล้ว แต่ไม่จำเป็น เป็น “กันเอาอัน” ให้เหมือมอินเดียมากกว่า แม้ในฉันท์อนิรุทก็มีว่า “เสด็จแสดงเนาในกรุงทวารพดีสมยา คือ พิษณุโลกบปาน” พิษณุโลกก็ไม่ใช่ว่าเป็นเมืองที่มีน้ำล้อมรอบ เห็นได้ว่าคำ “ทวาราวดี” มีมานานแล้ว ว่าไปตามเคยเท่านั้นเอง
๓) ขอบพระเดชพระคุณที่ประทานสมุด “อุทานธรรม” ซึ่งพระศาสนโศภณแต่งนั้นมา ที่จริงสมุดเล่มนี้เกล้ากระหม่อมได้รับแล้ว แต่เป็นอย่างเก่า ที่ประทานมานั้นเป็นฉบับแก้ใหม่ไม่ซ้ำกัน
ย้อนหลัง
๔) ตามที่ตรัสว่าภาษาอังกฤษแปล “มหาทูต” มาจากคำญี่ปุ่นนั้น สอบภาษาญี่ปุ่นได้ความไม่ตรง ได้ความแต่อย่างนี้
Shi-se-tsu ว่าทูตประเทศ
Ko-Shi ว่าทูตหลวง
Tai Shi ว่าทูตใหญ่
นี่เป็นคำเก่าแต่ก็เอาใช้กับคำใหม่ ทูตหลวงก็เอาใช้กับ Minister ทูตใหญ่ก็เอาใช้กับ Ambassador ลางที Grand Envoy จะใช้คำทูตใหญ่นั้นเองก็ได้ หรือผู้ที่สอบสวนไปจะไม่รู้พอก็ได้
บรรเลง
๕) มีกระแสพระดำรัสถึงการค้นเรื่องมอญๆ มี “ตาร้อยปม” ทำให้นึกถึง “ตาแสนปม” ของเรา สงสัยว่าจะเป็นนิทานแบบพ่อผู้มีบุญ จึงวานเขาค้นทางมอญตามเสด็จ เขาก็ไปพบเป็นที่ศรีปราชญ์เข้าทางมอญมีเหมือนกัน จึ่งคิดว่า “ศรีปราชญ์ ศรีธนญชัย” ก็เป็นชื่อภาษามคธสังสกฤต เรื่องของคนทั้งสองนั้นอาจเป็นนิทานแบบก็ได้
ในโคลงที่ว่าใครแต่งโต้ตอบกับศรีปราชญ์บทหนึ่ง ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินนั้นพระฉวีดำดั่งนี้
“รังษีบสีใส สักหยาด
ดำแต่นอกในแผ้ว ผ่องเนื้อนพคุณฯ”
แต่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดนั้นไม่แน่ เราเข้าใจกันว่าสมเด็จพระนารายณ์ แต่ในคำให้การชาวกรุงเก่าว่าครั้งพระศรีสุริเยนทราธิบดีก็เป็นพระเจ้าเสือไป
เราถนัดชื่อฉายา พระนารายณ์ก็ฉายา พระศรีสุริเยนทร์นั้นไม่ทราบ แต่ไพเราะนัก ขุนหลวงเสือหรือพระเจ้าเสือนั้นเป็นฉายาแน่
พระนามพระเจ้าแผ่นดินนั้น เดิมคิดว่า รามาธิบดีเป็นเอก ราเมศวรเป็นโท แต่ฝ่าพระบาทประทานพระนามพระเจ้าแผ่นดินมาเป็นราเมศวร ทำให้รู้สึกว่าคิดผิดไป สมเด็จพระบรมราชาและสมเด็จพระอินทราชา หรือนครินทราชานั้น เป็นตำแหน่งเดิม เมื่อได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว คงจะเปลี่ยนเป็นรามาธิบดีหรือราเมศวร
๖) เลี้ยงเป็ดให้กินแหนนั้นเห็นจะเข้าใจหลง หลงมาจากคำว่า “เป็ดไซ้แหน” แต่ที่จริงเป็ดเห็นจะหาต้องการกินแหนไม่ จะเป็นด้วยทิ้งบ่อในบ้านไว้ให้สกปรกแล้วก็เลี้ยงเป็ด คำ “เป็ดไซ้แหน” ก็ไม่ได้หมายความว่ากิน
๗) ที่บ้านปลายเนินน้ำท่วมลดลง ลางเวลาน้ำก็ลดจนเห็นถนนลางแห่ง ลางเวลาน้ำก็ขึ้นท่วม จะอย่างไรก็ให้นึกดีใจ แล้วนึกถึงคำในเมืองเราว่า “สเทินน้ำสเทินบก” ที่จริงก็เข้าใจว่าไปไม่รอด แต่ก็ไม่เข้าใจดี เพิ่งจะเข้าใจดีว่าจะใช้พาหนะอะไรก็ไปไม่ได้ทั้งนั้น
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๕ ดร
ที่ ๑๑/๘๕
วังวรดิศ
วันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๕
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
เมื่อหม่อมฉันกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว ได้รับลายพระหัตถ์เวรคอยส่งอยู่ ๓ ฉบับ คือฉบับที่ ๑๔/๘๕ (ต่อจากฉบับหลังที่สุดที่หม่อมฉันได้รับที่เมืองปีนัง) ลงวันที่ ๑๐ กันยายน ฉบับ ๑ ฉบับที่ ๑๕/๘๕ ลงวันที่ ๑๗ กันยายน ฉบับ ๑ และฉบับที่ ๑๖/๘๕ ลงวันที่ ๕ ตุลาคม ฉบับ ๑ จะทูลสนองโดยลำดับไป
ทูลสนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๑๔/๘๕
๑) แบบตัวไม้เครื่องเรือนนั้น หม่อมฉันไม่สันทัดทาง “เต๊กนิค” ในเรื่องนั้น จะทูลสนองแต่ด้วยวินิจฉัยแบบเรือนที่ทำกันเป็นสามัญในประเทศต่างๆ หม่อมฉันเห็นว่าแบบเรือนที่อยู่เกิดแต่เหตุ ๒ อย่าง คือ ดินฟ้าอากาศในถิ่นที่สร้างเรือนอย่าง ๑ ทัพสัมภาระซึ่งพึงหาได้ในถิ่นนั้นอย่าง ๑ เหมือนเช่นในถิ่นที่แห้งแล้งมิใคร่มีฝน ก็ชอบ
ทำเรือนหลังคาตัดก่อด้วยดินดิบหรือก้อนหิน ซึ่งหาได้ง่ายในถิ่นนั้น ในถิ่นที่มีหิมะตกท่วมในฤดูหนาว ก็จำต้องทำเรือนมีหลังคามั่นคง และก่อฝาหนาให้ทานน้ำหนักหลังคากับทั้งหิมะที่ตกท่วมได้ ในถิ่นที่ฝนตกชุก ต้นไม้มีมากก็ชอบทำเรือนด้วยไม้ มีหลังคาสูงสำหรับให้น้ำฝนไหลไปเสียจากเรือนโดยเร็ว ไม่เลือกว่าเรือนในถิ่นอย่างไหน ชั้นแรกคงยังไม่สมประกอบ จำเนียรกาลนานมามีช่างผู้มีปัญญา คิดแก้ไขให้สม
ประกอบดีขึ้นโดยลำดับมา ใครเห็นดีก็ทำตาม จึงเลยเกิดแบบเรือนอันเหมาะสำหรับกับถิ่นที่ ทำเป็นอย่างเดียวเหมือนกันทั่วไปตลอดท้องถิ่นนั้นๆ แม้ในเมืองไทยเรา ถ้าพิจารณาดูเรือนอย่างโบราณที่พวกพลเมืองอยู่ ตั้งแต่เรือนพวกชาวป่าขึ้นมาจนถึงชั้นผู้ดีมียศบรรดาศักดิ์ ก็จะเห็นได้ว่ามาแบบเดิมอันเดียวกัน แก้ไขให้สมประกอบยิ่งขึ้นโดยลำดับมา จนนับได้ว่าเหมาะกับท้องถิ่นเป็นอย่างดีที่สุด ทั้งในทางอนามัยและเศรษฐกิจ ดังชี้ได้ในบางอย่าง คือ
ก. ทำด้วยทัพสัมภาระอันหาได้ง่าย
ข. อยู่ได้ทั้งในเวลาแผ่นดินแห้งและเวลาน้ำท่วม
ค. จะย้ายถิ่นไปอยู่ไหนก็อาจเอาเรือนไปด้วยได้
ฆ. เรือนหลังเดียวมีบริบูรณ์ทั้งห้องนอนห้องนั่งข้างใน ประธานมีห้องรับแขกและครัวไฟอยู่ที่เฉลียง และที่สุดมีที่ทำการงานเช่นสีข้าว และทอหูกเป็นต้นอยู่ข้างใต้พื้นเรือน ไม่มีเสียที่ให้ว่างเปล่า
ง. แม้รูปทรงสัณฐานเรือนที่ถูกต้องตามทางอนามัย เป็นต้นแต่หลังคาทำทรงสูงให้น้ำฝนไหลเร็ว ไม่ทันรั่วลงตามช่องแฝกหรือใบจากที่มุงหลังคา มีปั้นลมทั้ง ๒ ด้านขื่อกันมิให้ลมพัดหลังคาเปิด และตัวเรือนทำเฉลียงทางด้านหน้าให้หลังคาเฉลียงบังลมในฤดูหนาว แต่ด้านหลังทำช่องหน้าต่างสำหรับรับลมในฤดูร้อน แต่มีพาไลปีกนกที่ใต้ชายคาทั้ง ๓ ด้านสำหรับบังแดดมิให้เผาฝา
ลักษณะเหล่านี้เป็นแบบเรือนไทยเหมือนกันทั่วไปทั้งนั้น เก๋งจีนเขาก็มีแบบอันแก้ไขได้จนเหมาะแก่ภูมิประเทศของเขา จึงเป็นแบบเดียวกันทั่วไป แบบเรือนแขกฝรั่งก็เกิดขึ้นโดยทำนองเดียวกัน แต่วิสัยมนุษย์เคยอยู่เรือนอย่างไรจนคุ้นมาแต่น้อยแล้ว ก็
ชอบอยู่เรือนแบบนั้น แม้ไปอยู่ในถิ่นประเทศอื่นก็ชอบไปสร้างเรือนตามเคยชอบอยู่ ดังเช่นพวกจีนมาสร้างเก๋งอยู่ในเมืองไทย ไม่ถือว่าจะเหมาะกับถิ่นที่สร้างหรือไม่ ก็เลยเกิดแบบเรือนหลายอย่างต่างชนิดขึ้นในถิ่นอันเดียวกัน แล้วเลยมีคนเอาอย่างแบบเรือนของประเทศอื่นไปประสมหรือสร้างเลียนด้วยเห็นงาม แต่ก็มักเป็นแต่ในพวกผู้มีทรัพย์ แต่พวกราษฎรพลเมืองดูยังถือแบบเดิมอยู่ทุกประเทศ
๒) กำเนิดของคำ “วรรณคดี” นั้นมีเรื่องเนื่องมาดังนี้ ในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้ง “โบราณคดีสโมสร” ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ พระองค์ทรงรับเป็นสภานายก โปรดฯ ให้สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังเป็นสภานายกหอพระสมุดฯ สำหรับพระนครเป็นอุปนายก และโปรดฯ ให้พระยาโบราณราชธานินทรเป็นเลขานุการ พระราชทานพระราชลัญจกรมังกรเล่นแก้วให้เปนตราสำหรับ
สภา ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ ทรงตั้ง “วรรณคดีสโมสร” พ.ศ. ๒๔๕๗ อีกสภา ๑ พระองค์ทรงรับเป็นสภานายก โปรดให้สภานายกหอพระสมุดสำหรับพระนคร (คือตัวหม่อมฉัน) เป็นอุปนายก และให้กรรมการหอพระสมุดฯ เป็นกรรมการวรรณคดีสโมสรด้วย ทรงสร้างตราพระคเณศรขึ้นพระราชทานให้เป็นตราวรรณคดีสโมสร เพราะฉะนั้นชื่อ “วรรณคดี” ที่ใช้กันต่อมา น่าจะเป็นสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงประดิษฐ์ขึ้น
๓) ที่เปลี่ยนคำ “จำนำ” เป็น “จำนอง” นั้น หม่อมฉันจำได้แต่ว่าเมื่อร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่วังบางขุนพรหม เราก็เป็นกรรมการอยู่ในนั้นด้วย ทูลกระหม่อมชายท่านเป็นผู้ขอแก้ แต่จะอ้างเหตุอันใดหม่อมฉันลืมเสียแล้วนึกก็ไม่ออก
ทูลสนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๑๕/๘๕
๔) ที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนชื่อเมืองสิงคโปร์เป็น “โชนัน” นั้น หม่อมฉันได้ยินว่าเป็นความคิดของแม่ทัพที่ตีเมืองสิงค์โปร์ได้ ขอให้ขนานนามนั้นเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน
ญี่ปุ่น คำ “โช” เป็นนามพระราชวงศ์เหมือนอย่างคำ “จักรี” ของเรา คำ “นัน” แปลว่าตะวันตก รวมกันหมายความว่า “ราชอาณาเขตของราชวงศ์โชแผ่มาถึงที่นั้น” แต่ชื่อและคำอื่นที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนนั้น หม่อมฉันเข้าใจว่าเขาเอาสำเนียงที่ญี่ปุ่นเรียกมาบังคับให้ใช้ตามเมืองที่ตีได้ เคยสังเกตคำที่พวกฝรั่งเรียกเมืองญี่ปุ่นว่า “ชะแปน“ ก็ดี ที่จีน
เรียกว่า “ชีฟน” ก็ดี เขาให้เรียกแต่ว่า “นิปปอน (Nippon) อย่างเดียว ยังประหลาดอยู่อีกที่บังคับให้เมืองปีนังใช้เวลานาฬิกาตรงกับกรุงโตกิโอ ต้องร่นเวลาเร็วขึ้นไปกว่าเดิมถึงชั่วโมงครึ่ง เมื่อก่อนหม่อมฉันมาต้องพกนาฬิกา ๒ เรือน เพราะชาวปีนังยังใช้เวลาปีนังอยู่อย่างเดิมโดยมาก แต่เวลานัดหมายที่เกี่ยวกับการของรัฐบาลใช้เวลาโตกิโอทั้งนั้น เมื่อหม่อมฉันกลับมาพอเข้าแดนเมืองไทยก็ต้องเปลี่ยนเวลานาฬิกาเป็นเวลากรุงเทพฯ แต่ใช้อย่างเดียวค่อยสะดวกขึ้น
๕) เรื่องชื่อเมืองบเตเวีย และยักกัดตา นั้น มีเรื่องตำนานมาดังนี้ คือที่ตรงนั้นมีลำแม่น้ำอันเรียกชื่อมาแต่โบราณว่า “ลำน้ำกะหลาป๋า” แปลว่า “ลำน้ำป่ามะพร้าว” ถึงสมัยเมื่อพวกชวาถือศาสนาพราหมณ์ มีเจ้าชวาองค์หนึ่งมาตั้งเมืองเป็นราชธานีอยู่ริม
แม่น้ำกะหลาป๋า ขนานนามเมืองว่า “ยักกัดตา” มาแต่ “ชัยเขตร” แต่พวกพลเมืองมักเรียกตามชื่อแม่น้ำกะหลาป๋า เป็นมูลของคำที่พระมหามนตรี (ทรัพย์) เอามาใช้ในเรื่องระเด่นลันได ชมโฉมนางประแดะว่า “งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า” แต่ในทางราชการ ไทยเราเรียกตามชื่อเมืองที่ขนานว่า “ยักกัดตา” คือเมืองเดียวกันกับเมืองกะหลาป๋านั้นเอง ต่อมาถึงสมัยเมื่อพวกฮอลันดามาตั้งสถานีการค้าขายที่ชายเกาะชวาในอาณาเขตเมืองยักกัดตรามีอำนาจมากขึ้นแล้วสร้างสถานีเป็นป้อม เอาชื่อป้อม
หรือบุคคล หรือเหตุการณ์ที่สำคัญอันใดอันหนึ่งในประเทศฮอแลนด์มาขนานนามป้อมว่า “บเตเวีย” ต่อมาพวกฮอลันดาเกิดรบกับเจ้าเมืองชวา ฮอลันดาตีได้เมืองยักกัดตาแล้ว ไปสร้างเมืองขึ้นที่เมืองยักกัดตานั้น เป็นเมืองหลวงของพวกฮอลันดาในเกาะชวา จึงเอานามป้อมย้ายไปใช้เป็นนามเมืองว่า “เมืองบเตเวีย” ที่จริงเมืองกะหลาป๋า เมืองยักกัดตา เมืองบเตเวีย เป็นเมืองเดียวกันนั้นเอง ที่เรียกว่า “ชะนะตรา” อีกอย่างหนึ่งนั้นหม่อมฉันไม่เคยได้ยิน
๖) เรื่องตัวอักษรซึ่งใช้เขียนชื่อมาแต่ก่อน จะควรเปลี่ยนไปตามอักขรวิธีที่แก้ไขใหม่หรือไม่นั้น ก็ข้องใจหม่อมฉันอยู่ คิดดูก็เห็นเป็นปัญหาชอบกล ไม่ต้องหาตัวอย่างจากที่อื่นมาคิดวินิจฉัย เอาชื่อของเราเองขึ้นตั้งเป็นอุทาหรณ์ก็ได้ ทูลกระหม่อม
พระราชทานนามแต่แรกเกิดด้วยทรงเขียนด้วยพระราชหัตถเลขาของพระองค์เอง ส่วนพระองค์ท่านพระราชทานว่า “จิตรเจริญ” ส่วนตัวหม่อมฉันพระราชทานนามว่า “ดิศวรกุมาร” ดังนี้ จะถือว่าพระราชทานนามตามเสียงดั่งอ่านลายพระราชหัตถ์นั้น หรือพระราชทานลายพระราชหัตถเลขานั้นให้เป็นนาม ถ้าถือว่าพระราชทานเสียงที่
อ่านพระราชหัตถเลขา คำ “เจริญ” ในพระนามของท่านจะเปลี่ยนตัวสะกดเป็น “น” หรือ “ญ” ก็ไม่ขัดข้องอันใด ชื่อหม่อมฉันจะเปลี่ยนคำ “ดิศ” เป็นสะกดตัว “ส” หรือ “ษ” ก็ไม่สำคัญอันใด แต่ถ้าถือว่าพระราชทานนามด้วยลายราชหัตถเลขานั้น แก้ตัวอักษรที่สะกด ดูก็เป็นแก้นามที่พระราชทาน โดยนัยนี้อาจจะคิดโดยอนุโลมต่อไปถึงนามกรมต่างๆ และสร้อยพระนามต่างๆ ที่ที่จารึกในพระสุพรรณบัฏด้วย หม่อมฉันออกเห็นอกพระยาอนุมานฯ แกอึดอัด ไม่สามารถจะถวายวิสัชนาให้พอพระหฤทัยได้
๗) หม่อมฉันพบหญิงไอ ได้ถามข่าวถึงเรื่องที่อีแตตาย อีแมวของหม่อมฉันขวัญมันหนีตั้งแต่ถูกจับใส่กรงเมื่อหอบหิ้วเอามา มันดิ้นรนร้องจนสุดเสียง เมื่อลงเรือแล้วปล่อยออกจากกรงก็ให้ขี้ตระหนี่ตัวเป็นกำลัง เห็นคนมากหรือคนแปลกหน้าเข้าไปหลบหนีซุกซ่อน จนกระทั่งมาอยู่ที่วังวรดิศก็ยังไม่เชื่องชิดสนิทสนมกับคนเหมือนอย่างแต่ก่อน แต่ดูค่อยเชื่องเข้าโดยลำดับ
๘) อันลักษณะการที่เรียกขานกัน จะเรียกคนก็ดี เรียกสัตว์เดรัจฉานก็ดี ดูเป็นวิสัยมนุษย์ที่ชอบเรียกเป็น ๒ พยางค์ติดปาก ดูเป็นเหมือนกันทุกชาติทุกภาษาหรือจะเป็นด้วยเสียงที่เรียกทำให้จำเป็นเช่นนั้น สังเกตดูถ้าเรียกพยางค์เดียวมักเรียกแต่เวลาอยู่ใกล้ๆ กัน ถ้าเรียกเวลาอยู่ห่างกันคงเรียกเป็น ๒ พยางค์เพื่อให้ได้ยินชัด
ทูลสนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๑๖/๘๕
๙) ที่ชื่อว่าคิดด้วยใจนั้นความเชื่อของคนทั้งโลกสืบมาแต่ดึกดำบรรพ์ แม้เมื่อผู้รู้วิทยาศาสตร์ประกาศว่าที่จริงคิดด้วยมันสมอง ผู้อื่นทั้งที่เชื่อและไม่เชื่อก็ยังไม่ทิ้งคติเดิมในคำพูดที่จะพูดว่า “ฉันดีมันสมอง ฉันเสียมันสมอง” หามีไม่ ข้อที่ว่าคิดด้วยมันสมองจึงเป็นความรู้เท่านั้น
๑๐) ข้อที่คนมักเอาคำดีมาใช้หมายเป็นความชั่วนั้น น่าจะเกิดแต่บันดาลโทษะในเวลาเมื่อวิวาทด่าทอกัน ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างหาคำด่าอีกฝ่ายหนึ่งประมูลกัน เพื่อให้รู้สึกอดสูถึงสาหัส ดังเช่นใส่ความว่าเสพเมถุนกับมารดาเป็นต้น คนใช้คำผรุสวาทนั้นด่ากันจนชิน จนทีหลังออกปากแต่ว่า “แม่” คำเดียว อีกฝ่ายหนึ่งก็เข้าใจความตลอดประโยค ถึงคำ “โคตร” ที่เอามาใช้ด่าก็ปลิดมาจากประโยคที่กล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เกิดในสกุลสถุลชาติ
ที่จริงการวิวาทด่าทอกันก็คือรบกันด้วยวาจา ทั้งสองฝ่ายต่างค้นหาคำที่จะทำให้เจ็บแสบประมูลกัน และโทสะพาให้ด่ากันซ้ำซากพร่ำเพรื่อไปได้เท่าใด เมื่อหม่อมฉันยังอยู่วังเก่าที่เชิงสะพานดำรงสถิตย์ครั้ง ๑ บ่าวผู้หญิงคน ๑ กับบ่าวผู้ชายคน ๑ มัน
วิวาทด่ากันอยู่ข้างนอกกำแพง หม่อมฉันอยู่ข้างในได้ยินมันด่ากันไม่รู้แล้วรำคาญหู สั่งให้จางวางคน ๑ ออกไปนั่งกำกับบังคับให้มันด่ากันต่อไปอย่าให้หยุดถ้าใครหยุดให้เฆี่ยน พอไปคุมให้ด่าประเดี๋ยวเดียวคำด่าก็จางลง คงแต่เช่นว่า “พุทโธ๋ ด่าฉันก่อนแท้ๆ” อีกฝ่ายหนึ่งก็ว่า “มาว่าฉันก่อนนี่” หม่อมฉันเห็นว่าเหนื่อยพอแล้วก็ยอมให้เลิกกัน
๑๑) บทเห่ช้าลูกหลวงเรื่องจับระบำนั้น หม่อมฉันเข้าใจว่าสุนทรภู่แต่งในรัชกาลที่ ๒ หรือที่ ๓ ที่ซ้ำกับบทแกะบายศรีในเทศน์มหาชาติ หม่อมฉันนึกว่าพวกแต่งเทศน์คงเอาบทเห่ไปใช้ เพราะบทนอกรีตต่างๆ ในเทศน์มหาชาติเริ่มเกิดต่อในรัชกาลที่ ๔ และมาหนักมือขึ้นในรัชกาลที่ ๕
๑๒) เรื่องแก้อักขรวิธีหนังสือไทยนั้น หม่อมฉันได้ทราบเมื่อยังอยู่เมืองปีนังแต่ว่ามีการแก้ ต่อเมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้วไว้เห็นสมุดหนังสือพจนานุกรมตัวสะกดแบบใหม่จึงรู้ว่าแก้อย่างไร แต่หม่อมฉันได้คิดแต่เมื่อยังอยู่เมืองปีนัง ถึงตำนานการแก้อักขรวิธีหนังสือไทยซึ่งเคยมีแต่โบราณมา คิดจะเขียนวินิจฉัยทูลบรรเลงในจดหมายเวร แต่หาหนังสือสอบไม่ได้จึงต้องรอมา ถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังตรวจหนังสือไม่หมดต้องขอประทานรถไปจนสอบหนังสือแล้วจึงจะเขียนถวายในจดหมายเวรฉบับอื่น
๑๓) เรื่องห้ามเจ้ามิให้เขียนข่าวราชการไปลงหนังสือพิมพ์ข่าวนั้นหม่อมฉันได้ยินแต่เมื่ออยู่เมืองปีนัง แต่ไม่ทราบและคิดก็ไม่เห็นว่าจะมีมูลเกิดขึ้นด้วยเหตุอัน ใด หนังสือพิมพ์บางกอกไตม์นั้นตั้งแต่ทิ้งไปรษณีย์ส่งไปให้หม่อมฉันไม่ได้ เจ้าของหนังสือพิมพ์เขาก็หยุดส่งมาเสียนานแล้ว
๑๔) น้ำท่วมกรุงเทพฯ คราวนี้ หม่อมฉันเข้าใจว่าระดับน้ำสูงกว่าคราวไหนๆ ที่เคยมีมาแต่ก่อนทั้งนั้น คราวน้ำท่วมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ ที่วังวรดิศ น้ำไม่ท่วมเข้ามาถึงเรือน หม่อมฉันไปหอสมุดฯ ขนรถเจ๊กที่ตำหนักใหญ่ไปลงเรือที่ถนนหลานหลวง ซึ่งเวลานั้นยังต่ำอยู่มาก ไปถึงถนนจักรพรรดิก็ขึ้นรถยนตร์ขับไปหอพระสมุดฯ ได้ คราวนี้น้ำท่วมถึงเรือเข้าไปจอดได้ที่ตำหนักใหญ่วังวรดิศ ผิดกันมาก ตรวจดูในพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ พรรณนาถึงน้ำท่วมเมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๗๔ ว่าใช้เรือได้ถึงไหนๆ แม้จน
เข้าไปเฝ้าในพระบรมมหาราชวังก็ไปเรือได้จนถึงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพียงตามคำที่ว่า ดูก็จะราวเท่าๆ กับคราวนี้ แต่ความจริงมีอีกอย่างหนึ่งที่พื้นแผ่นดินกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ยังต่ำกว่าเดี๋ยวนี้มาก ข้อนี้เห็นได้เมื่อน้ำท่วมคราวนี้เอง ที่น้ำในลานวัดพระศรีรัตนศาสดารามลึกกว่าข้างนอกวัด เพราะฉะนั้นหม่อมฉันจึงคิดเห็นว่าน้ำท่วมใน พ.ศ. ๒๔๘๕ นี้ ระดับน้ำในกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะท่วมสูงกว่าคราวอื่นๆ อันเคยมีมาในพงศาวดาร
๑๕) หนังสือเรื่องตำนานพระสิหิงค์นั้น หม่อมฉันเห็นว่าเชื่อได้เพียงว่าเป็นพระพุทธรูปองค์ ๑ ซึ่งได้มาจากเมืองลังกาเมื่อสมัยพระเจ้ารามคำแหงมหาราช ครองกรุงสุโขทัย พระเจ้ารามคำแหง ฯ ได้ขึ้นไปจากเมืองนครศรีธรรมราช ฝอยที่พรรณนาเมื่อหล่อ เมื่อเชิญลงเรือแล่นมายังเมืองนครศรีธรรมราชและการรับรองเมื่อมาถึงเมือง
นครศรธรรมราช เชื่อไม่ได้ทั้งนั้น เรื่องตำนานพระสิหิงค์มามีเค้าเข้าเรื่องพงศาวดาร อันควรนับว่าเป็นความจริงตั้งแต่สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พงั่ว) ตีได้เมืองชากังราว ได้พระพุทธสิหิงค์ลงมาไว้กรุงศรีอยุธยา แล้วพระยาญาณดิศคิดอุบายยืมขึ้นไปไว้เมืองกำแพงเพชร แล้วพระยามหาพรหมขอเอาไปไว้เมืองเชียงราย แล้วพระเจ้า
เชียงใหม่เอามาไว้เมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชตีได้เมืองเชียงใหม่ เชิญกลับลงมาไว้ที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ อยู่ที่นั่นจนเสียกรุงแก่พม่า พวกท้าวพระยาเมืองเชียงใหม่ซึ่งเข้ากับพม่าอยู่ในเวลานั้นเชิญเอากลับขึ้นไปไว้ที่วัดพระสิงห์ เมืองเชียงใหม่ ถึงรัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาท เสด็จยกกองทัพขึ้นไปขับไล่พม่า ได้เมืองเชียงใหม่แล้วจึงเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมากรุงเทพฯ และทรงสร้างพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ประดิษฐานไว้ในพระราชวังบวร.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๕ น
๒๑/๘๕
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
รายการ
๑) เมื่อวันที่ ๕ สำนักพระราชวังส่งหมายกฐินเสด็จพระราชดำเนินมาให้ หมายกำหนดนี้ตั้งใจคอยฟังอยู่แล้ว แปลว่าช้าไปกว่าวันกำหนดที่เคย เห็นจะเป็นเพราะน้ำท่วม ได้แบ่งส่งมาถวายเพื่อให้ทราบฝ่าพระบาทด้วยแล้ว เพราะได้รับหลายฉบับ
๒) เมื่อวันที่ ๙ มีหมายมาอีกว่า พระองค์เจ้าเทวีวิไลยวรรณ พระชันษา ๖๗ ประชวรพระโรคมเร็ง สิ้นพระชนม์ที่ศิริราชพยาบาล เวลา ๙.๓๐ น. แล้วสรงพระศพที่นั่น เวลา ๑๕.๐๐ น. แล้วเชิญพระศพมาตั้งที่อัตวิจารณศาลา ๑๗.๓๐ น. คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปที่พระศพ ประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทอดไตรของหลวง ๕ ไตร
พระองค์เจ้าเทวีวิไลยวรรณนั้น ลาออกไปอยู่บ้านตระกูลภมรมนตรี นานมาแล้ว
กราบทูล
๓) ตามที่กราบทูลว่ามีหนังสือขอตัวในการทอดกฐินพระราชทานไปทางลัดนั้น ได้หนังสือตอบมาว่าเขาเห็นสมควรจะไปทอด แต่ได้รับหมายเกณฑ์โดยตรง เช่นได้กราบทูลมาแล้ว จึ่งได้แปรหมายไปตามคำบุราณมีอยู่ว่า “แปรหมาย”
บรรเลง
๔) เห็นนกยางลงที่ลานบ้านปลายเนินซึ่งไม่เคยมี ก็คิดไว้ว่าที่มีก็เพราะอาหาร ด้วยหากุ้งเล็กปลาน้อยกินได้เพราะน้ำท่วมบ้าน
๕) นึกเรื่องเก่าขึ้นมาได้ เมื่อบวชเป็นพระอยู่นั้นชอบกับคุณมิ่ง ว่าเป็นใบฎีกาหม้ายของเจ้าพระยาธรรมมุณหิศ (มูลหิด) ที่ชอบก็เพราะสวดมนต์ เกล้ากระหม่อมเคยพูดว่าถ้าเป็นผู้นำรับสังฆทานจะสวด “สัพพพุทธา” อย่างธรรมยุติ เล่นเอาคุณมิ่งต้องดูฟุลสตอปและคอหมาในตำราสวดมนต์ เพราะไม่เคยสวด “สัพพพุทธา” เป็นธรรมยุติ
พูดถึงสังฆทาน มีครั้งหนึ่งที่หลวงตา “ราโท” นำ หลวงตา “ราโท” นั้นว่าเคยเป็นสัทธิงของทูลกระหม่อมเรา แล้วแก่ลงก็กลับย้อนมาบวช เป็นสัทธิงของเสด็จอุปัชฌาย์ ท่านทรงเอาชื่อของสัทธิงแห่งพระพุทธเจ้าองค์หลังที่สุดมาตั้งว่า “ราโท” แต่กรมพระสมมตตรัสเรียกว่า “ราเทอ” (ราเดอ) เพราะท่านเขลาเต็มที
วันหนึ่ง ท่านไปรับสังฆทานกับเกล้ากระหม่อมสองคน ยถาสัพพีนั้นเรียบร้อย แต่พอถึงคาถาพิเศษเกล้ากระหม่อมตั้งใจจะรับคาถาที่สอง ท่านควรจะชักว่า “อัคคโตเวปสันนานัง” ท่านกลับว่า “อัคคโตเวปสังสันติ” เกล้ากระหม่อมก็หมดปัญญาที่จะรับ ใช่แต่เท่านั้น ท่านกลับหันมาถามว่า “ไม่ได้หรือ” เกล้ากระหม่อมก็ตอบว่า “ตั้งใหม่” พอท่านขึ้น “อัคคโต” เกล้ากระหม่อมก็รับว่า “เวปสันนานัง” จึ่งเป็นที่เรียบร้อยไปได้
สนองลายพระหัตถ์
๖) เมื่อวันที่ ๙ ได้รับลายพระหัตถ์เวร ที่ ๑๑/๘๕ ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ดีใจที่ไม่ขัดข้องด้วยการคมนาคม เพราะเสด็จกลับมาแล้ว แต่ได้รับจวนถึงวันที่กำหนดถวายไว้แล้ว จึงกราบทูลตอบไว้บ้างแต่ไม่หมด ได้เพียง ๒๕ ในร้อย อีก ๗๕ ในร้อยนั้นเอาไว้คราวหน้า
๗) เรื่องเรือน ตามพระดำรัสนั้นเห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้าง ในข้อที่ว่าทำเรือนตามประเทศและตามสิ่งที่จะปลูกสร้างนั้นถูก เคยได้ฟังกรมหมื่นมหิศรมาเล่า ว่าตามเสด็จไปในยุโรปด้วยรถไฟ ได้สังเกตเห็นเรือนต่างกัน ทำตามสิ่งซึ่งจะหาได้ง่ายทั้งนั้น แต่ชาวเราไม่ถือกันอย่างนั้น ถือเป็น “แฟแช่น” เสียมากกว่า เรือนอย่างเก่าซึ่งเหมาะสำหรับประเทศก็รีบขายเสียราคาถูกๆ ด้วยจะทำเรือนอย่างใหม่ เกล้ากระหม่อมไม่เห็นเป็นไร ได้รับซื้อมาปลูกที่บ้านปลายเนินจนได้รับหนังสือว่าเปนวัด
ท้อใจอย่างเดียวแต่ที่เรือนอย่างเก่าต้องข้ามประตูสูงนัก แต่นั่นก็จำเป็น เพราะจะรื้อเอาไปกับตัวอย่างกระแสพระดำรัสในการขายเรือนอย่างเก่าเสียราคาถูกๆ เพราะจะทำเรือนอย่างใหม่อยู่นั้น ก็ไม่ไปทางไหน เป็นอย่างต่างประเทศอันไม่เหมาะแก่บ้านเรานั่นเอง ฝ่าพระบาทคงทรงจำได้ เกล้ากระหม่อมเคยเขียนหนังสือมาถวายทีหนึ่งแล้ว ว่าไปเที่ยววัดเล่งเนยยี่ ไปชอบวิธีเขาทำตึกที่วัดนั้น แต่เห็นว่าไม่เหมาะสำหรับเมืองเราก็เลยไม่ได้จำมา ตึกที่วัดนั้นก็คือทำตามแบบจีนนั่นเอง
ข้อที่ไม่เห็นด้วยก็คือที่ตรัสว่า เรือนเรามีห้องนอน ห้องนั่ง ห้องรับแขก และใต้ถุนก็ใช้เป็นทอหูก สีข้าว เป็นต้นนั้น จะคัดค้านว่าการที่ทำใต้ถุนสูงก็ตั้งใจจะหนีน้ำท่วมเท่านั้น แต่ไม่ใช่หน้าน้ำว่างอยู่ จึงเอาเป็นโรงงานเสีย เวลาน้ำท่วมก็ยกหนีไป อีกประการหนึ่ง ห้องนั่งห้องรับแขกนั้นเราไม่ต้องการในเรือนก็เป็นแต่ห้องนอนเท่านั้น การรับแขกหรือนั่งมักเป็นที่เฉลียง
คำ “ทัพพสัมภาร” ในภาษามคธก็ได้ดูแล้ว ตรงกับภาษาสังสกฤตว่า “ทวฺรยสมภาร” (ขอประทานโทษที่เขียน ร เรผะไว้ข้างบน เอาอย่างเขมร) คำ “ทรัพยสัมภาระ” เราก็มีใช้ แต่ใช้อย่างอื่น ไม่หมายถึงเครื่องเรือน อันเครื่องเรือนนั้นควรจะใช้อย่างที่เคยใช้ คือ “ทรรพสัมภาร”
คำ “วรรณคดี” นั้นตรัสบอกได้จนถึงศักราช ดีเต็มที เกล้ากระหม่อมก็ได้นึกเหมือนกัน ว่าคงเป็นครั้งตราพระคเณศวร
กฎหมาย “แพ่งและพาณิชย์” อันประชุมกันที่วังบางขุนพรหม ซึ่งเราเป็นกรรมการด้วยนั้น เป็นตรวจ ไม่ใช่ร่าง ร่างคงมาแต่กระทรวงยุติธรรม คำ “จำนอง” และ “ค้ำประกัน” นั้น ทีเป็นคำของสมเด็จกรมพระสวัสดิ์ ทูลกระหม่อมชายตรัสขอแก้ อธิบายกันว่ากระไรเกล้ากระหม่อมก็จำไม่ได้.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ที่ ๑๔/๒๔๘๕ หมายกำหนดการพระกถินหลวง
ที่ ๑๔/๒๔๘๕
หมายกำหนดการ
พระกถินหลวง
พรึสจิกายน ๒๔๘๕
นายกรัถมนตรี ไนตำแหน่งบังคับบันชาสำนักพระราชวัง รับบัญชาคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ ไห้กำหนดการพระราชพิธี ซงบำเพ็นพระราชกุสลพระราชทานผ้าพระกถินปีนี้ดังต่อไปนี้
วันที่ ๒ พรึสจิกายน เวลา ๑๖ นาลิกา คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ไปพระราชทานผ้าพระกถินวัดราชาธิวาส เป็นวัดที่ ๑ แล้วไปพระราชทานผ้าพระกถินวัดมหาธาตุ เป็นวัดที่ ๒ แล้วไปพระราชทานผ้าพระกถินวัดเทพสิรินทราวาส เป็นเส็ดแล้วคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์กลับ
วันที่ ๑๓ พรึสจิกายน เวลา ๑๖ นาลิกา คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ไปพระราชทานผ้าพระกถินวัดบวรนิเวสวิหาร เป็นวัดที่ ๑ แล้วไปพระราชทานผ้าพระกถินวัดราชบพิธ เป็นวัดที่ ๒ แล้วไปพระราชทานผ้าพระกถินวัดพระเชตุพน เป็นวัดที่ ๓ เส็ดแล้วคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์กลับ
วันที่ ๑๓ พรึสจิกายน เวลา ๑๖ นาลิกา คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ไปพระราชทานผ้าพระกถินวัดเบญจมบพิตร เป็นวัดที่ ๑ แล้วไปพระราชทานผ้าพระกถินวัดสุทัสน์เทพวราราม เป็นวัดที่ ๒ แล้วไปพระราชทานผ้าพระกถินวัดอรุนราชวราราม เป็นวัดที่ ๓ เส็ดแล้วคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์กลับ
การแต่งกาย
วันที่ ๑๒ พรึสจิกายน แต่งเครื่องแบบครึ่งยส ประดับราชอิสริยาภรน์
วันที่ ๑๓ พรึสจิกายน แต่งเครื่องแบบเต็มยส สายสพายขัตติยราชอิสริยาภรน์ หรือสายสพายราชอิสริยาภรน์จุลจอมเกล้า
วันที่ ๑๔ พรึสจิกายน แต่งเครื่องแบบเต็มยส สายสพายนพรัตนราชวราภรน์ หรือสายสพายราชอิสริยาภรน์มงกุตไทย
สำนักพระราชวัง
วันที่ ๔ พรึสจิกายน ๒๔๘๕
วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๕ น
๒๒/๘๕
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๔๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์เวรที่ ๑๑/๘๕ ซึ่งยังค้างอยู่นั้นต่อไป
สนองลายพระหัตถ์ที่ ๑๑/๘๕ ต่อ
๑) ขอขอบพระเดชพระคุณที่โปรดอธิบายถึงการเปลี่ยนชื่อเกาะสิงคโปร์ ตามพระอธิบายถึงการเปลี่ยนชื่อเกาะสิงคโปร์นั้นมีเหตุผล แต่แล้วก็พาให้เปลี่ยนอะไรต่ออะไรไปอีก จะเปลี่ยนอะไรก็ตามที แต่ที่เอาเวลาในประเทศญี่ปุ่นมาใช้ที่ปีนังนั้นไม่เห็นด้วย มีแต่จะทำให้ยากไปเท่านั้น แปลว่าผู้ให้เปลี่ยนนั้นคิดเลื่อนไปถึงยศ ที่ควรแล้วที่ไหนก็ใช้เวลาที่นั่นเป็นถูก สิงคโปร์กับบางกอกเวลาผิดกัน ๒๐ นาที
๒) คำว่า “กหลาป๋า” นั้นเคยได้ยิน บัดนี้มารู้คำแปลเสียด้วยว่าแปลว่ามะพร้าว “กหลาป๋า” ทั้ง “ยักะกรา” และ “บตาเวีย” นั้น ก็ทราบมาแต่ก่อนแล้วว่าเป็นเมืองเดียวกัน แต่คำ “ยักะกรา” นั้น เรารู้พลาดไปเสียหน่อยแต่ก็พอคะเนได้
ที่ประทานคำแปล “ยักกัตตรา” ว่า ชัยเขตร นั้น ทำให้นึกถึงเมืองเขมร คำว่า “ชัยศรี” (ซึ่งเขาเอาเข้าต่อท้ายชื่อพระขรรค์ว่า “พระขรรค์ชัยศรี” นั้น ส่งให้นึกถึง “นครชัยศรี” ของเรา ทางเขมรเขาว่า พวกเขมรรบกับพวกจามชนะที่ตรงนั้น จึงชื่อว่า “ชัยศรี” ทางเราไม่มีเล่ากันว่ากระไร เห็นจะไม่มีอะไรนอกจาก “รับพร่าอาทานอย่าง” คำ “ชยะ” ก็ไม่ได้แปลว่าชนะ เลื่อนไปเป็น “มงคล” เสียด้วย
๓) เรื่องชื่อเรานั้นเข้าในหลักที่เกล้ากระหม่อมถือ ว่าจะเขียนเปลี่ยนอะไรก็เขียนเปลี่ยนแต่ในคำพูด จะเขียนเปลี่ยนชื่ออะไรที่ท่านแต่ก่อนท่านตั้งไว้ไม่ได้ ถ้าตรัสปรึกษาเกล้ากระหม่อมก็จะต้องกราบทูลความเห็นเช่นนั้น
๔) หญิงไอก็มาบอกแล้ว ว่าพอฝ่าพระบาททรงเห็นหน้าก็ตรัสถึงอีแต เรื่องอีแมว ที่ตรัสเล่าก็เป็นธรรมดาที่มันจะคิดไปอย่างไร อาการหนักที่จะพูดให้มันเข้าใจไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นไร พอมันเข้าใจเมื่อไรก็หายเมื่อนั้น
๕) เรื่องชื่อนั้นทรงสังเกตถูกแล้วว่าต้องการสองพยางค์ แต่ยายตา นายนาง พ่อแม่ เอาไปกินเสียพยางค์หนึ่ง เช่น “แม่เผล่” เป็นต้น ชื่อจึงเหลือแต่พยางค์เดียว เว้นแต่คำกล้ำ เช่น ละเมียด ละม้าย เป็นต้น นั่นจะจัดว่าเป็นชื่อสองพยางค์หรือพยางค์เดียวก็ได้ แต่ไม่มีคำอย่างนั้นมากนัก
คนแต่งหนังสือเขาก็สังเกตชั้นคน ถ้าเป็นคนชั้นเก่าเขาตั้งชื่อให้ว่า “นายเยี่ยม นายยอด” เป็นต้น ถ้าเป็นคนชั้นใหม่ เขาตั้งชื่อให้ว่า “นายเมตตา นายกรุณา นายมุทิตา นายอุเบกขา” เป็นต้น ให้นึกชอบใจในการแต่งของเขา
๖) เรื่องมหาดเล็กกับข้าหลวงทะเลาะกัน เคยได้ยินตรัสเล่า แล้วไม่ทราบว่าที่ไหน จากพระดำรัสกรมหลวงสรรพสิทธิก็เคยได้ยิน แต่นั่นดูเป็นฝ่ายชายรู้คิด ยั่วให้หญิงด่าเท่านั้น ส่วนตัวเองนั่งหัวเราะ ครั้นผู้หญิงเหนื่อยเข้าไม่ด่าก็ว่า “อีดอกทอง” แล้วผู้หญิงก็ด่าไปอีกแล้วฝ่ายชายก็นั่งหัวเราะเสียอีก เอาจนผู้หญิงเหนื่อยจนด่าไม่ออก
คำด่านั้นเลยถือกันเอามาว่าเป็นคำหยาบ ตามความรู้สึกของเกล้ากระหม่อม แม้พูดไปตรงๆ ก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าพูดหลบคำหยาบไปเช่น “สองบาท” ว่า “กึ่งตำลึง” เป็นต้น กลับทำให้นึกถึงคำหยาบไปเสียด้วยซ้ำ
๗) เรื่องเทวดานางฟ้าจับระบำนั้น เกล้ากระหม่อมก็คิดอยู่เหมือนกันว่าเทศน์แกะบายศรีถ่ายเอาบทเห่ไป แต่เสียทีที่ไม่ได้คิดถึงอายุ จึงกราบทูลไปเป็นไม่รู้แน่
ขอให้ทรงสังเกต บทเห่โดยมากเป็นบทกล่อมตามธรรมดา ไม่เป็นกล่อมในพิธี มีพระกรงบรรทม และกล่อมนั้นเข้ากับดนตรีด้วย
๘) เรื่องแก้อักขระวิธีนั้น ถ้าจะทรงวินิจฉัยด้วยสนุกก็ทรงวินิจฉัยไปเถิด แต่ถ้าจะเอาประโยชน์แล้วเห็นจะป่วยการ ลูกบอกว่าพจนานุกรมนั้นตีหลายแห่งเพื่อจะให้แล้วเร็ว คำแก้ลางคำก็ไม่เหมือนกัน ได้สังเกตหนังสือซึ่งแก้แล้วก็ไม่ลงกันแม้แต่ในฉบับเดียวกัน
๙) น้ำท่วมเมื่อปีเถาะ เกล้ากระหม่อมก็นึกได้ ว่าในพิพิธภัณฑ์มีกระดานประดับมุกอยู่ มีศักราชด้วยพร้อม พูดกันก็แต่ว่า “ปีเถาะน้ำมาก ไม่รู้ว่าเถาะไหน คิดจะเขียนหนังสือไปถามเอาศักราชที่หลวงบริบาล แต่นึกได้ว่าเวลาน้ำท่วม ไปมาลำบาก ไว้น้ำลดแล้วจึงถามก็ได้ ไม่ต้องการเร็วอะไร แต่ได้รับลายพระหัตถ์เวรก็ตรัสบอกศักราชมาเสร็จ ว่าปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๗๔ สมตามที่อยากรู้ เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า
๑๐) ตำนานพระสิหิงค์นั้น ไม่ทรงเชื่อตอนที่กล่าวไว้ในนครศรีธรรมราช แต่ทรงเชื่อในตอนที่กล่าวไว้ในเชียงใหม่ แท้จริงก็ควรจะเชื่อเพียงเท่านั้น เพราะพระบาทสมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสีหนาทไปได้มาไว้ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
ที่แท้จะใคร่ทราบว่าทางเชียงใหม่เขาเรียกกันว่า “พระสิงห์” ถูกหรือไม่เท่านั้น อื่นๆ ก็เป็นเครื่องประดับ
การเขียนประวัตินั้นเชื่อยาก คนเขียนก็เกิดทีหลัง ไม่รู้เรื่องที่เป็นมาจริง ได้ยินแต่เขาเล่าให้ฟังก็เก็บมาเขียน ให้นึกอ่อนใจตั้งแต่ตำนานพระชินราชพระชินศรี พูดว่าบ้าน “ปขาวหาย” เปลี่ยนเป็น “เต่าหาย” ฝ่าพระบาทยังทรงแปลว่า “เต่าไห” ต่อไปอีกด้วย ทำให้เห็นจริงมากกว่า ยังซ้ำที่ว่า “พระเหลือ” อีกด้วย เห็นเข้าก็ตกใจ “พระเหลือ” แก่กว่าพระชินราชพระชินศรีเป็นไหนๆ
รายการ
๑๑) เมื่อวันที่ ๑๔ ได้รับหมายสำนักพระราชวัง ว่าวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะไปเปลื้องเครื่องพระแก้ว.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๕ ดร
ที่ ๑๒/๘๕
วังวรดิศ
วันที่ ๒๑ พรึสจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๕
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
จดหมายฉบับนี้หม่อมฉันจะทูลสนองลายพระหัตถ์เวร ซึ่งทรงเขียนในเวลาน้ำท่วมเมื่อหม่อมฉันกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว คือตั้งแต่ฉบับที่ ๑๗/๘๕ ลงวันที่ ๒๘ ตุลาคม จนถึงฉบับที่ ๒๑/๘๕ ลงวันที่ ๑๑ พรึสจิกายน รวม ๕ ฉบับด้วยกัน
รู้สึกว่ามาเขียนจดหมายเวรในกรุงเทพฯ ผิดกับเขียนที่ปีนังทั้งข้างได้เปรียบและเสียเปรียบ ได้เปรียบด้วยค้นหนังสือสอบและอาศัยบอกให้เขียนกับดีดพิมพ์สะดวกขึ้น แต่เสียเปรียบปีนังที่มิใคร่จะมีสมาธิ เพราะมีผู้มาเยี่ยมเยือนเนือง ๆ
สนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๑๗/๘๕
(๑) เรื่องลบศักราชนั้น หม่อมฉันพบอย่างประหลาดในหนังสือญี่ปุ่นแต่งชวนพวกท่องเที่ยวไปเมืองญี่ปุ่นเรื่อง ๑ ว่า ศักราชญี่ปุ่นนั้นใช้กำหนดปีรัชกาล นับหนึ่งใหม่ในกลางรัชกาลเพื่อฉลองชัยชนะบ้าง เมื่อสิ้นเคราะห์ด้วยรอดจากเภทภัยใหญ่หลวง
อันเกิดมีในรัชกาลบ้าง บางรัชกาลเปลี่ยนศักราชถึง ๒ ครั้งก็มี การชำระศักราชเอาลงใช้ให้ติดต่อเป็นแบบแผนอย่างเช่นใช้อยู่ทุกวันนี้ลำบากมาก คำว่าลบศักราชที่จริงตรงกับกิริยาเช่นว่ามา บางทีในเมืองจีนก็จะเคยมีบ้าง แต่อย่างเช่นพระเจ้าปราสาททองทำ หรือที่ย้ายศักราชเช่นเปลี่ยนจาก จ.ศ. มาใช้ ร.ศ. แล้วมาใช้ พ.ศ. หาใช่ลบศักราชไม่
(๒) ที่หม่อมฉันทูลพระเจ้าอยู่หัวว่าเจ้าพระยาพิชเยนทรเคยเป็นมหาดเล็กไล่กานั้น อธิบายมูลเหตุย้อนถอยหลังไปถึงรัชกาลที่ ๓ เล่ากันมาว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ โปรดให้เด็กผู้ชายที่เข้าไปอยู่ในวังกับญาติเมื่อยังเล็กเป็นพนักงานคอยช่วยกันไล่กา ณ ที่ทรงบาตร จึงเรียกว่ากันว่า “มหาดเล็กไล่กา” ในรัชกาลที่ ๔ เห็นจะไม่มี ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อแรกสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสวยราชย์ยังทรงพระเยาว์
วัย ท่านผู้ใหญ่ในราชการปรึกษากันให้เอาแบบอย่างครั้งรัชกาลที่ ๓ มาฟื้นใช้ในราชสำนัก คือเสด็จลงทรงบาตรทุกวันเป็นต้น จึงเลือกเด็กผู้ชายที่เข้าไปอยู่ในวังเมื่อยังเล็กเป็นมหาดเล็กไล่กากลับมีขึ้นอีก หม่อมฉันยังจำตัวได้ ๒ คน คือนายเหมา น้องเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ เมื่อโตขึ้นไปเป็นหลวงจักรยานานุพิจารณ์คน ๑ กับนายโชตน้องเจ้าจอมมารดาแสง เมื่อโตขึ้นเป็นจ่ายวดมหาดเล็กคน ๑ แต่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดให้พวกมหาดเล็กไล่กาแต่งตัวเครื่องแบบและฝึกหัดเป็นทหาร รวมกันราว
สัก ๓๐ คน กล่าวกันว่าเป็นเริ่มแรกจะมีทหารมหาดเล็ก ถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๑๓ มีการแห่โสกันต์พระเจ้าน้องนางเธอทางฝ่ายใน โปรดให้ทหารมหาดเล็กไล่กาเดินแถวนำกระบวนแห่เหมือนอย่างทหารหน้าเดินนำกระบวนแห่โสกันต์ข้างหน้า จึงเลยเป็นธรรมเนียมมีแถวทหารเด็กเดินนำกระบวนแห่โสกันต์ทางฝ่ายในแต่นั้นมา แต่พวกทหารไล่กาชุดเดิมนั้นเติบใหญ่เลิกไปเสียคราวหนึ่ง จนถึงพระเจ้าลูกเธอทรงพระเจริญขึ้น จะโปรดให้มีการแห่โสกันต์ทางฝ่ายในอีก เวลานั้นหม่อมฉันเป็นผู้บังคับการ
ทหารมหาดเล็ก โปรดให้หาเด็กชายในพวกลูกหลานทหารมหาดเล็กหัดเป็นทหารเด็กขึ้น สำหรับแห่โสกันต์แทนทหารมหาดเล็กไล่กา หม่อมฉันก็จัดขึ้นตามรับสั่ง มีสัก ๓๐ คน พระยาฤทธิไกรเกรียงหาญ (สาย คณป๋า) ที่บวชเป็นพระภิกษุอยู่เดี๋ยวนี้ เป็นตัวนาย เจ้าพระยาพิชเยนทรเป็นลูกแถวคน ๑ หม่อมฉันให้ทหารเด็กพวกนั้นแต่งเครื่องแบบอย่างสก๊อตเรียกกันว่าทหารสก๊อต แต่สืบสายมาจากทหารมหาดเล็กไล่กา หม่อมฉันจึงทูลว่าเจ้าพระยาพิชเยนทรเคยเป็นมหาดเล็กไล่กา
(๓) ลมที่เรียกว่า “ใต้ฝุ่น” ก็ดี ไซโคลนก็ดี เฮอริกันก็ดี สังเกตตามลักษณะที่พรรณนาเป็นลมอย่างเราเรียกว่า “ลมบ้าหมู” หมดทุกอย่าง คือพัดเป็นวงแล่นไปทางใดทางหนึ่ง ถูกอะไรก็ดูดเอาลอยขึ้นไปกระจายในอากาศ และอาจจะมีที่ไหน ๆ แม้กลางถนนในกรุงเทพฯ ก็เคยเห็น แต่เป็นอย่างขนาดน้อย ที่เรียกกันว่าใต้ฝุ่นหรือไซโคลนและเฮอริกันเป็นขนาดใหญ่อย่างมหิมาจึงมีฤทธิเดชมาก
(๔) คำว่า “สยาม” นั้น เคยเห็นแปลกันมาต่าง ๆ มากกว่ามากและชอบคิดค้นมาแต่งอธิบายกันไม่รู้แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นใครแปลได้แจ่มแจ้งจนถึงจะออกปากได้ว่า “เออ” อธิบายที่หม่อมฉันชอบกว่าเพื่อนนั้น ดังว่าในหนังสือจดหมายเหตุจีนเรียกว่า “หวงเฉียวบุ๋นบุนเที่ยนทงเค้า” ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินในราชวงศ์ไต้เซง ให้กรรมการ
ข้าราชการแต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๐ ว่าด้วยนานาประเทศ พระเจนจีนอักษรแปลตอนว่าด้วยเมืองไทยนี้ ว่าเดิมเป็น ๒ ก๊กๆ ที่อยู่ข้างฝ่ายเหนือเรียกว่า “เสียมก๊ก” ก๊กที่อยู่ข้างฝ่ายใต้เรียกว่า “หลอฮกก๊ก” ต่อมา ๒ ก๊กนั้นรวมเป็นประเทศอันเดียวกัน จึงเรียกนามรวมกันว่า “เสียมหลอฮกก๊ก” แล้วจีนเรียกละคำ ฮอ เสียจึงเรียกกันแต่ว่า “เสียม
หลอก๊ก” สืบมา ดังนี้ อธิบายที่จีนว่านี้ไปพ้องกับอธิบายของนักปราชญ์ฝรั่งบางพวก ซึ่งว่าคำ “ฉาน” ที่เรียกพวกไทยใหญ่กับ “สยาม” มาแต่คำเดิมอันเดียวกันซึ่งเรียกไทยที่อพยพลงมาจากเมืองเดิมทุกจำพวก หม่อมฉันอยากวิสัชนาต่อไปว่าคำเดิมนั้นเสียงจะเป็นแต่เพี้ยน ๆ ไม่ตรงกับ “ฉาน” หรือ“สยาม”และเป็นคำชาวประเทศอื่นเรียก แต่ไทยทุกจำพวกเรียกตนเองว่า “ไทย” เหมือนกันหมดอยู่จนครบเท่าทุกวันนี้ คำที่ชาวต่างประเทศเรียกนั้น เมื่อเรียกกันแพร่หลายกระจายห่างกันไป จึงกลายเป็น
หลายอย่าง ตามอธิบายของจีนที่ว่าเดิมประเทศสยามอยู่ข้างเหนือ ประเทศหลอฮก คือ “ละ ว้า” อยู่ข้างใต้ มีหลักฐานได้แก่เวลาเมื่อแรกไทยตั้งเป็นอิสสระขึ้นที่เมืองสุโขทัย ขอมยังปกครองพวกละว้าอยู่ที่เมืองละโว้ และต่อมาไทยรวมอาณาเขตทั้ง ๒ เป็นประเทศอันเดียวกัน ความเป็นหลักฐานมั่นคงหรือว่าอีกอย่างหนึ่ง คำว่าเสียมก็ดี คำว่าละว้าก็ดี เดิมเป็นคำสำหรับเรียกมนุษย์บางจำพวก หาใช่ชื่อของภูมิภาคไม่ หม่อมฉันคิดเห็นดังนี้
(๕) คำว่า “สรวง” เดิมคงหมายความว่า “ผีที่เป็นสรณะ” อันถูกต้องที่แปลว่าสวรรค์เลยไป
(๖) เหตุใดจึงเรียกผ้าไหมสำหรับนุ่งว่า “ผ้าม่วง” หม่อมฉันไม่เคยคิด มาคิดดูก็จน ไม่เห็นว่าเป็นเพราะเดิมมีแต่สีม่วงสีเดียว คำ “ม่วง” น่าจะมาแต่คำภาษาอื่นเช่นภาษาจีนอย่างเช่น “ขนมปัง” และ “เรือบด” ดอกกระมัง
(๗) ความในลายพระหัตถ์เวรฉบับที่ ๑๘/๘๕ ได้ทูลสนองไปในจดหมายฉบับอื่นหมดแล้ว
ทูลสนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๑๙/๘๕
(๘) เมื่อหม่อมฉันมาถึงกรุงเทพฯ ได้สักห้าหกวัน ลูกเขาชวนขึ้นรถยนตร์พาไปเที่ยวชมพระนครตอนที่น้ำลดพอรถไปได้ เมื่อผ่านไปทางวัดบวรนิเวศหม่อมฉันสังเกตดูหลังคาโบสถ์วิหารก็เห็นเป็นดังที่ได้ทูล คือเป็น ๒ หลังสร้างประสานกัน คงสร้างโบสถ์ก่อนแล้วสร้างวิหารขวางต่อติดโบสถ์ไปข้างหลังสำหรับตั้งพระโต ภายหลัง
สร้างวิหารพระชินสีห์ หันด้านขื่อเข้าหาวิหารขวางต่อไปอีกหลัง ๑ ที่สุดวิหารพระชินสีห์เห็นจะอยู่ราวตรงศาลาน้อยที่ไว้พระพุทธรูปไพรีพินาศบนชั้นทักษิณพระเจดีย์เดี๋ยวนี้ ได้เค้าอย่างหนึ่งว่าหอไตรย์กับการเปรียญและศาลาฤๅษี ๔ หลังนั้น เห็นจะเป็นของทูลกระหม่อมทรงสร้างเมื่อภายหลังพระเจดีย์ เพราะสร้างได้ศูนย์กับพระเจดีย์ ถ้าเป็นของกรมศักดิ์ฯ ทรงสร้างไว้ก่อนก็จะหาเป็นเช่นนั้นไม่
(๙) เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ ต่อพระพิมลธรรม (ยิ้ม) มา เป็นต้นแต่สมเด็จพระวันรัต (สมบุญ) ต้องเข้าไปอยู่กุฏิในบริเวณตำหนักอย่างเดียวกับพระพิมลธรรม (ยิ้ม) ทุกองค์ เพราะมีหน้าที่เป็นพนักงานรักษาพระอัฐิด้วย หม่อมฉันยังนึกอยู่ว่าเดี๋ยวนี้พระอุบาลี (เผื่อน) จะเข้าไปอยู่แล้วหรือยัง ด้วยสังเกตเห็นธรรมเนียมไม่ดีมีขึ้นหลายวัด
เดิมดูเหมือนจะเกิดขึ้นที่วัดมกุฎกษัตริย์ก่อน ทิ้งกุฏิเจ้าอาวาสให้ว่างเป็นที่ไว้รูปพระจันทรโคจรคุณ (ยิ้ม) มาแต่ครั้งสมเด็จมหาสมณะ เดี๋ยวนี้ที่วัดบวรนิเวศ สมเด็จพระวชิรญาณก็ไม่ไปอยู่ตำหนักใหญ่หรือตำหนักน้อย อันเป็นที่สำหรับเจ้าอาวาสสถิตย์ ที่วัดโสมนัสเจ้าอาวาสก็ไม่ขึ้นอยู่กุฏิสำหรับพระราชาคณะอันมีถึง ๗ หมู่ ถ้าพากันเสงี่ยมเจียมตัวไปหมด กุฏิเจ้าอาวาสของเดิมก็จะทรุดโทรมหมด
(๑๐) “สวรรค์” นั้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านว่าโดยลำพังศัพท์แปลว่า “เลิศ” เท่านั้น เดิมน่าจะหมายแต่ว่า ได้ความสุขสมปรารถนาในโลกนี้ ครั้นบำเพ็ญ “โลภธรรม” หนักขึ้น ก็หมายจะได้ให้วิเศษยิ่งขึ้นต่อไปในโลกหน้า โลกหน้าเห็นไม่ได้ก็ต้องคาดเอาตามใจ จึงเกิดรูปภาพสวรรค์มีวิมานและสฤงคารบริวารต่างๆ ดังสุนทรภู่พรรณนาว่า “เทวาสมบัติชัชวาล สุขเกษมเปรมปรีดิ์วิมาน สรรพสิ่งสฤงคาร บริวารห้อมล้อมพร้อมเพรียง กระจับปี่สีซอทอเสียง ขับรำจำเรียง สำเนียงนางฟ้าน่าฟัง”
ทูลสนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๒๐/๘๕
(๑๑) การที่ทรงขอพระองค์ไม่ทอดกฐินหลวงนั้น สมควรแล้ว แต่ก่อนมาเจ้านายพระชันษาเพียง ๗๐ ท่านก็ขอพระองค์ไม่เข้าราชการ ส่วนพระองค์ท่านเวลานี้พระชันษาก็ใกล้จะถึง ๘๐ อยู่แล้ว หากผู้กะเกณฑ์ไม่นึกถึงความลำบากในพระองค์ จึงเกณฑ์
อยู่ “ตามเคย” เมื่อหม่อมฉันแรกมาถึงกรุงเทพฯ “ผู้สำเร็จ” มาเยี่ยม หม่อมฉันได้ทูลขอตัวต่อพระองค์อาทิตย์ว่าแก่ชรามากแล้วขออย่าให้ต้องเข้าในราชการอย่างใด เช่นจุดเทียนวัสสาและทอดกฐินหลวงเป็นต้นต่อไป เธอก็รับปากว่าจะให้เป็นเช่นนั้น หม่อมฉันไม่แลเห็นว่าเหตุใด พระองค์ท่านจะไม่ควรได้รับความปลดปล่อยบ้าง
(๑๒) ชื่อเมืองทวาราวดีในเมืองเรานั้นดูชอบกล ตามเค้าเดิมในเรื่องพงศาวดารที่ไทยแต่ง ว่ากรุงเก่านั้นเป็นเมืองชื่อว่า “อโยธยา” อยู่ก่อน ข้อนี้พิเคราะห์รายการก็สมจริง ด้วยมีวัดวาเช่นวัดพระเจ้าพนัญเชิงเป็นต้นอยู่ก่อนแล้ว แรกพระเจ้าอู่ทองหนี
ห่ามาตั้งอยู่ที่ “เวียงเล็ก” หรือ “เวียงเหล็ก” อันความหมายว่า “เมืองเดิม” อยู่ถึง ๖ ปีแล้วจึงได้สร้างพระนครศรีอยุธยา ในหนังสือพระราชพงศาวดารว่าต่อเมื่อพระเจ้าอู่ทองสร้างเป็นราชธานี จึงเอาชื่อ “ทวาราวดี” เพิ่มเข้าข้างหน้า และเพิ่มคำว่า “ศรี” เชื่อมกับชื่อเดิมเป็นกรุงเทพทวาราวดี ศรีอยุธยา ดังนี้ ครั้นภายหลังมาเมื่อถึงสมัยค้นโบราณคดี พวกนักปราชญ์ฝรั่งเขาค้นพบในจดหมายเหตุของจีนแต่โบราณ ว่ามีมหา
ประเทศอันหนึ่งอยู่ตรงเมืองไทยบัดนี้ชื่อว่า ทวาราวดี พวกนักปราชญ์เขาสันนิษฐานว่าจะเป็นชื่อเมือง หรือชื่อประเทศที่ตั้งเมืองนครปฐมบัดนี้นั่นเอง ดูก็เห็นสม เพราะไม่มีเมืองโบราณในแถบนี้แห่งอื่นจะใหญ่โตหรือก่อนเมืองนครปฐม ชั้นเดิมต้องเป็นราชธานีของประเทศสำคัญ ๑ แห่ง เป็นแน่ไม่มีที่สงสัย น่าสันนิษฐานว่าพวกชาวอินเดียจะเอานามเมืองทวาราวดีในอินเดียมาขนานไว้เป็นนามประเทศ หรือเป็นนามเมือง ครั้นเสียเมืองแก่พระเจ้าอนิรุทธเมืองพุกาม ถูกกวาดต้อนผู้คนและเก็บริบเอา
ทรัพย์สมบัติไปหมด เมืองทวาราวดีต้องตกเป็นเมืองร้าง พวกชาวเมืองที่ยังหนีรอดอยู่พากันไปรวบรวมตั้งอยู่ที่เมืองสุพรรณภูมิ คือเมืองอู่ทอง ยังถือว่าเคยเป็นชาวประเทศทวาราวดีรักษาชื่อนั้นไว้สืบกันมา เมื่อไทยลงมาได้ปกครองเมืองอู่ทอง ก็ถือคตินั้นสืบมา ครั้นพระเจ้าอู่ทองประกาศตั้งเป็นอิสระประเทศขึ้นที่เมืองอโยธยา จึงเอานามทวาราวดีเดิมอันถือว่าเป็นสิริมงคลมาเพิ่มเข้าข้างหน้า หม่อมฉันคิดเห็นว่าน่าที่เรื่องจะมีดังทูลมานี้
(๑๓) เรื่องตาแสนปมนั้น สอบไปสอบมาก็เหลวกลายเป็นเฉาก๊วย ทั้งเรื่องนิทานก็เป็นเรื่องยืมมาแต่ประเทศอื่น เมืองที่อ้างว่าตาแสนปมสร้างก็ได้หลักฐานว่าเป็นเมืองเก่ามีมาก่อนตาแสนปมตั้งร้อยปี เอาเป็นยุติได้ว่าพระเจ้าอู่ทองมาจากเมืองสุพรรณ
มิใช่ลงมาจากเมืองเทพนคร สังเกตดูเป็นธรรมดาของคนโบราณที่ถือว่าผู้เป็นต้นราชวงศ์ต้องเป็นผู้วิเศษ ถ้าไม่รู้เรื่องก็คิดให้เป็นผู้วิเศษด้วยอย่างใดอย่างหนึ่งแทบจะเหมือนกันทุกประเทศก็น่าพิศวงอย่างยิ่งนั้น คือเรื่องที่อ้างว่าพระเจ้าเสือเป็นราชบุตรลับของสมเด็จพระนารายณ์ แต่ถึงลงในหนังสือพระราชพงศาวดาร หม่อมฉันได้พิจารณาดูในหนังสือฝรั่งแต่งเรื่องเมืองไทยครั้งรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์อันมี
มากมายหลายเรื่อง ไม่มีวี่แววในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเลย แม้เพียงจะกล่าวว่ามีคำกระซิบสงสัยว่าหลวงสรศักดิเป็นราชบุตรลับของสมเด็จพระนารายณ์ ถ้ามีกิติศัพท์อยู่ นิสัยฝรั่งปากเปราะที่ไหนจะนิ่งได้ เพราะฉะนั้นดูน่าจะมาเกิดกระซิบกันขึ้นเมื่อขุนหลวงเสือได้ราชสมบัติ เพราะฆ่าพระเจ้าขวัญราชนัดดาของสมเด็จพระนารายณ์ หรือจะมาเกิดกระซิบกันขึ้นต่อในรัชกาลพระเจ้าท้ายสระและพระเจ้าบรมโกศก็เป็นได้ บางทีพระเจ้าเสือเองก็จะมิได้รู้เห็นด้วย
(๑๔) พระนามพระเจ้าแผ่นดินเมืองไทยแต่ครั้งสุโขทัยเอาแบบเขมรมาใช้ สังเกตดูแบบนั้นพราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิตเห็นจะเป็นผู้คิด ถ้าปุโรหิตถือลัทธิศิเวทก็เอานามพระอิศวรมาถวาย ถ้าถือลัทธิวิษณุเวทก็เอานามพระนารายณ์มาถวาย ถ้าถือพระพุทธศาสนาก็เอานามพระโพธิสัตว์มาถวาย ดั่งเช่นพระนามว่า พระนเรศวรเป็นฝ่ายพระศิ
เวท พระราเมศวรเป็นฝ่ายวิษณุเวท พระไตรโลกนาถเป็นฝ่ายพระพุทธศาสนา หลักเดิมน่าจะเป็นดังนี้ ภายหลังจึงเลือนไปเป็นอย่างอื่น พระนามที่ลงท้ายว่า “ราชา” เช่นพระบรมราชา พระอินทราชา เป็นต้น หม่อมฉันนึกว่าเดิมเห็นจะเป็นนามเจ้าครองเมือง เมื่อได้เสวยราชย์คงถวายพระนามอื่นในพระสุพรรณบัฏ แต่คนเรียกพระนามตามเคยจึงคงอยู่
สนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๒๑/๘๕
(๑๕) ที่ทอดพระเนตรเห็นนกยางไปลงหากินที่ลานตำหนักปลายเนินนั้น หม่อมฉันก็มีเรื่องแปลกคล้ายกันจะทูลสนอง ด้วยได้เห็นนกกวักเข้ามาหากินที่ในสนามหญ้าหน้าตำหนักใหญ่ เพราะน้ำท่วมคราวนี้ทำให้ภูมิที่แปลกไปจนถึงสัตว์เดรฉานหลง ก็ควรเห็นเป็นอัศจรรย์อยู่
(๑๖) เรื่องสวดมนต์อย่างธรรมยุตินั้น ครั้งหม่อมฉันไปตรวจราชการมณฑลอุดรในรัชกาลที่ ๕ เมื่อไปถึงเมืองอุดรธานีบ้านเดื่อหมากแข้ง ประจวบวันเฉลิมพระชันษาของสมเด็จพระบรมราชินีนาถกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช หม่อมฉันสั่งให้มีงานสมโภชตามเคย เขาถามว่าจะให้พระสวดมนต์อย่างธรรมยุติหรือมหานิกาย หม่อมฉันประหลาดใจ ด้วยในเมืองนั้นมีแต่พระมหานิกาย ถามเขาว่าเหตุไฉนจึงมีพระสวดอย่างธรรมยุติ เขาบอกว่าครั้งกรมหลวงประจักษ์เสด็จอยู่ที่มณฑลอุดรได้ทรงหัดให้
พระสวดมนต์อย่างธรรมยุติไว้ เมื่อเสด็จกลับแล้วยังมีคนชอบใจฟัง พระที่สวดได้มักได้รับนิมนต์บ่อยๆ จึงยังสวดกันมา หม่อมฉันก็ได้นิมนต์สวดอย่างธรรมยุติ ฟังทำนองสวดไพเราะเรียบร้อยเหมือนอย่างทำนองวัดบวรนิเวศ ครั้งสมัยสมเด็จพระอุปัชฌาย์ ไม่เรียวลงอย่างเช่นสวดกันในกรุงเทพฯ เมื่อภายหลัง แต่กรมหลวงประจักษ์ท่านยักซ้อมให้สวดสิบสองตำนาน สวดสัพพีอย่างทำนองธรรมยุติเรียบร้อยดีทีเดียว
(๑๗) เมื่อหม่อมฉันแรกกลับมาถึง ร่างจดหมายให้เสมียนดีดพิมพ์ฉบับหนึ่ง เห็นใช้ตัวเลขอารบิคในจดหมายนั้น หม่อมฉันสำคัญว่าตัวเลขในเครื่องพิมพ์หนังสือไทยหัก จึงเอาไปเข้าเครื่องพิมพ์อักษรฝรั่งดีดเลขอารบิคแทน หม่อมฉันก็ไม่ได้ไต่ถามว่า
กระไร เป็นแต่สั่งไปว่าให้ขูดแก้เขียนเป็นตัวเลขไทยให้หมด แต่ต่อมาสังเกตดูในจดหมายต่างๆ เห็นใช้เลขอารบิคกันเป็นพื้น มาเห็นใช้พิมพ์ในหมายกำหนดการพระกฐินหลวงที่ประทานมากับลายพระหัตถ์เวร จึงนึกว่าจะเกิดเป็นแบบแผนอะไรขึ้นใหม่ดอกกระมัง แต่ก็ยังไม่เข้าใจทีเดียว จดหมายที่หม่อมฉันมีถวายขอใช้ตัวเลขไทยไปก่อน
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๕ น
๒๓/๘๕
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ย้อนหลัง
๑) เรื่องแก้ตัวหนังสือ ได้ยินคำบอกว่าชายขาวบ่นว่า “ศุกรวรรณดิศ” แก้เป็น “สุกรวันดิส” กลายเป็นหมูป่า (ของ) ดิสไป แล้วก็ได้ยินว่าชายดำบ่นอีกว่า “กาฬวรรณดิศ” แก้เป็น “กาลวันดิส” กลายเป็น เวลาป่า (ของ) ดิสไป ก็จะไปแก้มันทำไม ที่เขาไม่แก้ชื่อกันก็มี ทำไมไม่เอาอย่างเขาบ้าง แต่นี่เป็นกาลนานมาแล้ว เกล้ากระหม่อมเห็นว่าการเปลี่ยนเซ็นชื่อนั้นสำคัญที่สุด จะต้องบอกกล่าวให้รู้ทั่วกัน ใบบอกนั้นออกจะต้องตีพิมพ์
เรียน
๒) “เหรา” ได้ทรงสังเกตหรือเปล่าว่าเป็นสัตว์อะไร สังเกตได้แต่ว่าเป็นสัตว์น้ำ บางทีก็เอาไปเข้าคู่กับจระเข้ บางทีก็เอาไปเข้าคู่กับมังกร
ธงตะเข้แปลว่ากระไร เก่ามากทีเดียว
บรรเลง
๓) หมาเลี้ยงซึ่งเป็นผัวอีดำและอีแตนั้น เดิมฝรั่งเลี้ยงไว้ให้ชื่อทิป แล้วมาเปลี่ยนเป็นซิบ ฝรั่งเจ้าของเดิมจะเอาไปยิงเสีย เพราะไปได้หมาฝรั่งมาเลี้ยง คนขับรถขอเอาไปแต่ก็เลี้ยงไว้ไม่ไหว รู้ว่าเกล้ากระหม่อมชอบหมาจึ่งส่งมาให้ อีดำออกลูกหลายตัว ที่ชายใหม่เอามาเลี้ยงก็ลูกอ้ายซิบกับอีดำเหลือลูกอยู่อีกตัวหนึ่งชื่ออ้ายหยุ่น ดู “เปอเฟกต์” ดี อ้ายซิบก็ทีจะรู้สึกว่าอ้ายหยุ่นเป็นลูก และอ้ายหยุ่นก็รู้สึกกลัวพ่อ
สนองลายพระหัตถ์เวร ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน
๔) ได้รับลายพระหัตถ์เวรลงวันนี้ ดีใจที่จะได้กราบทูลสนองตามที่เคยมา
๕) ตรัสเล่าเรื่องญี่ปุ่นลบศักราชนั้นดี ได้เป็นความรู้อย่างหนึ่ง ศักราช “ชิมอิ” เห็นจะใหม่ ที่นับเอาพระเจ้าแผ่นดินองค์ต้น แต่ใครจะไปรู้แน่ว่าองค์ต้นหรือไม่ใช่ ญี่ปุ่นก็เอาอย่างจีน จีนถือเอาปีรัชกาล (“๒๒ หลังศก”) ดีอยู่ มหาศกะหรือจุลศกะก็เป็นคน
เป็นพระราชา ยังปรากฏคำว่า “ราช” อยู่ข้างท้าย เรามาเข้าใจว่า “ศก” เป็นปีนั้นหลง ความหลงนั้นเป็นมาแต่อินเดียแล้ว ที่พระเจ้าแผ่นดินตั้งปีรัชกาลใหม่เอากลางๆ นั้นอาการหนัก แต่ไม่เป็นไร ใครจะถือว่าศักราชเท่าไรก็ได้ แม้แต่เมืองลังกากับเรายังนับพุทธศักราชก็ต่างกันไป สุดแต่ฝ่ายใดจะถือว่าเท่าไรก็ตามกันไปเท่านั้น
ที่กราบทูลว่าพบพูดถึงลบศักราชทางเรา เข้าใจว่าเห็นเขากล่าวถึงว่าพระร่วงลบศักราช เห็นจะเอาเป็นแน่ได้ว่าการลบศักราชทางเรานั้นเคยมีมาจริง จึงพูดเอาครั้งพระเจ้าปราสาททองเป็นว่าลบศักราช แต่ที่จริงครั้งนั้นไม่ได้ลบศักราชเลย
๖) เรื่องที่ตรัสบอกว่ามี “มหาดเล็กไล่กา” มาแต่รัชกาลที่ ๓ แล้วนั้น “หูผึ่ง” เพราะยังไม่เคยได้ยินมาเลย แต่ทหารสก็อตแห่โสกันต์นั้นจำได้ เป็นอันว่าตัวเจ้าพระยาพิชเยนทร์เองเคยเป็นทหารสก็อต ที่กะหน้าว่าพ่อเคยเป็น “มหาดเล็กไล่กา” นั้นผิดไปถนัดใจ
๗) ตัว ฉ กับตัว ส จะเป็นตัวเดียวกันก็ว่าได้ เช่น “สลาก” ก็เป็น “ฉลาก” นี่ว่าถึง “ฉาน” กับ “สยาม” ที่จะใคร่รู้ก็คือคำ “สยาม” จะเป็นไทยหรือไม่ใช่ และคำนั้นจะเก่าใหม่เพียงไร แต่ในพระอธิบายก็ปรากฏแล้วว่าเป็นคำเก่าและเป็นชื่อของพวกไทยมาแต่เดิม
คำว่า “เสียม” นั้นเป็นภาษาเขมร แต่อังกฤษก็เขียนเช่นนั้น
๘) “ผ้าม่วง” นั้นพระดำริว่าเป็นภาษาอื่น ดีอยู่ เป็นอีกทางหนึ่งซึ่งควรสอบสวนภาษาจีน จะสอบดู
๙) ฝันว่าการบูชาที่วัดบวรนิเวศ มีการบูชาพระบาทด้วย ให้สงสัยว่าจะเป็นที่ตั้งพระชินสีห์เดิมมาก็ได้ หอไตรและการเปรียญกับศาลาฤษีสี่หลังนั้นสร้างคราวเดียวกับพระเจดีย์แน่
คำว่า “ฝัน” หมายถึงนึกตื่น ๆ ไม่ต้องหลับจึ่งฝัน
๑๐) ท่านเจ้าเผื่อนเข้าใจว่าไม่ได้ย้ายเข้าไปอยู่กุฏิในหมู่ตำหนัก การย้ายกุฏิเห็นว่าไม่ใช่อย่างอื่น นอกจากต้องขนของลำบาก ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องเสงี่ยมเจียมตัว
๑๑) “สวรรค์” แปลว่าเลิศนั้นเกล้ากระหม่อมยังไม่ทราบ ดีอยู่ ดูพจนานุกรมของอาจารย์ชิลเดอในคำว่า “สัคค” ก็แปลให้ไว้ว่า a branch และ friend, companion.
คำว่า “ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น” นั้นมีจริงๆ ท่านพวกคนกล้าเช่น “ยุทิสฐิระ” ก็เกณฑ์ให้ไปไต่เขาพระเมรุแต่ยังเป็น ๆ การนั้นจึงมาเป็นคำว่า “พิราลัย” ทางเราหมายความว่าไปสู่ที่อยู่แห่งคนกล้า (คือตาย)
คำถามของอุบาสิกาคนหนึ่ง เข้าทีมาก พระยาราชศุภมิตรเคยเอามาเล่าว่ากล่าวถ้าเทพยบุตร์องค์หนึ่งขึ้นวิมานสวรรค์แล้วมีนางฟ้าเป็นบริวารตั้งหมื่น ถ้าเช่นนั้นผู้หญิงจะมิขึ้นสวรรค์มากกว่าผู้ชายหรือ
เมื่อเกล้ากระหม่อมไปเที่ยวเมืองชวา เขาพาไปดูเขาไฟ ต้องบอกเขาว่าอย่าพามาดูอีกเลย เห็นทีเดียวพอแล้ว เห็นเป็นเมืองนรกสิ้น ทูลกระหม่อมชายยังได้ทรงคะเนต่อไปอีก ว่าสวรรค์นรกทั้งสองอย่างเป็นของคนชาวเขาคิด
๑๒) เรื่องหมายพระราชทานกฐินนั้นเกล้ากระหม่อมได้มีหนังสือแปรหมายไปแต่จะตกลงอย่างไรก็เงียบ คนที่พอจะใช้ให้ไปฟังได้ก็เจ็บ จึงวานคนในสำนักพระราชวังนั้นเองให้เขาช่วยสืบก็ได้ความมาว่า ได้ออกหมายเปลี่ยนให้ชายภาณุพันธยุคลไปทอดแทนแล้ว ส่วนที่ฝ่าพระบาทขอพระองค์ของฝ่าพระบาทนั้นดี เจาะเอาสูงทีเดียว
๑๓) เรื่องเมือง “ทวารวดี” จะเป็นอย่างไรมาเรารู้แน่ไม่ได้ แต่สืบมาจากอินเดียเป็น “รับพร่าอาทาน” อย่างนั้นแน่
๑๔) เรื่องพระเจ้าอู่ทองนั้นดีมาก แม้ในพระราชพงศาวดาร (สองเล่ม) ก็ว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชเป็นพี่พระมเหสีพระเจ้าอู่ทองมาแต่เมืองสุพรรณ ต้องเข้าใจว่า “สุพรรณภูมิ” เพราะเมืองสุพรรณบุรีเวลานั้นยังไม่เกิดและก็เป็นการปรากฏว่าเมืองสุพรรณภูมิยังตั้งมาอีกนาน ไม่ใช่พระเจ้าอู่ทองยกหนีห่ากันมาหนองโสนหมด
คำว่า “พระ” นั้นเห็นได้ว่าตั้งใจจะให้แทน “ฟ้า” เหมือนกับ “พญา หวา พวา” อะไรเหล่านั้น เพราะถ้ามีตัว ฟ แล้วคงเรียก “เจ้าฟ้าขวัญ” พระเจ้าเสือไม่รู้พระองค์แน่นอน ว่าเป็นลูกลับของสมเด็จพระนารายณ์
๑๕) เรื่องพระนามพระเจ้าแผ่นดิน ถ้าจะยึดเอาหลักเมืองเขมร เห็นพระปรางค์ฉลักเป็นรูปทางพระศิวะก็มี ทางพระวิษณุก็มี ทางพระพุทธรูปก็มี สังเกตไม่ได้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ดีใจในข้อที่ว่าพระนามลงท้ายว่า “ราชา” นั้น ทรงพระดำริเห็นด้วย ว่าเมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วจะต้องเปลี่ยน
๑๖) กับดีใจที่ตรัสบอก ว่าที่หน้าตำหนักใหญ่วังวรดิศมีนกกวักมาลง ทำให้ได้รู้ว่าอาหารนกกวักคืออะไร เป็นแต่เขาบอกว่า เขาเห็นนกกวักตามกอหญ้าชายเฟือย ที่แท้ก็คือมันกินกุ้งเล็กปลาน้อยอย่างนกยางนั่นเอง
๑๗) เคยได้ยินว่า กรมหลวงประจักษ์ หัดพระที่หมากแข้งให้สวดมนต์ แต่จะสวดอย่างไรนั้นไม่ทราบ
๑๘) การใช้เลขฝรั่งแทนเลขไทยนั้นฝันว่ากรรมการแก้หนังสือไทยปรึกษาคนทั้งปวงก่อน ว่าจะใช้เลขไทยหรือเลขฝรั่งดี แล้วประกาศว่าจะใช้อย่างไรก็ได้ ที่ถึงเปลี่ยนเครื่องพิมพ์นั้นแปลว่ายึดเอา “แฟแช่น” หนักมือไป ได้ตัดหนังสือพิมพ์ซึ่งเขาพูดเรื่องเลขฝรั่งถวายมาทอดพระเนตรเล่นแล้ว
เขาว่าเมื่อวานนี้ (วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน) มีหนังสือพิมพ์คัดประกาศสั่งให้ใช้เลขสากลประจำหนังสือไทย ยังไม่ได้อ่าน ถ้ากระไรก็จะเอาไว้กราบทูลให้ทรงทราบฝ่าพระบาทในคราวหน้า
หนังสือซึ่งจะประทานมา จะเขียนหรือดีดพิมพ์อย่างไรก็ได้ แม้จะผิดก็คงรู้ว่าตั้งใจอย่างไร นิทานอันเล่าถึงเขียนหนังสือไม่แจ่มแจ้งก็มีถมไป เช่น “น้ำพิงกได” เป็นต้น และคำว่า “ป้วย” ก็เป็นเรื่องเขียนหนังสือไม่ถูกนั่นเอง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ข้อความจากหนังสือพิมพ์ (ทรงตัดส่งมากับลายพระหัตถ์)
แจ้งแก่ผู้อ่าน
เราได้เริ่มเปลี่ยนเลขไทยเป็นเลขอาราบิค ฉเพาะตัวเลขชนิดไหย่ตั้งแต่ฉบับนี้เป็นต้นไปแล้ว และจะได้เปลี่ยนทุกชนิดไห้ทันไนฉบับต่อไป
เลขอาระบิค
รับเปลี่ยนเลขไนเครื่องพิมพ์ดีดเป็นตัวอาระบิคราคาเยาว์ และรับประกันงานโดยหัวหน้าช่างจาก บริสัทแมคฟารแลนดพิมพ์ดีด จำกัด เชินติดต่อบริสัทไทยพิมพ์สำผัส โทร. ๒๐๕๐๖ บางลำภู
คอลัมน์นี้ “สุภาพ” ตอบท่าน
“- - แต่บางทีอ่านๆไป ตกไจเพราะมีเลขฝรั่งตัวเบ้อเริ่มยืนหยู่ข้างหนังสือไทย ตัวหนังสือไทยเล็กนิดเดียว แต่ตัวเลขฝรั่งตัวโตมาก หนูเกลียด เกลียด เพื่อนของหนูทุกคนเกลียดทั้งนั้น
- - ทำไมจ๊ะ หนังสือพิมพ์สุภาพสตรีก็เป็นหนังสือไทย ผู้จัดการทุกคนก็เป็นไทย ตัวพิมพ์ก็เป็นหนังสือไทย แต่ทำไมกลายเป็นเลขฝรั่งไปได้ พี่สุเปลี่ยนเสียเถอะจ้ะ หนูจะรักพี่สุขึ้นอีกมากทีเดียว”
“พรรนน้อยตรัง”
เอ - - - คุณพรรนน้อยไม่ชอบความเปลี่ยนแปลงหรอหรือจ๊ะ สุภาพคิดว่าการเปลี่ยนไปในทางดี เราควนยอมรับ สุภาพอยากถาม ว่าถ้าจะกลับไปให้คุณพรรนน้อยไช้ไต้จุดแทนไฟฟ้า ชอบไหมจ๊ะ
1 บันทึก
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย