•
16 ต.ค. เวลา 05:51 • ปรัชญา

เรื่องของการยกโทษให้ใครสักคน

ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความทรงจำ แต่ยังทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในความรู้สึกของเรา
บาดแผลทางใจมีธรรมชาติแตกต่างจากบาดแผลทางกาย
เราอาจมองไม่เห็นว่ามันยังอยู่ตรงไหน หรือไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดกว่าจะทุเลาลง บางเรื่องผ่านพ้นไปหลายปีแล้ว แต่เพียงคำพูดบางคำ เหตุการณ์บางอย่าง หรือความทรงจำที่ย้อนกลับมาโดยไม่ทันตั้งตัว ก็อาจทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาได้อีกครั้ง
ไม่ใช่…เราไม่พยายามก้าวผ่านมัน แต่เพราะความรู้สึกของเราไม่ได้คลี่คลายไปตามกาลเวลาที่ผ่านพ้นเสมอไป และเมื่อความเจ็บปวดยังไม่จางหาย สิ่งที่ตามมาก็มักเป็นคำถามมากมายที่วนเวียนอยู่ในใจ
หลายครั้ง สิ่งที่ทำให้เราทุกข์ใจอาจไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากยังรวมถึงคำถามที่เราไม่อาจหาคำตอบได้ว่า เหตุใดคนคนหนึ่งจึงเลือกปฏิบัติต่อเราเช่นนั้น ทั้งที่เราไม่เคยคิดจะทำสิ่งเดียวกันกับเขา
บางเรื่องอาจไม่มีบทสรุปที่ยุติธรรมอย่างที่เราหวัง และการยอมรับความจริงข้อนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการก้าวผ่านเช่นกัน
เมื่อเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ สิ่งที่ยังพอเลือกได้ก็คงจะเป็น วิธีที่เราจะอยู่กับมันต่อไปยังไง..
เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเข้ากับคนอื่นได้ง่าย ชอบทำความรู้จัก ชอบพูดคุย ให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์
ในเวลานั้น ฉันเชื่อว่าหากเรามีความจริงใจมากพอ และพยายามทำความเข้าใจกันมากพอ ความสัมพันธ์ก็น่าจะดำเนินต่อไปได้ด้วยดี ความเชื่อนี้ทำให้ฉันพยายามประคับประคองความสัมพันธ์หลายอย่าง แม้บางครั้งจะต้องฝืนความรู้สึกของตัวเองก็ตาม
แต่เมื่อเติบโตขึ้น ผ่านผู้คนและประสบการณ์ที่หลากหลาย ความคิดบางอย่างก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
ฉันเริ่มเข้าใจว่า ความจริงใจเป็นสิ่งสำคัญ แต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะประคับประคองทุกความสัมพันธ์ไว้ได้
เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้อาศัยเพียงความตั้งใจของคนคนเดียว หากต้องมีความเคารพ ความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของกันและกัน และความเต็มใจที่จะรักษาสิ่งนั้นร่วมกันด้วย
บางครั้งมันเป็นเพียงการตัดสินใจอย่างสงบ หลังจากที่เราได้พิจารณาแล้วว่า อะไรยังมีคุณค่าต่อชีวิต และอะไรที่ไม่จำเป็นต้องฝืนรักษาไว้อีก
อย่างไรก็ตาม..
ทุกทางเลือกนั้น…ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่รู้สึกเจ็บปวด เพราะการตัดสินใจทุกทางเลือกไม่ได้ทำให้ความผูกพันหรือความทรงจำหายไปในทันที
หลายครั้งที่ฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมเราถึงต้องฝืนทำในสิ่งที่ไม่ตรงกับความรู้สึกของตัวเองกันนะ?
เพียงเพราะไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด
ในที่สุดฉันก็ตระหนักได้ว่า ฉันไม่มีทางไปควบคุมสิ่งที่คนอื่นเลือกจะคิด ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของใคร หรือไปห้ามสิ่งที่เขาอยากพูดถึงฉันได้หรอก
แล้วฉันจะยอมให้มันมีอิทธิพลต่อใจของฉันมากน้อยเพียงใด..
และบางที... จุดเริ่มต้นของการให้อภัยมันก็อยู่ตรงนี้เองค่ะ
.
.
.
การเดินทางของการให้อภัย... เริ่มต้นจากภายในใจเราเอง
…
จริง ๆ แล้ว.. การให้อภัยใครสักคนก็ไม่ใช่การบังคับตัวเองให้ลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นนะคะ
แต่เป็นการค่อย ๆ คลี่คลายความผูกพันทางอารมณ์ที่ยังตกค้างและผูกติดอยู่กับเรื่องราวในวันนั้น
เราเรียนรู้ที่จะให้อภัยและปล่อยวางได้ เราก็ก้าวไปสู่ความสงบในใจอีกขั้นหนึ่ง เหตุผลเพราะเราเลือกจะดูแลหัวใจของเราแทน
เมื่อเราให้อภัย หัวใจของเราจะค่อย ๆ เบาลง ความคิดที่เคยวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม ๆ ก็ค่อย ๆ สงบลง
ถึงแม้ว่าการให้อภัยจะทำไม่ได้ง่าย ๆ แต่มันคือการเดินทางที่งดงามในการรักษาหัวใจของเรา
เราทุกคนต่างมีข้อจำกัด มีความไม่สมบูรณ์ และมีโอกาสทำผิดพลาดได้ทั้งนั้น บางครั้งเราทำร้ายความรู้สึกของผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ บางครั้งก็เกิดจากความไม่รู้ ความเห็นแก่ตัว หรือการตัดสินใจที่ขาดความรับผิดชอบ
แต่การเข้าใจความเป็นมนุษย์ของใครสักคน ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหาเหตุผลมาแก้ตัวแทนเขา
การมองเห็นความซับซ้อนเหล่านี้อาจช่วยให้เราเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นหมดความสำคัญลง
บางเรื่องผิดก็คือผิด
บางการกระทำทำร้ายเราจริง ๆ
.
.
.
ให้อภัยได้ แต่ไม่ได้แปลว่าต้องกลับไปเหมือนเดิม
…
เมื่อการให้อภัยเป็นเรื่องของการปลดปล่อยใจ ไม่ใช่การละทิ้งขอบเขตของตัวเอง
คนคนหนึ่งจึงอาจได้รับการให้อภัยจากเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้รับความไว้วางใจกลับคืนมาโดยอัตโนมัติ
ไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมเปิดโอกาสให้กลับมาทำแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้เรื่อย ๆ เช่นกัน
เราให้อภัยได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปสนิทสนมเหมือนเดิม
เราอาจปรารถนาให้เขามีชีวิตที่ดี โดยไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมอยู่ในชีวิตนั้น
หรืออาจเข้าใจสิ่งที่เขาเป็น โดยไม่ต้องเปิดพื้นที่ให้เขากลับเข้ามามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเราอีก
และ.. บางบาดแผล มันก็อาจหนักหนาเกินกว่าที่เราจะสามารถยกโทษให้สิ่งนั้นได้
เราก็มีสิทธิ์ที่จะยอมรับความจริงข้อนั้นเช่นกัน..
.
.
.
ของขวัญชิ้นสุดท้าย… อิสระที่เรามอบให้ตัวเอง
…
การให้อภัยนั้น… มันไม่ได้มีความหมายแค่การยกโทษให้คนอื่นเท่านั้นนะคะ
เพราะมันรวมถึง "เราให้อภัยตัวเอง" ด้วยเช่นกัน
เราจำเป็นต้องให้อภัยตัวเอง ที่ครั้งหนึ่งเคยเอาความเชื่อใจไปมอบให้กับคนผิดคน
เราต้องให้อภัยตัวเองที่ยอมทนอยู่ตรงนั้นนานเกินไป
เราต้องให้อภัยตัวเอง ที่ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้
เราต้องให้อภัยตัวเองสำหรับความผิดพลาดทั้งหลายที่เคยทำลงไป ในตอนที่เราพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะรัก ทำความเข้าใจ และปกป้องคนอื่น
เรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่ให้ความเจ็บนั้นพรากชีวิตส่วนที่เหลือของเราไปทั้งหมด
เมื่อเราไม่ต้องใช้พื้นที่ในใจไปกับการย้อนคิดซ้ำ ๆ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา พื้นที่ตรงนั้นก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นของเราอีกครั้ง
สำหรับความสุข
สำหรับการเติบโต
และสำหรับการดูแลใจตัวเอง
หากในสักวันนึง… เราอาจจะลืมมันไป ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกนะคะ คนที่ยังอยู่ก็ยังต้องก้าวต่อไปให้ได้
บางที.. อานุภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการให้อภัย อาจคือการปลดปล่อยหัวใจและจิตวิญญาณของเราให้กลับมาเป็นอิสระจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นอีกครั้ง
ถ้าเรากลับไปแก้ไขเรื่องราวที่มันเกิดขึ้นไปแล้วไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะไม่แบกรับความผิดพลาดไว้อีกได้
แม้บางครั้ง การให้อภัยอาจไม่ใช่ของขวัญที่เราหยิบยื่นให้คนอื่น...
แต่มันคืออิสรภาพที่เรายอมคืนให้กับหัวใจตัวเอง
ผืนฟ้ากว้างยังคงโอบอุ้มความมืดมิดของราตรี
หัวใจที่มีรอยร้าวก็เช่นกัน...
#แรงบันดาลใจ #ข้อคิด #เสียงในใจ
ขอบคุณที่แวะมาใช้เวลาเงียบๆ ร่วมกันนะคะ
ขอให้วันนี้เป็นวันที่ใจคุณสงบและมีความสุขค่ะ
— quiet.notes
โฆษณา