•
16 ต.ค. เวลา 07:13 • ยานยนต์

ผ่อนรถอยู่ต้องรู้! กฎใหม่แบงก์ชาติคุ้มครองลูกหนี้ ไฟแนนซ์ต้องให้โอกาสแก้หนี้ก่อนยึดรถ

ค้างค่างวดไม่ได้แปลว่าต้องเสียรถทันที และการถูกยึดรถก็ไม่ได้หมายความว่าหนี้จะจบลงเสมอไป นี่คือเรื่องสำคัญที่คนผ่อนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ควรรู้ หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยกระดับหลักเกณฑ์กำกับธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่ง โดยมีผลบังคับใช้ในหลายประเด็นตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569
กฎเกณฑ์ใหม่นี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงควบคุมบริษัทไฟแนนซ์ แต่ยังมุ่งสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค ตั้งแต่การคิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม การตัดชำระหนี้ ไปจนถึงการให้ความช่วยเหลือเมื่อเริ่มผ่อนชำระไม่ไหว
ประเด็นที่น่าสนใจคือ หลายมาตรการครอบคลุมสัญญาที่ทำไว้ก่อนวันที่กฎเกณฑ์เริ่มมีผลบังคับใช้ด้วย แม้จะไม่ใช่ทุกข้อก็ตาม
1. ผ่อนไม่ไหว ไฟแนนซ์ต้องมีแนวทางช่วยเหลือก่อนยึดรถ
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ การกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจเสนอแนวทางปรับโครงสร้างหนี้แก่ลูกหนี้ที่มีปัญหาการชำระเงิน
โดยต้องเสนอความช่วยเหลืออย่างน้อย 1 ครั้งก่อนเป็นหนี้เสีย และอีกอย่างน้อย 1 ครั้งหลังเป็นหนี้เสีย ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด เช่น การยึดรถหรือการดำเนินการทางกฎหมาย
การปรับโครงสร้างหนี้อาจอยู่ในรูปแบบการลดค่างวด ขยายระยะเวลาผ่อนชำระ หรือปรับเงื่อนไขให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ โดยต้องพิจารณาตามสถานการณ์ของลูกหนี้และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม การได้รับข้อเสนอปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุมัติทุกกรณี หรือสามารถหยุดชำระหนี้ได้โดยไม่มีผลกระทบ
สำหรับคนที่เริ่มมีปัญหาทางการเงิน การติดต่อไฟแนนซ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงสำคัญกว่าการปล่อยให้ค้างชำระสะสม เพราะยังมีโอกาสหารือแนวทางที่ช่วยรักษารถและลดความเสี่ยงทางการเงินได้
2. เงินที่จ่ายต้องถูกตัดหนี้อย่างเป็นระบบ
เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมจ่ายค่างวดที่ค้างไปแล้ว แต่ยอดหนี้ยังดูเหมือนไม่ลดลงเท่าที่คิด?
กฎใหม่ให้ความสำคัญกับลำดับการตัดชำระหนี้ โดยกำหนดแนวทางให้ตัดชำระจากงวดที่ค้างนานที่สุดก่อน เรียกว่า การตัดชำระแบบแนวนอน
ภายในงวดที่ค้างนั้น จะมีลำดับการตัดชำระตามหลักเกณฑ์ ได้แก่ ค่าบริการ ดอกเบี้ย และเงินต้น ก่อนจะไปตัดหนี้ของงวดถัดไป
แนวทางนี้ช่วยให้การคำนวณและจัดการยอดหนี้มีความชัดเจนมากขึ้น ลดความสับสนของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนที่เคยมีประวัติค้างชำระหลายงวด
สิ่งที่ควรทำคือ ตรวจสอบใบเสร็จหรือรายการชำระเงินทุกครั้ง และขอรายละเอียดการตัดชำระหนี้จากผู้ให้บริการ หากพบว่ายอดคงค้างไม่ตรงกับที่เข้าใจ
3. ค่าธรรมเนียมต้องเป็นธรรม ไม่ใช่เรียกเก็บได้ตามใจ
นอกจากดอกเบี้ยแล้ว ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ระหว่างการผ่อนรถก็เป็นภาระที่ผู้บริโภคอาจมองข้าม
หลักเกณฑ์ของ ธปท. กำหนดให้การเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการ และเบี้ยปรับต้องมีความเป็นธรรม ไม่ซ้ำซ้อน และคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง
สำหรับลูกค้าที่เป็นบุคคลธรรมดา ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่งต้องเป็นไปตามรายการที่ ธปท. กำหนด
หมายความว่า ผู้บริโภคควรได้รับข้อมูลอย่างชัดเจนว่ากำลังถูกเรียกเก็บค่าอะไร จำนวนเท่าไร และมีเหตุผลอย่างไร
โดยเฉพาะเมื่อเกิดการผิดนัดชำระ ควรตรวจสอบรายละเอียดค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ครบถ้วนก่อนชำระเงิน
4. รถถูกยึดไปขายแล้วได้เงินเกินหนี้ ต้องคืนส่วนเกินให้ลูกค้า
อีกเรื่องที่คนผ่อนรถต้องเข้าใจคือ การถูกยึดรถไม่ได้หมายความว่าภาระหนี้จะสิ้นสุดทันที
เมื่อมีการยึดรถและนำไปขายตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ผู้ประกอบธุรกิจต้องคำนวณยอดหนี้และเงินที่ได้รับจากการขายอย่างถูกต้อง
หากมีเงินเหลือหลังหักยอดหนี้และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินส่วนเกินให้ลูกค้า
ในทางกลับกัน หากเงินที่ขายรถได้ไม่เพียงพอชำระยอดหนี้ ลูกหนี้อาจยังต้องรับผิดชอบในส่วนที่ขาด ตามเงื่อนไขและกฎหมายที่ใช้บังคับ
ดังนั้น ผู้ที่ถูกยึดรถจึงไม่ควรมองข้ามการขอเอกสารแสดงราคาขายรถ รายละเอียดหนี้ และยอดเงินที่คำนวณหลังการขาย
สัญญาเก่าได้รับความคุ้มครองด้วยหรือไม่?
คำตอบคือ ได้รับความคุ้มครองในหลายเรื่อง แต่ต้องแยกประเภทของหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน
มาตรการด้านการให้บริการที่เป็นธรรม การเปิดเผยข้อมูล ค่าบริการ การตัดชำระหนี้ และการช่วยเหลือลูกหนี้ ซึ่งเริ่มใช้วันที่ 1 มิถุนายน 2569 มีขอบเขตครอบคลุมสัญญาเก่าตามที่ ธปท. กำหนด
แต่สำหรับเพดานอัตราดอกเบี้ย ดอกเบี้ยผิดนัด และส่วนลดเมื่อปิดบัญชีก่อนกำหนดของสัญญาเช่าซื้อเพื่อใช้ส่วนตัว มีข้อกำหนดเฉพาะสำหรับสัญญาใหม่ที่ทำตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
จึงไม่ควรเข้าใจว่าดอกเบี้ยของสัญญาเก่าทุกฉบับจะถูกปรับลดโดยอัตโนมัติ
กฎใหม่ช่วยลูกหนี้ แต่การวางแผนผ่อนรถยังสำคัญ
แม้หลักเกณฑ์ใหม่จะเพิ่มการคุ้มครองผู้บริโภค แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคือ มาตรการเหล่านี้ไม่ได้ทำให้หนี้ที่มีอยู่หายไป และไม่ได้รับประกันว่าผู้ผ่อนรถจะไม่ถูกยึดรถ
สำหรับผู้ที่กำลังผ่อนรถ สิ่งสำคัญคือการประเมินรายได้และภาระหนี้อย่างสม่ำเสมอ เก็บเอกสารการชำระเงิน ตรวจสอบยอดหนี้ และรีบติดต่อผู้ให้บริการทันทีเมื่อคาดว่าจะผ่อนชำระไม่ไหว
ส่วนคนที่กำลังตัดสินใจซื้อรถ ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่หรือรถมือสอง ควรพิจารณามากกว่าค่างวดรายเดือน โดยต้องดูอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ยอดชำระรวมตลอดสัญญา ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขเมื่อจำเป็นต้องปิดบัญชีก่อนกำหนดด้วย
เพราะรถหนึ่งคันอาจเป็นทั้งทรัพย์สิน เครื่องมือประกอบอาชีพ และภาระทางการเงินที่ต้องรับผิดชอบหลายปี
การรู้สิทธิของตัวเองจึงไม่ใช่การเตรียมพร้อมสำหรับวันที่มีปัญหาเท่านั้น แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ
และความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ได้หยุดอยู่ที่การกำหนดดอกเบี้ย แต่รวมถึงวิธีที่ผู้ให้บริการทางการเงินปฏิบัติต่อลูกหนี้ตลอดอายุสัญญา
ประเด็นนี้สอดคล้องกับแนวทางของ เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) และการใช้บริการสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ โดยมุ่งให้ผู้บริโภคมีข้อมูลเพียงพอสำหรับตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับความจำเป็นและความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง
โดยเฉพาะสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการเช่าซื้อรถเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินเชื่อที่ใช้ทะเบียนรถเป็นหลักประกัน เช่น KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน ซึ่งเป็นสินเชื่อคนละประเภทกับการเช่าซื้อรถยนต์ ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ อัตราดอกเบี้ย ภาระผ่อนชำระ และเงื่อนไขการใช้หลักประกันก่อนตัดสินใจ
เพราะไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินเพื่อซื้อรถ หรือใช้รถที่มีอยู่เป็นหลักประกันเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการได้รับอนุมัติวงเงิน แต่คือความสามารถในการบริหารหนี้โดยไม่กระทบต่อค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน
การมีกฎเกณฑ์ที่คุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้นจึงเป็นเรื่องดี แต่การรู้สิทธิ เข้าใจสัญญา และประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเอง ยังคงเป็นเครื่องมือป้องกันปัญหาทางการเงินที่สำคัญที่สุด
โฆษณา