7 ชั่วโมงที่แล้ว • หนังสือ

Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 40

คำถามที่ 1
ไม่ประสงค์ออกนาม : (คำถามนี้มีผู้อ่านถามมานานแล้ว ผมเพิ่งนึกได้ ก็ยกมาตอบตรงนี้ก็แล้วกัน) คุณวินทร์จัดการกับความโกรธอย่างไร
วินทร์ เลียววาริณ : ผมแบ่งความโกรธเป็นสองแบบ แบบแรกคือเราถูกกระทำ เช่น อยู่ดีๆ มีคนมาด่าเรา ขับรถอยู่ดีๆ มีคนขับมาเฉี่ยวรถเรา เป็นต้น
แบบที่สองคือเราโกรธตัวเราเอง เช่น ไม่ระวังตัวหกล้มในห้องน้ำ ทำให้กระดูกหัก เสียค่ารักษาหลายหมื่นบาท แพงกว่าค่าเปลี่ยนกระเบื้องพื้นห้องน้ำเป็นแบบไม่ลื่น
ผมอาจโชคดีที่เป็นคนใจเย็นพอสมควร ไม่ค่อยโกรธง่าย ถ้าใครทำให้ผมโกรธได้ ก็ต้องยกนิ้วให้ แสดงว่ามันต้องกวนตีนจริงๆ
แล้วทำอย่างไรเมื่อเกิดอารมณ์โกรธ?
แว่บแรกที่เกิดความโกรธ ก็คงเหมือนคนทั่วไป คืออยากถีบคนที่ทำให้เราโกรธ ตามมาด้วยความพยายามทำให้ความโกรธคลายลง อาจฟังเพลง ดูหนัง บางครั้งก็อาบน้ำ ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง เพื่อเบี่ยงจุดสนใจ ดึงจิตไปที่อื่น ยืดเวลาของความคิดที่จะโต้ตอบ เหมือนกับปล่อยให้ตะกอนในแก้วน้ำตกลงที่ก้นแก้ว
แต่ในระยะยาวแค่นั้นไม่พอ เพราะเราอาจหายโกรธในชั่วขณะนั้น แต่วันหนึ่งอีกยี่สิบปีข้างหน้า เราอาจจะโกรธด้วยเรื่องนี้อีกหน เมื่อจิตขุดคุ้ยตะกอนโกรธฟุ้งขึ้นมาอีก
ทางดีที่สุดคือให้มันจบในตอนนี้
ทางเดียวที่เห็นว่าได้ผลที่สุดคือวิเคราะห์สถานการณ์ว่าทำไมจึงโกรธ แล้วถามตัวเองว่าพอจะปล่อยได้ไหม
ปล่อยวางตอนนี้อาจทำให้หงุดหงิดบ้าง แต่ราคาถูกกว่าไม่ยอมปล่อย
เพราะความโกรธยิ่งเก็บไว้นานเท่าไร ยิ่งขาดทุน ทั้งต่อร่างกายและจิตใจ นอกจากทำให้หงุดหงิดหน้าตาหม่นหมองแล้ว อาจทำให้เป็นโรคหัวใจ (หมอบอกผมว่าถ้าหัวใจไม่ดี ทุกระบบในร่างกายก็ไม่ดี)
ตัดจบนาทีนี้ดีกว่าลากยาวไปอีกหลายวัน หรือหลายปี
แต่จะปล่อยวางอย่างไรในตอนที่เรากำลังโกรธ
ผมพยายามมองแบบนักบัญชี มองความโกรธเป็นเรื่องกำไร-ขาดทุน
ใช้วิธีเปรียบเทียบ ไปทางซ้ายคือโกรธ แล้วหัวใจเสื่อม ไปทางขวาคือยอมวางตรงนี้ แล้วหัวใจไม่เสื่อม
ในประสบการณ์ส่วนตัวของผม เมื่อโกรธการนั่งสมาธิ กำหนดจิต ตามจิตไม่ช่วยอะไรมาก แต่การเข้าใจปัญหาและการให้อภัยเป็นหัวใจของการลบความโกรธได้เด็ดขาดกว่า
เมื่อสามารถให้อภัยคนที่ทำให้เราโกรธ ก็จะปล่อยวางได้ง่ายขึ้น
1
ความโกรธก็คือขยะอย่างหนึ่ง และขยะก็คือขยะ มันส่งกลิ่นเหม็น และตามมาด้วยเชื้อโรค
แล้วเรายังจะเก็บมันไว้เพื่อ...?
คำถามที่ 2
ไม่ประสงค์ออกนาม : จริงหรือที่ว่าคุณค่าของคนอยู่ที่ผลงาน
วินทร์ เลียววาริณ : เคยได้ยินคำว่า swan song (เพลงหงส์) ไหมครับ?
ชาวกรีกโบราณเชื่อว่า ตลอดชีวิตของหงส์ตัวหนึ่ง ไม่ส่งเสียงอะไรเลย จนเมื่อใกล้ตาย จึงส่งเสียงแรกเป็นเพลงสุดท้ายสำหรับการจากลา เป็นเพลงที่ไพเราะที่สุด
ทั้งนี้เพราะกรีกโบราณเชื่อว่าหงส์เป็นสัตว์เลี้ยงของเทพอพอลโล เทพแห่งดนตรี การรักษา และแสงสว่าง
เป็นที่มาของสำนวน ‘swan song’ (เพลงหงส์) หมายถึงผลงานชิ้นสุดท้ายก่อนตาย เป็นผลงานมาสเตอร์พีซสุดท้ายของศิลปินคนหนึ่ง สร้างสรรค์ไม่นานก่อนตาย หรือการแสดงครั้งสุดท้ายของนักแสดงคนหนึ่ง ยกตัวอย่าง เช่น อัลบัม Blackstar ของ เดวิด โบวี ออกก่อนเขาตายสองวัน
swan song ยังรวมถึงเกมสุดท้ายของนักกีฬาก่อนลาจากวงการ การชกครั้งสุดท้ายของนักมวยก่อนแขวนนวม หนังเรื่องสุดท้ายของนักแสดงคนหนึ่ง ฯลฯ ทั้งหมดนี้เรียกว่า swan song ของพวกเขา
นิทานอีสป เรื่อง หงส์กับห่าน (The Swan and the Goose) มีอยู่ว่า ชายคนหนึ่งซื้อห่านตัวหนึ่งไปทำอาหาร และหงส์ตัวหนึ่งไปฟังเพลง ในตอนค่ำเมื่อพ่อครัวจะทำอาหาร ไปจับห่านมาเชือด แต่ที่เก็บห่านมืด เขาจึงคว้าหงส์มาแทน ขณะที่พ่อครัวกำลังจะเชือดหงส์ มันก็ร้องเพลงออกมา พ่อครัวจึงรู้ว่าที่ตนกำลังจะฆ่าเป็นหงส์ ไม่ใช่ห่าน หงส์จึงรอดชีวิตไป
นิทานเรื่องนี้ชี้ว่า ความแตกต่างของสัตว์ปีกสองตัวที่หน้าตาคล้ายกันอยู่ที่ ‘เสียงเพลง’
ความแตกต่างของคนสองคนอยู่ที่ผลงาน
มนุษย์เรามีสองจำพวก พวกพูดน้อยทำมาก กับพวกพูดมากทำน้อย
คนที่ตลอดชีวิตเสียเวลาไปกับการพูด ไม่ลงมือทำ ย่อมยากจะสร้างงานดี และจากโลกไปโดยไม่มี ‘เสียงเพลงสุดท้าย’ ที่มีค่า
1
คุณค่าของคนอยู่ที่ผลงานจริงหรือไม่ ผมไม่รู้ แต่ผมเชื่อเช่นนั้น
เราไม่รู้ว่า อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ รูปหล่อไหม แต่เรารู้ว่าเขาทิ้งประดิษฐกรรมโทรศัพท์ให้แก่ชาวโลก เราไม่รู้ว่า พี่น้องตระกูลไรท์มีนิสัยอย่างไร ชอบด่าใครหรือเปล่า แต่เรารู้ว่าสองคนนี้ทำให้โลกเรามีเครื่องบิน
1
เราไม่รู้ว่า โยฮันส์ กูเตนเบิร์ก ชอบกินอะไร แต่เรารู้ว่าเขาทำให้โลกเรามีระบบพิมพ์หนังสือ
1
เช่นกัน เรารู้ว่าระบบไฟฟ้ากระแสสลับของ นิโคลา เทสลา ทำให้โลกเป็นอย่างนี้ อักษรเบรลล์ ของ หลุยส์ เบรลล์ ช่วยคนสายตาบกพร่องทั้งโลก เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ผู้สร้างวัคซีนโรคไข้ทรพิษ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง ผู้ค้นพบเพนิซิลิน ยาฆ่าเชื้อ โจนาส ซอล์ค ผู็คิดต้นวัคซีนโรคโปลิโอ ฯลฯ
สิ่งเดียวที่คนจดจำเราคือสิ่งที่เราทำ และนี่ก็คือความแตกต่างระหว่างห่านกับหงส์
โฆษณา