17 ต.ค. เวลา 13:45 • ความคิดเห็น

Scammer ล้นเมือง

“เดี๋ยวนี้จะทำอะไรก็ต้องระวังมิจฉาชีพ… ประเทศเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง?”
ทุกวันนี้ แค่จะใช้ชีวิตตามปกติก็ต้องระวังตัวแทบทุกขั้นตอน
* จะจองโรงแรม ก็ต้องเช็กว่าเพจจริงหรือปลอม
* จะซื้อของออนไลน์ ก็ต้องกลัวว่าโอนแล้วจะไม่ได้ของ
* จะหางานเสริม ก็ต้องระวังงานปลอมที่หลอกให้เติมเงิน
* จะเช่าคอนโด ก็อาจเจอนายหน้าปลอม
* แม้แต่การบริจาคเงิน ก็ยังมีคนแอบอ้างชื่อวัดหรือมูลนิธิ ฯลฯ
นี่ยังไม่นับการหลอกลงทุน หลอกกู้เงิน และแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอีกสารพัดรูปแบบ 😂
จากเดิมที่เราต้องหาเงินให้พอใช้ วันนี้เรายังต้องใช้เวลาและพลังไม่น้อยไปกับการป้องกันไม่ให้เงินของตัวเองถูกขโมยด้วยครับ 😅
ที่สำคัญ “คนถูกหลอกจำนวนมากไม่ได้โลภหรือประมาทเสมอไป”
บางคนแค่ต้องการซื้อของ หางาน พาครอบครัวไปเที่ยว หรือช่วยเหลือคนอื่น แต่กลับต้องสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต ค่าเรียนลูก หรือเงินทุนที่ใช้ทำมาหากิน?
(ข้อมูลจากศูนย์ AOC 1441 ระบุว่า ใน 4 เดือนแรกของปี 2569 มีการรับแจ้งคดีหลอกลวงออนไลน์กว่า 106,000 คดี ความเสียหายรวมกว่า 6,000 ล้านบาท)
แต่สิ่งที่น่ากลัวไม่แพ้เงินที่หายไป คือ “ความเชื่อใจกันในสังคมที่กำลังลดลง?”
“คนสุจริตกำลังแบกรับต้นทุนของมิจฉาชีพ”
* ร้านค้าออนไลน์ต้องคอยพิสูจน์ว่าเป็นร้านจริง
* โรงแรมต้องย้ำช่องทางการจองอย่างเป็นทางการ
* คนขายของมือสองอาจถูกสงสัยก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ
* แม้แต่สายโทรเข้าจากคนที่ติดต่อเรื่องงานจริงๆ เราก็อาจไม่กล้ารับ เพราะกลัวว่าจะเป็นแก๊งหลอกลวง?
เมื่อความระแวงเพิ่มขึ้น ผู้ซื้อไม่กล้าโอนเงิน ผู้ขายขายของยากขึ้น และธุรกิจใหม่ต้องเสียเวลาและต้นทุนมากกว่าเดิมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ?
เศรษฐกิจจึงไม่ได้เสียหายแค่จากเงินที่ถูกโกง แต่ยังเสียจากธุรกรรมที่ช้าลง โอกาสที่หายไป และคนสุจริตที่ต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การระวังตัวเป็นเรื่องจำเป็นครับ แต่ไม่ควรกลายเป็นภาระของประชาชนฝ่ายเดียว
“ต้องแก้ที่ระบบ ไม่ใช่แค่บอกให้ประชาชนระวัง?”
การเตือนให้ตรวจสอบก่อนโอนเงิน ไม่กดลิงก์แปลกๆ และไม่เชื่อข้อเสนอที่ดีเกินจริงยังจำเป็น
แต่คงไม่เพียงพอ หากระบบยังเปิดช่องให้มิจฉาชีพทำงานได้ง่าย และติดตามเงินได้ยาก
คนธรรมดาไม่ควรต้องเป็นนักสืบทุกครั้งก่อนใช้เงินของตัวเอง
รัฐ ธนาคาร แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทโทรคมนาคม ต้องร่วมกันปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทาง เช่น
* จัดการบัญชีม้าให้รวดเร็วและจริงจัง
* ยกระดับการยืนยันตัวตนและป้องกันการแอบอ้าง
* ตรวจสอบและลบโฆษณาหลอกลวงบนแพลตฟอร์ม
* ระงับธุรกรรมผิดปกติและติดตามเส้นทางเงินให้ทันเวลา
* กำหนดความรับผิดชอบของผู้ให้บริการเมื่อระบบถูกใช้หลอกประชาชน
* สืบสวนไปถึงผู้สั่งการ ไม่ใช่จับเพียงผู้เปิดบัญชีหรือผู้รับโอน
ยิ่ง AI ทำให้การปลอมภาพ เสียง ข้อความ และตัวตนทำได้แนบเนียนขึ้น มาตรการป้องกันก็ต้องพัฒนาให้เร็วกว่าอาชญากร
เราอาจกำจัดมิจฉาชีพให้หมดไปไม่ได้ง่ายๆ
แต่เราไม่ควรยอมรับว่าการถูกหลอกเป็นเรื่องปกติ และไม่ควรโยนความรับผิดชอบให้เหยื่อเพียงฝ่ายเดียว
“มิจฉาชีพไม่ได้ขโมยแค่เงิน แต่กำลังขโมยความเชื่อใจที่คนไทยควรมีต่อกันไปด้วยครับ”
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะช่วยกันคิดว่า รัฐและผู้ให้บริการควรรับผิดชอบอะไรให้มากกว่านี้ เพื่อให้คนสุจริตใช้ชีวิตและทำมาหากินได้โดยไม่ต้องระแวงทุกครั้งที่ทำธุรกรรม?
#วันละเรื่องสองเรื่อง
โฆษณา