Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
17 ต.ค. เวลา 22:31 • หนังสือ
ธันวาคม
วันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ น
๒๔/๘๕
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๔๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
กราบทูล
๑) ที่เขาว่าเรื่องเลขสากลลงหนังสือพิมพ์นั้น ได้ตรวจแล้ว คำประกาศที่เขาลงดูไม่รู้สึก “ซีเรียด” ว่าได้เปิดโอกาสให้ใช้เลขสากลแทนเลขไทยมา บัดนี้ปรากฏว่าใช้กันแพร่หลาย สมควรกำหนดให้ใช้เป็นประจำได้แล้ว จึงกำหนดลง ประกาศลงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน
๒) รู้สึกตัวว่าเรานี้ลืมนั้นแก่กล้า เป็นบาทของความหลง ฝ่าพระบาทก็ตรัสทักว่าอายุเกือบ ๘๐ แล้ว แต่องค์สร้อยพูดปลอบใจดี ว่า “หลงแต่ไม่เลอะ” จัดว่าเป็น “พูด” ควรจะได้แต้ม
บรรเลง
๓) อ้ายซิบตายแล้วเมื่อวันสิ้นเดือนพฤศจิกายน ที่ชายใหม่เอา “อ้ายหนู” (แล้วเลื่อนเป็น “คุณหนู”) ไปเลี้ยง ก็เพราะเป็นลูกอ้ายซิบ เธอชอบอ้ายซิบมาก
๔) ความจำของคนเรานี่ชอบกล ไม่ใช่จะจำไว้ได้แต่ที่ดี ที่เลวก็จำได้ต้องว่า “เสือก” จะถวายตัวอย่างที่อย่างเลว
“อิทํ รูปํ ปฏิปูเชติ ตสฺส ธมฺมุณหิสฺส ภิกฺขุโน
สีขเร เถโร จ นามสฺส มยฺหํ อาจาริยโกวโร
สิทฺธิลีลํ สิทฺธิวินยํ สิทฺธิลาโภ อริยมคฺคํ”
จำได้เท่านั้น
๕) พวกช่างนั้นเคยเขียนอะไรก็เขียนไปตามที่เคยเขียน ไม่คิดว่านั้นมีความหมาย เช่นรูป “อรุณ” ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นตราองค์อุรุพงษ์ และเจ้าของก็ไม่ได้ต้องการเลย
๖) ความคิดของคนเราก็เป็นไปต่างๆ กัน เช่นชื่อเซ็นย่อของเกล้ากระหม่อม เกล้ากระหม่อมถือเอาแต่ตัวหนังสือเป็นหลัก หางตัวสะกดจะยาวไปเท่าไรก็ชั่ง แต่ช่างลางคนเขาถือเอาหางตัวสะกดรวมเข้ากับตัวหนังสือด้วย ทำให้ให้ได้ผลผิดกันที่แบ่งสูญกลาง
๗) ทำหนังสือเวร ได้กราบทูลไว้ว่าจะให้เป็นวันพุธ แต่คราวนี้พลาดไปเพราะประมาทเท่านั้น ต่อไปตั้งใจจะให้เป็นวันพุธเสมอ
๘) พระคู่สวดถามว่า “มนุสฺโสสิ” มีคนว่าถามทำไม ก็เห็นอยู่แล้วข้อนั้นบ่งให้เห็นว่า ที่เรียก “มนุษย์” นั้นหมายความว่าเป็นผู้ที่ได้เรียนรู้ผิดรู้ชอบแล้ว ไม่ใช่คนเฉย ๆ.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ น
๒๕/๘๕
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๔๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
กราบทูล
๑) เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม นายกั๋ง (นางเข็ม) ตายแล้ว ที่บ้านเจ้าพระยาเทเวศร คลองเตย อยู่แก่พอใช้ แม่โตเอาน้ำอบมาให้จบ ว่าพระยาเทเวศรเป็นเจ้าศพ เขาจะเอาไว้ ๓ วันแล้วเผาที่วัดไตรมิตต์ แต่แม่โตว่าเผาไม่ได้ เต็มหมดแล้ว
“จบ” แปลว่ามือถึงมือ คือไหว้ เช่น “จบพระหัตถ์” ไม่ใช่หมายว่าสิ้นข้อความ เจ้าตุ้มไปได้มาว่าเช่นตีเพลงสาธุการเป็นต้น จบแล้วก็ไหว้ ที่มาเข้าใจว่าสิ้นข้อความนั้นคือความหมายเคลื่อนไป เหมือนหนึ่ง “ศิลป” เข้าใจว่าแก้ผ้าฉะนั้น ช้างจบก็คืองวงถึงหน้า
๒) หนังสือเวรตั้งใจจะให้สำเร็จในวันพุธ แต่คราวนี้ก็ล่าไปอีก เป็นด้วยความประมาทเหมือนกัน ไม่ใช่อื่น แต่ไม่เป็นไรเพราะเสด็จอยู่ในบางกอกหากจะประมาทจนลืมก็ได้ จะไม่ประหลาดอะไรเลย
รายการ
๓) เมื่อวันที่ ๕ ได้รับใบดำ บอกจะเผาศพหญิงดวงตา วันที่ ๑๐ ธันวาคม เวลา ๑๖.๐๐ น. ที่วัดไตรมิตต์ และเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ชายสวัสดิประดิษฐ์ก็มาหา บอกว่าตั้งใจจะเอาใบดำมาให้แต่หญิงหลุยส่งมาเสียก่อนแล้วเพราะชายดิศเป็นผู้จัดการ
และในวันที่ ๕ นั้นเอง ก็ได้รับหมายสำนักพระราชวังบอกการฉลองรัฐธรรมนูญ รุ่งขึ้นวันที่ ๖ ธันวาคม ก็ได้รับใบพิมพ์หมายกำหนดการฉลองรัฐธรรมนูญอีก ๒ ฉบับ ได้แบ่งส่งมาถวายเพื่อทราบฝ่าละอองพระบาทในคราวนี้ด้วยแล้ว
บรรเลง
๔) ในการเขียนหนังสือนั้น ไม่ใช่แก้แต่ตามคำสั่ง ควรรู้ด้วยว่าแก้ครั้งไหน เป็นความรอบรู้เหมือนได้พูดกับชายปาน จะอย่างไรเราก็รู้ไว้ทุกอย่างเป็นดี
๕) ในการที่กรมวังมีหมายให้ไปทอดกฐินที่ไหนนั้น ย่อมมีเจ้าพนักงานทุกหน้าที่ไปประจำการ แปลว่าเป็นกฐินพระราชทาน ถ้าไม่สามารถจะไปได้ก็ควรแปรหมายว่าไปไม่ได้ ไม่ใช่ให้บ่าวไปรับเครื่องกฐินเอาไปทอดเล่นตามชอบใจ เห็นดั่งนี้ จะผิดถูกอย่างไรไม่ทราบ.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ที่ ๑๕/๒๔๘๕ หมายกำหนดการรัดพิธีฉลองรัถธรรมนูญ
ที่ ๑๕/๒๔๘๕
หมายกำหนดการ๑
รัดพิธีฉลองรัถธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๔๘๕
นายกรัถมนตรี ไนตำแหน่งบังคับบันชาสำนักพระราชวัง รับบัญชาคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ ให้กำหนดการรัถพิธีฉลองรัถธัมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๔๘๕ ดั่งต่อไปนี้
วันที่ ๑๑ ธันวาคม เวลา ๑๒ นาลิกา คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระสงค์ ๑๕ รูป จเรินพระพุทธมนต์จบแล้วคนะผู้สพเหร็ดราชการแทนพระองค์ประเคนผ้าไตร
วันที่ ๑๒ ธันวาคม เวลา ๑๐ นาลิกา ๓๐ นาที คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระสงฆ์ ๑๕ รูปรับพระราชทานฉันเส็ดแล้ว คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ประเคนเครื่องไทยธัม
การแต่งกาย
วันที่ ๑๑ ธันวาคม เย็น แต่งเครื่องแบบเต็มยส ประดับราชอิสริยาภรน์ สวมสายสพายราชอิสริยาภรน์ช้างเผือก
วันที่ ๑๒ ธันวาคม เช้า แต่งเครื่องแบบครึ่งยส ประดับราชอิสริยาภรน์
สำนักพระราชวัง
วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๔๘๕
๑. พิมพ์ตามต้นฉบับ ↩
วันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ดร
ที่ ๑๓/๘๕
วังวรดิศ
วันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๕
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หมู่นี้หม่อมฉันจะเขียนหนังสือลำบากด้วยนายสมบุญเจ็บ ต้องร่างเอง และมีหนังสืออื่นจะต้องร่างด้วย ลายพระหัตถ์เวรจึงค้างทูลสนองอยู่ถึง ๓ ฉบับ จดหมายที่ ๑๓/๘๕ ของหม่อมฉันฉบับนี้จะทูลสนองลายพระหัตถ์เวรฉบับที่ ๒๒/๘๕ ซึ่งลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน แต่ฉบับเดียวก่อน
๑) การตั้งชื่อเป็นความอ่อนแอโดยอุปนิสัยของหม่อมฉัน อย่าว่าแต่ตั้งชื่อคนเลย ถึงจะให้ชื่อสัตว์เดรฉานก็คิดมิใคร่ออก เลี้ยงแมวจึงเรียกมันว่า “อีแมว” ๒ ตัวมาแล้ว ด้วยคิดไม่ออกว่าจะเรียกอย่างไรขึ้น ยิ่งให้ชื่อคนในสมัยใหม่ยิ่งลำบากหนักขึ้น เพราะความนิยมของผู้ปกครองเขาชอบไปอย่างอื่นที่หม่อมฉันไม่ชอบ
๒) กรงไกวเจ้านายบรรทมนั้น หม่อมฉันนึกว่าน่าจะเป็นของประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๔ ถ้าเป็นของแบบเก่าก็จะสำหรับแต่เจ้าฟ้า ในรัชกาลที่ ๓ ไม่มีพระเจ้าลูกเธอเป็นเจ้าฟ้า กรงจึงสูญไปตลอดรัชกาล เพิ่งกลับฟื้นขึ้นในรัชกาลที่ ๔ ก็เป็นได้ ตัวหม่อมฉันเองก็ไม่เคยนอนกรง แต่เคยเห็นเจ้านายชั้นพระองค์เจ้าบางพระองค์บรรทมกรง จะเป็นใครก็ลืมเสียแล้ว
๓) เรื่องอักษรแบบใหม่เอาเป็นกัณฑ์ยกเว้น อย่าคิดวินิจฉัยในจดหมายเวรเห็นจะดีกว่าว่าวุ่นไปด้วยเราไม่รู้หลักฐาน
๔) พระพุทธสิหิงค์นั้น ชาวนครศรีธรรมราชเรียกกันว่า “พระสิหญิง” ชาวกรุงเทพฯ เรียกว่า “พระสิหิงค์” ชาวเชียงใหม่เรียกว่า “พระสิงห์” เรียกมาอย่างนั้นแต่โบราณด้วยกัน เมื่อรัชกาลที่ ๕ ในงานตั้งพระพุทธรูปอวดกันที่วัดเบญจมบพิตร์ปี ๑ หม่อม
ฉันเห็นเขาเอาพระพุทธรูปลังกาแบบเก่า (ก่อนทำห่มผ้าเป็นริ้ว ๆ) ขนาดหน้าตักสัก ๑๒ นิ้วมาตั้งอวดองค์ ๑ เห็นแปลกก็ชอบใจ ถามผู้เป็นเจ้าของบอกว่าได้พระพุทธรูปองค์นั้นมาจากเมืองเชียงใหม่ เผอิญเป็นคนชอบกัน หม่อมฉันจึงแนะให้เขาทูลเกล้าฯ ถวาย (เดี๋ยวนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถาน) หม่อมฉันได้พูดในครั้งนั้นว่า “ถ้า
เพิ่มตัว-ฬ-การันต์ลงท้ายนามพระสิงห์เป็น “พระสิงหฬ” ดังนี้ จะอ้างพระพุทธรูปองค์นั้นว่าเป็นพระสิงห์ก็ได้ เพราะมีหลักหลายอย่างเป็นต้นแต่เป็นพระหล่อในเมืองลังกา และเป็นแบบพระพุทธรูปลังกาเก่าชั้นสมัยพระร่วง ขนาดก็ย่อมพอที่อำมาตย์เมืองนครจะยกขึ้นทูนหัวได้เหมือนอย่างว่าในตำนาน หรือว่าอีกอย่าง ๑ จะเรียกพระพุทธรูปองค์นั้นว่า “พระสิงหฬะ” หรือ “พระสิงหฬ” ก็เรียกได้ไม่ผิด แต่จะเป็นองค์ที่เชิญมาจากเมืองลังกาเมื่อครั้งพระร่วงหรือมิใช่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก
๕) ตรัสถึงชื่อบ้าน “เตาไห” อันกลายมาเป็น “เต่าหาย” แล้วกลายเป็น “ปะขาวหาย” นั้น จะเป็นเพราะเหตุใดคิดดูก็พอเห็น คือเมื่อดินพูนถมเตาไห (อันเพิ่งขุดพบใหม่เมื่อภายหลัง) สูญไปแล้ว พวกชาวเมืองเป็นชาวนาจึงเอาเต่ามาเดาชื่อ ที่มาแปลงเป็นปะขาวหายนั้น เป็นความคิดของท่านอาจารย์ “กุ” ผู้แต่งเรื่องตำนานปาฏิหาริย์ของพระชินราชนั้นเอง หาเก่าก่อนนั้นขึ้นไปไม่
๖) ที่เลยตรัสถึงพระเหลือว่าเก่ากว่าพระชินราชพระชินสีห์นั้นหม่อมฉันนึกขึ้นถึงเคยได้ยินท่านตรัสว่า ถึงพระศาสดาก็เป็นฝีมือช่างอื่นต่างหากจากพระชินราชชินสีห์ และเป็นของสร้างต่างสมัยกัน หม่อมฉันจะทูลวินิจฉัยติดต่อเพิ่มเติมพระดำริ ด้วยได้เคยเที่ยวเดินพิจารณาในบริเวณวัดพระมหาธาตุเมืองพิษณุโลกนั้นหลายครั้งจนเกิดความคิดเห็นดังจะทูลต่อไปนี้-
ของโบราณทางพระพุทธศาสนาซึ่งสร้างไว้ทางเมืองเหนือ หม่อมฉันสังเกตอย่าง ๑ ว่า ถ้าสร้างในสมัยเมื่อขอมยังเป็นใหญ่ สร้างตามลัทธิอย่างมหายาน ยกตัวอย่างดังพระศรีรัตนมหาธาตุที่เมืองเชลียงก็เป็นปรางค์อย่างเดียวกับพระมหาธาตุเมืองลพบุรี วัดพระพายหลวงที่เมืองสุโขทัยก็เป็นปรางค์สามยอดแบบเดียวกับปรางค์สามยอดที่เมืองลพบุรี พระปรางค์ที่วัดจุฬามณีเมืองสองแคว ตอนบนพังเสียแล้ว ตอนล่างที่ยัง
เหลืออยู่ก็พอสังเกตได้ว่าลวดลายเป็นแบบสมัยเดียวกับถือลัทธิมหายาน แต่ของซึ่งสร้างตั้งแต่ราชวงศ์พระร่วงได้เป็นใหญ่ คือตั้งแต่พ.ศ. ๑๘๐๐ มา ล้วนสร้างเป็นลัทธิหินยานตามอย่างลังกาทั้งนั้น มีของซึ่งจะสังเกตเฉพาะที่เมืองพิษณุโลกมีอีกอย่าง ๑ ด้วยบรรดาเจดียสถานสำคัญอันสร้างเมื่อสมัยราชวงศ์พระร่วงย่อมก่อด้วยศิลาแลง แต่สิ่งซึ่งสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา แม้สร้างเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นไปเสวยราชย์ที่เมืองพิษณุโลกก็ล้วนก่อด้วยอิฐทั้งนั้น ยกตัวอย่างสิ่งสำคัญที่เมือง
พิษณุโลกซึ่งก่อด้วยแลง หม่อมฉันเห็นมีแต่ที่วัดมหาธาตุ (คือวัดพระชินราช) แห่ง ๑ กับวัดวิหารทองอันเคยไว้พระอัฐารศ (วัดสระเกษ) อยู่ตรงข้ามกับวัดมหาธาตุทางฝั่งตะวันตกแห่ง ๑ นอกจาก ๓ แห่งนั้นก่อด้วยอิฐทั้งนั้น แม้จนพระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุซึ่งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสร้างก็ก่อด้วยอิฐ หม่อมฉันได้เที่ยวเดินตรวจพิจารณาดูสิ่งอื่น ก็มีบางแห่งก่อด้วยแลงและบางแห่งก่อด้วยอิฐระคนปนกัน เห็นได้ว่าวัดมหาธาตุนั้นสร้างและแก้ไขเพิ่มเติมมาหลายครั้งหลายคราว
พิจารณาตามเรื่องพงศาวดารกรุงสุโขทัยอันมีอยู่ในศิลาจารึกและหนังสือต่างๆ อันพอฟังได้เป็นหลักฐาน ทั้งที่ได้เห็นโบราณวัตถุประกอบกัน เรื่องมีว่าพระร่วงชิงอาณาเขตเมืองเหนือได้จากขอมแล้ว ตั้งเมืองไทยเป็นอิสระเมื่อใกล้ๆ กับ พ.ศ.
๑๘๐๐ ในเวลานั้นเมืองสุโขทัย เมืองเชลียง กับเมืองสองแคว (เก่าที่วัดจุฬามณี) กับเมืองชากังราว มีอยู่แล้ว ข้อนี้รู้ไว้ด้วยของโบราณสร้างในสมัยขอมมีอยู่ทั้ง ๔ แห่ง แต่เมืองศรีสัชนาลัยกับเมืองกำแพงเพชรยังหามีไม่ เมืองสระหลวงหม่อมฉันเคยไปดูเป็นเมืองใหญ่มีปราการ แต่ไม่ได้พิจารณาว่าจะตั้งในสมัยไหน
วินิจฉัยการสร้างเมืองเหนือเมื่อไทยได้เป็นใหญ่แล้ว พิเคราะห์ดูเหมือนในรัชกาลพ่อขุนศรีอินทราทิตย์กับรัชกาลพ่อขุนบาลเมือง จะสร้างแต่ที่ราชธานีเป็นสำคัญคือย้ายเมืองสุโขทัยจากที่ขอมตั้ง ณ วัดพระพายหลวง มาสร้างเมืองสุโขทัยใหม่ที่เป็น
ราชธานีต่อมา เมืองศรีสัชนาลัยเห็นจะสร้างในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง จึงชอบขึ้นชื่ออ้างเป็นราชธานีคู่กันกับเมืองสุโขทัยในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงเป็นนิจ สิ้นรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง พญาเลอไทยราชบุตรได้รับรัชทายาท ในรัชกาลของพญาเลอไทยกรุงสุโขทัยเริ่มเสื่อมอานุภาพลง ปรากฏในพงศาวดารพม่าว่าเมื่อ พ.ศ.
๑๘๗๓ เมืองมอญเป็นขบถ กรุงสุโขทัยปราบไม่ลง เมืองมอญทั้งปวงก็เลยเป็นอิสระมาแต่นั้น ต่อมาก็เข้าเรื่องในหนังสือพระราชพงศาวดาร ว่าถึง พ.ศ. ๑๘๙๓ พระเจ้าอู่ทองตั้งแข็งเมืองเป็นอิสระที่กรุงศรีอยุธยา พญาเลอไทยก็ไม่สามารถจะปราบได้ น่าจะเป็นในรัชกาลพญาเลอไทยเมื่อเกรงพวกกรุงศรีอยุธยาจะขึ้นไปบุกรุก จึงสร้างเมืองมีปราการรายรอบราชธานีขึ้นสำหรับป้องกันข้าศึก ในหนังสือตำนานพระสิหิงค์อ้างว่าสร้างเมืองชัยนาทขึ้นในสมัยนี้ แต่ยังมีเมืองอื่นซึ่งเห็นจะสร้างร่วมสมัยด้วยเหตุ
อันเดียวกันอีก แต่หากเรื่องไม่ปรากฏ คือเมืองกำแพงเพชรและเมืองสองแคว (ใหม่) เป็นต้น บางทีเมืองพระบาง (นครสวรรค์) และเมืองสระหลวง (พิจิตร์) ก็จะสร้างในสมัยนี้ด้วยเหมือนกัน จะแยกมากล่าวในวินิจฉัยนี้แต่เรื่องสร้างเมืองสองแคว อันเป็นที่ประดิษฐานพระชินราชพระชินสีห์และพระศาสดาซึ่งเป็นท้องเรื่องที่จะทูลสนองในจดหมายนี้ ตามวินิจฉัยซึ่งหม่อมฉันเพิ่งคิดเห็นขึ้นใหม่ ว่าเมื่อย้ายเมืองสองแควมาสร้างใหม่ในรัชกาลพระยาเลอไทยนั้น คงสร้างวัดมหาธาตุ (ที่พระชินราชอยู่เดี๋ยวนี้)
ขึ้นสำหรับเมืองในคราวเดียวกัน และวัดมหาธาตุเมื่อแรกสร้างนั้นคงเป็นอย่าง “ในแบบ” เช่นชอบสร้างกันเมื่อสมัยสุโขทัย คือมีพระเจดีย์ใหญ่องค์ ๑ ทำเป็นพระสถูปหรือพระเจดีย์ยอดพุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นองค์พระมหาธาตุและมีวิหารหลวงหลัง ๑ อยู่ข้างด้านหน้าพระเจดีย์ ดังเช่นวัดมหาธาตุเมืองทุ่งยั้งซึ่งทูลกระหม่อมทรงเอาแบบมาสร้างวัดบรมนิวาสและวัดราชประดิษฐ์ หม่อมฉันคิดว่าพระศาสดานั้นเห็นจะหล่อขึ้นตั้งเป็นพระประธานในวิหารหลวงวัดมหาธาตุเมืองสองแควแต่เมื่อแรกสร้าง
ลักษณะจึงผิดไปอย่างหนึ่งต่างหากไม่มีเค้าคล้ายคลึงพระชินราชพระชินสีห์ เพราะเป็นของสร้างก่อนหล่อพระชินราชพระชินสีห์ช้านานและอยู่ที่วัดมหาธาตุมาแต่เดิม มิได้เชิญจากที่อื่นหรือหล่อขึ้นใหม่เมื่อมีพระชินราชพระชินสีห์แล้ว ข้อที่เห็นว่าพระศาสดาอยู่ที่วัดมหาธาตุมาก่อนหล่อพระชินราชพระชินสีห์ ยังมีเค้าเงื่อนที่จะอ้างเป็นหลักฐานได้อีก คือถ้าหากสร้างวัดมหาธาตุขึ้นสำหรับตั้งพระชินราชพระชินสีห์เป็นพระประธาน ๒ องค์ คงสร้างวิหารหลวงทางด้านหน้าพระเจดีย์หลัง ๑ และสร้าง
วิหารอีกหลัง ๑ ตรงกันทางด้านหลังพระเจดีย์เหมือนเช่นที่วัดราชบพิธ ที่มีวิหารหลวงหลัง ๑ กับมีวิหารอีก ๒ หลังสร้างไว้ ๒ ข้างพระเจดีย์ ส่อว่าเดิมมีวิหารหลวงหลังเดียว วิหาร ๒ ข้างพระเจดีย์เป็นของสร้างเพิ่มขึ้นเมื่อภายหลังสำหรับตั้งพระชินราชชินสีห์ เพราะในวิหารหลวงมีพระศาสดาตั้งอยู่แล้ว ในพงศาวดารสุโขทัยยังมีเค้าให้คิดเห็นต่อไปถึงเรื่องสร้างพระชินราชชินสีห์ กับทั้งเหตุที่ย้ายพระศาสดากับพระชินราชจากวิหารเดิม เพราะฉะนั้นจะต้องหันไปเล่าถึงพงศาวดารสุโขทัยต่อไปอีก
ในหนังสือตำนานพระสิหิงค์ว่า เมื่อตอนปลายรัชกาลพญาเลอไทย พระบรมราชา (พงั่ว) เจ้าเมืองสุพรรณบุรีทำกลอุบายด้วยอาศัยเหตุที่เกิดทุพภิกขภัยให้ขึ้นไปยึดเอาเมืองชัยนาทไว้ ประจวบเวลาสิ้นรัชกาลพญาเลอไทยเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๗ พญาลิทัยราชบุตร์ได้รับรัชทายาทให้มาว่ากล่าวทำทางไมตรีกับพระเจ้าอู่ทอง คือให้กรุงศรีอยุธยาเป็นอิสระอย่างบ้านพี่เมืองน้อง มีศักดิ์เสมอกันกับกรุงสุโขทัย พระเจ้าอู่ทองยอมรับทางไมตรีคืนเมืองชัยนาทให้กรุงสุโขทัย ความข้อนี้ก็มีหลักฐานทาง
กรุงศรีอยุธยา ด้วยปรากฏในบานแพนกกฎหมายลักษณะลักพาบท ๑ ว่า เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๘ (พญาลิทัยเสวยราชย์ได้ปี ๑) นายสามขลากราบทูลพระเจ้าอู่ทองว่ามีผู้พาข้าหนีเจ้าบ่าวหนีนาย เอาไปยังเมืองเชลียงสุโขทัยทุ่งยั้งบางยมสองแควสระหลวง และชากังราวกำแพงเพชร “เมืองท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว” เจ้าทาสเจ้าไพร่ไปพบจะว่ากล่าวไล่เบี้ยเอาคืนได้หรือไม่ ขอเรียนพระราชปฏิบัติ พระเจ้าอู่ทองดำรัสว่าขายกันในพระนครบังคับไล่เบี้ยซิยังยาก เมืองเหนือเหล่านั้นอยู่ห่างไกลใต้หล้าฟ้า
เขียว จะไปทำเหมือนอย่างที่เมืองเพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี สะพง คลองพลับ แพรก และศรีมหาราชา (คือ เมืองสิงห์) นั้นมิชอบเลยดังนี้ หมายความว่าอาณาเขตกรุงสุโขทัยยังมิได้อยู่ในบังคับบัญชาของกรุงศรีอยุธยา แม้ในเรื่องพงศาวดารก็ตรงกัน ด้วยต่อมามิได้ปรากฏว่ามีเหตุหมองหมางทางไมตรีในระหว่าง ๒ พระนครจนตลอดรัชกาลพระเจ้าอู่ทองเป็นเวลาช้านานถึง ๑๔ ปี คือตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๙๘ จน พ.ศ. ๑๙๑๒ น่าจะเป็นในเวลาระยะ ๑๒ ปีนี้ที่สร้างพระชินราชพระชินสีห์
ตำนานเรื่องสร้างพระชินราชกับพระชินสีห์เดิมเราเคยเชื่อถือตามหนังสือพงศาวดารเหนือเป็นหลัก ว่าเมื่อใกล้จะถึง พ.ศ. ๑๕๐๐ มีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ ๑ ครองเมืองเชียงแสนอยู่ในประเทศลานนา ทรงพระนามว่า “พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก” เพราะรอบรู้พระพุทธวัจนะแตกฉาน ยกกองทัพลงมาตีเมืองศรีสัชนาลัย พระยาพสุจราชเจ้า
เมืองศรีสัชนาลัยต่อสู้เอาชัยไม่ได้ จึงเป็นแต่ตั้งรักษาเมืองอยู่ พระพุทธโฆษาจารย์วัดเขารังแร้งไปว่ากล่าว ทั้ง ๒ ฝ่ายยอมปรองดองกันด้วยพระยาพสุจราชถวายนางปทุมเทวีราชธิดาแก่พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ๆ ก็เลิกทัพกลับไป พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกมีราชบุตร์ด้วยนางปทุมเทวี ชื่อเจ้าไกรสรราชองค์ ๑ เจ้าชาติสาครองค์ ๑
อยู่มาพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกใคร่จะสร้างเมืองขยายอาณาเขตลงมาข้างใต้ จึงให้จ่านกร้องกับจ่าการบุญคุมพลชาวลานนาปลอมเป็นพ่อค้าลงมาหาที่สร้างเมืองในแดนไทย มาเห็นที่ตำบล ๑ (ตรงเมืองพิษณุโลกตั้งอยู่เดี๋ยวนี้) เหมาะดี จึงเกณฑ์พวกพราหมณ์กับไทยซึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ ณ ที่นั้นสมทบกับพวกชาวลานนามาช่วยกันสร้างเมือง ลงมือสร้างเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๓ ขึ้นค่ำ ๑ ปีฉลู สร้างอยู่ ๑ ปีกับ ๗ เดือนแล้วสำเร็จ ต่อมาอีกสัก ๗-๘ ปี พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกจึงเสด็จลงมายังเมือง
ที่สร้างขึ้นนั้น ทรงปรารภจะตั้งชื่อเมือง ตรัสปรึกษาพราหมณ์ปุโรหิต ๆ ทูลว่าเสด็จมาถึงในยามพิษณุเปนมงคล จึงขนานนามเมืองฝั่งตะวันออกว่า “พิษณุโลก” และเรียกว่า โอฆบุรี ด้วยอีกชื่อ ๑ เมืองทางฝั่งตะวันตกให้ชื่อว่า จันทบุระ เมื่อขนานนามเมืองแล้ว พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกทรงปรารภจะสร้างพระพุทธรูป จึงให้เลือกหาช่างต่างเมืองที่มีฝีมือดีมาช่วยกันปั้นหุ่นพระพุทธรูปขึ้น ๓ องค์แล้วหล่อเมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีจอ หล่อสำเร็จเรียบร้อยแต่ ๒ องค์ ถวายพระนามว่า พระชิน
สีห์องค์ ๑ พระศรีศาสดาองค์ ๑ แต่องค์ที่ ๓ นั้นหล่อถึง ๓ ครั้งก็ไม่สำเร็จ จนพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกกับนางปทุมเทวีทรงตั้งสัจอธิษฐาน ร้อนอาสน์ถึงพระอินทร์จึงลงมาจำแลงเป็นปะขาวช่วยหล่อพระเมื่อวันพฤหัสบดีเดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีจอ สำเร็จภายหลังหล่อ ๒ องค์ก่อน ๕๐ วัน ถวายพระนามว่าพระชินราช เมื่อต่อยดินที่หุ้มหุ่นออกแล้ว เห็นมีรอยเป็นรูปตรีศูลอยู่ที่พระพักตร์แปลกกับพระพุทธรูปองค์อื่น ให้ตามตัวปะขาวที่มาช่วยปั้นก็อันตรธานหายไป จึงรู้ว่าเป็นฝีพระหัตถ์พระอินทร์มา
ช่วยปั้น เรื่องสร้างพระชินราชพระชินสีห์กับพระศาสดาในพงศาวดารเหนือมีเนื้อความเท่านี้ ไม่มีอะไรจะสอบสวนก็ต้องเชื่อกันมาอย่างนั้น ครั้นถึงสมัยสอบสวนศิลาจารึกและหนังสือเก่ากับทั้งพิจารณาแบบอย่างที่สร้างของโบราณ ได้ความรู้โบราณคดีมากขึ้นโดยลำดับมา ความจึงปรากฏขึ้นโดยลำดับว่าเนื่องที่จริงมิได้เป็นดังกล่าวในพงศาวดารเหนือ และอาจจะคัดค้านได้ด้วยหลักฐานหลายอย่าง จะยกคำค้านมากล่าวแต่บางข้อพอเป็นตัวอย่างเป็นต้นว่า—
ก. ถ้ามีพระเจ้าแผ่นดินทรงพระเกียรติเช่นพรรณนาในหนังสือพงศาวดารเหนือครองเมืองเชียงแสน ในพงศาวดารของเมืองเชียงแสนคงเชิดชูพระเกียรติให้ปรากฏ แต่ในพงศาวดารเหนือเชียงแสนหรือแม้เมืองอื่นในประเทศลานนา ไม่ปรากฏพระนามและพระเกียรติหรือเรื่องประวัติเหมือนหรือละม้ายคล้ายคลึงกับพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกที่กล่าวในพงศาวดารเหนือเลยแต่สักองค์เดียว
ข. เมื่อ พ.ศ. ๑๕๐๐ ที่ในพงศาวดารเหนืออ้างว่าเป็นปีที่หล่อพระชินราชชินสีห์นั้น ยังอยู่ในสมัยก่อนไทยได้เป็นใหญ่ในกรุงสุโขทัยถึงราว ๓๐๐ ปี เมืองศรีสัชนาลัยก็ยังไม่ได้สร้าง คติพระพุทธศาสนาอย่างลังกาก็ยังไม่มาถึงเมืองไทย
ค. เมืองพิษณุโลกเดิมชื่อเมืองสองแคว เรียกชื่ออย่างนั้นในศิลาจารึกและหนังสือเก่ามาตลอดสมัยสุโขทัย เพิ่งมาปรากฏเรียกชื่อว่าเมืองพิษณุโลกต่อในสมัยกรุงศรีอยุธยาราวในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเมื่อภายหลัง พ.ศ. ๒๐๐๐
แต่จะว่าเรื่องในพงศาวดารเหนือไม่มีมูลความจริงเลยทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะกรณีที่กล่าวในพงศาวดารเหนือปรากฏในศิลาจารึกโดยมาก และของโบราณที่เล่าเรื่องในพงศาวดารเหนือ เช่น หนังสือไทย และพระชินราช พระชินสีห์ เป็นต้น ก็มีอยู่ เป็นแต่พงศาวดารเหนืออ้างตัวคนและถิ่นที่กับทั้งศักราชผิด และไปชอบพรรณนาปาฏิหาริย์
ต่างๆ เสียมากนักเรื่องจึ่งเลยเลอะ น่าจะเป็นด้วยผู้แต่งหนังสือพงศาวดารเหนือ เป็นแต่สืบสาวราวเรื่องที่ชาวเมืองเหนือเล่ากัน ในสมัยเมื่อศิลาจารึกลับลี้ไปเสียหมด แล้วเอาเรื่องอย่างนิทานมาเรียบเรียงประดิษฐ์ติดต่อกันให้เป็นพงศาวดารจึงเป็นเช่นนั้น เพราะหนังสือพงศาวดารเหนือเป็นหนังสือใหม่เพิ่งแต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๐ ในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์นี้
เรื่องหล่อพระชินราชพระชินสีห์ ถ้าว่าตามที่มีหลักฐานเป็นเรื่องในรัชกาลพญาลิไทยดังจะกล่าวต่อไป พญาลิไทยเป็นราชบุตร์ของพญาเลอไทย คือเป็นราชนัดดาของพ่อขุนรามคำแหง สมภพในสมัยเมื่อพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์กำลังเฟื่องฟูในกรุงสุโขทัย ดังกล่าวในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ในสมัยนั้นเจ้านายและลูกผู้ดีมี
สกุลคงศึกษาในสำนักพระสงฆ์ทั้งนั้น พญาลิไทยมีอุปนิสัยผิดกับเจ้านายองค์อื่นด้วยชอบเรียนทางพระศาสนายิ่งกว่ายุทธศาสตร์อย่างกษัตริย์ จึงเรียนภาษาบาลีแต่ยังทรงพระเยาว์ แล้วเรียนพระพุทธวัจนะในคัมภีร์ต่างๆ ซึ่งระบุชื่อไว้ในบานแพนกหนังสือไตรภูมิหลายองค์ จนทรงรอบรู้ในไตรปิฎกแตกฉาน จนเมื่อเป็นพระมหาอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัยในรัชกาลของพระบิดาสามารถแต่งหนังสือไตรภูมิ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๘๘ ซึ่งยังมีฉบับอยู่ในบัดนี้ได้ทั้งคัมภีร์
ครั้นถึง พ.ศ. ๑๘๙๗ พญาเลอไทยสวรรคต เกิดเหตุจลาจลด้วยมีผู้ขัดแข็งที่ในราชธานี พญาลิไทยต้องยกกองทัพลงมาจากเมืองศรีสัชนาลัย ปราบปรามพวกที่ขัดแข็งอยู่ในเมืองสุโขทัย มีชัยชนะสิ้นเสี้ยนศัตรูแล้วจึงได้เสวยราชย์เป็นรัชกาลที่ ๕
ในราชวงศ์พระร่วง ราชาภิเษกทรงพระนามว่า “ศรีสุริยวงษ์ราม” มีสร้อยพระนามว่า “มหาธรรมราชาธิราช” เป็นพระองค์แรก และพระเจ้าแผ่นดินที่ครองกรุงสุโขทัยภายหลังเอาเป็นแบบอย่างมาทุกพระองค์ ในหนังสือจึงเรียกพญาลิไทยว่า-พระมหาธรรมราชาที่ ๑ เรียกพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่นภายหลังมาว่าพระมหาธรรมราชาที่ ๒ และที่ ๓ ที่ ๔ โดยลำดับ จนกระทั่งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นไปครอง
เมืองเหนือเมื่อยังเป็นพระราเมศวรจึงใช้พระนามอื่น แต่ยังเอามาฟื้นใช้อีกเมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิตั้งขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหาธรรมราชาไปครองเมืองเหนือเป็นที่สุด เรื่องราชประวัติของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ อันปรากฏหลักฐานดังกล่าวมา ถ้าพิจารณาแต่โดยกรณีก็ตรงกับเรื่องพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ด้วยพระเจ้าแผ่นดินไทยที่ทรงพระเกียรติว่ารอบรู้พระไตรปิฎก นอกจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว มีปรากฏในพงศาวดารแต่พระมหาธรรมราชาที่ ๑ พระองค์เดียว กรณีที่พระ
มหาธรรมราชาเสด็จอยู่เมืองสัชนาลัยก่อนแล้ว ยกกองทัพลงมาตีเมืองสุโขทัยก็ตรงกับพงศาวดารเหนือ ว่าพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกอยู่เมืองเชียงแสนยกกองทัพลงมาตีเมืองศรีสัชนาลัย ที่สุดปีที่หล่อพระชินราชพระชินสีห์ในพงศาวดารเหนือว่า พ.ศ. ๑๕๐๐ ถ้าเปลี่ยนตัวเลข ๕ เป็นเลข ๙ กาลกำหนดก็ตรงกัน ความทุกข้อส่อให้เห็นว่าพระมหาธรรมราชาที่ ๑ เป็นผู้สร้างพระชินราชพระชินสีห์ เป็นแต่ในหนังสือพงศาวดารเหนืออ้างผิดตัวคนผิดถิ่นที่และผิดเวลากาลกำหนดเท่านั้น
ยิ่งพิจารณาดูเรื่องพงศาวดารในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ ๑ ก็ยิ่งแน่ใจหนักขึ้น ดังจะเล่าต่อไป—
พอพระมหาธรรมราชาที่ ๑ ราชาภิเษกแล้ว ก็ให้มาว่ากล่าวขอเป็นไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาดังกล่าวมาแล้ว เมื่อพระเจ้าอู่ทองรับทางไมตรีพระมหาธรรมราชาสิ้นระแวงภัยทางภายนอกแล้ว ก็ตั้งหน้าทำนุบำรุงพระศาสนาและพระราชอาณาจักรด้วยประการต่างๆ พิเคราะห์ดูเหมือนจะเอาเยี่ยงอย่างพระเจ้าอโศกมหาราชมาทำตาม
เช่นทำถนนพระร่วงที่ยังปรากฏอยู่เป็นต้น ส่วนการบำรุงพระศาสนาว่าตามที่มีศิลาจารึกปรากฏอยู่ก็มากมายหลายอย่าง คือเมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๐ สร้างพระมหาธาตุที่เมืองชากังราว ซึ่งเป็นนามเมืองนครชุมเมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๒ สร้างรอยพระพุทธบาทประดิษฐานไว้บนยอดเขาสุมะนะกูฏ และสร้างวัดป่าแดงเมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๕ ตรัสให้
นิมนต์พระมหาสามีสังฆราชเข้ามาจากเมืองลังกา แล้วเสด็จทรงผนวชออกไปอยู่ ณ วัดป่ามะม่วง (คราว ๑) ในการที่ทรงผนวชนี้มีศิลาจารึกเฉลิมพระเกียรติอย่างพิสดารปรากฏอยู่ทั้งเป็นภาษาไทยภาษามคธและภาษาขอม แม้ศิลาจารึกเรื่องสร้างพระชินราชพระชินสีห์หรือสร้างสิ่งใดอื่นที่เมืองสองแควไม่มีปรากฏ ก็น่าเชื่อว่าแต่เดิมคงมี แต่หากจมดินลี้ลับอยู่หรือเป็นอันตรายสูญไปเสียหมดแล้วจึงไม่ปรากฏ เรื่องสร้างพระชินราชพระชินสีห์เค้าอยู่แต่ในพงศาวดารเหนือ ว่าหาช่างที่ฝีมือดีมาจากต่าง
เมืองหลายคนให้ช่วยกันปั้นหุ่น ข้อนี้ก็สมจริงด้วยลักษณะพระชินราชพระชินสีห์งามต้องตาติดใจคนผิดกับพระพุทธรูปองค์อื่น ๆ ที่หล่อในเมืองเหนือทั้งนั้น ส่วนกาลกำหนดที่หล่อนั้น ในพงศาวดารเหนือว่า หล่อพระชินสีห์เมื่อปลายปีจอ หล่อพระชินราชเมื่อต้นปีกุน ถ้าปรับปีมีชื่อนั้นเข้าในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ ๑ ก็ได้กำหนดว่าหล่อพระชินสีห์ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๑๙๐๑ หล่อพระชินราชเมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๒ ปีกุน แต่เรื่องปาฏิหาริย์ต่างๆ ในการหล่อพระชินราชนั้น อาจจะเป็นเรื่องประดิษฐ์ขึ้นต่อภาย
หลัง เมื่อคนนับถือพระชินราชว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แล้วก็เป็นได้ วิหาร ๒ หลังข้างพระมหาธาตุก็คงเป็นของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ สร้างสำหรับตั้งพระชินสีห์ในวิหารด้านเหนือ ตั้งพระชินราชในวิหารด้านใต้ และพระศาสดายังเป็นพระประธานอยู่ในวิหารหลวงด้านหน้าต่อมาจนตลอดรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ ๑ เหตุใดจึงย้ายพระชินราชจากวิหารด้านใต้ไปเป็นพระประธานในวิหารหลวง วินิจฉัยข้อนี้ได้แต่สันนิษฐานตามเค้าที่มีอยู่ในเรื่องพงศาวดาร ดังจะกล่าวต่อไป—
ในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ ๑ กรุงสุโขทัยสมบูรณ์พูนสุขอยู่เพียง ๑๘ ปี ถึง พ.ศ. ๑๙๑๒ พระเจ้าอู่ทองสวรรคต (ก่อนพระมหาธรรมราชา ๗ ปี) พอสมเด็จพระบรมราชาธิราช (พงั่ว) ขึ้นครองราชสมบัติ กรุงศรีอยุธยาก็รบรุกอาณาเขตสุโขทัยตั้งแต่ พ.ศ. ๑๙๑๔ สมเด็จพระบรมราชาธิราชยกกองทัพขึ้นไปถึงเมืองชากังราวและเมือง
สองแควหลายครั้ง แต่ยังตีไม่ได้เมืองเหนือ จนถึง พ.ศ. ๑๙๑๙ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ สวรรคต ราชบุตร์รับรัชทายาทเป็นพระมหาธรรมราชาที่ ๒ ที่เมืองสุโขทัยราชวงศ์เกิดแตกร้าวกันขึ้น สมเด็จพระบรมราชาธิราชได้ทียกกองทัพขึ้นไปเมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๑ มีชาวสุโขทัยพวก ๑ ในหนังสือตำนานพระสิหิงค์ เรียกชื่อผู้เป็นหัวหน้าว่า “พญาญาณดิศ” เอาใจออกหากมาเข้ากับสมเด็จพระบรมราชาธิราช พระมหาธรรม
ราชาที่ ๒ สู้ไม่ไหวก็ต้องยอมเป็นประเทศราชขึ้นกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราชจึงพูนบำเหน็จให้พญาญาณดิศเป็นเจ้าเมืองกำแพงเพชรครองอาณาเขตสุโขทัยตลอดทางแม่น้ำพิง ก็เมืองกำแพงเพชรนั้นเขตแดนต่อติดกับเมืองสุโขทัยราชธานี เมื่อพญาญาณดิศได้เป็นเจ้าเมือง มาฝากฝ่ายทางกรุงศรีอยุธยา ก็กลายเป็นเสี้ยนหนามของพระมหาธรรมราชาอยู่ใกล้ๆ ให้รำคาญอยู่เสมอ คงเป็นด้วยเหตุนั้น พระมหาธรรมราชาที่ ๒ จึงย้ายจากเมืองสุโขทัยไปอยู่เสียที่เมืองสองแคว แต่ในศิลา
จารึกกล่าวว่า “เสด็จไปบูรณะปฏิสังขรณ์พระอาราม ประทับอยู่ ณ เมืองสองแคว ๗ ปี” ความส่อว่าย้ายไปเมื่อปลายรัชกาล แต่นั้นพระมหาธรรมราชาพระองค์อื่นซึ่งเป็นทายาท จึงประทับอยู่ ณ เมืองสองแควต่อกันมาทุกพระองค์ ไม่มีพระองค์ใดกลับคืนไปอยู่เมืองสุโขทัยอีก จนเมืองสองแควเลยเป็นราชธานีของอาณาเขตและเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองพิษณุโลกเมื่อภายหลัง สันนิษฐานว่าในพระพุทธรูป ๓ องค์ที่ตั้งเป็นประธานอยู่ ณ วัดมหาธาตุเมืองสองแควนั้น จะปรากฏว่าพระชินราชมีปาฏิหาริย์ผิด
กับองค์อื่นมาแต่แรกไม่ช้านัก ถึงเวลาเมื่อพระมหาธรรมราชาที่ ๒ เสด็จไปอยู่เมืองสองแคว ผู้คนคงนับถือลือเลื่องปาฏิหาริย์ของพระชินราชว่าเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ผิดกับพระพุทธรูปองค์อื่นๆ แพร่หลายอยู่แล้ว พระมหาธรรมราชาเห็นมีคนไปทำบุญบูชาที่วิหารพระชินราชมากกว่าแห่งอื่นๆเนืองนิจ จึงทรงพระดำริให้ย้ายพระชินราชมาตั้งเป็นพระประธานในวิหารหลวง และย้ายพระศาสดาไปตั้งในวิหารฝ่ายใต้แทน พระชินราชก็เลยอยู่อย่างนั้นจนเชิญพระศาสดากับพระชินสีห์ลงมากรุงเทพฯ เมื่อรัชกาลที่ ๓
ส่วนพระเหลือนั้นหม่อมฉันเห็นว่าคงมีจริง จึงมีชื่อเรียกว่า “พระเหลือ” และมีวิหารสร้างตั้งไว้เป็นเอกเทศ ถ้าว่าตามลักษณะอาจจะเป็นพระทองเหลือหล่อพระศาสดาก็ได้ หรือเดิมมีพระทองเหลือหล่อพระชินราชชินสีห์แต่หายไปเสีย มีผู้หาพระพุทธรูปอื่นที่ขนาดไล่เลี่ยกันมาตั้งแทนก็เป็นได้ อยู่ในเป็นอาจินตัย
พระปรางค์นั้น มีในหนังสือพระราชพงศาวดารว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสร้างสำเร็จฉลอง “พระศรีรัตนมหาธาตุ” เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๐๒๕ เหตุใดจึงสร้างพระปรางค์ คิดดูก็พอเห็นได้ ด้วยพระมหาธาตุที่กรุงศรีอยุธยาเป็นพระปรางค์ พระมหาเจดีย์ที่วัดสำคัญอันมีในพระนครศรีอยุธยาก็เป็นพระปรางค์ทั้งนั้น เมืองเหนือมีเป็น
พระมหาธาตุอยู่แต่ที่เมืองเชลียงองค์เดียว เมื่อตั้งเมืองพิษณุโลกเป็นราชธานีจึงแปลงพระเจดีย์มหาธาตุเดิมเป็นพระปรางค์ หม่อมฉันได้ไปพิจารณาดูเห็นชัดว่าพระปรางค์นั้นสร้างครอบพระเจดีย์ของเดิม ด้วยกินลานทักษิณออกมาหมดฐานพระปรางค์เกือบจดฝาผนังวิหารทั้ง ๓ ด้าน เหลือที่พอเป็นทางคนเดินเรียงตัวกันได้เท่านั้น
จดหมายฉบับนี้ร่างและรื้อหลายครั้ง เขียนอยู่กว่า ๑๐ วันจึงสำเร็จ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ น
๒๖/๘๕
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๔๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
บรรเลง
๑) เดี๋ยวนี้เขาจัดชั้นวิชาเรียกว่า “ปรัชญา” เห็นจะเป็น “ปัญญา” ในภาษามคธนั้นเอง ที่เราใช้ว่า “ปฤชา” หรือ “ปรีชา” ก็ทีจะออกจากคำ “ปรัชญา” นั้นเอง เหมือนหนึ่ง “ปรัศนา” ก็คือ “ปัญหา” แต่เราเขียนเป็น “ปฤษนา” แปลว่าเขียนผิด แต่เราก็เคยเขียนมาเช่นนั้น อ้ายที่ผิดนั้นมีผิดมาก แต่เราเคยอย่างไรก็ประพฤติอย่างนั้นไปตามเคยเป็นดี
๒) ที่ตรัสว่ามุมบากไม้สิบสอง เดี๋ยวนี้ถือว่าเป็นยศนั้น จับใจยิ่งนัก ได้สังเกตเห็นหลังคาจตุรมุขอีกอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้ก็ถือเป็นยศเหมือนกัน แท้จริงจตุรมุขก็มาแต่ปราสาท ปราสาทนั้นก็ขัน “ปราสาท มณฑป บุษบก” ก็เป็นอันเดียวกัน ปราสาทนั้นมีมุข มณฑปไม่มีมุข แต่เป็นขนาดใหญ่ บุษบกนั้นเป็นขนาดเล็ก เรือนยอดในภาษามคธเรียกว่า “กูฎาคาร”
๓) คำว่า “เวียงคุก” นั้นเป็นสองคำ “เวียง” นั้นหมายว่าที่ล้อมรั้ว ไม่มีสงสัย แต่คำ “คุก” นั้นและสงสัย เพราะไม่มีคำสิ่งก่อสร้างอะไรอยู่เลย นอกจากที่ขังคน
รายการ
๔) สำนักพระราชวังส่งหมายกำหนดการใบพิมพ์มาให้ คือ
ก–หมายทำบุญร้อยวันศพพลเอก อุ่ม
ข–หมายพระราชทานเพลิงศพพลเอก อุ่ม
ค–หมายทรงทำบุญ กับพระราชทานเพลิงพระศพ พระองค์เจ้าบุษบันและพระองค์เจ้าผ่อง กับทั้งพระองค์เจ้าภควดี และพระองค์เจ้าเทวีวิไลยวรรณ
ฆ–หมายพระราชทานเพลิงศพลูกจันทน์ พนมยงค์
ได้แบ่งหมายต่างๆ นั้นส่งมาถวาย เพื่อให้ทราบฝ่าพระบาทโดยละเอียดในคราวนี้ด้วยแล้ว
วันที่ ๑๔ ได้รับใบดำ พ.ท. อาจ พิชเยนทรโยธิน บอกกำหนดว่า วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๑๖.๐๐ น. จะมีการทำบุญที่หน้าศพ แล้ววันที่ ๑๖ ธันวาคม เวลา ๙.๐๐ น. จะชักศพไปเข้าเมรุวัดเทพศิรินทร์.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ที่ ๑๖/๒๔๘๕ หมายกำหนดการพระราชพิธีซงบำเพ็นพระราชกุสล ๑๐๐ วัน
ที่ ๑๖/๒๔๘๕
หมายกำหนดการ๑
พระราชพิธีซงบำเพ็นพระราชกุสล ๑๐๐ วัน
สพ พลเอก อุ่ม พิชเยนทรโยธิน
ผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์
พุทธศักราช ๒๔๘๕
นายกรัถมนตรี ไนตำแหน่งบังคับบันชาสำนักพระราชวัง รับบัญชาคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ ไห้กำหนดการพระราชกุสล ๑๐๐ วัน สพ พลเอก อุ่ม พิชเยนทรโยธิน ผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ ดังต่อไปนี้
วันที่ ๑๕ ธันวาคม เวลา ๑๖ นาลิกา คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ไปยังบ้านถนนพระอาทิจ มีพระธัมเทสนากันท์ ๑ พระปเรียญ ๔ รูปสวดธัมคาถาแล้วพระสงฆ์ ๗๑ รูปบังสุกุล
การแต่งกาย แต่งเครื่องแบบเต็มยส ไว้ทุข ประดับราชอิสริยาภรน์ สวมสายสะพายมงกุตไทย
สำนักพระราชวัง
วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๔๘๕
๑. พิมพ์ตามต้นฉบับ ↩
ที่ ๑๗/๒๔๘๕ หมายกำหนดการพระราชพิธีซงบำเพ็นพระราชกุสลพระราชทานเพลิงสพ
ที่ ๑๗/๒๔๘๕
หมายกำหนดการ
พระราชพิธีซงบำเพ็นพระราชกุสลพระราชทานเพลิงสพ
พลเอก อุ่ม พิชเยนทรโยธิน
ผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์
ที่เมรุหลวงวัดเทพสิรินทราวาส
ธันวาคม ๒๔๘๕
นายกรัถมนตรี ไนตำแหนงบังคับบัญชาสำนักพระราชวัง รับบัญชาคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ ไห้กำหนดการพระราชทานเพลิงสพ พลเอก อุ่ม พิชเยนทรโยธิน ผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ ที่เมรุหลวง วัดเทพสิรินทราวาสดังรายการต่อไปนี้
วันที่ ๑๖ ธันวาคม เวลา ๙ นาลิกา คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ไปถึงบ้านถนนพระอาทิจ พระสงค์ ๑๐ รูปบังสุกุล แล้วเชินโกถสพ พลเอก อุ่ม พิชเยนทรโยธิน ผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ ไปสุสานหลวง วัดเทพสิรินทราวาส (งานนี้ตามประเพนีมีขบวนแห่เชิญสพไปเมรุ แต่เนื่องด้วยขนะนี้ประเทสไทยอยู่ไนภาวะสงคราม จึงได้งดขบวนแห่)
เวลา ๑๐ นาลิกา คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ไปถึงพลับพลาอิสริยาภรน์ วัดเทพสิรินทราวาส ขบวนสพเวียนเมรุ แล้วเชินสพขึ้นตั้งบนเมรุ
พระสงค์ ๒๑ รูปขึ้นพลับพลาอิสริยาภรน์ มีพระธัมเทสนากันท์ ๑ จบแล้วพระสงฆ์ทั้งนั้นบังสุกุล คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ขึ้นสู่เมรุ ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์พระราชทานเพลิงเผาสพ พลเอก อุ่ม พิชเยนทรโยธิน ผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์
การแต่งกายวันนี้ แต่งเครื่องแบบเต็มยส ไว้ทุขประดับราชอิสริยาภรน์ สวมสายสะพายราชอิสริยาภรน์ช้างเผือก
วันที่ ๑๗ ธันวาคม เวลา ๑๐ นาลิกา ๓๐ นาที คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ไปยังพลับพลาอิสริยาภรน์ วัดเทพสิรินทราวาส ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์สเด็ดขึ้นเมรุ พระราชาคนะ ๓ รูปบังสุกุล ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ซงเก็บอัตถิ แล้วพนักงานภูสามาลาเชินไปพลับพลาอิสริยาภรน์
ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์สเด็ดประทับพลับพลาอิสริยาภรน์ พระราชาคนะรับพระราชทานฉัน พระสงค์อีก ๑๕ รูปบังสุกุล แล้วเชินโกถอัตถิไปส่งที่บ้าน
วันนี้ แต่งเครื่องแบบครึ่งยส ไว้ทุข ประดับราชอิสริยาภรน์
ตำแหน่งเฝ้า
(๑) พระบรมวงสานุวงส์ ประทับบนพลับพลาอิสริยาภรน์ด้านไต้
(๒) คนะรัถมนตรี คนะทูต และข้าราชการผู้ไหย่ เฝ้าบนพลับพลาอิสริยาภรน์ด้านเหนือ
(๓) นอกกว่านี้นั่งที่สาลาดำรงธัม และศาลาบำเพ็นทาน
ระเบียบการขึ้นเมรุ
(๑) ทางสเด็ดพระราชดำเนิน ขึ้นลงทางมุขตะวันตก
(๒) พระราชวงส์ สเด็ดขึ้นลงทางมุขไต้
(๓) คนะรัถมนตรี คนะทูต และข้าราชการ ขึ้นลงทางมุขเหนือ
(๔) บรรพชิต ขึ้นทางมุขเหนือ ลงทางมุขตะวันออก
สำนักพระราชวัง
วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๔๘๕
ที่ ๑๘/๒๔๘๕ หมายกำหนดการพระราชพิธีซงบำเพ็นพระราชกุสลพระราชทานเพลิงพระสพ
ที่ ๑๘/๒๔๘๕
หมายกำหนดการ
พระราชพิธีซงบำเพ็นพระราชกุสลพระราชทานเพลิงพระสพ
พระเจ้าบรมวงส์เทอ พระองค์เจ้าบุสบันบัวผัน
พระเจ้าบรมวงส์เทอ พระองค์เจ้าผ่อง
และ
พระเจ้าราชวรวงส์เทอ พระองค์เจ้าภควดี
พระราชวรวงส์เทอ พระองค์เจ้าเทวีวิไลยวรรน
ที่พระเมรุ วัดเทพสิรินทราวาส
ธันวาคม ๒๔๘๕
นายกรัถมนตรี ในตำแหน่งบังคับบันชาสำนักพระราชวัง รับบันชาคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ ไห้กำหนดการพระราชทานเพลิงพระสพพระขัตติยะราชวงส์ดังต่อไปนี้
พระสพพระเจ้าบรมวงส์เทอ พระองค์เจ้าบุสบันบัวผัน
พระสพพระเจ้าบรมวงส์เทอ พระองค์เจ้าผ่อง
วันที่ ๑๙ ธันวาคม เวลา ๑๖ นาลิกา คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์มาที่หอนิเพธพิทยา มีพระธัมเทสนากันท์ ๑ แล้วพระสงค์ ๔๐ รูปสดับปกรน์
การแต่งกาย วันนี้แต่งเครื่องแบบครึ่งยส ไว้ทุข ประดับราชอิสริยาภรน์
วันที่ ๒๐ ธันวาคม เวลา ๙ นาลิกา เชินพระสพพระเจ้าบรมวงส์เทอ พระองค์เจ้าบุสบันบัวผัน และพระสพพระเจ้าบรมวงส์เทอ พระองค์เจ้าผ่อง จากพระบรมมหาราชวัง ไปสุสานหลวงวัดเทพสิรินทราวาส เวียนพระเมรุแล้วเชินขึ้นตั้งบนพระเมรุ
เวลา ๑๐ นาลิกา คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ไปยังพลับพลาอิสริยาภรน์ พระสงค์สดับปกรน์พระสพละ ๒๐ รูป แล้วประธานคนะสำเหร็ดราชการแทนพระองค์สเด็ดขึ้นพระเมรุ พระราชทานเพลิงพระสพ
การแต่งกาย วันนี้แต่งเครื่องแบบเต็มยส ไว้ทุข ประดับราชอิสริยาภรน์สวมสายสพายขัตติยะราชอิสริยาภรน์มหาจักรี หรือสายสพายราชอิสรยาภรน์ช้างเผือก
วันที่ ๒๑ ธันวาคม เวลา ๑๐ นาลิกา ๓๐ นาที พระราชวงส์สเด็ดไปเก็บพระอัตถิ แล้วเชินไปประดิสถานที่หอพระนาก ไนพระบรมมหาราชวัง
วันนี้แต่งเครื่องแบบปรกติ ไว้ทุข
พระสพพระเจ้าราชวงส์เทอ พระองค์เจ้าภควดี
พระสพพระราชวงส์เทอ พระองค์เจ้าเทวีวิไลยวรรน
วันที่ ๒๔ ธันวาคม เวลา ๙ นาลิกา เชินพระสพพระเจ้าราชวรวงส์เทอ พระองค์เจ้าภควดี และพระสพพระราชวรวงส์เทอ พระองค์เจ้าเทวีวิไลยวรรน จากพระบรมมหาราชวัง ไปสุสานหลวงวัดเทพสิรินทราวาส เวียนพระเมรุแล้วเชินขึ้นตั้งบนพระเมรุ
เวลา ๑๐ นาลิกา คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ไปยังพลับพลาอิสริยาภรน์ พระสงฆ์สดับปกรน์พระสพละ ๑๕ รูป แล้วประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์สเด็ดขึ้นพระเมรุ พระราชทานเพลิงทั้ง ๒ พระสพ
การแต่งกาย วันนี้แต่งเครื่องแบบครึ่งยส ไว้ทุข ประดับราชอิสริยาภรน์
วันที่ ๒๕ ธันวาคม เวลา ๑๐ นาลิกา ๓๐ นาที พระราชวงส์สเด็ดไปเก็บพระอัตถิแล้วเชินไปไว้ที่ในพระอุโบสถวัดชนะสงคราม
วันนี้แต่งกายเครื่องแบบปรกติ ไว้ทุข
สำนักพระราชวัง
วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๔๘๕
ที่ ๑๙/๒๔๘๕ หมายกำหนดการพระราชพิธีซงบำเพ็นพระราชกุสลพระราชทานเพลิงสพ ท่านลูกจันทน์ พนมยงค์
ที่ ๑๙/๒๔๘๕
หมายกำหนดการ
พระราชพิธีซงบำเพ็นพระราชกุสลพระราชทานเพลิงสพ
ท่านลูกจันทน์ พนมยงค์ ที่เมรุหลวงวัดเทพสิรินทราวาส
ธันวาคม ๒๔๘๕
นายกรัถมนตรี ไนตำแหน่งบังคับบันชาสำนักพระราชวัง รัยบันชาคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ ไห้กำหนดการพระราชทานเพลิงสพท่านลูกจันทน์ พนมยงค์ ที่เมรุหลวงวัดเทพสิรินทราวาส ดั่งรายการต่อไปนี้
วันที่ ๒๘ ธันวาคม เวลา ๘ นาลิกา เชินสพท่านลูกจันทน์ พนมยงค์ ออกจากวัดเบญจมบพิตร ไปสุสานหลวงวัดเทพสิรินทราวาส เวียนเมรุแล้วยกโกถสพขึ้นตั้งบนเมรุ
เวลา ๑๐ นาลิกา คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ไปยังพลับพลาอิสริยาภรน์ พระสงค์ ๑๐ รูปบังสุกุล แล้วคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ขึ้นสู่เมรุ ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์พระราชทานเพลิงเผาสพ
วันที่ ๒๙ ธันวาคม เวลา ๑๐ นาลิกา ๓๐ นาที เจ้าภาพเก็บอัตถิซึ่งพระกรุนาโปรดพระราชทานผ้าไตรและภัตตาหารสามหาบให้เจ้าภาพบำเพ็นกุศล
การแต่งกาย วันพระราชทานเพลิง แต่งเครื่องแบบปรกติ ไว้ทุข ประดับราชอิสริยาภรน์ วันเก็บอัตถิ แต่งเครื่องแบบปรกติ ไว้ทุข
สำนักพระราชวัง
วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๔๘๕
วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ดร
ที่ ๑๔/๘๕
วังวรดิศ
วันที่ ๒๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๕
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
จดหมายที่ ๑๔/๘๕ ของหม่อมฉันฉบับนี้จะสนองลายพระหัตถ์เวรฉบับที่ ๒๓/๘๕ ซึ่งลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน กับฉบับที่ ๒๔/๘๕ ซึ่งลงวันที่ ๓ ธันวาคม
สนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๒๓/๘๕
๑. กถาว่าด้วยหนังสือแบบใหม่ กับเลขแบบใหม่ ขอประทานเป็นกัณฑ์ยก ไม่วินิจฉัยในจดหมายเวร
๒. ตัวเหรานั้น หม่อมฉันก็ยังไม่เคยคิดว่าจะเป็นสัตว์อย่างไร เคยพิจารณาลักษณะหน้าตาแต่ที่หัวเรือสุวรรณเหรา ซึ่งอยู่ในพิพิธภัณฑสถาน เป็นสัตว์พวกมังกรทำนองเดียวกับเสี้ยวกางกับยักษ์ แต่ก็เห็นจะมีมาเก่าแก่ อาจจะตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ทูลได้เพียงเท่านี้
๓. เรื่องลบศักราชนั้น กิริยาที่ทำอย่างจีนและญี่ปุ่น ดูตรงกับที่เรียกว่า “ลบศักราช” แต่อย่างเช่นไทยเรา เปลี่ยนใช้ศักราชต่างๆ เป็นสมัยๆ มหาศักราชบ้าง จุลศักราชบ้าง พุทธศักราชบ้าง รัตนโกสินทรศกบ้าง เป็นการ “เปลี่ยน” มิใช่ลบ แม้คำ “ศักราช” ที่ถูกก็แปลว่าปีของพระยาศักเป็นศักราชอย่าง ๑ เราเอามาใช้ปนเปกันไป
เสียจนกลายเป็นสามัญนาม อย่างที่พระเจ้าปราสาททองทำ ที่เปลี่ยนปีกุนสัมฤทธิศก ไม่ใช่ลบและไม่ใช่เปลี่ยน ดูเป็นแต่แก้ให้เลอะ ที่พม่าไม่ทำตามนั้นถูกต้องของเขาด้วย น่าประหลาดใจแต่ว่าพวกโหรในสมัยนั้น มี “พระโหราทายหนู” เป็นต้น ทำไมไม่คิดเห็นว่า การที่แก้จะพาให้ยุ่งแต่เขาก็อาจจะคิดเห็น เป็นแต่ไม่กล้าขัดพระราชประสงค์ก็เป็นได้
๔. คำว่า “ฉาน” และคำว่า “สยาม” เดิมเป็นคำเดียวกัน ข้อที่กลายเป็นต่างกันนั้นเพราะเหตุใดพอจะคิดเห็นได้ เพราะเป็นคำชาวประเทศต่าง ๆ เรียกผิดสำเนียงกันนั่นเอง ที่จริงในพวกไทย จะเป็นไทยใหญ่ก็ดี ไทยน้อยก็ดี ย่อมเรียกตัวเองว่าไทยเหมือนกันทุกจำพวก คำว่า ฉาน และคำว่า สยาม พวกชาวประเทศอื่นที่มิใช่ไทยเรียก เพราะสำเนียงชาวต่างประเทศต่างกัน ชื่อที่เรียกจึงเป็นเสียงต่างกัน อาจจะยก
ตัวอย่างซึ่งยังมีอยู่จนทุกวันนี้ เช่นญี่ปุ่น เขาเรียกตัวของเขาเองว่า นิปปอน จีนเรียกว่า ยิปัน ไทยเรียกว่าญี่ปุ่น ฝรั่งเรียกว่า ยะแปน ชวา มลายู ชาวอินเดียและอาหรับก็น่าที่จะเรียกเป็นอย่างไปต่างๆ กัน ฉันใดก็เหมือนกับในสมัยอันหนึ่งซึ่งชาวต่างประเทศเรียกชาวแว่นแคว้นสุโขทัย ลานนาและลานช้างว่า สยาม หรือ ฉาน หรืออาจจะเป็นเสียงอื่นคล้าย ๆ กัน เมื่อไทยอพยพลงมาอยู่ในดินแดนเหล่านั้น ก็คงเรียกไทยอยู่อย่างนั้นแต่มันเหลือที่จะค้นเสียแล้วว่าคำที่ถูกจะเป็นอย่างไร
๕. พระบาทที่วัดบวรนิเวศตั้งติดผนังหลังวิหารพระโต ได้ยินว่าทูลกระหม่อมทรงได้มาจากเมืองเหนือ คงตั้งเมื่อทำเฉลียงพระวิหารด้านหลังในเวลาเมื่อรื้อวิหารพระชินสีห์แล้ว เห็นจะไม่ตรงที่ตั้งพระชินสีห์ทีเดียว เป็นแต่ได้ศูนย์กัน
๖. ที่พระอุบาลี (เผื่อน) ได้เปนเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนแล้วไม่เข้าไปอยู่ที่กฏิในหมู่ตำหนักนั้น หม่อมฉันนึกขึ้นว่าเป็นเหตุที่ชอบกลหนักหนา ด้วยวัดพระเชตุพนเคยมีพระราชาคณะในวัดนั้นเองได้เป็นเจ้าอาวาสแต่ก่อนมาแต่ ๒ องค์ คือ สมเด็จพระวันรัตอาจารย์ของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ เป็นเจ้าอาวาสมา แต่เป็นพระพิมลธรรมใน
สมัยกรุงศรีอยุธยาองค์ ๑ สมเด็จพระวันรัตองค์นั้นถึงมรณภาพเมื่อปลายรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๒ ก็ทรงตั้งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตเป็นเจ้าอาวาส เสด็จประทับมาตลอดรัชกาลที่ ๒ รัชกาลที่ ๓ จนรัชกาลที่ ๔ จึงสิ้นพระชนม์ เมื่อกรมสมเด็จพระปรมานุชิตสิ้นพระชนม์มีพระธรรมเจดีย์ (อุ่น) เป็นอาวุโสอยู่ในวัดพระเชตุพน อยู่กฏิต่าง
หากอย่างพระอุบาลี (เผื่อน) เดี๋ยวนี้ นัยว่าไว้ครองกฐินแต่มิได้เป็นเจ้าอาวาส ทูลกระหม่อมโปรดให้พระพิมลธรรม (ยิ้ม) เมื่อยังเป็นพระพรหมมุนีย้ายจากวัดสุทัศน์มาอยู่วัดพระเชตุพน ไม่มีที่อื่นอยู่ จึงโปรดให้เข้าไปอยู่ในกฏิใหญ่หลัง ๑ ในบริเวณตำหนัก เรียกว่าเป็นตำแหน่งผู้รักษาพระอัฐิ กรมสมเด็จพระปรมานุชิต แต่ทำการเป็นเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน เป็นเช่นนั้นอยู่องค์เดียวเท่านั้น เมื่อพระพิมลธรรม (ยิ้ม) และพระธรรมเจดีย์ (อุ่น) ถึงมรณภาพแล้วโปรดให้สมเด็จพระวันรัต (สมบุญ) ย้ายจาก
วัดราชบุรณะมาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน และอยู่กฏิใหญ่ในบริเวณตำหนักประกอบกัน แต่นั้นเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนก็อยู่ที่กฏิใหญ่ในบริเวณตำหนักสืบมาทุกองค์ และประหลาดที่ย้ายมาจากวัดอื่นหมดทุกองค์เพิ่งมามีพระราชาคณะในวัดพระเชตุพนได้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อถึงพระอุบาลี (เผื่อน) นี้ จึงมีปัญหาว่าจะควรอยู่กฏิใหญ่ ในบริเวณตำหนักเหมือนอย่างเจ้าอาวาสที่ย้ายมาจากวัดอื่นหรืออยู่ ณ กฏิเดิมที่เคยอยู่ในวัดพระเชตุพนมาแต่ก่อน ไม่ใช่แต่เพียงขี้เกียจขนของ
๗. เรื่องแปลศัพท์ สวรรค์ หม่อมฉันออกจะเห็นด้วยกับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ด้วยในครั้งพุทธกาล คำว่า สวรรค์ และ นฤพาน มีในพุทธวัจนมาแล้ว พระพุทธเจ้าคงไม่ทรงพรรณนาแก่เวนัยสัตว์ว่าสวรรค์มีนางฟ้าเป็นบริวารและอยู่ในวิมานหรูหราต่างๆ คำพรรณนาสวรรค์ให้วิตถารไปต่าง ๆ อย่างเช่นเข้าใจกันในชั้นหลังคงเกิดในสมัยเมื่อคณาจารย์ต่าง ๆ ประสงค์จะให้คนเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามีมาก ประดิษฐ์อธิบายสวรรค์ให้เข้ากับโลภธรรมของมนุษย์เท่านั้นเอง เหมือนอย่างจี้เข้าที่คันก็เลยผูกพันกับสวรรค์อย่างนั้นสืบกันมา
๘. คำว่า “พระ” หม่อมฉันไปพบเค้าชอบกลที่เมืองพม่าอย่าง ๑ ในหนังสืออธิบายขนบธรรมเนียมในราชสำนักเมืองพม่า เขาว่าคำอันใดใช้เนื่องด้วยพระราชา เช่นชื่อเครื่องราชูปโภค เป็นต้น ธรรมเนียมพม่าต้องเติมคำว่า “ดอ” ต่อข้างท้ายทุกสิ่งทุก
อย่าง ดูตรงกับคำ “พระ” ที่ไทยเราเติมเข้าข้างหน้า เช่นว่า พระแท่น พระที่บรรทม และพระราชดำรัสเป็นต้น อีกอย่าง ๑ พม่าเรียกเจดีย์วัตถุด้วยคำย่อว่า พยา ก็ตรงกับคำว่า พระ ที่ไทยเราพูด เช่นว่าไหว้พระสวดมนต์เป็นต้น ว่าโดยย่อ คำพระดูใช้กว้างขวางในประเทศต่าง ๆ ยิ่งกว่าคำว่า ฟ้า ซึ่งใช้แต่ไทยชาติเดียว ขอให้ทรงพิจารณาดูเถิด
สลองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๒๔/๘๕
๙. คำว่า “ลืม” กับ “หลง” ดูเหมือนจะหมายกิริยาต่างกัน ลืมดูหมายว่าสำคัญของที่มีว่าไม่มี เช่นกินข้าวแล้วสำคัญว่ายังไม่ได้กินหรือได้พูดว่ากระไรแล้วสำคัญว่าไม่ได้พูด เป็นต้น หลง นั้นกลับกัน คือสำคัญว่าของที่ไม่มีเป็นของมี ดังเช่นเวลาบ้ากามได้ยินเสียงกุก สำคัญว่าผู้หญิงที่ตัวรักเข้ามา หรือว่าอย่างต่ำเห็นเงาสำคัญว่าผีเป็นต้น ความลืมอันเกิดแต่ชราภาพมักจะเกิดแต่เมื่ออายุยังไม่แก่นัก แต่ความหลงนั้นต้องแก่หงำทีเดียวจึงจะเกิดขึ้น ขอให้ทรงพิจารณาดูเถิด
๑๐. คาถาของกรมหลวงประจักษ์ ฯ นั้น หม่อมฉันก็จำได้ และจะทูลประมูลว่าจำได้จนจบ อันมีต่อไปอีกวรรค ๑ ว่า
“สีขเรเถรสฺส ควตุสพฺพธา”
๑๑. หม่อมฉันคิดวิธีเขียนจดหมายเวรต่อไปดังนี้ ด้วยนายสมบุญหายเจ็บแล้ว แต่เขามีตำแหน่งไปทำงาน ว่างแต่วันอาทิตย์ หม่อมฉันจึงจะอาศัยบอกให้เขาเขียนในวันอาทิตย์ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ ๒๐ ธันวาคมนี้เป็นต้นไป เห็นจะถวายจดหมายเวรได้ทุกสัปดาหะ เว้นแต่ฉบับไหนเป็นวินิจฉัยเรื่องยาวจะเอาเรื่องเป็นสำคัญ แม้จะต้องข้ามเวลาไปสักสัปดาหะ ๑ ก็ตาม.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ น
๒๗/๘๕
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๔๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
บรรเลง
๑) อ่านหนังสือพิมพ์ซึ่งนักเรียนเขาแต่งลง ให้รู้สึกว่านักเรียนคนนั้นชอบกลที่ไม่เชื่ออะไรหมด จะไม่พูดถึงสิ่งอื่น จะพูดแต่เรื่องคิดด้วยมันสมอง เช่นได้กราบทูลไปแล้วเขาก็ไม่เชื่อ เขาให้ตัวอย่างที่สัตว์ซึ่งมันสมองชำรุดก็ยังคิดได้ เห็นจริงด้วยเขามาก แต่เขาก็ไม่รู้ว่าคิดได้ด้วยอะไร
สนองลายพระหัตถ์ฉบับก่อน
๒) ในวันที่ ๑๗ ได้รับลายพระหัตถ์ฉบับหนึ่ง ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ตรัสว่าเป็นลายพระหัตถ์ที่ ๒๑/๘๕ ตอบหนังสือเวรซึ่งเกล้ากระหม่อมถวายแต่ที่ ๒๒/๘๕ ซึ่งลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายนว่าแต่ฉบับเดียวก่อนนั้นก็ดีแล้ว ที่จริงไม่จำเป็นต้องทรงตอบทุก
ฉบับ แล้วแต่จะสะดวกดีกว่า เว้นแต่ข้อที่กราบทูลถามเพื่อเรียนเท่านั้นเหละจึงควรตรัสตอบ แต่จะตอบจำเพาะข้อเดียวในหนังสือซึ่งจะตรัสตอบก็ได้ ใต้ฝ่าพระบาทดีที่ตรัสบอกให้เขียนได้ แม้จะต้องทรงร่างเองก็เมื่อคนเขียนเจ็บป่วย ส่วนเกล้ากระหม่อมบอกให้เขียนไม่ได้ เพราะไม่ได้หัดตัวมาไว้ ต้องร่างเองเสมอ
๓) ข้อที่ทรงร่างนั้นก็ดี เกล้ากระหม่อมได้ความรู้ขึ้นอีกมาก ไม่ใช่แต่ทรงร่างเปล่ายังต้องสอบสวนอีกมากด้วย จะกราบทูลข้อปกิณกะให้ทรงทราบไว้เพื่อการพิจารณาด้วย
พระศาสดาทำก่อน พระชินราชทำตอนกลาง พระชินสีห์ทำทีหลัง ทั้งนี้ขัดกับตำนานอยู่ แน่ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะได้ดูพระชินราชเห็นเสียอยู่ที่นั่นที่นี่ แต่แล้วมาดูพระชินสีห์เห็นพระชินราชเสียอยู่ตรงที่ไหนก็มาแก้ไขหมด จึงว่าพระชินสีห์ทำทีหลัง
อนึ่งคิดว่าพระพุทธรูปแต่ก่อนเขาคงปั้นหุ่นตั้งบนที่ไม่ใช่ทำกับพื้นโรงงานด้วยได้เห็นพระชินราชทำมือไม่เท่ากัน ข้างสมาธินั้นเล็ก ข้างมารวิชัยนั้นใหญ่ ทำไมจึงเป็นดั่งนั้น ก็เห็นว่าถ้าทำเท่ากันจะเห็นข้างมารวิชัยเป็นเล็ก จึ่งเห็นว่าเขาปั้นหุ่นบนที่ตั้ง แก้ไขให้เห็นตามสมควร
พระเหลือนั้นเมื่อเห็นเข้าก็ตกใจ ได้พูดทางอย่างที่ตรัสไว้เหมือนกัน แต่องค์ที่อยู่ในกฏิใต้ต้นโพธิ์เดี๋ยวนี้ เก่ากว่าพระชินราชชินสีห์แน่ จะเป็นพระเหลือไม่ได้เลย
วิหารหน้าพระธาตุนั้น ใช้เป็นที่คนมาไหว้พระธาตุพักก่อน เมื่อมีพระพุทธรูปขึ้นแล้วจึ่งใช้ตั้งพระพุทธรูป จริงดอกพระพุทธรูปเกิดนานแล้วแต่ต้องเป็นทีหลังปรินิพพาน ส่วนธาตุกะเจดีย์นั้นมีมาก่อนพระเจ้าตรัสรู้แล้ว แต่ประเพณีที่ตั้งพระพุทธรูปในวิหารหน้าพระธาตุจะรั่วมาถึงเมืองไทยเห็นจะกินเวลานาน
การย้ายเอาพระชินราชเข้าตั้งต้องเป็นด้วยคนนับถือกันแน่นอน ที่วัดราชบพิธก็เป็นล่ำเป็นสันอยู่แต่วิหารหน้าหลังเท่านั้น ส่วนวิหารข้างนั้นเป็นแต่ประตูเข้าไปในลานพระเจดีย์ ตั้งอะไรไม่ได้
ที่ตรัสว่าสร้างพระปรางค์ด้วยแลงประกอบด้วยอายุนั้น ไปได้ยินนักปราชญ์เขาว่าไปอีกอย่างหนึ่ง ว่าที่ใดหาหินได้ก็ก่อด้วยหิน หาแลงได้ก็ก่อด้วยแลง ถ้าหาหินหาแลงไม่ได้ก็ก่อด้วยอิฐ อย่างไรจะถูกก็ไม่ทราบ แต่ได้สังเกตที่เมืองเขมร เห็นสถานเก่าแล้วก็ก่อด้วยอิฐล้วน แล้วก็ปนหิน มีหลังประตูเป็นต้น แล้วก็เป็นหินล้วนที่เป็นหินพบเอาลายที่ฉลักแล้วกลับเข้าไว้ข้างใน ที่ไม่เห็นก็มี แสดงว่ารื้อเอาหินเก่ามาก่อใหม่ จะเป็นเก่าหาหินไม่ได้หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
๔) ที่เมืองสวรรคโลกเห็นพระปรางค์เป็นของใหม่ ตรัสบอกว่าพระเจ้าบรมโกศทรงปฏิสังขรณ์ เห็นเป็นถูกต้องด้วยเหมือนกับที่วัดไชยวัฒนาราม
๕) เรื่อง “เตาไห” ได้ทราบความละเอียดก็ดีขึ้นมาก
๖) วัดจุฬามณี หาที่กรุงเก่าแย่ ที่แท้หลุดไปอยู่ที่พิษณุโลก ทราบด้วยสมุดของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
๗) ชาวตะวันตกเรียก “พระสิหิงค์” ว่า “สิหญิง” นั้นควรจะรู้หากไม่ได้สังเกต อย่างไรก็ดีเห็นว่าเรียกผิด แปลไม่ได้ความ เกล้ากระหม่อมก็อยากทราบว่า “สิหิงค์” นั้นเป็นพระนามใหม่หรือเก่า จึ่งกราบทูลถามถึงที่เขาเรียกกันทางเชียงใหม่ ก็เมื่อทางตะวันตกเขาเรียกกันว่า “สิหญิง” แม้จะแปลไม่ได้ความก็รู้ได้ว่าเป็นพระนามเดิม
อันคำว่า “หญิง” นั้นเป็นคำไทยเจือเขมร ด้วยดูหนังสือเขมรพบคำว่า “วิฬาร์ญี” และ “หงส์ญี”
๘) ศรีมหาราชาก็เป็นเมืองสิงห์ อะไรกัน เมืองสิงห์ดกเต็มที จะทรงทราบพอที่จะตรัสอธิบายให้เข้าใจได้หรือไม่
๙) เรื่องให้ชื่อนั้นเกล้ากระหม่อมเลิกตั้ง แต่ตั้งกรรมการให้คิดแม้จนหลานก็ไม่ตั้ง ใครมาขอก็บอกให้ไปขอกรรมการ ทีหลังเมื่อมีนามานุกรมแล้วใครมาขอก็บอกให้ปรึกษานามานุกรม
๑๐) เปลใหญ่เกล้ากระหม่อมเคยมี แต่ไม่เป็นกรง เป็นถักด้วยด้ายสีชมพูเป็นตาชะลอม เห็นจะเป็นอย่างใหม่ หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
รายการ
๑๑) เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม สำนักพระราชวังส่งหมายมาให้ฉบับ ๑ เป็นทำบุญเจ็ดวันให้ พลเอก อุ่ม (เมื่อเผาแล้ว) ที่บ้านถนนพระอาทิตย์ วันที่ ๒๒ ธันวาคม เวลา ๑๖.๓๐ น. สวดมนต์ ๒๓ เวลา ๑๑.๓๐ น. เลี้ยงพระและในวันที่ ๒๓ นั้น เวลา ๑๕.๐๐ น. ฝังอังคารที่วัดอินทาราม คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปทุกเวลา แต่งปรกติ
๑๒) เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ได้รับใบดำฉบับ ๑ นายปรีดีบอกกำหนดการเผาศพแม่ ได้สั่งให้จัดเครื่องขมาศพส่งไป
สนองลายพระหัตถ์ฉบับหลัง
๑๒) กับเมื่อวันที่ ๒๑ นั้นได้รับลายพระหัตถ์เวรหมายที่ ๑๔/๘๕ ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม จะกราบทูลสนองต่อไปนี้
ก. “เหรา” นั้นได้นึกถึงเรือ “สุวรรณเหรา” กับเรือ “เหรา (ข้ามสมุทร)” เหมือนกัน แต่ที่กราบทูลถามนั้นเผื่อจะทรงทราบดีกว่านั้น จะได้เข้าใจว่าอะไรแน่ เรือเก่านั้นเก่าแน่ เขาว่าเรือ “นารายณ์ทรงสุบรรณ” ก่อนนี้ก็เป็นแต่ครุฑเปล่าๆ เพิ่งมาเติมองค์นารายณ์ขึ้นเมื่อรัชกาลที่ ๔
ข. ศักราชนั้นออกจากคนทั้งนั้น ที่มาออกจากเมืองก็ “รัตนโกสินทรศก” อยากจะพาลหาเหตุว่าศักราชอันมีจำนวนน้อยในกฎหมาย ซึ่งโหรว่าศักราช “จุฬามณี” นั้น “รัตนโกสินทรศก” พาไป การที่พระเจ้าปราสาททองเปลี่ยนปีนั้นทำให้ยุ่งจริง โหรก็คงเปลี่ยนไปหาเก่าเมื่อพ้นรัชกาลแล้ว ที่พม่าไม่ยอมใช้นั้นถูกอย่างยิ่ง
ค. “ฉาน” ก็คือ “สาน” ใกล้กับ “สยาม” นั่นเอง ที่อยากจะรู้แน่ก็คือคำว่า “สยาม” นั้นเป็นคำที่ต่างประเทศเรียกหรือเราเองเรียกตัวเราเองเท่านั้น ญี่ปุ่นนั้นอ่านตัวต้นคำจีน (เห็นจะเป็นแต้จิ๋ว) ว่า “ยิด” แปลว่าพระอาทิตย์แต่ตัวหลังนั้นไม่รู้ ภาษาต่างๆ ก็ย่อมเป็นไปต่างๆ อยู่นั่นเอง
ฆ. พระบาทที่วัดบวรนิเวศ เพิ่งรู้ว่าตั้งติดผนังอยู่ที่หลังพระโตไม่ได้ดูเสียด้วย ได้ดูแต่รอยซึ่งเอามาทิ้งไว้ที่ศาลา เห็นเก่ามาก แต่ไม่ทราบว่าเอามาแต่ไหน สนทนากับฝ่าพระบาทนั้นลางทีก็ทำให้รู้กว้างขวางออกไปได้ดั่งนี้
ง. ได้ยินว่าพระราชาคณะวัดโพธิ์ ไม่ได้ปกครองวัดโพธิ์ ต้องมาแต่อื่นลางทีท่านเจ้าเผื่อนจะคิดเช่นนั้นก็เป็นได้
จ. “สวรรค์” นั้นทราบว่าไม่ใช่ของพระเจ้า เกิดขึ้นก่อนพระเจ้าตรัสรู้ แต่คำว่า “นฤพาน” นั้นไม่ทราบ คณาจารย์ตั้งใจจะอุดหนุนพระเจ้านั้นแน่นอน
ฉ. คำว่า “พระ” นั้นเราใช้กันป่นเปื่อย แต่คิดว่าทีหลังทั้งนั้น ที่พม่าพูดว่า “พยาเจดีย์” นั่นก็จำเป็น เพราะเขาใช้ ร เป็น ย ดูแต่ “อลองพระ” เป็น “อลองพยา” ก็มี เข้าใจว่าคำ “อลองพระ” เป็นคำไทย “อลองพยา” เป็นคำพม่า
ช. “ลืม” กับ “หลง” นั้นได้ตรองแล้ว สงสัยอยู่มาก คำว่า “หลง” เราใช้แปลคำ “โมหะ” ได้พูดกับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ว่าหลงทางก็จะปรับเอาเป็น “โมหะ” ด้วยหรือ ถ้าเช่นนั้นจะมีคำ “อวิชชา” ไว้ทำไม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านตัดสินดี ว่าสิ่งใดซึ่งรู้แล้วของชั่วยังขืนทำ เช่น กินเหล้า รู้แล้วว่าเหล้าเป็นของชั่วยังขืนกิน
นั่นคือ “โมหะ” ท่านวินิจฉัยดีมาก กรมหมื่นชุมพรเรียกกินแล้วว่าไม่ได้กินนั้นว่า “กินขี้” ที่องค์สร้อยว่านั้นคือ “เลอะ” เป็น “กินขี้” ที่จริงคำว่า “ลืม หลง เลอะ” นั้นเห็นจะมีหนักเบา ทางเขมรเขาแปล “โมหะ” ว่า “วังเวง” สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านถามว่า “วังเวง” นั้นเป็นคำเขมรหรือ เกล้ากระหม่อมก็ตอบไม่ได้ คำเขมรเหมือนกับคำไทย ไม่รู้ว่าใครเอาของใครไปมานั้นมีมาก
ซ. คาถา (เก๊ๆ) ซึ่งจำไม่ได้อยู่บาทหนึ่งแล้วตรัสบอกให้นั้นเป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง ทีนี้จำได้ตลอดไม่รู้ลืมเลย
ฌ. ลายพระหัตถ์เวร จะตรัสบอกให้นายสมบุญร่างหรืออย่างไร และจะเป็นวันไรนั้นก็ได้ ที่สุดจนไม่ทรงตอบเลยก็ได้ กราบทูลซ้ำอีกทีหนึ่ง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ น
๒๘/๘๕
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๔๘๕
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
บรรเลง
๑) ที่แปล “โมหะ” ว่าหลงนั้นสงสัยมานานแล้ว กลัวจะผิดหลงทางกับหลงเมีย ผิดกันเป็นกองสองกอง จึงปรึกษากับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ท่านจึงตัดสินอย่างที่กราบทูลมาแล้ว
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์นั้นท่านชอบกล ความชอบกลของท่านนั้นเป็นไฉน จะกราบทูลให้เข้าพระทัย คือท่านไม่เชื่อว่าคำแปลภาษามคธจะถูกไปทุกคำ เช่นคำ “สัมผัปลาปวาท” แปลกันว่าพูดโปรยเสียซึ่งประโยชน์ (เจ้านายว่าพูดถึงฝรั่งรบกัน) ท่านกลัวจะแปลผิดเพราะเขาจะให้ไปลงนรก แต่ท่านเห็นว่าโทษไม่ถึง
สีมาต่างๆ เกล้ากระหม่อมก็ได้ถามท่าน ลางอย่างท่านก็บอกว่าท่านไม่เข้าใจ อะไรพูดเป็นประโยชน์ๆ เมื่อได้คำสงสัยของท่านมาก็มาเปิดดูพจนานุกรมก็แปลเลือนๆ จับหลักได้คำหนึ่งว่างัวร้องต่อกัน ๔ ตัว งัวก็ร้องไม่ดังนักที่กะว่าโยชน์หนึ่ง ๔๐๐ เส้นเห็นจะมากไป
ฝ่ายท่านเจ้าแจ่ม (พระสาสนโสภณ) ถามอะไร ท่านก็บอกว่าท่านไม่รู้ คงเป็นด้วยปัญหาของเรานั้นเหลือรับ
กราบทูล
๒) ที่กราบทูลว่าการเซ็นชื่อถวายพระพรปีใหม่ จะเสด็จไปเมื่อไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปในเวลาที่กำหนดนั้น แปลว่าได้เคยมาแก่ตัวแล้ว ไปนอกเวลาไม่ต้องเบียดกันเซ็น ทั้งเขาก็รับรองดีด้วย
๓) ตรัสบอกถึงยาถ่ายเยี่ยว ไม่เคยทราบเลย แต่ไม่ประหลาดอะไรคงจะมีวิธีมาใหม่เสมอ ให้วิตกแก่หมอทั้งหลายของเรา จะรู้วิชาซึ่งเพิ่มมาใหม่ พอที่จะตรวจอาการ (Diagnosis) หรือไม่ ถ้าไม่รู้เสียทีเดียวก็จะไม่เกิดผล แต่ถ้ารู้งูๆ ปลาๆ นั่นแหละสำคัญ ผู้มีบุญจะตายโดยสงบไม่ได้ จะต้องเป็นเครื่องลองทุกวิธีไปจนตายคาที่ การฉีดยาก็มีตัวอย่างคนที่ต้องฉีดยาไปจนตายก็มี
๔) ทีนี้จะถวายชื่อนักเรียนซึ่งลงหนังสือพิมพ์ แต่ที่แท้เขาพูดวิทยุกระจายเสียง หนังสือพิมพ์เก็บเอามาลงอีกต่อหนึ่ง เขาว่าเขาชื่อ “นายทองเปลว ชลภูมิ ราชบัณฑิตในวิชาสังคมศาสตร์” เขาไม่เชื่อตำราที่ว่าคนเกิดแต่อะไรทั้งสิ้น ที่ฝรั่งว่าคนกลายมาแต่ลิงนั้น ถ้าหากคนกลายจากลิงได้ กลายจากปลาก็ได้ไม่ขัดข้อง เห็นจริงกับเขา ด้วยคนมีหลายจำพวก ถ้าว่าถึงผิวก็ไม่ใช่เป็นเพราะประเทศ โครงกระดูกผิดกันทีเดียวด้วย ไม่นึกเลยว่าบุคคลผู้นี้จะไม่เชื่อตำราที่ฝรั่งว่าคนกลายมาแต่ลิง ทีก็จะอาศัยที่รูปคล้ายกัน
๕) เมื่อวันที่ ๒๗ เดือนนี้ ได้ทำบุญถวายทูลกระหม่อมเราและสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ตามที่ได้กราบทูลไว้ว่าเลื่อนเพราะพระลุยน้ำมาลำบาก
ข้าวพระ (พุทธรูป) ตรงกับเครื่องเซ่นเมื่อถือผี
ที่ตรัสว่าพ่อของเจ้านายแต่ก่อนเรียกว่า “ทูลกระหม่อมแก้ว” นั้นควรแล้วที่จะหมายความว่าพ่อ เพราะคำว่า “แก้ว” ก็หมายความว่าดี ดุจช้างแก้วม้าแก้วเป็นต้น แล้วเลิกคำว่า “แก้ว” เสีย มาโดนกับ “ทูลกระหม่อม” หรือ “ทูลหม่อม” ในพวกเจ้าฟ้า จะหาความว่าพวกข้าหลวงมหาดเล็ก “รับพร่าอาทานอย่าง”
รายการ
๖) เมื่อวันที่ ๒๖ นี้ มีดอกไม้ธูปเทียนลาตายมา มีห่อธูปเทียนมีหนังสือจดว่า พระองค์เจ้าวรวุฒิอาภรณ์สิ้นพระชนม์วันนั้น ลูกบอกว่าจะสรงพระศพวันที่ ๒๗ เวลา ๑๖.๐๐ น. ได้สั่งให้ส่งน้ำอบไป พระองค์เจ้าวรวุฒิเป็นโอรสกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญองค์หลังที่สุด
๗) ครั้นรุ่งขึ้นวันที่ ๒๗ ได้รับหมายสำนักพระราชวังมีมาว่าดังนี้
ก. พระองค์เจ้าวรวุฒิอาภรณ์สิ้นพระชนม์วันที่ ๒๖ ธันวาคม เวลา ๑๕.๐๔ น. บอกพระชนม์ ๖๙ และบอกพระโรคว่าประชวรอัมพาต อัมพาตทีจะเป็น “แฟแช่น” ของวังนั้น เคยเห็นหม่อมของเธอจะไปไหนก็ขึ้นเก้าอี้หามเข้าใจว่าเป็นอัมพาต จะสรงพระศพวันที่ ๒๗ เวลา ๑๖.๓๐ น. เสร็จแล้วเชิญไปบรรจุที่วัดผาติการาม (ส้มเกลี้ยง) ที่ใช้คำว่า “บรรจุ” นั้นจะทำกันอย่างไรไม่ทราบ
ข. วันที่ ๒๙ ได้รับหมายกำหนดการขึ้นปีใหม่ ๒ ฉบับ อันได้แบ่งส่งมาถวายเพื่อทราบฝ่าพระบาทในคราวนี้ด้วยแล้ว (ไม่ใช่ทางราชการ)
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ที่ ๒๐/๒๔๘๕ หมายกำหนดการพระราชพิธีขึ้นปีใหม่
ที่ ๒๐/๒๔๘๕
หมายกำหนดการ
พระราชพิธีขึ้นปีใหม่
๒๔๘๖
นายกรัถมนตรี ไนตำแหน่งบังคับบันชาสำนักพระราชวัง รับบัญชาคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ ไห้กำหนดการพระราชพิธีขึ้นปีใหม่ ๒๔๘๖ ดั่งต่อไปนี้
วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๘๕ เวลา ๑๖ นาลิกา ๓๐ นาที คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ มายังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ไนพระบรมนหาราชวัง พระสงฆ์เจรินพระพุทธมนต์
วันที่ ๑ มกราคม ๒๔๘๖ เวลา ๑๐ นาลิกา ๓๐ นาที คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ ไปสงน้ำพระพุทธมหามนีรัตนปติมากรที่ไนพระอุโบสถวัดพระสรีรัตนสาสดาราม แล้วมายังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระสงค์รับพระราชทานฉัน แล้วสดับปกรน์พระบรมอัตถิ
วันนี้มีการลงชื่อถวายพระพรที่ไนพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา ๑๐ นาลิกาจนถึงเวลา ๑๖ นาลิกา
วันที่ ๒ มกราคม เวลา ๙ นาลิกา คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ไปสงน้ำปูชนียวัตถุ และสดับปกรน์พระอัตถืหอพระนาก ไนวัดพระสรีรัตนสาสดาราม
การแต่งกาย แต่งเครื่องแบบปรกติ ทุกเวลา
สำนักพระราชวัง
วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๔๘๕
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย