•
19 ต.ค. เวลา 04:32 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

เรื่องนี้คือตำนาน ยอดมนุษย์ทางสายใหม่

มนุษย์เงา มนุษย์ไฟ จัมโบ้ เอ เรดแมน เมื่อสึบุรายะสร้างยอดมนุษย์ร่างยักษ์นอกจักรวาลอุลตร้าแมน
สิ้นแล้วเอจิ สึบุรายะ
โอซาก้า ค.ศ. 1970 ก่อนหน้างานโอซาก้า เอกซ์โป 70 จะเริ่มขึ้นเพียง 2 เดือน เอจิ สึบุรายะก็จากไปด้วยโรคหัวใจล้มเหลว สุขภาพของเขาทรุดโทรมลงต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 1969 แต่พอช่วงอาการเริ่มดีขึ้นในเดือนธันวาคม 1969 เอจิยังยืนยันที่จะกลับไปควบคุมงานสร้างพิเศษสำหรับจัดแสดงในอาคาร Mitsubishi Pavilion ของงานเอ็กซ์โปด้วยตัวเองจนเสร็จสิ้น วันที่ 25 มกราคม 1970 หลังจากทำงานชิ้นนั้นเสร็จและเดินทางไปพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศในเมืองอิโต จังหวัดชิซูโอกะก็ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 68 ปี
วันที่ 15 มีนาคม 1970 งานโอซาก้า เอกซ์โป 70 เปิดฉากอย่างเป็นทางการ และผลงานชิ้นสุดท้ายของเอจิ สึบุรายะจึงได้ออกสู่สายตาให้คนได้ชมตามความตั้งใจ แม้ว่าตัวเอจิ สึบุรายะจะไม่มีโอกาสได้เห็นความสำเร็จของงานนี้ด้วยตาตัวเองก็ตาม แต่ผู้คนที่เข้าชมงานก็ได้สัมผัสเทคนิคการสร้างภาพจำลอง ภัยพิบัติ และโลกที่ดูเหมือนจริงของโทคุซัตสึ ทำให้โทคุซัตสึไม่ได้อยู่เพียงในภาพยนตร์อีกต่อไป แต่ถูกนำออกมาแสดงต่อหน้าผู้ชมในพื้นที่จริง
และในงานนี้มันไม่ได้เป็นเพียงมหกรรมระดับโลกที่ญี่ปุ่นใช้ประกาศต่อทั่วโลกว่ากำลังกลับมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอีกครั้งหลังสงคราม หากยังเป็นเหมือนเวทีขนาดมหึมาที่สะท้อนจินตนาการของสังคมญี่ปุ่นในเวลานั้น ทั้งหุ่นยนต์ เมืองแห่งอนาคต เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ยานพาหนะเหนือจินตนาการ และความเชื่อว่าศตวรรษใหม่กำลังจะนำชีวิตมนุษย์ไปสู่อีกโลกหนึ่ง
ญี่ปุ่นในเวลานั้นกำลังอยู่ระหว่างสองยุค ด้านหนึ่งคือความทรงจำของสงครามและโลกเก่าที่กำลังเลือนหาย อีกด้านหนึ่งคือภาพของประเทศที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เด็กญี่ปุ่นจำนวนมากเติบโตมากับโทรทัศน์ หนังสือการ์ตูน ของเล่น และภาพยนตร์ที่ทำให้สิ่งซึ่งไม่เคยมีอยู่จริงสามารถปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาได้ ฮีโร่จึงไม่ใช่เพียงตัวละครสำหรับเด็กอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในภาษาสำคัญที่ญี่ปุ่นใช้พูดถึงอนาคต
และในบรรดาภาพเหล่านั้น ไม่มีภาพใดทรงพลังไปกว่าภาพของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่กลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ ยืนอยู่ท่ามกลางเมืองจำลอง แล้วต่อสู้กับสัตว์ประหลาดที่สูงเท่าตึก นั่นคือวัฒนธรรมโทคุซัตสึที่เชื่อว่าความมหัศจรรย์สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยฉากจำลอง เครื่องแต่งกาย นักแสดง เทคนิคพิเศษ และจินตนาการของมนุษย์ นี่คือโลกของ “Kyodai Hero” หรือฮีโร่ร่างยักษ์
หลังความสำเร็จของ Ultraman และ Ultraseven สึบุรายะต้องเผชิญกับปัญหาที่บริษัทซึ่งประสบความสำเร็จมากเกินไปย่อมต้องพบ นั่นคือการพึ่งพาผลงานหนึ่งมากเกินไป อุลตร้าแมนกลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแรงจนแทบจะกลืนพื้นที่ทั้งหมดของบริษัทเอาไว้ แต่ขณะเดียวกัน ความสำเร็จนั้นก็ทำให้เกิดคำถามว่า หากวันหนึ่งคนดูเริ่มเบื่อฮีโร่จากแดนแห่งแสงขึ้นมา สึบุรายะจะมีอะไรเหลืออยู่อีก
...............
Mirrorman ดึงความลึกลับจากสิ่งใกล้ตัวอย่าง "กระจก" มาเป็นประตูมิติ
สึบุรายะเริ่มทดลองยอดมนุษย์ร่างยักษ์นอกตระกูลอุลตร้าแมนตั้งแต่ช่วงที่เอจิ สึบุรายะยังมีชีวิต โดยเฉพาะ MirrorMan ที่เตรียมสร้างลงจอแก้ว หลังการเสียชีวิตของเอจิ สึบุรายะ ในปี 1970 บริษัทจึงอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องทำสองด้านไปพร้อมกัน คือ การต่อความสำเร็จของอุลตร้าแมนด้วยซีรีส์ Return of Ultraman ขณะเดียวกันก็ค้นหาทิศทางใหม่
กระแสความนิยมยอดมนุษย์ร่างยักษ์และสัตว์ประหลาดในญี่ปุ่นก็กำลังกลับมาอีกครั้ง เพราะการออกอากาศซ้ำของ Ultraman และ Ultraseven หนังสือเด็กและนิตยสารของสำนักพิมพ์อย่างโชงะกุกัง( Shogakukan ) ก็เริ่มทำหน้าที่สำคัญในการสร้างแฟนรุ่นใหม่ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1970 จึงไม่ใช่เพียงการสร้างอุลตร้าแมนตัวใหม่ แต่เป็นการทดลองว่า ฮีโร่ร่างยักษ์สามารถมาจากไหนได้บ้าง
คำตอบแรกมาจากกระจก ในเดือนธันวาคม 1971 Mirrorman (มนุษย์เงาอภินิหาร) ปรากฏตัวบนโทรทัศน์ เขาไม่ได้เป็นมนุษย์ต่างดาวแบบอุลตร้าแมน แต่มีความเกี่ยวข้องกับโลกอีกด้านหนึ่งของกระจก แนวคิดนี้ทำให้ Mirrorman มีบรรยากาศที่แตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด มีทั้งความเป็นไซไฟ ความลึกลับ และความรู้สึกเหนือจริง เพราะกระจกซึ่งเป็นสิ่งธรรมดาที่อยู่ในบ้านทุกหลังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นประตูเชื่อมต่อกับอีกโลกหนึ่ง ความคิดพื้นฐานจึงน่าสนใจมาก ถ้าอุลตร้าแมนมาจากอวกาศ แล้วทำไมฮีโร่จะมาจากอีกด้านหนึ่งของกระจกไม่ได้
Mirrorman จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของสิ่งที่สึบุรายะพยายามทำในเวลานั้น นั่นคือใช้โครงสร้างของฮีโร่ร่างยักษ์ที่ผู้ชมคุ้นเคย แต่เปลี่ยนที่มาของพลังและโลกทัศน์เสียใหม่ และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง วัฒนธรรมของ Mirrorman ไม่ได้อยู่เฉพาะในโทรทัศน์ เพราะตัวละครเหล่านี้ปรากฏในนิตยสารสำหรับเด็กและหนังสือการ์ตูนอย่างต่อเนื่อง เด็กบางคนจึงรู้จัก Mirrorman จากหน้ากระดาษก่อนจะได้เห็นเขาต่อสู้บนจอโทรทัศน์เสียอีก
นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะยุคของฮีโร่ร่างยักษ์ไม่ได้เติบโตจากโทรทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่มันเกิดขึ้นจากโทรทัศน์ หนังสือการ์ตูน นิตยสาร ของเล่น ภาพประกอบ และจินตนาการของเด็กที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน
Fireman ดึงพลังความร้อนและโลกใต้พิภพมาจากธรรมชาติที่ดิบเถื่อน
จากกระจก สึบุรายะเดินทางลงไปใต้โลก Fireman(มนุษย์ไฟใต้พิภพ) ซึ่งออกอากาศในปี 1973 เป็นฮีโร่ที่พยายามสร้างตำนานของตัวเองผ่านไฟ ลาวา และโลกใต้พิภพ เขาไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเพียง อุลตร้าแมนที่มาจากใต้ดิน แต่พยายามวางตัวละครไว้ในโลกที่แตกต่าง ทั้งในเรื่องต้นกำเนิดและบรรยากาศ พลังของ Fireman จึงมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง การต่อสู้เต็มไปด้วยไฟ ความร้อน ลาวา และสัตว์ประหลาดที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากโลกใต้พิภพ
ถ้า Mirrorman คือฮีโร่จากอีกด้านของพื้นผิวสะท้อน Fireman ก็คือฮีโร่จากใต้พื้นโลก และสึบุรายะยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ในปีเดียวกันนั้นเอง ฮีโร่อีกรายหนึ่งก็เดินทางไปในทิศทางตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เขาไม่ได้เชื่อมโยงกับกระจกหรือโลกใต้พิภพ แต่เชื่อมโยงกับเครื่องจักร
Jumborg Ace ผสานโลกของฮีโร่ยักษ์เข้ากับ "เครื่องจักรและหุ่นยนต์" ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานสำคัญก่อนยุคทองของอนิเมะหุ่นยนต์
Jumborg Ace หรือจัมโบ้เอ คือความพยายามที่จะนำฮีโร่ร่างยักษ์เข้าไปพบกับโลกของหุ่นยนต์ เขามีต้นกำเนิดจากเครื่องบินเชสน่าที่ตัวเอกขับ และเมื่อแปลงร่าง เครื่องบินลำเล็กก็กลายเป็นหุ่นยนต์ยักษ์ แนวคิดนี้มีเสน่ห์อย่างประหลาด เพราะ Jumborg Ace อยู่ตรงกลางระหว่างฮีโร่ร่างยักษ์กับซูเปอร์โรบอต เขาไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตจากอวกาศ ไม่ได้เป็นเทพหรือมนุษย์เหนือธรรมชาติ แต่คือเครื่องจักรที่ถูกบังคับจากมนุษย์
ประเด็นนี้ได้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างคือการควบคุมการเคลื่อนไหวของ Jumborg Ace ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ แนวคิดเช่นนี้ดูเหมือนเป็นเพียงกลไกสำหรับสร้างฉากต่อสู้ในรายการเด็ก แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันสะท้อนความสนใจของยุคนั้นที่กำลังพยายามหาวิธีทำให้เครื่องจักรเลียนแบบมนุษย์ได้
ต่อมา Jumborg 9 ซึ่งปรากฏในช่วงหลังของเรื่องก็ยิ่งผลักแนวคิดนี้เข้าไปใกล้โลกของหุ่นยนต์มากขึ้น และเมื่อประวัติศาสตร์อนิเมะหุ่นยนต์ยักษ์ระเบิดตัวขึ้นในญี่ปุ่น เราจึงสามารถมอง Jumborg Ace ย้อนกลับไปในฐานะหนึ่งในงานที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างยอดมนุษย์แบบโทคุซัทสึกับวัฒนธรรมซูเปอร์โรบอตทางงานอนิเมะที่กำลังจะเติบโตขึ้นในปลายทศวรรษ 1970
ต้นทศวรรษ 1970s ยุคทองของยอดมนุษย์ร่างยักษ์
ในเวลานั้น สึบุรายะยังคงแสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในฐานะผู้บุกเบิกงานโทรทัศน์สัตว์ประหลาด ด้วยเทคนิคพิเศษที่สืบทอดมาจากเอจิ สึบุรายะ ทั้งฉากจำลองขนาดเล็กที่สร้างขึ้นอย่างประณีต การถ่ายทำและการผสมภาพด้วยแสงอย่างพิถีพิถัน ตลอดจนการออกแบบฉากต่อสู้ที่พยายามทำให้การปะทะกันของยอดมนุษย์ร่างยักษ์กับสัตว์ประหลาดมีพลังและน่าตื่นตา
ผลงานอย่าง Mirrorman, Fireman และ Jumborg Ace จึงไม่ใช่เพียงการผลิตยอดมนุษย์เพิ่มขึ้นอีกสามตัว แต่เป็นการทดลองรูปแบบใหม่ภายใต้ข้อจำกัดของเทคโนโลยีและงบประมาณในยุคนั้น และเมื่อมองจากปัจจุบัน เราจะเห็นว่าหลายแนวคิดมีความล้ำหน้าเกินกว่าที่ผลตอบรับในยุคนั้นจะสะท้อนได้ทั้งหมด
ปี 1973 จึงเป็นปีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ไม่ได้เป็นเพียงปีที่สึบุรายะผลิตยอดมนุษย์หลายตัวพร้อมกัน แต่เป็นปีครบรอบ 10 ปีของบริษัท และบริษัทกำลังวางทั้ง Ultraman Taro, Fireman และ Jumborg Ace ไว้ในตลาดเดียวกันบนหน้าจอโทรทัศน์ ถ้ามองเพียงผิวเผิน มันอาจดูเหมือนบริษัทกำลังผลิตหนังจำนวนมากเพื่อเกาะกระแสความนิยม แต่ถ้ามองย้อนกลับไป สิ่งที่เกิดขึ้นมีความทะเยอทะยานมากกว่านั้น
สึบุรายะกำลังทดลองสร้างอนาคตหลายแบบพร้อมกัน อนาคตหนึ่งมาจากอวกาศ อนาคตหนึ่งมาจากกระจก อนาคตหนึ่งมาจากใต้พื้นโลก และอีกอนาคตหนึ่งมาจากเครื่องจักร ทั้งหมดล้วนเป็นคำตอบที่แตกต่างกันสำหรับคำถามเดียวกันว่า ยอดมนุษย์ร่างยักษ์จะสามารถเป็นอะไรได้อีก
สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
ทว่าโลกของยอดมนุษย์ร่างยักษ์ยุค 1970 ไม่ได้มีเพียงสึบุรายะ ในช่วงเวลาเดียวกัน ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ยุคที่ฮีโร่แปลงร่าง นักรบสวมหน้ากาก และมนุษย์เหนือธรรมชาติปรากฏขึ้นแทบทุกสัปดาห์ Kamen Rider ของ Toei กลายเป็นปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ และฮีโร่จากบริษัทอื่นๆ ก็พยายามแย่งพื้นที่บนหน้าจอ ดังนั้น Mirrorman, Fireman และ Jumborg Ace จึงไม่ได้ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดในเมืองจำลองเพียงอย่างเดียว พวกเขายังต้องต่อสู้กับตลาดโทรทัศน์ที่กำลังแน่นขนัดไปด้วยฮีโร่
และประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้ใจดีกับทุกคนเท่ากัน อุลตร้าแมนกลายเป็นตำนาน ขณะที่ Mirrorman, Fireman และ Jumborg Ace ค่อยๆ ถูกผลักออกไปจากความทรงจำของคนทั่วไป เพราะมันคือหนังชุดเดียวที่ไม่ได้มีภาคต่อมาขยายจักรวาลออกไป แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาหายไปจริงๆ เพราะหนึ่งในคุณสมบัติที่น่าสนใจที่สุดของวัฒนธรรมโทคุซัตสึสึญี่ปุ่นคือ ฮีโร่เก่าสามารถกลับมาเกิดใหม่ได้เสมอ
Redman ยอดมนุษย์ที่ถูกลดทอนจนเหลือเพียงการต่อสู้
กรณีของ Redman ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีก เพราะชื่อ “Redman” มีประวัติย้อนกลับไปถึงช่วงแรกเริ่มของการพัฒนาโครงการที่ต่อมากลายเป็น Ultraman ก่อนจะถูกนำมาใช้กับตัวละครและรายการของตัวเองในปี 1972 แต่ Redman ไม่ได้กลับมาในฐานะมหากาพย์ฮีโร่ขนาดใหญ่แบบ Mirrorman หรือ Ultraman รายการ Redman มีความยาวเพียงประมาณห้านาทีต่อตอน และผลิตออกมาจำนวนมากถึง 138 ตอน รูปแบบเรียบง่ายจนแทบเป็นเหมือนการทดลองอีกชนิดหนึ่งของสึบุรายะ
ฮีโร่ยักษ์ออกมาต่อสู้กับสัตว์ประหลาดในพื้นที่โล่ง โดยใช้สัตว์ประหลาดจากคลังชุดที่มีอยู่แล้วมาดัดแปลงใช้ซ้ำ เมื่อมองด้วยสายตาของคนยุคปัจจุบัน Redman อาจดูเหมือนงานที่หยาบและประหลาดกว่าผลงานยุคเดียวกัน แต่ความประหลาดนั้นเองทำให้มันมีชีวิตหลังความตายทางวัฒนธรรมขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ หลายสิบปีต่อมา Redman กลายเป็นตัวละครที่ถูกค้นพบใหม่โดยคนรุ่นอินเทอร์เน็ต และภาพการต่อสู้ที่รุนแรงเกินคาดของเขากลายเป็นสิ่งที่ผู้ชมยุคใหม่หยิบมาพูดถึงอีกครั้ง
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับฮีโร่จำนวนมากจากยุคนั้น พวกเขาอาจแพ้ในเรตติ้ง อาจไม่มีภาคต่อ อาจไม่มีจักรวาลขนาดใหญ่ แต่อาจกลับมาได้รับความหมายใหม่เมื่อคนรุ่นหลังมองย้อนกลับไป และเรื่องราวของสึบุรายะก็ไม่ได้จบลงในทศวรรษ 1970
เมื่อเข้าสู่ปี 1993 บริษัทสร้าง Gridman หรือ The Hyper Agent Gridman ขึ้นมา คราวนี้ฮีโร่ไม่ได้มาจากอวกาศ ไม่ได้มาจากกระจก และไม่ได้มาจากใต้พิภพ เขามาจากโลกคอมพิวเตอร์ นี่เป็นอีกครั้งที่สึบุรายะนำแนวคิด “ฮีโร่ร่างยักษ์” ไปวางไว้ในเทคโนโลยีร่วมสมัย โลกของ Gridman เต็มไปด้วยคอมพิวเตอร์ โปรแกรม เครือข่าย และสัตว์ประหลาดดิจิทัล หากมองเส้นทางจาก Mirrorman มาถึง Gridman จะเห็นว่ามีสิ่งหนึ่งไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือสึบุรายะยังคงถามคำถามเดิมอยู่เสมอว่า ถ้าโลกเปลี่ยนไป ฮีโร่ร่างยักษ์จะเปลี่ยนไปด้วยได้หรือไม่
คำตอบคือได้
อดีตไม่ได้หายไป มันกลายเป็นวัตถุดิบของอนาคต
เมื่อเวลาผ่านไป ยอดมนุษย์เก่าก็เริ่มกลับมาในรูปแบบใหม่อีกครั้ง หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในปี 2010 กับภาพยนตร์ Ultraman Zero: The Movie ตัวละครที่มีรากเชื่อมโยงกับยอดมนุษย์นอกตระกูลอุลตร้าแมนยุคเก่าปรากฏตัวในรูปแบบใหม่ ได้แก่ Mirror Knight, Glenfire และ Jean-bot ซึ่งมีสายสัมพันธ์ทางแนวคิดกับ Mirrorman, Fireman และ Jumborg Ace ตามลำดับ
ก่อนจะรวมตัวกับ Ultraman Zero ในฐานะ Ultimate Force Zero แน่นอนว่าพวกเขาไม่ใช่ตัวละครเดิมแบบตรงตัว โลกของพวกเขาถูกเปลี่ยนใหม่ รูปลักษณ์ถูกออกแบบใหม่ และบทบาทก็ถูกวางลงในจักรวาลที่ใหญ่กว่าเดิม แต่ความทรงจำยังคงอยู่ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Legacy ของยอดมนุษย์ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกสร้างขึ้นเพื่อทดลองตลาดในยุค 1970 สามารถกลับมาได้รับชีวิตใหม่ในอีกหลายสิบปีต่อมา
และบางทีนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้จักรวาลของสึบุรายะยังคงมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานกว่ายอดมนุษย์โทรทัศน์จำนวนมากจากยุคเดียวกัน เพราะสึบุรายะไม่ได้มองอดีตว่าเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดเพื่อเปิดทางให้ของใหม่ ตรงกันข้าม อดีตสามารถกลายเป็นวัตถุดิบของอนาคตได้ Mirrorman สามารถกลายเป็น Mirror Knight, Fireman สามารถกลายเป็น Glenfire, Jumborg Ace สามารถกลายเป็น Jean-bot และ Gridman สามารถกลับมาในรูปแบบอนิเมะและได้รับการตีความใหม่จนกลายเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย
แม้กระทั่ง Redman ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงรายการสั้นๆ ที่ดูเหมือนจะถูกลืม ก็สามารถกลับมาเป็นที่พูดถึงในโลกโซเซียลได้อีกครั้ง
สึบุรายะไม่ได้สร้างยอดมนุษย์ร่างยักษ์เพียงแบบเดียว แล้วเลิกทดลอง แต่ตลอดหลายทศวรรษพวกเขาเปลี่ยนคำตอบไปเรื่อย ๆ ตามโลกที่เปลี่ยนไป
#ประวัติศาสตร์โทคุซัตสึ ตอนที่ 14
โฆษณา