วันนี้ เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

Birla ตระกูลรวย 700,000 ล้าน ที่มีธุรกิจในตลาดหุ้นไทย แต่คนไม่ค่อยรู้จัก

นอกจากเป็นแหล่งความมั่งคั่งของเจ้าสัวไทย รู้ไหมว่าตลาดหุ้นไทย ยังมียอดภูเขาน้ำแข็งแห่งความมั่งคั่งของ ตระกูลเศรษฐีข้ามชาติซ่อนอยู่
นั่นก็คือ TR หรือ บริษัท ไทยเรยอน จำกัด (มหาชน) และ BCT หรือ บริษัท เบอร์ล่า คาร์บอน (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
หุ้นที่พูดไปหลายคนอาจจะไม่ได้รู้จักชื่อ แต่เจ้าของ 2 บริษัทกลับไม่ธรรมดา
เพราะพวกเขาคือตระกูล Birla มหาเศรษฐีจากอินเดีย ที่มีความมั่งคั่งมากถึง 770,700 ล้านบาท จากการประเมินของ Bloomberg
แถมตระกูลนี้ไม่ใช่เศรษฐีใหม่ แต่เป็นตระกูลที่รักษาความมั่งคั่งมาได้นานถึง 7 รุ่นแล้วด้วย
แล้วตระกูล Birla มีที่มาอย่างไร แล้วทำไมถึงมีธุรกิจอยู่ในตลาดหุ้นไทยแบบนี้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ตระกูล Birla นั้นเริ่มต้นจากการเป็นพ่อค้าฝ้าย ในปี ค.ศ. 1857 หรือสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ตอนนั้นประเทศอินเดีย ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
โดยรุ่นแรกนั้นเริ่มต้นธุรกิจที่เมืองปิลานี ก่อนที่คุณ Baldeo Das Birla รุ่นที่ 2 จะย้ายธุรกิจมายังเมืองบอมเบย์ (มุมไบ ในปัจจุบัน) หนึ่งในศูนย์กลางการค้าของอินเดียในขณะนั้น เพื่อความสะดวกในการทำธุรกิจ
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ตระกูล Birla เติบโตจากพ่อค้าไปเป็นมหาเศรษฐีที่มีทั้งอำนาจและเงินตรา เกิดขึ้นในรุ่นที่ 3 ภายใต้การนำของคุณ Ghanshyam Das Birla หรือ G.D. ลูกชายคนสุดท้องของคุณ Baldeo
โดยความมั่งคั่งของตระกูล เติบโตกว่า 4 เท่า จากการทำธุรกิจค้าขายเส้นใยปอ ที่กำลังเป็นที่ต้องการของอังกฤษ ที่ต้องผลิตถุงกระสอบจำนวนมาก สำหรับใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1
แต่ถึงแม้จะร่ำรวยจากการค้าขายกับเจ้าอาณานิคม แต่คุณ G.D. กลับเป็นหนึ่งในนายทุนผู้หนุนหลังรัฐบุรุษของอินเดียอย่าง มหาตมา คานธี ในการประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ
หลังจากที่อินเดียได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1947 เขาก็ได้ขยายกิจการของครอบครัวจากการค้าขาย ไปเป็นการผลิตและการอุตสาหกรรมมากขึ้น
จากการตั้ง Grasim บริษัทผลิตเส้นใยเรยอน ในปี ค.ศ. 1948 และ Hindalco บริษัทผลิตอะลูมิเนียม ในปี ค.ศ. 1958 รวมถึงมีการขยายธุรกิจไปยัง ปูนซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และธนาคารอีกด้วย
แต่นอกจากคุณ G.D. แล้ว พี่น้องคนอื่น ๆ ที่มีหัวทางด้านธุรกิจเหมือนกัน ต่างก็ออกไปก่อตั้งธุรกิจของตัวเองและประสบความสำเร็จเช่นกัน เช่น การทำธุรกิจผลิตรถยนต์ ทำให้ตระกูล Birla มีกันอยู่หลากหลายสาย
ธุรกิจสืบทอดมาถึงรุ่นที่ 5 ซึ่งก็คือคุณ Aditya Vikram Birla ผู้พา Birla Group ก้าวออกจากอินเดียสู่ตลาดโลก
และประเทศแรกที่พวกเขาเลือกเป็นฐานในการทำธุรกิจกับตลาดโลก ก็คือ “ประเทศไทย”..
ด้วยการตั้งบริษัท Indo Thai Synthetics Company Limited ในปี ค.ศ. 1969 ตามด้วยบริษัท TR ในปี ค.ศ. 1974
และ BCT บริษัทผลิตสารคาร์บอนแบล็ก ซึ่งใช้ในการผลิต สี หมึกพิมพ์ แบตเตอรี่ และผลิตภัณฑ์ยางต่าง ๆ ในปี ค.ศ. 1978 โดยมีโรงงานอยู่ที่จังหวัดอ่างทอง และกำลังเริ่มก่อสร้างโรงงานใหม่ที่จังหวัดระยอง เมื่อปีที่แล้ว
และนอกจากประเทศไทย คุณ Aditya ได้ขยายธุรกิจไปยังหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังขยายไปไกลถึงประเทศอียิปต์ด้วย
แต่นอกจากความสำเร็จในการขยายธุรกิจไปยังหลากหลายประเทศอย่างยิ่งใหญ่ ยังมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงของรุ่นที่ 5 นี้ด้วย
นั่นก็คือการสังคายนา สายอำนาจควบคุมของธุรกิจตระกูล Birla อย่างเป็นระบบ
ด้วยความที่พี่น้องของคุณ G.D. ซึ่งเป็นปู่ของคุณ Aditya ต่างก็มีหัวทางธุรกิจ จนแตกออกเป็นหลายบ้านมากมาย แถมถือหุ้นไขว้สลับกันไปมา ไม่นับว่ามีบริษัท Holding ด้วย
แม้การถือหุ้นไขว้นี้ จะมีข้อดีคือทำให้ธุรกิจถูกคนนอกมาฮุบไปได้ยาก แถมทุกคนยังรู้สึกแน่นแฟ้น ด้วยการเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน
แต่ความลำบากที่ตามมาก็คือ แยกยากว่าใครเป็นเจ้าของธุรกิจอะไร จนบางบริษัทไม่มีใครรู้ว่าอำนาจตัดสินใจต้องเป็นใครกันแน่
จนในปี ค.ศ. 1986 สมาชิกตระกูล Birla กว่า 10 คน จึงมานั่งจับเข่าคุยกันว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้ และแบ่งสายอำนาจควบคุมธุรกิจอย่างชัดเจน
ผลลัพธ์ของการพูดคุยนี้ ไม่ได้จบลงที่การทำธรรมนูญครอบครัว ให้ทุกคนเข้ามาร่วมกันเป็นเจ้าของธุรกิจ ภายใต้กฎเกณฑ์หนึ่งเดียว
แต่เป็นหลักการง่าย ๆ ก็คือ “ใครดูแลธุรกิจไหน ก็เป็นเจ้าของธุรกิจนั้น” ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของร่วมกันในทุกอย่าง เพื่อให้ธุรกิจของทุกสายตระกูลเดินหน้าต่อไปได้
จากนั้นสายตระกูลต่าง ๆ รวมถึงบริษัท Holding ของครอบครัว ก็จัดสรรโอนหุ้นกันให้แต่ละสายตระกูล ซึ่งกว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้น ก็กินเวลาไปเกือบ 20 ปี กว่าที่จะแยกสายธุรกิจอย่างชัดเจน
เพราะตระกูล Birla สามารถแบ่งกันออกมาได้ถึง 6 สายเลยทีเดียว โดยมีสายตระกูลของคุณ Aditya เป็นสายตระกูลหลัก
ปัจจุบันนี้ผู้นำตระกูล Birla คือคุณ Kumar Mangalam Birla สมาชิกรุ่นที่ 6 ซึ่งขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่ของ Aditya Birla Group กลุ่มบริษัทของครอบครัว
ภายใต้การนำของเขา บริษัทได้เติบโตขึ้นไปอีกผ่านการควบรวมกิจการ และขยายธุรกิจออกไปให้หลากหลาย ทั้งในธุรกิจเสื้อผ้า โทรคมนาคม และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงมีธุรกิจอยู่ใน 42 ประเทศทั่วโลก
แถมถ้าเราไปเปิดดูรายชื่อผู้บริหารของบริษัท TR และ BCT ในเว็บไซต์ตลาดหุ้นไทย เรายังจะได้เห็นชื่อคุณ Kumar เป็นประธานกรรมการของทั้ง 2 บริษัทด้วย
นอกจากนี้ถ้าไปดูรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ของทั้ง 2 บริษัท จะเห็นบริษัทชื่อไม่คุ้นอยู่เป็นอันดับแรก ซึ่งนั่นก็คือบริษัท Holding ของครอบครัว
ซึ่งการมัดรวมหุ้นของคนในครอบครัวมาไว้ในบริษัท Holding นั้น เหตุผลหนึ่งก็น่าจะเพื่อทำให้การส่งต่อธุรกิจทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากทยอยโอน จากการมีหุ้นกระจัดกระจายอยู่ในธุรกิจหลายประเทศ
ส่วนลูกชายและลูกสาวของคุณ Kumar ซึ่งเป็นสมาชิกตระกูลในรุ่นที่ 7 ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการเป็นบอร์ดบริหารของบริษัทในเครือด้วย
จะเห็นได้ว่า สิ่งที่น่าสนใจของตระกูล Birla นอกจากความมั่งคั่งระดับโลก และการเลือกไทยเป็นประเทศแรก ๆ ในการทำธุรกิจ
ก็คือวิธีการบริหารธุรกิจครอบครัว ที่ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน เพราะยิ่งหลายรุ่นผ่านไป สมาชิกครอบครัวก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
การฝืนดึงทุกคนมาเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกันทั้งหมด จึงอาจทำให้อำนาจการตัดสินใจซับซ้อนตามไปด้วย
ตระกูล Birla จึงเลือกตกลงกันว่า ใครดูแลธุรกิจไหน ก็เป็นเจ้าของธุรกิจนั้นไป
เพื่อให้สมาชิกรุ่นต่อไปไม่ต้องนั่งเถียงกันว่า จะให้ญาติฝ่ายไหน เป็นคนตัดสินใจในธุรกิจของตัวเองดี..
#WealthTransfer
#ธุรกิจครอบครัว
#Birla
โฆษณา