•
19 ต.ค. เวลา 16:23 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

Kung Fu Soccer (2026)

เมื่อโจวซิงฉือกลับมาซ้ำรอยความสำเร็จเดิมของ Shaolin Soccer
จากทีมฟุตบอลเส้าหลินใน Shaolin Soccer คราวนี้โจวซิงฉือเปลี่ยนมาเป็นทีมฟุตบอลหญิงสำนักง้อไบ๊ โดยใช้โครงสร้างการเล่าเรื่องเดิมแทบทั้งหมด เพียงแต่เปลี่ยนจากทีมฟุตบอลชายมาเป็นทีมฟุตบอลหญิง เปลี่ยนจากสำนักเส้าหลินมาเป็นสำนักง้อไบ๊
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือความสดใหม่และพลังของหนังหายไปมาก แม้มุกตลกแบบการ์ตูนและฉากการแข่งขันฟุตบอลในบางจังหวะอาจจะยังดูสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ และเรียกเสียงฮาได้จากความเกินจริง แต่ทว่าเมื่อไม่มีโจวซิงฉืออยู่ในหนัง ประสิทธิภาพและความคมของการส่งมุกตลกบนหน้าจอก็ลดถอยลงไปเยอะ
เพราะโจวซิงฉือไม่ได้เป็นเพียงผู้กำกับที่สร้างสถานการณ์ตลกขึ้นมาเท่านั้น แต่ตัวเขาเองยังเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการทำงานของมุกตลกด้วย ทั้งสีหน้า ท่าทาง จังหวะการตอบสนอง และความสามารถในการทำให้ตัวละครดูไร้สาระโดยที่ผู้ชมยังรู้สึกเอาใจช่วยได้
เมื่อเขาถอยออกมาอยู่หลังกล้อง นักแสดงชุดใหม่จึงต้องรับหน้าที่เหล่านี้แทน แต่ดูเหมือนว่าพวกเธอจะยังทำหน้าที่ตรงนี้ได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะนักแสดงหญิงทั้งชุดที่ดูไม่ค่อยรับส่งจังหวะตลกกันเท่าที่ควร มุกตลกแบบโจวซิงฉือจึงทำงานบ้าง ไม่ทำงานบ้าง เพราะตัวนักแสดงไม่สามารถจับจังหวะและส่งมุกได้อย่างถูกต้อง
ในขณะเดียวกัน คาแรคเตอร์ของทีมนักฟุตบอลซึ่งมีจำนวนมากก็ถูกขับเน้นอยู่เพียงไม่กี่ตัว ราวกับว่าหนังไม่สามารถแจกแจงบุคลิกของตัวละครแต่ละคนออกมาให้ผู้ชมสัมผัสได้เหมือนที่ Shaolin Soccer เคยทำสำเร็จมาแล้ว
ในภาคแรก เราจดจำสมาชิกทีมฟุตบอลแต่ละคนได้ เพราะหนังทำให้พวกเขามีบุคลิกเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นความสามารถพิเศษ รูปลักษณ์ ท่าทาง หรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร หนังเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้รู้จักคนเหล่านี้มากพอที่จะเอาใจช่วย เมื่อการแข่งขันมาถึง ความสนุกจึงไม่ได้อยู่ที่การเห็นตัวละครใช้วิชาประหลาด ๆ เตะฟุตบอลเท่านั้น แต่อยู่ที่การได้เห็นคนเหล่านี้ร่วมมือกันและเอาชนะอุปสรรคไปด้วยกันด้วย
แต่ใน Kung Fu Soccer เรากลับไม่รู้สึกผูกพันกับสมาชิกทีมฟุตบอลมากนัก แม้จะเห็นพวกเธอแสดงความสามารถเหนือมนุษย์ออกมาเป็นระยะ แต่การเห็นตัวละครทำสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ กับการทำให้ผู้ชมรู้สึกผูกพันกับตัวละครนั้นเป็นคนละเรื่องกัน หนังอาจสร้างฉากฟุตบอลที่สนุกได้ แต่ถ้าผู้ชมยังไม่รู้สึกว่าตัวละครเหล่านี้เป็นใคร มีความสำคัญต่อกันอย่างไร และกำลังต่อสู้เพื่ออะไร การแข่งขันก็จะเหลือเพียงความตื่นเต้นในระดับภาพและเหตุการณ์ โดยขาดแรงส่งทางอารมณ์มารองรับ
และที่น่าผิดหวังที่สุดคือการเดินเรื่อง ตลอดเวลาประมาณ 100 นาที หนังพาเราเดินทางไปสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์ โดยที่เราแทบไม่รู้ที่มาที่ไปของทีมนี้มากนัก นอกเหนือจากการได้เห็นว่านักฟุตบอลของแต่ละทีมล้วนมีฝีมือหลุดโลกไม่ธรรมดา
ปัญหาคือหนังพยายามพาเราไปถึงจุดหมายของการแข่งขัน แต่กลับไม่ได้สร้างความรู้สึกว่าระหว่างทางนั้นมีความหมายอย่างไรสำหรับตัวละคร เราจึงได้แต่เฝ้าดูว่าเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ทีมไหนเจอกับทีมไหน ใครแสดงวิชาฝีมืออะไรออกมา และการแข่งขันจะลงเอยอย่างไร แต่เราไม่สามารถเอาใจเข้าไปช่วยตัวละครเหล่านั้นได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
เรื่องนี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่อหนังใช้นักแสดงที่ผู้ชมไม่คุ้นเคย เพราะหนังจำเป็นต้องทำให้คนดูรู้จักตัวละครและเกิดความผูกพันกับพวกเธอให้ได้เสียก่อน ไม่เช่นนั้น ต่อให้การแข่งขันจะตื่นเต้นแค่ไหน เราก็อาจสนุกกับภาพตรงหน้าได้เพียงชั่วครู่ แต่ไม่รู้สึกมีส่วนร่วมกับชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของตัวละครอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะตัวละครนำอย่างซึ่งเป็นทั้งกัปตันทีมและโค้ช เธอมีแต่ด้านที่เกรี้ยวกราด คนเราอยากจะหนีห่าง บทของเธอกับอารมณ์ที่ฉุนเฉียวเหมือนโกรธเคืองโลกได้ตลอดเวลาทำให้หนังทั้งเรื่องเหมือนกำลังตะโกนใส่คนดูอยู่ตลอดเวลา ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกล้า และยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกห่างเหินกับตัวละครมากขึ้นไปอีก ตัวละครที่ควรจะเป็นศูนย์กลางของเรื่อง กลับกลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นผู้ชมออกจากหนังเสียเอง
เรื่องนี้ส่งผลต่อหนังทั้งเรื่อง เพราะเมื่อเราไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละครมากพอ ความสนุกจากการแข่งขันฟุตบอลก็ไม่อาจทดแทนสิ่งที่ขาดหายไปได้ทั้งหมด ต่อให้ฉากฟุตบอลจะออกแบบมาให้ตื่นเต้นเร้าใจเพียงใด หรือมุกตลกจะเรียกเสียงหัวเราะได้เป็นบางครั้ง หนังโดยรวมก็ยังขาดพลังในการดึงผู้ชมให้เข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องราว
ดีที่ว่าโจวซิงฉือยังเป็นผู้ควบคุมทิศทางของหนัง เขายังคงสามารถสร้างภาพให้ออกมาเป็นแบบฉบับของตัวเองได้ การนำกังฟูมาผสมกับฟุตบอลยังคงเปิดโอกาสให้เขาสร้างฉากเหนือจริงที่ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกฎเกณฑ์ของโลกความเป็นจริงมากนัก ตัวละครสามารถใช้วิชาฝีมือเกินมนุษย์ ลูกฟุตบอลสามารถกลายเป็นอาวุธร้ายแรง และการแข่งขันกีฬาก็สามารถกลายเป็นการต่อสู้ที่มีความพิสดารราวกับหลุดออกมาจากการ์ตูนได้
แม้ว่า CG จะเป็นจุดด้อยของหนังอยู่บ้าง แต่เมื่อเรามองว่า Kung Fu Soccer ก็คืองานการ์ตูนในรูปแบบหนังคนแสดง ทุกอย่างก็พอจะผ่านไปได้ เพราะโดยธรรมชาติของหนังแนวนี้ ความเกินจริงไม่ใช่ข้อบกพร่องในตัวมันเอง ตรงกันข้าม ความเกินจริงคือหัวใจสำคัญของความสนุก สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือการนำเสนอภาพเหล่านั้นให้ออกมามีจังหวะ มีชีวิตชีวา และสร้างความรู้สึกตื่นเต้นให้กับผู้ชม ซึ่งโจวซิงฉือยังพอทำตรงนี้ได้อยู่
เพียงแต่การสร้างภาพที่สนุกกับการสร้างตัวละครที่มีชีวิตชีวาเป็นคนละเรื่องกัน เมื่อไม่มีโจวซิงฉืออยู่หน้าจอเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของจังหวะตลก นักแสดงชุดใหม่ก็ต้องแบกรับภาระตรงนี้แทน ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่าพวกเธอยังทำไม่ได้
6/10
โฆษณา