Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
21 ต.ค. เวลา 04:39 • หนังสือ
สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช ๒๔๘๖
มกราคม
วันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ดร
ที่ ๑๕/๘๕
วังวรดิศ
วันที่ ๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๖
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
จดหมายเวรฉบับนี้ เป็นฉบับแรกในปีมะแม พ.ศ. ๒๔๘๖ หม่อมฉันขอทูลเริ่มต้นด้วยการถวายพรปีใหม่อันเป็นปีพระชันษาครบ ๘๐ ด้วย ให้พระองค์ท่านทรงสำราญ ปราศจากโรคาพาธความขุ่นหมอง อยู่เย็นเป็นสุขพร้อมด้วยพระญาติเป็นนิจนิรันดรตลอดปีเทอญ
ทูลสนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๒๕/๒๔๘๕
๑. หม่อมเข็ม ของเจ้าพระยาเทเวศรฯ ที่ตายนั้น หม่อมฉันก็รู้จักเขาเป็นน้อง “อ้ายโก๋” มหาดเล็กตัวโปรดของพระองค์สิงหนาท ซึ่งตามเสด็จติดพระองค์อยู่เสมอตั้งแต่หม่อมฉันยังไว้จุก ในสมัยนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดทรงรถประพาสเวลาเช้า
และเวลาบ่ายทุกวัน พระองค์สิงหนาทท่านเอาหม่อมฉันขึ้นรถอเมริกันของท่าน อ้ายโก๋ยืนท้ายรถไปเสมอไม่ขาด หม่อมฉันขี้เกียจโกนหัวเกล้าจุก มักหลบเลี่ยงอยู่จนผมยาว เวลาพระองค์สิงหนาทท่านเห็นผมยาวเมื่อใด ส่งเสด็จกลับเวลาเช้าแล้วท่านไม่ให้หม่อมฉันลงจากรถ พาเอาไปวังด้วย ไปให้หม่อมแม่ของเจ้าพระยาเทเวศรฯ โกนหัวเกล้าจุกแล้วให้นอนกลางวันที่วังของท่าน ตกบ่ายอาบน้ำทาขมิ้นแล้วจึงพากลับมาในวังยังจำได้อยู่
๒. การทอดกฐินหลวง เป็นทอดแทนพระองค์จริงดังทรงพระดำริจึงมีเจ้าพนักงานไปทุกหน้า แต่ที่จริงก็ไปเอาเงินแจกเป็นผลประโยชน์นั้นเอง และยังมีข้าราชการไปช่วยโดยลำพังตัวต่างหาก เป็นกิริยาอย่างตามเสด็จ ถ้าทอดกฐินหัวเมืองเจ้ากรมปลัดกรมต้องไปรับผ้าไตรเครื่องบริขาร เอาไปกับผู้ทอด แต่เมื่อไปถึงหัวเมือง เอาไปมอบให้
เจ้าเมืองกรมการ ๆ ทำหน้าที่เจ้าพนักงานเมื่อเวลาทอดกฐิน เรื่องทอดกฐินพระราชทานขันอยู่อย่างหนึ่งที่เจ้านายพวกเราชำนาญการพิธีรับกฐินยิ่งกว่าพระ มีพระราชาคณะผู้ใหญ่ฝ่ายธรรมยุติบางองค์ ดูเหมือนจะเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ด้วยซ้ำไป ไม่เคยได้ยินว่า “ผ้าพระกฐินทาน” หม่อมฉันเคยว่าให้ฟัง
สนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๒๖/๒๔๘๕
๓. การตั้งชื่อต่างๆ จะเป็นชั้นวิชาก็ตาม หรือชื่อการเล่นเช่นเคยเรียกว่า โขนละครนั้นก็ตาม ตลอดจนชื่อห้างชื่อร้านอันพึงเห็นในถนนราชดำเนินเป็นต้น เดี๋ยวนี้ดูชอบตั้งชื่อซึ่งผู้อ่านไม่เข้าใจความว่าเป็นอะไร ดูก็ขันอยู่ สังเกตร้านขายของบางแห่งดูลำพังชื่อไม่รู้ว่าขายอะไรทีเดียว นอกจากนั้นยังแถมติดรูปตัวหนังสือวิปลาสไปต่างๆ จนอ่านไม่ออกก็มี
๔. ชื่อว่า เมืองเวียงคุก นั้น มิใช่หมายว่าที่สำหรับกักขังคนเป็นแน่ ลำพังคำว่า “เวียง” เห็นในหนังสือเก่าเรื่องต่างๆ ดูหมายความว่าที่ประชุมชนอันมีปราการหรือเขื่อนล้อมรอบ “วัง” ก็หมายความอย่างเดียวกัน แต่อาจจะเป็นขนาดย่อมลงมา ในท้องน้ำที่น้ำลึกเป็น วง อยู่บางแห่งก็เรียกว่า “วัง” คำว่า “คุก” น่าจะหมายความว่าเป็นที่มีพนักงานประจำรักษาทางเข้าออก จึงใช้ทั้งเรียกเมืองและที่ขังนักโทษ ทูลนี้ตาม
แกนด้วยยังไม่เคยพบอธิบาย มีอีกคำหนึ่งซึ่งเรียกชื่อของเมืองขึ้นด้วยคำว่า “เชียง” เช่น เมืองเชียงใหม่ เชียงตุง และเชียงรุ้งเป็นต้น หม่อมฉันเคยสืบถามแม้จนพระราชชายาก็จน เพราะมีเมืองอื่น บางทีก็อยู่ใกล้ๆ กัน แต่ชื่อมิได้ขึ้นคำว่า “เชียง” เช่นเมืองฝางอยู่ใกล้กับเมืองเชียงดาว เมืองพะเยา อยู่ใกล้กับเมืองเชียงราย ศาสตราจารย์เซเดส์เห็นว่าจะเป็นเมืองที่มีป้อมปราการ FORTIFIED TOWN. จึงขึ้นชื่อว่า “เชียง” แต่ก็เป็นการเดาอยู่นั้นเอง ยังจับหลักไม่ได้
๕. เห็นหมายกำหนดการงานพระเมรุ ณ วัดเทพศิรินทรที่ประทานมา หม่อมฉันนึกขึ้นถึงที่ชอบแก้คำต่างๆ ในสมัยนี้ เช่นแก้คำ “เกิด” ให้ใช้เหมือนกันทุกชั้นยศเป็นต้น เลยนึกถึงคำ “บังสกุล” กับ “สตปกรณ์” ซึ่งเราเคยปรารภกันมาว่ายังใช้ผิดนั้นว่าน่าจะแก้เสียให้ถูกด้วย
สนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๒๗/๒๔๘๕
๖. หนังสือซึ่งนักเรียนแต่งจำต้องผิดกันตามสมัย เช่นนักเรียนชั้นเก่าก่อนเรา ย่อมชอบอ้างหลักฐานที่มาในพระบาลี เพราะท่านได้เล่าเรียนอบรมมาแต่พระไตรปิฎกเป็นพื้น นักเรียนชั้นเราความรู็ทางพระบาลีมีน้อยลง แต่มีความรู้ทางโบราณคดีของเมืองไทยมากขึ้น และรู้ทางฝรั่งบ้างพอประมาณ นักเรียนชั้นปัจจุบันไม่รู้ทางพระบาลี ความรู้โบราณคดีของเมืองไทยก็น้อยลง แต่ไปรู้กว้างขวางขึ้นในทางฝรั่ง ความคิดก็ผันแปรไปทางฝรั่งอยู่เอง
๗. เรื่องหล่อพระชินสีห์พระชินราชและพระศาสดานั้น ถ้าว่าตามใจหม่อมฉันเชื่อ เห็นว่าหล่อพระศาสดาองค์เดียวก่อนดังทูลอธิบายไปแล้ว ส่วนพระชินสีห์พระชินราชนั้น หม่อมฉันเห็นว่าหล่อพร้อมกันและหล่อสำเร็จในคราวเดียวกันทั้ง ๒ องค์ ที่ลักษณะ
ผิดกันอยู่ข้างนั้นน่าจะเป็นเพราะช่างปั้นหุ่นเป็น ๒ คณะ เปรียบเช่นพวกพระองค์ประดิษฐฯ ปั้นองค์หนึ่ง พวกเจ้าสุบรรณปั้นองค์หนึ่ง ปั้นด้วยเห็นงามตามใจของตนทั้ง ๒ พวก และเมื่อปั้นคงตั้งหุ่นสูงเท่ากับจะตั้งพระพุทธรูปดังทรงพระดำริ ที่ว่าหล่อพระชินราชถึง ๓ ครั้งจึงสำเร็จนั้นหม่อมฉันเห็นว่าเป็นแต่นิทานประดิษฐ์ขึ้น
เฉลิมพระเกียรติพระชินราช เวลาศักดิ์สิทธิ์แล้วเมื่อภายหลัง เหตุที่หม่อมฉันคิดเห็นเช่นนั้น เพราะพระพุทธรูป ๒ องค์นั้นเป็นพระสำคัญ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินโปรดให้หล่อและเป็นพระขนาดใหญ่ เปรียบเหมือนอย่างสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดฯ ให้พระประสิทธิหล่อพระชินราชวัดเบญจมบพิตร ถ้าช่างหล่อๆ พระเสียไปไม่สำเร็จแม้ในครั้งแรก ทั้งพระเจ้าแผ่นดินและตัวนายช่างที่หล่อจะรู้สึกอย่างไร พระเจ้าแผ่นดินคงไม่พอพระราชหฤทัย เป็นแต่จะกริ้วนายช่างหรือไม่กริ้วผิดกันแต่เท่านั้น ฝ่ายพวกช่าง
ก็คงหวาดหวั่นเกรงพระราชอาญาเป็นกำลัง พระเจ้าแผ่นดินเห็นจะไม่เป็นแต่ตรัสว่า “เมื่อเสียก็หล่อใหม่ซิ” ฝ่ายพวกช่างกำลังเป็นอย่างว่า “ปอดเสีย” ก็คงสิ้นสนุกในการที่จะปั้นหุ่นครั้งที่ ๒ แต่เมื่อหล่อเสียครั้งที่ ๒ นั้นเจ้าแผ่นดินเห็นจะทรงเป็นอุเบกขาอยู่ไม่ได้ ฝ่ายนายช่างถ้าไม่เสียใจถึงเสียสติ ก็คงเป็นอย่างว่าปอดเสีย น่าจะไม่สามารถปั้นหุ่นได้อีก หม่อมฉันจึงเชื่อว่าหล่อพร้อมกัน และหล่อสำเร็จในคราวเดียวกันทั้ง ๒ องค์ ที่ผิดกันเป็นด้วยนายช่างรักงามต่างกัน
๘. ที่หม่อมฉันประมาณอายุของโบราณต่างกันด้วยก่อด้วยแลงด้วยอิฐนั้นหมายความเฉพาะแต่เมืองเหนือ ไม่เป็นสาธารณะทั่วไป หม่อมฉันเคยสืบที่เมืองเขมรก็ได้ความอย่างเช่นตรัสมาในลายพระหัตถ์
๙. เมืองสิงหบุรีนั้นเป็นเมืองใหญ่และเป็นเมืองเก่ามาก หม่อมฉันได้เคยไปพิจารณาแล้วเป็นเมืองมีป้อมปราการ มีวัง มีวัดมหาธาตุ และของสำคัญคือพระนอนจักรสีห์ ใหญ่ยาวกว่าพระนอนองค์อื่นๆ ในเมืองไทยทั้งสิ้น และทำเป็นแบบพระนอนอินเดียเหมือนเช่นที่ถ้ำเมืองยะลา คือพระกรขวาศอกยื่นออกไปข้างหน้า ไม่ทำงอพระกรตั้ง
ขึ้นไปรับพระเศียรเหมือนแบบพระนอนไทย ชื่อเมืองสิงหฯ พบเรียกหลายอย่าง เรียกว่าเมืองสิงหราชาธิราชก็มี เมืองสิงหราชาก็มี เป็นเมืองตั้งอยู่ริมน้ำจักรสีห์ อันเป็นลำน้ำใหญ่อยู่ห่างแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งตะวันตกไปถึง ๒๐๐ เส้น เพราะแม่น้ำจักรสีห์นั้นตื้นเขิน เมืองสิงห์จึงกลายเป็นเมืองอยู่ลับลี้
๑๐. เรือนารายณ์ทรงสุบรรณนั้น แบบเดิมตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามามีแต่ครุฑ เรียกชื่อว่า “เรือมงคลสุบรรณ” เจ้าฟ้ากุ้งเรียกในเห่เรือว่า “เรือครุฑยุดนาคหิ้ว” ทูลกระหม่อมโปรดฯ ให้ทำเป็นรูปนารายณ์เพิ่มขึ้น และแปลงชื่อว่า “นารายณ์ทรงสุบรรณ”
๑๑. “สวรรค์” “นิพพาน” มีมาแต่ก่อนพุทธกาล ตามศาสนาพราหมณ์ ถือว่าสัตว์ทั้งหลายออกมาจากองค์พระมหาพรหม มาท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏด้วยบาปบุญที่ตนกระทำ ถ้าชำระบาปหมดสิ้นเชิง เมื่อตายไปก็เข้านิพพาน คือกลับเข้าไปอยู่ในองค์พระพรหม สวรรค์ของพวกพราหมณ์ อธิบายก็ว่าเป็นส่วนหนึ่งซึ่งมีสุคติในโลกนี้ เหมือนอย่างเช่นเราเข้าใจกันอย่างซึมซาบ ว่าโดยย่อพระพุทธเจ้าทรงรับคติสวรรค์และนิพพานของศาสนาพราหมณ์มาใช้ แต่แปลอธิบายสวรรค์และนิพพานไปอย่างหนึ่งต่างหาก จึงผิดกับศาสนาพราหมณ์.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๖ น
๑/๘๖
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๖ มกราคม ๒๔๘๖
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
๑) ขึ้นปีใหม่หวังใจให้ทรงพระเจริญสุข ฯลฯ
กราบทูล
๒) นึกถึงข้อซึ่งอ้างเป็นเหตุให้ประกาศใช้เลขสากลได้ ๒ อย่าง คือเพราะรถยนตร์ได้ใช้มาแล้วอย่างหนึ่ง กับนักเรียนย่อมรู้ทั่วกันอยู่แล้วอีกอย่างหนึ่งเพราะการทำเลขย่อมทำด้วยเลขฝรั่ง (ไม่ใช่ทำด้วยเลขไทยซึ่งต้องลบ)
๓) จะเล่าประวัติเจ๊กหมอฟันที่กราบทูล ทีแรกเกล้ากระหม่อมคบกับ “หมอปุ่น” หรือ “หมอพูน” เป็นเจ๊กเหมือนกัน เวลานั้นฟันชำรุดน้อย แต่แล้วร้านหมอพูนก็หายไป เกล้ากระหม่อมต้องไปทำที่อื่น แต่ไม่ได้ความพอใจเลย ที่ตะพานเหล็กก็เห็น แต่เห็น
ออกเป็นแถวไป คิดว่าทำได้แต่ผิวๆ ก็ไม่ได้ไปดู ทีหลังฟันชำรุดเคี้ยวไม่ได้ก็คิดจะให้อยู่เช่นนั้น แต่แม่โตหนัก บอกว่าเห็นนางกิมเหล็งเมียปลัดกรมทำฟันใส่ใหม่เคี้ยวอะไรปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ จึงถามแม่โตว่าเขาทำที่ไหน ก็ได้รับตอบว่าตะพานเหล็ก เกล้ากระหม่อมก็ตอบว่าอือ ยังไม่ได้ดูจะต้องไปลองได้ถามว่าร้านไหนแกก็บอกว่าร้านเองหลี เกล้ากระหม่อมก็ไปที่นั่น แต่ไม่บอกให้เขารู้ว่าเป็นใคร ได้ถามราคาเขา เขาว่าจะ
เอา ๔๐ บาท เกล้ากระหม่อมก็ว่าจำนวนเงินนั้นไม่เป็นไร กลัวแต่จะใช้ไม่ได้ เขาบอกว่าถ้าใช้ไม่ได้เขาก็ไม่เอาเงิน ขอแต่ให้ฟันคืนเท่านั้น ก็เป็นตกลงกัน ทีหลังเขาเอายางให้ขบ เพื่อดูให้ทราบว่าข้างล่างกับข้างบนกินกันอย่างไร เพราะเวลานั้นเราทำแต่ข้างล่างไม่ใช่ทำข้างบนด้วยเป็นคู่กัน เกล้ากระหม่อมต้องออกปากว่า “ของแกได้จริง” เพราะที่ร้านอื่นไม่ได้ทำอย่างนั้นเลย ครั้นเขาทำให้ก็ทำให้จริงๆ ที่จริงไม่ควรจะสงสัยเขาต้องให้สมใจประชาชนได้ ไม่เช่นนั้นก็ตั้งอยู่ไม่ได้
ในการที่เราไม่บอกให้รู้ว่าเราเป็นใครนั้น ทีแรกเขางมว่าเจ้าคุณ เพราะเห็นกิริยาเรียบร้อยนึกว่าเป็นขุนนาง แต่ทีหลังรู้ว่าเป็นเจ้า เพราะคนที่บ้านไปทำกันมาก เลยตั้งราคาลดให้ แต่ส่วนตัวนั้นไม่เรียกราคา ตั้งใจทำให้เปล่าๆ แต่เราก็ต้องกะให้ตามควร ส่งให้ก็ถอยหลังกรูดไป ต้องทิ้งไว้ให้ ลางทีฝ่าพระบาทเขาก็จะปฏิบัติเช่นนั้น จึงกราบทูลไว้ให้ทรงทราบ
ร้านนั้นชื่อว่า “เองหลี” แต่ตัวเถ้าแก่หรือหมอฟันนั้นชื่อ “ไต้เลี้ยบ” ทำดี เห็นฝรั่งผู้หญิงก็ไปทำ หญิงจงก็ไปทำ บอกว่าเป็นหลานเกล้ากระหม่อมด้วย เข้าใจว่าได้ลดราคา
สนองลายพระหัตถ์เวร
๔) ได้รับลายพระหัตถ์เวร ที่ ๑๕/๘๕ ลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๔๘๖ เมื่อเปลี่ยนพุทธศักราชแล้วก็ควรจะเปลี่ยนเป็น ที่ ๑/๘๖ ไปด้วย นอกจากคุณอันได้กราบทูลมาแล้วก็จะได้รู้ ว่าปีหนึ่งได้มีหนังสือถึงกันกี่ฉบับด้วย
๕) เพิ่งทราบว่า “นายกั๋ง” คือหม่อมเข็มนั้นเป็นน้องตาโก๋ ตาโก๋นั้นรู้จักดี “นายกั๋ง” นั้นเป็นภาษาของหม่อมหลวงแขกเด็กที่แกเลี้ยงเรียกก่อน เห็นจะเป็นด้วยพูดไม่ชัด แล้วก็เรียกตามกันไป เกล้ากระหม่อมรู้ชื่อเดิมที่เจ้าพระยาเทเวศรเรียกว่า “นังเข็ม” แต่ชั้นผู้ใหญ่จะเรียกกันว่ากระไรนั้นไม่ได้ยิน ดูเข้าชุดกันดี “โก๋” แล้วก็ “กั๋ง”
นึกสงสารฝ่าพระบาท ที่ถูกปลงพระเกษาเกล้าพระเมาฬี การนี้ก็หลบหลีกอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ซ้ำให้ประทมกลางวันและสรงน้ำทรงขมิ้นด้วย อาการหนักเต็มที
๖) เรื่องกฐินพระราชทานนั้นดีใจที่เดาถูก การรับเครื่องกฐินไปมอบให้เจ้าเมืองกรมการนั้น แปลว่าให้เจ้าเมืองกรมการเขาเป็นตัวจัดกฐินหลวง
เรื่องไปเอาเงินแจกนั้นจริงอย่างตรัส แม้แต่การเอาสุพรรณบัฏไปส่งที่บ้านยังจำได้ว่า หลวงมหุศวานุกิจ ก็ไปด้วย ไม่เกี่ยวกับมหรสพสักนิดเดียว แปลว่าไปเอาเงินแจกเท่านั้น ในเรื่องเงินแจกนี้ จึ่งพาให้รับเอาเครื่องกฐินไปทอดเล่นตามใจ แท้จริงถ้าจะแจกเงินไม่ได้ก็ควรจะแปรหมาย
เรื่องทอดกฐินอย่างมหานิกายนั้น เคยได้ฟังตรัสเล่ามาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตรัสเจาะจงว่าธรรมยุติองค์ใด
๗) “เวียง วัง วง” เห็นพ้องด้วยพระดำริว่าเป็นคำเดียวกัน แต่คำ “คุก” นั้นยังสงสัย
คำ “เชียง” นั้นก็ได้เคยฟังพระดำรัสเหมือนกัน ว่าเจ้าดาราก็หงายท้อง คำ “เชียง” เคยเห็นแผนที่เขียนที่นั้นว่า “สตึงเตรง” ซึ่งชาวอุบลเรียกว่า “เชียงแตง” แต่เป็น “ไปไหนมาสามวาสองศอก” หรืออย่างไรไม่ทราบ “สตึง” ทีจะเป็นเสียงเขมร เข้าใจว่าเขมรเขียน “จทิง” แปลว่าลำ คือลำน้ำหรือลำคลอง มีทางสงขลาเรียกว่า “จทิงพระ” (เจดีย์ หรือธาตุ) แต่เอาแปลเข้าภาษาไทย เป็นว่า “จะทิ้งพระ”
คำ “เชียง” เกล้ากระหม่อมก็อยากรู้ ที่ศาสตราจารย์เซเดส์ ว่าเมืองที่มีป้อมปราการนั้นเป็นเดาฟังยาก
๘) หนังสือซึ่งนักเรียนเรียนนั้น ประสงค์จะกราบทูลให้ทรงทราบว่า ลางคนเชื่อตำรา ลางคนก็ไม่เชื่อ เหมือนหนึ่งเคยเห็นเขาว่าให้เอาเปลือกองุ่นสุมโคนต้นไม้ต่างปุ๋ย นั่นเป็นเชื่อตำรา แต่ที่จริงจะหาเปลือกองุ่นในบ้านเรายากเต็มที แต่ทั้งนี้ไม่ใช่คัดค้านพระดำรัสในเรื่องความรู้นักเรียนเลย ตามที่ตรัสนั้นถูกแล้ว
๙) ที่ว่า พระศาสดา พระชินราช พระชินสีห์ หล่อสำเร็จเมื่อไร ตลอดจนปั้นหุ่นบนที่ตั้งนั้น ก็เป็นเดาทั้งสิ้น ความจริงอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ แต่อย่างไรก็ดี ถ้าพูดตามตาเห็นแล้ว พระศาสดาไปรูปหนึ่ง และพระชินสีห์งามกว่าพระชินราชนั่นเป็นของแน่นอน และที่ว่าปั้นหุ่นบนที่ตั้งนั้นจะปั้นกับพื้นโรงงานก็ได้ ด้วยสังเกตตามที่เคยเสียมาแล้ว ว่าเห็นพระหัตถ์ทางมารวิชัยสั้นกว่าข้างสมาธิไปแล้วแก้เสียก็ได้
การหล่อพระชินราชเสียหลายหนนั้น จะต้องเสียจนไม่เป็นองค์ทีเดียว ถ้าขาดบ้างก็เทดามได้
๑๐) ตามที่ทรงประมาณอายุที่ก่อด้วยแลงด้วยอิฐนั้น เห็นตามพระดำริด้วยเต็มตัว เหมือนหนึ่งวิหารหลวงวัดมหาธาตุเมืองสุโขทัย เสาก่อด้วยแลงแต่ฝาก่อด้วยอิฐ จึงกราบทูลว่าเดิมโปร่ง แม้จะพูดถึงอิฐแต่อย่างเดียวดูเนื้อดูขนาดก็รู้ได้ว่าเก่าใหม่เพียงไร
๑๑) เมืองสิงห์ซึ่งได้เสด็จไปทอดพระเนตรนั้น เข้าใจว่าแถวพระนอนจักรศรี เมืองสิงหบุรีเดี๋ยวนี้เข้าใจว่าถ่ายเอาชื่อเมืองเก่าซึ่งตายแล้วมา นี่เป็นความรู้ใหม่ซึ่งตรัสบอก เป็นพระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้
ตรัสถึงพระนอนจักรศรีก็ให้นึกไม่ชอบใจไปทีเดียว เมื่อครั้งเกล้ากระหม่อมทำโรงเรียนของกรมหมื่นมหิศร เขียนแบบพระนอนไปจ้าง พระเทพรจนา (ลิน) หล่อแกชอบใจว่าเป็นรูป เคยเห็นพระนอนมาหนักแล้ว เป็นกำแพงมากกว่าเป็นรูปพระ พระนอนจักรศรีจะนอนท่าไรก็ดี แต่ดูเป็นกำแพงเช่นว่านั้น
อันชื่อพระนอนที่นั่นเขียนอย่างไรถูกก็ไม่ทราบ ถ้าเขียน “จักรสีห์” คำหลังเป็นพระนามพระเจ้า แต่ไม่เข้ากับ “จักร” คำหน้า หรือหนึ่งจะเป็น “จักสี” (จักๆแล้วก็สี คือเครื่องสีข้าว) ถ้าบ้านหมู่นั้นเขาเรียกว่าบ้าน “บ้านจักสี” ก็ต้องเป็นเช่นนั้น เพราะชื่อวัดก็ตามชื่อบ้าน และชื่อพระพุทธก็ชื่อวัด เพราะยังไม่ได้รู้จึงไม่ได้ความแน่ใจ ที่เขียน “จักรศรี” นั้นกินความคำหน้าด้วย
เมืองสิงห์แห่งศรีมหาราชานั้น ทำให้นึกว่าคือเมืองบางละมุง ด้วยเมืองบางละมุงนั้นชื่อไม่เป็นเมือง แต่ “สิงห์” ก็คงผิดกันที่สร้อย แต่คนเราเรียกกันแต่คำต้นก็โดนกัน จึ่งได้ว่าเมืองสิงห์นั้นดื่น
อยากจะกราบทูลถาม ว่า “ขวัญ” หมายถึงอะไร
๑๓) ขอบพระเดชพระคุณอีก ที่ตรัสบอกว่าคำ “นิพพาน” เป็นคำเก่า ไม่ใช่ของพระเจ้า ที่จริงควรจะรู้ ด้วยคำเก่ามีอยู่ว่า “นิพพานพรหม”
พูดถึงพรหมก็ทำให้นึกถึงนายทองเปลว เขาเข้าใจว่าพรหมนั้นมีสี่หน้า แต่ “ไม่ช้าย” ที่มีสี่หน้านั้นจำเพาะแต่พรหมธาดาองค์เดียวเท่านั้น
กรมพระสมมตได้ทรงตรวจคำภาษาบาลี ตรัสว่าในนั้นไม่มีกล่าวถึงสวรรค์ นรก กล่าวแต่ “สุคติ” กับ “ทุคติ” เท่านั้น ดีอยู่มาก คิดถึงท่านเมื่อสงสัยอะไรก็ทูลถาม ท่านทรงซอกแซกอยู่มาก
เรียน
๑๓) “หมากแข้ง” แปลว่ากระไร
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๖ น
๒/๘๖
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๔๘๖
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
กราบทูล
๑) อ่านหนังสือพิมพ์ เห็นข่าวประชุมสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการปรึกษาพระราชบัญญัติ มีอันหนึ่งว่า “ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายว่าด้วยเครื่องแต่งกายผู้มีตำแหน่งเฝ้า พ.ศ. ๒๔๘๕” ทีเป็นเลิกเครื่องเฝ้า แต่ยังไม่ได้เห็นพระราชบัญญัติ หนังสือพิมพ์วันที่ ๓ เดือนนี้เอง
๒) หนังสือเวรคราวนี้ก็เคลื่อนไปจากวันพุธอีก ตั้งใจจะมอบให้พิมพ์ดีดแต่วันอังคารหากลืมไป แต่ที่จริงได้ร่างไว้แล้ว
๓) หนังสือเวรซึ่งเขียนถวายมาคราวก่อน ขาดความซึ่งควรจะกราบทูลไปเสียข้อหนึ่ง ข้อนั้นคือคำ “สดับปกรณ์” กับบังสกุล ที่เราตกลงกันนั้นเป็นถูกที่สุด แต่เป็นกิริยาที่ทำ ส่วนที่ใช้อยู่นั้นเป็นยศจึ่งเปลี่ยนไม่ได้ ไม่ว่าอะไรเกือบจะทุกอย่าง เดิมตั้งใจอย่างหนึ่งทีหลังก็เอานายเข้ากับยศหมด
๔) หญิงอี่มาบอกถึงผึ้งซึ่งมาจับที่ตำหนักวังวรดิศแล้ว ไม่รู้เลยว่าไปทีหนึ่งแล้วกลับมาจับอีก ที่จริงเมื่อลูกโตบินได้แล้วก็ต้องไป ที่กลับมาจับอีกก็เพราะ “ตามเคย” อย่างหนึ่งกับที่มาอยู่ก็ไม่มีใครข่มเหงอีกอย่างหนึ่ง
๕) ที่กราบทูลมาก่อนเรื่องชื่อ “ชายดำ” นั้นผิดไป เอาหลักของ “ชายขาว” มาตั้งกราบทูล ที่แท้เธอว่า “ในการเปลี่ยนตัวหนังสือ ทำให้ชื่อของเธอเปลี่ยนไปสามแห่ง” แต่ทั้งสองคน เธอจะเขียนชื่อเธออย่างไรก็ไม่ทราบ
บรรเลง
๖) บรรเลง สำหรับทรงอ่านเล่นสนุกๆ จะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ อันเรื่องนิพพานนี้ก็มีอนุสนธิมา ในสมัยหนึ่งเขาว่านิพพานเป็นเมืองแก้วทำให้ปลัดกรม (ชุ่ม) ปลัดกรมคนเก่าของเกล้ากระหม่อม ซึ่งบัดนี้ตายแล้ว แกเล่าว่านอนหลับไปฝันไปว่าไปเมืองพระนิพพาน ไม่เห็นมีอะไรนอกจากมณฑปหลังเดียว ปิดกระชึมงึม ทีจะเอามณฑปวัดพระแก้วไปฝัน
๗) “นกสาริกา” หรือ “สาลิกา” กับ “นกแขกเต้า” นั้นไม่ใช่ภาษาเรา แต่เราใช้มาก “นกสาริกา” เข้าใจว่าเป็น นกขุนทอง “นกแขกเต้า” เข้าใจว่าเป็นนกปากงุ้มพวกนกแก้ว เข้าใจถูกหรือไม่ถูกก็ไม่ทราบ
๘) “เขจร” หรือ “ขจร” เข้าใจว่าไปในฟ้าหรืออากาศ (เช่นกลิ่นดอกไม้เป็นต้น) ที่เขียน “คเนจร” คิดว่าผิด จะเป็น “คเณจร” แปลว่าไปในคณะ (คือหมู่คน) หมายถึงคนขอเช่นชูชก ถ้ายืดจาก “เขจร” ก็ควรจะเป็น “ขเนจร” แล้วยังมีคำ “พเนจร” อีก นั่นเข้าใจว่าไปในป่า (หมายถึงพราน) แต่นี่เป็นเรื่องคำหมวดนั้น
๙) พบชื่ออำเภอว่า “เต่าไห” จะเป็นเมืองอะไรก็ลืมแล้ว เฉียดพิษณุโลกว่า “เต่าหาย” ซึ่งฝ่าพระบาททรงแปลว่า “เตาไห” เข้าไปทีเดียว
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ที่ ๒/๘๖
วันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ดร
วังวรดิศ
วันที่ ๑๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๖
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
จดหมายเวรของหม่อมฉันฉบับนี้ จะทูลสนองลายพระหัตถ์เวรฉบับที่ ๒๘/๘๕ ซึ่งลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ฉบับหนึ่ง กับฉบับที่ ๑/๘๖ ซึ่งลงวันที่ ๖ มกราคม ฉบับหนึ่ง
สนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๒๘/๘๕
๑) ที่ไทยเราแปล “โมหะ” ว่า “หลง” นั้น หม่อมฉันนึกกริ่งใจว่าความจะไม่ตรงกันกับที่ชาวอินเดียเขาหมายหมดสิ้นกระแสทีเดียว คำอื่นๆ ก็จะมีเช่นนั้นอีกไม่น้อย เพราะต่างภาษาไม่มีคำที่ตรงกัน ก็เอาแต่คำที่ความใกล้ๆกันมาใช้ ดูเป็นธรรมดา โดย
เฉพาะภาษาไทยซึ่งมีถ้อยคำสำหรับใช้น้อยกว่าภาษามคธ นึกตัวอย่างได้ดังเคยได้ยินมา ว่าในการแปลพระปริยัติธรรมในสนามหลวง แต่โบราณแปลศัพท์ “สตฺถา” ว่า “พระผู้สอน” ดูเหมือนทูลกระหม่อมตรัสว่าไม่ตรงความ จึงเปลี่ยนเป็น “สตฺถา อันว่า พระศาสดา” อย่างแปลกันทุกวันนี้ แต่ก็แปลเป็นภาษาสันสกฤตมิใช่ไทย
๒) การแปลศัพท์ในพระบาลีเป็นภาษาอื่น ไม่ลำบากแต่ไทยเราเท่านั้น ถึงท่านพระอรรถกถาจารย์และพระใบฎีกาจารย์ในลังกาทวีป อยู่ใกล้อินเดียกว่าเราก็อาจจะพายุ่ง ยกตัวอย่างดังแปลอธิบายว่าโยชน์หนึ่งระยะยาวเท่า ๔ ชั่วเสียงโคร้อง ดังตรัสมาในลายพระหัตถ์ ยิ่งอธิบายในเรื่องสีมาด้วยแล้วเลยยุ่งใหญ่ ด้วยกำหนดความบริสุทธิ์ละเอียดเกินการ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเคยตรัสว่า ความบริสุทธิ์ในเรื่องสีมาดู
ราวกับเป็นตัวด้วงที่นุ่มนิ่ม ต้องหุ้มห่อประคับประคองกวดขัน มิฉะนั้นก็ขาดใจตาย สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ก็ทรงวิสัชนาในหนังสือวินัยมุขอย่างกล้า โดยประสงค์จะให้พระเข้าใจง่าย ก็ยังเข้าใจยากอยู่นั่นเอง เพราะสีมาเป็นพุทธบัญญัติตั้งขึ้นเมื่อพระสงฆ์ยังมีน้อย ครั้นถึงสมัยเมื่อพระสงฆ์มีทั่วบ้านทั่วเมือง ยากที่จะใช้กำหนดสีมาอย่างพุทธบัญญัติ แต่ไม่อาจแก้พุทธบัญญัติก็ต้องคิดวินัยกรรม อย่างว่า “เหยียดพระพุทธบัญญัติให้เข้ากับภาวะเช่นเป็นอยู่”
๓) เมื่อก่อนขึ้นปีใหม่ หญิงแก้วเธอมาเล่า ว่าสมเด็จพระพันวสาเสด็จไปทรงฟังธรรมในวัดพระแก้ว แล้วเลยเสด็จไปเยี่ยมพระยาช้างเผือกด้วย ตั้งแต่น้ำท่วมเขาพาเอาเข้าไปเลี้ยงที่ในพระบรมมหาราชวัง หม่อมฉันก็อยากดูขึ้นมาบ้าง ครั้นถึงวันปีใหม่เวลาเช้าหม่อมฉันเข้าไปลงชื่อถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัวที่กรมวัง ก็เอากล้วยอ้อยติดไปด้วย เมื่อลงชื่อเสร็จแล้ว หม่อมฉันให้ขับรถไปที่โรงช้างเผือกข้างหลังศาลาลูกขุน
เห็นโรงช้างลั่นกุญแจหมด ถามเขาถึงช้างเผือกเขาบอกว่าอยู่ที่สวนดุสิต หม่อมฉันก็เข้าใจว่าพากลับไปโรงเดิมแล้วเมื่อน้ำลด ให้ขับรถไปยังสวนดุสิตไปพบโรงเปล่าอีกทั้ง ๒ หลัง เขาบอกว่าช้างยังอยู่ในวัง เกิดช้างเผือกหายทั้ง ๒ ตัว ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ต้องกลับ มารู้ต่อตอนเย็นว่าตั้งแต่น้ำท่วม เขาพาเอาช้างหลวงทั้งช้างเผือกช้างดำ ไปผูกกับต้นไม้เลี้ยงไว้ที่ในสวนศิวาลัยและยังอยู่ที่นั่น ก็ยังไม่ได้เยี่ยมพระยาช้างเผือกจนบัดนี้
๔) หม่อมฉันนึกขึ้นถึงครั้งหนึ่ง เห็นในหนังสือแต่งในเมืองลังกาเขาเรียกพระสงฆ์ต่างกันว่า “คามวาสี” และ “วันวาสี” ไม่เรียกว่า “อรัญญวาสี” อย่างในเมืองไทย หม่อมฉันไปถามขึ้นในที่พระราชาคณะผู้ใหญ่ด้วยกันหลายองค์ ว่า “วัน” กับ “อรัญ” นั้นผิดกัน
อย่างไร สมเด็จพระวันรัตน (จ๋าย) ว่า “ก็แปลว่า ป่า เหมือนกัน” แต่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว. เจริญ อิศรางกูร) ว่า “เห็นจะผิดกัน แต่จะผิดกันอย่างไรไม่ทราบ” ต่อมาวันหนึ่งหม่อมฉันไปหาสมเด็จพระมหาวีรวงศ (ยัง) ที่วัดโสมนัส ฯ ไปถามท่านขึ้น ท่านว่า วันกับอรัญนั้นต้องผิดกัน ท่านเคยสังเกตในลักษณะสีมาดูพระอยู่อรัญอาจจะไปมากับละแวกบ้านได้ง่ายกว่าอยู่วัน หม่อมฉันเลยแปลเอาเอง เพราะได้เคย
ไปเมืองลังกา และได้เคยไปเห็นวัดอรัญญิกทางเมืองเหนือ ทั้งที่เมืองสุโขทัยและเมืองเชียงใหม่ ว่าพระสงฆ์ซึ่งออกไปอยู่ป่านั้นถึงจะอยู่ป่าอย่างไรก็จำเป็นต้องอยู่ใกล้ละแวกบ้านพอเดินเข้าไปบิณฑบาตได้ ในลังกาทวีปบ้านเมืองมักอยู่บนภูเขา พระไปอยู่ป่าที่บนภูเขาเป็นป่าดิบใบไม้เขียวอยู่เป็นนิจ ป่าชนิดนั้นเรียกว่า “วัน” ทางเมืองเหนือเป็นที่ราบ ที่อรัญญิกอยู่ในป่าแดงซึ่งใบไม้ต้องแห้งในฤดูแล้ง ป่าชนิดนั้นเรียกว่า “อรัญ”
๕) จะเลยทูลต่อไปถึงพระ พวกที่เรียนวิปัสสนาธุระอยู่ในละแวกบ้านไม่ออกไปอยู่ป่า เวลาเสด็จไปทอดพระกฐินเราเคยได้ยินมหาดเล็กอ่านบัญชีพระสงฆ์ทูลเป็นนิจ ว่าพระอันดับเรียนคันถธุระเท่านั้นรูป เรียนวิปัสสนาเท่านั้นรูปและเล่าสวดมนต์เท่านั้นรูป และเคยสังเกตว่าตามวัดหลวงซึ่งทรงสร้าง เช่น วัดบวรนิเวศฯ ย่อมมีกฏิคณะหนึ่งซึ่ง
เรียกว่า “คณะกุฏ” จึงสำคัญเป็นที่อยู่ของพระสงฆ์พวกเรียนวิปัสสนาธุระ จนหม่อมฉันไปมณฑลอุดร จึงไปได้ความรู้เป็นอย่างอื่น ด้วยไปที่วัดแห่งหนึ่งจะเป็นในเมืองไหนลืมเสียแล้ว เห็นมีเรือน “ตูบ” สองห้องทำด้วยเครื่องไม้อย่างใช้ชั่วคราว ปลูกรายเป็นระยะอยู่รอบโบสถ์ ถามเขาบอกว่า ตูบนั้นปลูกเมื่อก่อนจะเข้าวัสสาเสมอทุกปี ถึงเวลาเข้าวัสสา พระที่เรียนวิปัสสนาธุระลงไปจำพรรษาอยู่ตูบละองค์ (ดูเป็นมูลที่
อธิษฐานว่า อิมสฺมึ วิหาเร ฯ) มีชาวบ้านปวารณาเลี้ยงดูรายรูปจนตลอดพรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วก็เลิกกลับไปอยู่กฏิเดิม และรื้อตูบเหล่านั้น เมื่อได้ทราบแล้วนึกถึงที่วัดราชสิทธฯ มีกฏิตึกรายรอบในอุปจารพระอุโบสถก็เข้าใจว่าคงสำหรับพระลงนั่งกรรมฐานเสมอหรือในวัสสา แต่เห็นจะไม่ถึงจำวัสสาอยู่ที่กฏินั้น เคยคิดเห็นต่อไปถึงคณะกฏิตามวัดหลวงว่าคงสำหรับพระที่จะบำเพ็ญวิปัสสนาธุระไปอยู่ในเวลาเข้าพรรษา เช่นตูบตามวัดหัวเมืองที่พรรณนา สุนทรภู่จึงกล่าวในนิราศภูเขาทองว่า
“จึงสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งพระวัสสา” หรือไปนั่งกรรมฐานชั่วเวลา มิใช่อยู่ประจำที่กฏิคณะกุฏิ มีอยู่ประจำที่คณะกุฎ แต่พระราชาคณะหรือพระครูผู้เป็นอาจารย์ สำหรับสอนวิปัสสนาธุระแก่พระอนุจรที่ไปบำเพ็ญวิปัสสนาธุระ
๖) ซึ่งทรงเลื่อนวันทำบุญถวายทูลกระหม่อม กับสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมาจนน้ำแห้งนั้นก็ควรแล้ว หม่อมฉันถวายอนุโมทนาด้วย
๗) ถวายข้าวพระพุทธรูปนั้น ความคิดมาแต่เซ่นผีนั่นเอง ชาวลังกายังแก่มือกว่าเรา หม่อมฉันเห็นคำสวดถวายเครื่องสักการะพระพุทธเจ้า ท่านคุณรัตนที่เมืองปีนังพิมพ์แจก มีว่าต่างกันเป็นรายสิ่ง ตั้งแต่ดอกไม้ธูปเทียน ข้าว น้ำ จนหมากก็มีคำสำหรับสวดถวาย
๘) พระองค์วรวุฒิอาภรณ์สิ้นพระชนม์นั้น หม่อมฉันได้รับแจ้งความต่อเมื่อล่วงเวลาสรงน้ำพระศพเสียแล้วก็จนใจจึงมิได้ให้ไปช่วย ลูกเธอของกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญยังเหลือแต่กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์กับพระองค์หญิงสายสุดสวาดิ ๒ พระองค์เท่านั้น หม่อมฉันได้ให้ไปทูลกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ถึงการบรรจุพระอัฐิเจ้านายวังหน้า เธอตรัสบอกว่าได้ทำมาเสมอจนพระอัฐิพระองค์หญิงภควดีและพระองค์หญิงเทวี ฯ ที่พระราชทานเพลิงเมื่อเร็ว ๆ ก็ได้บรรจุเสร็จแล้ว
ทูลสนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๑/๘๖
๙) ฟันของหม่อมฉันนั้น เขี้ยวที่โยกอยู่ซึ่งหลุดออกมาแล้ว เริ่มโยกอีกซี่หนึ่ง พวกลูกๆ เขาไม่ยอมให้ถอนฟัน รอไปอีกหน่อยก็คงหลุด เมื่อหลุดแล้วจึงจะหาหมอมาทำฟัน หม่อมฉันก็ยอมตามใจลูก
๑๐) คำว่า “เวียง” หม่อมฉันพบอธิบายของพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) ในหนังสือพงศาวดารโยนกว่าเมืองอันมีเสาระเนียดปักล้อมรอบก็น่าจะถูก นึกได้ว่ามีในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงอีกแห่งหนึ่ง ว่า “ก่อเวียงผา” ล้อมพระเจดีย์มหาธาตุ ตัวจริงก็เอาศิลาแลงแห่งใหญ่ ๆ มาเกลาให้กลม ตั้งเรียงกันอย่างเสาระเนียด
๑๑) ศาสตราจารย์เซเดส์ มาหาหม่อมฉันเมื่อวันที่ ๑๑ มาเล่าโบราณคดีที่เขาเพิ่งพบให้ฟังเรื่องหนึ่ง ว่าในบรรดาปราสาทหิน แม้จนปราสาทบายนเป็นที่บรรจุอัฐิธาตุ หม่อมฉันก็ไม่ประหลาดใจอันใด ด้วยได้นึกว่าอย่างนั้นมาแต่ก่อนแต่ไร ได้เคยถามทั้งที่เมืองเขมรและที่เมืองชวามาแต่ก่อน ก็ว่ายังไม่พบอัฐิเพราะยังไม่ได้ตรวจค้นนั่นเอง
๑๒) ชื่อว่า “จักสี” ที่ถูกน่าจะเป็น “จักรศรี” ดังทรงพระดำริ “จักรสีห์” เป็นแต่ชื่อตรา ๒ ดวงที่เจ้าพระยาจักรีถือ เรียกพระนอนจักรศรีนั้นน่าจะเป็นแต่หมายความว่าพระนอนองค์อยู่ที่ตำบลบ้านจักรศรี หรืออยู่ริมลำน้ำจักรศรีเท่านั้น จักรศรีจะเป็นชื่อตำบลหรือลำน้ำยังรู้ไม่ได้
๑๓) ตรัสถามอธิบายวัตถุที่เรียกว่า “ขวัญ” นั้น ชอบกลหนักหนา หม่อมฉันก็เคยคิดอยู่บ้าง แต่จะทูลสนองในจดหมายฉบับนี้ไม่ทัน เพราะมีข้อความที่จะต้องค้นหาอธิบายอยู่บ้าง ขอประทานผัดไปทูลคราวหน้า
บรรเลง
๑๔) พระยาโหราฯ เอาประดิทินปีมะแมนี้มาให้เล่มหนึ่ง ทำดีหนักหนาทีเดียว พิมพ์เป็นสมุดฝรั่งบางๆ ข้างในก็เหมือนประดิทินเขียนแบบอย่างแต่ก่อน แต่อาจจะใส่กระเป๋าเอาไปไหนๆได้ นับว่าดีทั้งความคิดและฝีมือทำ หม่อมฉันถามว่าถ้าแกพิมพ์ขายจะขายได้หรือไม่ แกบอกว่าพิมพ์ ๖๐๐ ฉบับขายหมดทันที ด้วยเดี๋ยวนี้มีคนเรียนวิชาโหราศาสตร์มากขึ้น ก็นับว่าเป็นการดีสำหรับพวกโหรไปอย่างหนึ่ง แต่ก่อนเมื่อยังให้ประดิทินเขียน หม่อมฉันเคยให้เงินตอบแทนปีละ ๑๒ บาท อุทิศเพื่อรักษาวิชา
โหรทุกปี ถ้าขายประดิทินได้อย่างนี้ก็เห็นจะรักษาวิชาไว้เองได้ ยังมีที่หม่อมฉันเคยให้เงินตอบแทน เพื่อให้รักษาธรรมเนียมเดิมอีก ๒ อย่าง คือให้พวกพราหมณ์เมื่อเอาข้าวตอกกับของกำนัล มาให้ในการพิธีตรียัมพวายปีละ ๒๐ บาทอย่างหนึ่ง เมื่อพวกแขกเจ้าเซนเอาน้ำชำระมัดกับเทียนมาให้เมื่อเขาทำพิธีเวลามหะหร่ำปีละ ๑๐ บาทอีกอย่างหนึ่ง แต่พระโหราฯ บอกว่าเดี๋ยวนี้พิธีพราหมณ์กับพิธีแขกเจ้าเซน เลิก ไม่ได้ทำแล้ว ก็นึกออกเสียดายอยู่
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
หมายเหตุ ฉบับนี้เพิ่งคัดจากร่างเมื่อวันที่ ๑๑ กรด. ๘๖ เพราะเมื่อแรกพิมพ์ถวายทรงเซ็นถวายสมเด็จกรมพระนริศฯ ไม่ได้คัดสำเนาไว้ ฉบับที่ทรงเซ็นถวายสมเด็จกรมพระนริศฯ ไปนั้น มีที่ทรงแก้ทรงแทรกอยู่หลายแห่ง ที่คัดนี้จึงอาจจะมีข้อความบางคำ แคล้วกับที่ถวายสมเด็จกรมพระนริศ ฯ
แก้วมงคล คัด
๑๑ กรด. ๒๔๘๖
วันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๖ น
๓/๘๖
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๔๘๖
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
สนองลายพระหัตถ์เวร
๑) จะกราบทูลสนองลายพระหัตถ์เวร ซึ่งหมาย ๒/๘๖ วันที่ ๑๔ มกราคม แต่ลางข้อต่อไปนี้
ภาษามคธนั้นเป็นคนละภาษากับภาษาไทย ตามที่ทรงวินิจฉัยนั้นถูกแล้ว “สัตถา” แปลว่า “พระผู้สอน” นั้นดีกว่าที่แปล “สัตถา อันว่าพระศาสดา” อันเป็นคำ สังสกฤต มาก นึกถึงสมเด็จกรมพระสวัสดิ์ เธอเคยตรัสอยู่เนืองๆ ว่า “ภาษาสนาม” เกล้ากระหม่อมเห็นเป็นว่าภาษาสนามนั้นไม่ใช่ภาษาคน (หมายถึงภาษาไทย)
๒) สวนศิวาลัย เข้าใจว่าน้ำท่วมเหมือนกัน จะเอาช้างเข้าไปไว้อย่างไรได้ กลัวจะเอาเข้าไปเมื่อน้ำแห้งแล้ว
๓) “อรัญญ” ควรจะแปลว่าป่าเล็กหรือป่าแดง “วน” ควรจะแปลว่าป่าใหญ่หรือป่าดงป่าสูง อะไรเหล่านั้น นึกถึงคำของลูก ว่าเล็กคู่กับใหญ่ มากคู่กับน้อย ที่ใช้ว่าใหญ่น้อยนั้นผิดคู่ ดูเหมือนเกล้ากระหม่อมได้พูดกับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านรับรองว่าถูก
จะกราบทูลเรื่องคณะกุฏิ เป็นกุฏิสำหรับพระวิปัสสนาอยู่แน่ คำว่ากุฏิจะต้องเล็ก พระศาสนโศภน (แจ่ม) ท่านพบว่ามุ้งก็เรียกกุฏิ “ตูบ” เห็นทำเป็นประทุนก็มี เลยยึดเอาประทุนว่าเป็นตูบ แต่ผิดไป เรือนที่ปลูกอย่างกำมะลอก็เป็นตูบเหมือนกัน ถูกแล้ว
๔) ดีใจที่ทรงเห็นด้วยในการถวายข้าวพระว่ามาแต่การเซ่นผี ที่มีคำถวายขึ้นนั้นแต่งทีหลัง ทูลกระหม่อมเราก็ทรงพระราชดำริจะไม่ให้เป็นเซ่นผี ได้ทรงทำพระพุทธรูปสานแกนะด้วยปูนน้ำมัน ซึ่งเดี๋ยวนี้อยู่ในหอพระสาตราคม โดยพระราชประสงค์ว่าถ้ามีการเลี้ยงพระจะได้เชิญไปตั้งหน้าแถว เพื่อให้ยกได้เบาๆ แล้วถวายข้าวพระตามเคย เหมือนหนึ่งว่าเลี้ยงพระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ต้นแถว แต่ทำไมไม่เป็นไปตามพระราชประสงค์นั้นไม่ทราบ
การออกเรือนใหม่ด้วยมีเมีย ชาวพายัพและอีสานเขาต้องแยกผีปู่ย่าตายายไปบูชา ดุจแยกน้ำปลาไปฉะนั้น วิธีถือผีอย่างต่างๆ นั้นเป็นเหลวไหลที่สุด
๕) ลืมกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ไป ว่าโอรสกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ มีพระองค์เจ้าวรวุฒิอาภรณ์เป็นที่สุด ที่จริงในกรมนั้นมีชายอยู่หนึ่งหญิงอยู่สองเป็นสามองค์ องค์ชายก็คือกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ องค์หญิงก็คือพระองค์เจ้าสุนทรีนาฏ กับพระองค์เจ้าศรีสุดสวาดิ แต่พระองค์เจ้าสุนทรีนาฏนั้นออกไปอยู่นอกวัง
๖) เรื่องพระทนต์ชำรุดนั้นเกล้กระหม่อมหนัก ถ้าจะรอให้หลุดไปเอง เกรงว่าจะได้รับความทรมานมาก ทั้งนี้เพราะเกล้ากระหม่อมถนัดถอน การถอนฟันทุกวันนี้ไม่เจ็บเลยด้วยอำนาจยาของเขา จะอย่างไรก็ตามที ที่กราบทูลว่าควรพบหมอฟันเสียโดยเร็ว ข้อนั้นเป็นดี ถึงเขาจะมีความเห็นอย่างไรก็ไม่จำที่เราจะต้องตาม
๗) เมืองเราเป็นเมืองไม้ จะทำเมืองหรือเวียงวังวงอะไรก็ต้องตีรั้วไม้ การทำด้วยหินนั้นไม่ใช่ของเรา ทีแรกก็ต้องเหลาหินเป็นไม้ก่อน มีการเหลาหินปักอยู่มาก ไม่ใช่แต่เวียงผา
จะกราบทูลขึ้นบัญชีคำ “ห้วง” เข้าพวก “เวียง วัง วง” อีกด้วย “ห้วง” ก็คือ “วัง” นั่นเอง
๘) ตั้งใจจะกราบทูลถึงศาสตราจารย์ เซเดส์ ว่าได้มาหาเมื่อวันที่ ๑๓ นี้ ความต่อไปนี้เกี่ยวด้วยศาสตราจารย์ผู้นั้น ธาตุเจดีย์ก็คือมูลดินที่ฝังศพนั้นเอง ถ้าเป็นศพที่สำคัญกลัวมูลดินจะยุบแห้งหายไปเสียก็เอาสิ่งอื่นมากองทับขึ้นเป็นที่หมาย ถึงปรางค์ที่กลวงในก็มาแต่หลังคาซึ่งปกหลุมศพ กลัวหลังคากำมะลอจะพังหายไปเสียจึงก่อขึ้นเป็นปรางค์กลวงใน ที่แท้ธาตุเจดีย์มีก่อนแต่ครั้งยังไม่มีอะไรปกคลุมศพ เพราะฉะนั้นที่ว่าธาตุเจดีย์หรือปรางค์กลวงในเป็นที่ฝังศพหรือกระดูกนั้นไม่ผิด
ปราสาทบายนนั้นทำแก้กันหลายคราว จะเห็นได้ที่ยกพื้นขึ้นไปถึงยอดปรางค์นั้นเป็นทำคราวหนึ่ง สิ่งที่ก่อสร้างไว้บนนั้นเป็นของทำทีหลังทั้งสิ้น นอกจากนั้นเกล้ากระหม่อมยังไปเห็นก่อต่อทีหลังอีก
๙) ที่ไม่ทราบเรื่องจักรศรีนั้นควรแล้ว เพราะเก่าแก่เต็มที
ที่ตรัสว่าเจ้าพระยาจักรีถือตราจักรสองดวงนั้นงงไม่เข้าใจ เห็นแต่ดวงเดียว
๑๐) คำว่า “ขวัญ” นั้นเราใช้มากนัก จนทำให้งง ไม่รู้ว่าอะไร
๑๑) ประดิทินเล่มเล็กๆ นั้นเขาทำนานแล้ว แต่ฝ่าพระบาทเสด็จไปประทับเสียที่เมืองปีนัง เพิ่งเสด็จกลับมาจึ่งเพิ่งทรงทราบ ปีนี้พระยาโหราก็นำมาให้เกล้ากระหม่อมเล่มหนึ่งเหมือนกัน แต่พระยาโหราไม่ได้นำมาให้ทุกปี เปลี่ยนหน้ากันไป ไม่ได้สนทนากันเหมือนอย่างในลายพระหัตถ์ พราหมณ์เกล้ากระหม่อมก็ได้เคยอุดหนุน แต่เจ้าเซนนั้นไม่เคย เพราะไม่มีใครมาตอแย แต่ที่จริงเกล้ากระหม่อมก็เกี่ยวข้องแก่พวกเจ้าเซนอยู่มาก
บรรเลง
๑๒) “พระสิหยิง” เมืองลคร ว่ากันว่าเป็นพระพวก “สะดุ้งมาร “พระสิงห์” เมืองเชียงใหม่นั้นเขามาหล่อพระเศียรต่อที่วังพระองค์เจ้าประดิฐวรการครั้งหนึ่ง ว่ามีคนลักตัดเอาพระเศียรไป สังเกตว่าเป็นพระเชียงแสน แต่ “พระสิหิงค์” ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ นั้นดูไม่ออก
พระสิงห์ทำเป็นทีว่าหยิบผิดองค์ พระสิหยิง ทำเป็นทีว่าไม่ได้จากนครศรีธรรมราชไปเลย
๑๓) “เมืองฝาง” กลัวจะเป็น “ขวาง” พวก “ฟามผิด” และ “เป็นฟาม” “เมืองฝาง” ที่อุตรดิตถ์จะว่า “ฟาง” เป็นพระเจดีย์บรรจุฟางพระพุทธเจ้านั้นฟังไม่ขึ้น “ฟันฟาง” นั้น คำ “ฟาง” ก็เป็นแต่สร้อย เห็นเป็นประวัติยัด ที่แท้ “พระฝาง” มีตัวอยู่ ในพงศาวดารเรียกเมืองนั้นว่า “สวางคบุรี” ก็ฟังไม่ขึ้นเหมือนกัน เจ้าพระฝางก็มีตัวอยู่ เป็นคนด้วยซ้ำ จะว่าหล่อรูปคนเป็นพระพุทธรูปขึ้นภายหลังนั้น เป็นได้ไม่ขัดข้อง แต่คนจะเอาชื่อพระพุทธรูปมาเรียกเป็นชื่อตัวก็ได้เหมือนกัน จะอย่างไรก็ดี เมืองนั้นต้องเรียกกันว่า “เมืองฝาง” แน่นอน
๑๔) เรื่องเลข ๑๓ ถือกันว่าเป็นอวมงคลนั้นเป็นแบบฝรั่ง มาแต่พระเยซูกินเลี้ยง ๑๓ คน ตกเป็นคริสตัง ไม่สมควรกับที่ถือลัทธิอย่างอื่นเลย
๑๕) นึกขึ้นได้อีก ว่าที่กวีพูดถึง “ภมร” ชื่อนั้นก็ไม่ใช่ภาษาเรา เหมือน “สาริกา” และ “แขกเต้า” จะเป็นสัตว์อะไรก็ไม่ทราบ นัยว่ามีกิริยาหมุนๆ จึ่งเอามาให้ชื่อเป็นเครื่องกลึง แต่อย่างไรก็ดี หมายถึงว่าเป็นแมลงแน่
เรียน
๑๖) ของหมั้นนั้นเดินไป แต่แรกของเราเป็นทอง ให้แก่พ่อแม่เจ้าสาว เดี๋ยวนี้เดินไปเป็นหมั้นกันด้วยแหวนประดับอย่างฝรั่ง แต่ฝรั่งเขาให้กันจำเพาะตัว ข้างเราแกมเก่าเป็นให้แหวนแก่ผู้ใหญ่ ฝ่าพระบาทประทานหญิงกุมารีตรัสว่าตามแบบของสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์ซึ่งเกล้ากระหม่อมไม่ได้ทราบเลย เมื่อเกล้ากระหม่อมเป็นฝ่าย
ผู้ใหญ่ เจ้าบ่าวเขาเอาแหวนมาก็จัดการให้เขาสวมนิ้วให้แก่ฝ่ายหญิงโดยไม่รู้อะไรเลย เมื่อวันที่ ๑๕ นี้ชายงั่วเอาแหวนหมั้นมาส่งให้ จึงได้ส่งถวาย แล้วประทานหญิงกุมารีและกราบทูลตามที่เคยทำมา แล้วหญิงกุมารีก็เอาแหวนให้ชายงั่วสวมนิ้วให้ เป็นการกระทำทั้งสองอย่าง แต่ยกไว้ จะกราบทูลหลีกไปว่าทำอย่างไรจะดี หมายเอาพระดำริเพื่อเป็นการเรียน
ย้อนหลัง
๑๗) จะกราบทูลอธิบายเหตุที่เห็นว่าพระชินสีห์ทำแล้วทีหลังพระชินราช เพราะเห็นพระชินราชกับพระชินสีห์คล้ายกันหนัก จนพาให้เห็นไปว่าช่างที่ทำเป็นคนเดียวกัน เปรียบเหมือน “ครูยาว” แม้จะทำพระพุทธรูปขนาดต่างกัน ใหญ่บ้างเล็กบ้างก็ยังรู้ได้
ว่า “ครูยาว” อยู่นั่นเอง พระศาสดานั้นเป็นมือหนึ่งต่างหากแน่ที่ในตำนานว่ารวมช่างนั้นก็จริง แต่ช่างที่รวมมาถ้าฝีมือไม่ดีกว่าช่างที่มีอยู่ก็ตกเป็นลูกมือเท่านั้น ตำนานจะว่ากระไร เราจะเชื่อก็ได้ไม่เชื่อก็ได้ เพราะตำนานต้องเป็นของแต่งทีหลัง แต่ความจริงนั้นจะรู้ไม่ได้ทั้งสิ้น
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ดร
ที่ ๓/๘๖
วังวรดิศ
วันที่ ๒๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๖
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๒/๘๖ ลงวันที่ ๑๓ มกราคม กับฉบับที่ ๓/๘๖ ลงวันที่ ๒๐ มกราคมแล้ว
ทูลสนองความที่ค้างมา
๑) จะทูลอธิบายเรื่องขวัญที่เคยผัดไว้นั้นก่อน สิ่งซึ่งเรียกว่า “ขวัญ” นั้น พิเคราะห์ดูเป็น “อรูปสัตว์” มีประจำตัวเป็นเพื่อนชีวิตมนุษย์ทุกคน แม้สัตว์เดรฉานก็มีขวัญเหมือนกัน ช้างม้าที่ขี้ตื่นจึงเรียกกันว่า “ขวัญอ่อน” แต่เรารู้กิริยาอาการแต่ขวัญของ
มนุษย์ ว่าถ้าอยู่ประจำกับตัวเจ้าของ ๆ ก็เป็นปกติ ถ้าขวัญทิ้งไปเสียจากตัวเจ้าของก็มักมีอันเป็นวิปริตไปต่างๆ ถ้าขวัญกลับมาอยู่กับตัวดังเดิมจึงกลับเป็นปกติดังเก่า เหตุที่ขวัญไปเสียจากตัวเจ้าของนั้นดูมี ๓ อย่าง คือด้วยตกใจอย่าง ๑ ด้วยเดือดร้อน
รำคาญอย่าง ๑ และด้วยอยากเที่ยวเล่นโดยลำพังอย่าง ๑ ยกตัวอย่างดังเช่นเมื่อตัวเจ้าของเกิดสะดุ้งกลัวอะไรขึ้นทันที เปรียบดังเช่นถูกขู่ตะคอกโดยไม่รู้ตัว “ขวัญก็หนี” หรือถ้าเจ้าของตกระกำลำบาก เช่น ต้องเที่ยวซัดเซพเนจร ขวัญทนไม่ไหว “ก็หายไป” เสียจากตัวเจ้าของ หรือในเวลาเป็นปกติถ้าขวัญนึกคะนองอยากสนุกขึ้นมา ก็อาจจะออกจากตัวเจ้าของไปเที่ยวโลดเต้นเผ่นโผน บางทีถึงเหาะเหินโดยลำพังเสียคราวหนึ่ง จนสิ้นสนุกจึงกลับคืนมาเข้าตัวเจ้าของตามเดิม
แต่ประหลาดอยู่ที่ไม่ปรากฏว่าขวัญสามารถให้คุณแก่เจ้าของอย่างอื่น นอกจากให้อยู่เป็นเป็นปกติ จะช่วยป้องกันอันตรายก็ไม่ได้ ด้วยขวัญเองก็ขี้ขลาดหลบหนีไปเสียง่ายๆ แต่ถ้าเจ้าของเป็นผู้ใหญ่ ดูเหมือนขวัญจะคอยอยู่กับตัวมั่นขึ้น หรือเจ้าของอาจจะเรียกกลับมาได้ง่าย ไม่ขี้หนีเหมือนขวัญเด็ก ถ้าขวัญเด็กหนี ผู้ปกครองต้องอ้อนวอนเรียกหาจึงกลับ
หม่อมฉันนึกได้ถึงครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นกรณีเคยเกิดแก่ตัวหม่อมฉันเอง ครั้งงานฉลองวัดหงส์ฯ หม่อมฉันตามเสด็จทูลกระหม่อมไปเมื่ออายุได้ ๕ ขวบ ขากลับจากตำหนักแพ โปรดให้นั่งบนพระราชยานตรงหน้าที่ประทับคู่กับกรมพระสมมต ฯ มาถึงประตูกำแพงแก้วพระมหาปราสาททางด้านตะวันออก เมื่อหามพระราชยานลงขั้นบันได หม่อมฉันกำลังหลับหล่นผลุงลงมาจากพระราชยาน จงโตแกก็อุ้มเอากลับขึ้นไปนั่งอย่างเดิม
ไม่เจ็บปวดชอกช้ำอย่างไร แต่พอแม่รู้ก็ตกใจให้ทำขวัญ จะเป็นใครบอกตำราให้ท่านหรืออย่างไรไม่ทราบ เห็นแต่ท่านวานคุณเถ้าแก่ให้เอาขันถมใบที่ใส่บาตรกับทัพพีไปถามจงโต ให้นำไปตักขวัญตรงที่หม่อมฉันตกพระราชยานเอาลงในขันมาตั้งทำขวัญ แล้วก็เป็นปกติเพียงเท่านั้น เมื่อร่างจดหมายนี้เปิดดูในหนังสือเสภา พบบทนางทองประศรีเรียกขวัญพลายงาม สุนทรภู่แต่งก็เป็นอธิบายดังทูลมา ว่า
“ขวัญพ่อพลายงามทรามสวาดิ มาชมภาชนะทองอันผ่องใส
ล้วนของขวัญจันทน์จวงพวงมาลัย ขวัญอย่าไปป่าเขาลำเนาเนิน
เห็นแต่เนื้อเสือสิงห์ฝูงลิงค่าง จะอ้างว้างเวียนวกระหกระเหิน
ขวัญมาหาย่าเถิดอย่าเพลิดเพลิน จงเจริญร้อยปีอย่ามีภัย
คิดหามูลของคติที่เชื่อว่ามีขวัญประจำตัวมนุษย์ทุกคน ดังพรรณนามา หม่อมฉันเห็นว่าจะเป็นคติของชนชาติไทยถือกันมาแต่ดั้งเดิม ไม่เกี่ยวกับศาสนาซึ่งรับมาแต่ประเทศอื่น มูลของคติก็จะน่ามาแต่ “ฝัน” นั่นเอง เพราะผู้ฝันนอนอยู่กับที่ แต่รู้สึกว่าได้ไปไหนๆ และไปทำอะไรต่ออะไรต่างๆ เมื่อตัวมิได้ไปก็คงต้องมีอะไรที่ไปจากตัว จึงสามารถรู้เห็นเช่นนั้น ก็เกิดความเชื่อว่ามีขวัญเป็นอรูปสัตว์ อยู่ประจำตัวมนุษย์ ขวัญกับฝันจะเป็นคำเดียวกันแต่เดิมดอกกระมัง
คิดเข้าหาทางศาสนาต่างๆ ต่อไป ศาสนาอื่นนอกจากพุทธศาสนา เช่นศาสนาพราหมณ์ก็ถือว่ามนุษย์มี อตฺตา อันเวียนว่ายตายเกิดไปจนเข้าพระนิพพาน ศาสนาคริสตังและศาสนาอิสลาม ก็ถือว่ามนุษย์มี “วิญญาณ Soul” ที่สำหรับรับคุณและโทษในความประพฤติของตัวคน อตฺตา และวิญญาณ ก็ประจำอยู่กับตัวคนเหมือนเช่นขวัญ แต่ผิดกันเป็นข้อสำคัญที่ อตฺตา และวิญญาณแยกจากตัวไปไม่ได้เหมือนขวัญ
จึงเห็นว่ามูลมาต่างทางกัน พระพุทธศาสนาว่าไม่มี อตฺตา หม่อมฉันเคยถามพระพรหมมุนีว่าอะไรที่เวียนว่ายตายเกิด ท่านตอบว่าวิญญาณ หม่อมฉันว่า วิญญาณสิเป็นแต่ส่วนหนึ่งใน ๕ ของเบญจขันธ์ จะไปเกิดแต่ด้วยวิญญาณอย่างไร ท่านตอบว่าตามพระบาลีวิญญาณมีหลายอย่าง วิญญาณที่เวียนว่ายตายเกิดนั้นเรียกว่า “ปฏิสนธิวิญญาณ” ดูก็ไปรวมความว่า สัตว์ทั้งหลายมีรูปธรรมกับนามธรรมประชุมกัน เมื่อตัวตายรูปธรรมเปื่อยเน่าอยู่ในโลกนี้ นามธรรมไปเวียนว่ายตายเกิด
ขวัญหมายความอีกอย่างหนึ่งว่า ผมคน หรือสัตว์ ตรงที่ขึ้นเวียนเป็นวง แต่เห็นจะเป็นแต่คำพ้องกัน ดูหาเนื่องกับขวัญในตัวคนไม่
ทูลสนองลายพระหัตถ์ที่ ๒/๘๖
๒) ผึ้งเคยมาทำรังที่ตำหนักใหญ่ในวังวรดิศถึง ๓ ครั้งแล้ว มันอยู่ตั้งปีจึงเลิกไป มาคราวนี้หม่อมฉันได้เห็นถนัด บินมาจากทางตะวันออกเป็นกลุ่มใหญ่ราวกับเมฆ แรกมาถึงพวกนำมาหน้าตรงเข้าจับท่อน้ำฝนที่มันจะทำรัง พวกที่ตามมาข้างหลังจับพัก
อยู่ที่รางน้ำฝนตามชายคา เพียงสัก ๒ ชั่วโมงก็รวมกันเข้าจับท่อที่จะทำรังหมด แต่นั้นรังก็ค่อยยานลงมาโดยลำดับ เดี๋ยวนี้ก็ยังขยายรังลงมาแต่ยังไม่ถึงเต็มขนาด ประหลาดอยู่ที่เห็นตัวผึ้งเกาะเต็มรังอยู่เสมอ ไม่รู้ว่ามันผลัดเปลี่ยนกันไปเที่ยวหาทัพสัมภาระมาทำรังด้วยประการอย่างไร
๓) ซึ่งทรงพระดำริว่านกสาริกาเป็นนกขุนทอง และนกแขกเต้าเป็นนกปากงุ้มเช่นนกแก้วนั้น ถูกแล้ว ดูเหมือนจะหมายเป็นจำพวกด้วยซ้ำไป ด้วยมีนกอีกอย่างหนึ่งตัวใหญ่กว่านกขุนทองและสีเทาสลับกับดำและขาว เคยเห็นพวกขึ้นพระบาทเขาซื้อมา เขาเรียกว่า นกสาริกาดง นกเอี้ยงก็น่าจะอยู่จำพวกนกสาริกา ส่วนพวกนกปากงุ้มก็มีหลายชนิดตั้งแต่นกกะตั้วลงมาจนนกกะลิง ก็เห็นจะอยู่ในจำพวกนกแขกเต้าทั้งนั้น ถ้าจะกำหนดให้เป็นวงแคบเข้า ก็จะต้องเลือกเอาแต่ชนิดที่อาจจะหัดให้พูดภาษามนุษย์ได้
ว่าถึงนกกะลิง หม่อมฉันนึกขึ้นถึงได้เคยสังเกตเมื่ออยู่เมืองปีนังเห็นเวลามีการงานพวกผู้หญิงแขกกะลิง มักชอบแต่งตัวนุ่งห่มแต่สีแดงกับสีเขียวสลับกันเป็นนิจ จนนึกว่าเขาเอาสีเครื่องแต่งตัวผู้หญิงกะลิงนั้นเอง ไปตั้งชื่อนกปากงุ้มอย่างที่ขนมีแต่สีแดงกับสีเขียวเรียกว่านกกะลิง
๔) คำว่า เขจร ขจร คะเณจร พเนจร เหล่านี้ถ้าว่าตามคำที่ราชบัณฑิตเล่นตลกว่า “สับปะตั้ง เหร่อปัจจัย” ก็คือเอาคำ จร อันหมายว่า เที่ยวตั้ง เอาคำอื่นใส่เข้าเป็นปัจจัย ก็แปรความหมายไปได้ต่างๆ เหมือนเช่นทรงพระดำริ
ทูลสนองลายพระหัตถ์ที่ ๓/๘๖
๕) ที่สมเด็จกรมพระสวัสดิ ฯ ตรัสเรียกว่า “ภาษาสนาม” นั้นที่จริงก็ถูก เพราะใช้แต่สำหรับแปลหนังสือเวลาสอบในสนาม เพื่อให้ถูกวิภัติปัจจัยของคำภาษามคธ พวกเปรียญทำผิดที่เอาไปใช้แต่งหนังสือภาษาไทยในการอย่างนั้น
๖) ข้อที่ควรใช้คำ เล็ก เป็นคู่กับคำ ใหญ่ คำ มาก คู่กับคำ น้อย นั้น หม่อมฉันเห็นชอบด้วย แต่ยังไม่เคยคิด จะถือเอาเป็นแบบต่อไป
๗) พระพุทธรูปสานที่เอาไว้ในหอศาสตราคมนั้น หม่อมฉันก็เคยเห็นเคยได้ยินแต่ว่าทำเท่าขนาดพระพุทธองค์และทำอวัยวะทุกอย่าง แม้จนคุยหฐาน แต่ยังไม่ทราบว่าทำเพื่อเหตุอันใด เพิ่งทราบตามลายพระหัตถ์ว่าเพื่อจะเชิญไปตั้งนำแถวพระฉัน ก็เข้าใจทันทีว่าเพราะเหตุใดจึงงดไม่เอาไปตั้ง เห็นว่าคงเป็นด้วยขนาดใหญ่ข่มขนาดพระสงฆ์ จนรำคาญพระเนตรนั่นเอง จึงงดเสีย
๘) หม่อมฉันอ่านหนังสือซึ่งศาสตราจารย์ เซเดส์ แต่งว่าด้วยพบหีบโลงหิน กรมหมื่นเทววงศ ฯ ได้แปลเป็นภาษาไทยให้พระองค์ธานี ฯ พิมพ์ในหนังสือวารสารของสมาคมค้นวิชาเมืองไทย สำหรับจะพูดกับผู้แต่งเมื่อเข้ามาคราวนี้ หม่อมฉันเห็นผิดกับความคิดของผู้แต่งในบางข้อ คือ
ข้อ ๑. ถ้าหีบนั้นเป็นโลงสำหรับใส่ศพ จะใส่ศพแต่แรกตายไม่ได้ เพราะการทำหีบหินต้องทำหลายวัน
ข้อ ๒. ศพใส่หีบหินปล่อยบุพโพไว้ในนั้นก็ได้ ไม่จำต้องทำท่อไขบุพโพออกมาปฏิกูลข้างนอก
เซเดส์ว่าท่านก็ได้ทรงอ่านเรื่องที่แกแต่งนั้น หม่อมฉันอยากทราบว่าได้ทรงพิจารณาเห็นอย่างไรบ้าง
๙) เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๒ นี้ พระครูกับพวกพราหมณ์มายกอุหลุบให้ข้าวตอกตามเคย บอกว่าเมื่อปีกลายต้องหยุดเพราะเหตุเกิดสงครามปี ๑ จึงเกิดเข้าใจกันว่าเลิก ถามต่อไปได้ความว่าเดี๋ยวนี้มีพราหมณ์รับค่าจ้างสำหรับประจำการอยู่ ๖ คน และที่ทำพิธีตรียัมพวายนั้นได้เงินพระคลังข้างที่ช่วย ประหลาดที่ว่าเดี๋ยวนี้ก็ยังมีเด็กโกนจุก
๑๐) พระสิหิงค์นั้น หม่อมฉันได้พิจารณาดูทั้ง ๓ องค์ องค์ที่เมืองนครศรีธรรมราชเป็นอย่าง “พระสดุ้งมาร” แต่งามกว่าองค์อื่นๆ ชนิดเดียวกันที่เคยเห็น องค์ที่เมืองเชียงใหม่นั้นเป็นแบบพระเชียงแสน แต่พระสิหิงค์องค์ที่วังหน้าไม่เหมือนแบบพระพุทธรูปอย่างไหนๆ หมด ดูเป็นของคิดทำหุ่นขึ้นเฉพาะองค์เดียวด้วยฝีมืออันประณีต บัวหงายรององค์พระก็ทำซ้อนกันเป็น ๒ ชั้น รูปกลีบบัวไปอย่างหนึ่งต่าง
หาก ในตำนานว่าเมื่อหล่อในลังกาทวีป นิ้วพระหัตถ์ขาดไปนิ้ว ๑ เพียรทำนิ้วพระหัตถ์ต่ออย่างไรๆ ก็ไม่ติด ด้วยมีพยากรณ์ว่าพระยาทางโยนก (ลานนา) หล่อต่อเมื่อใดจึงจะติด เมื่อท้าวมหาพรหมเมืองเชียงราย ได้ไป ไปหล่อนิ้วพระหัตถ์ต่อจึงติด หม่อมฉันตรวจดูนิ้วพระหัตถ์ก็เป็นรอบต่อนิ้วหนึ่งดังว่าในตำนาน คงเป็นเพราะลักษณะแปลกและมีเรื่องตำนานเกี่ยวกับพงศาวดารยืดยาว ทูลกระหม่อมจึงทรงนับถือมาก
๑๑) ที่เรียกว่า “เจ้าพระฝาง” นั้น เดิมเป็น พระพากุลเถร ราชาคณะอยู่ในพระนครศรีอยุธยา ได้เลื่อนที่เป็นพระสังฆราชเจ้าคณะใหญ่ไปอยู่เมืองฝาง เมื่อตั้งตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินคนจึงเรียกกันว่า “เจ้าพระฝาง”
๑๒) ตราจักรนั้น เห็นจะเป็นตราเดิม ผู้ถือจึงมีนามว่า “เจ้าพระยาจักรี” หม่อมฉันสันนิษฐานว่าเมื่อก่อนมีอัครมหาเสนาบดีมหาดไทยกลาโหมเป็น ๒ คน เจ้าพระยาจักรีคงเป็นอัครมหาเสนาบดีถืออาชญาสิทธิ ประทับตราจักรสั่งประหารชีวิตคนได้
และมีเสนาบดีจตุสดมภ์ เมือง วัง คลัง นา รองลงมา ๔ คน ต่อเมื่อมีอัครมหาเสนาบดี ๒ คน จึงสร้างตราราชสีห์ และคชสีห์ขึ้นให้ถือเป็นคู่กัน เพราะฉะนั้นตราจักรจึงยังคงอยู่กับเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ประเพณีเดิม แม้เสนาบดีกลาโหมกรมท่า จะสั่งให้ประหารชีวิตคนในเมืองขึ้นของกระทรวงนั้นๆ ก็ต้องส่งท้องตรามาขอให้กระทรวงมหาดไทยประทับตราจักรกำกับตราคชสีห์และตราบัวแก้ว มาถึงรัชกาลที่ ๔ จึงโป
รดฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ที่สมุหพระกลาโหมให้ตราศรพระขรรค์ประหารชีวิตคนในหัวเมืองขึ้นกลาโหมได้ ไม่ต้องขอให้มหาดไทยประทับตราจักรกำกับดังแต่ก่อน และถือตรานั้นมาตลอดเวลาที่ท่านเป็นสมเด็จเจ้าพระยาฯ เมื่อสิ้นสมเด็จเจ้าพระยา ฯ แล้วเสนาบดีกลาโหมคนอื่น หาได้ถือตราศรพระขรรค์ไม่ แต่ตราจักรคงอยู่ในกระทรวงมหาดไทยสืบมาด้วยกันกับตราราชสีห์จนทุกวันนี้
๑๓) คติที่ถือว่าจำนวน ๑๓ เป็นอัปมงคล มีมูลเพียงในพวกถือศาสนาคริสตังจริงดังทรงปรารภ แต่ประหลาดอยู่ที่การถือคติโดยไม่มีมูลเช่นนั้น ไทยเรายังถือกันอีกหลายอย่าง เป็นต้นว่าทำบุญสะเดาะเคราะห์เมื่ออายุครบ ๒๘ ปี มีมูลแต่ในเชื้อสายสมเด็จพระเทพศิรินทร คนอื่นพลอยถือไปด้วยก็มี อายุ ๔๘ มีมูลแต่ในราชสกุลที่มักสิ้นพระชนม์เมื่อพระชันษาเท่านั้น ก็มีคนอื่นพลอยถือด้วย
๑๔) ตัว ภมร นั้นคงเป็นแมลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เข้าใจกันว่า “แมลงภู่” เห็นจะเป็นเพราะสุนทรภู่เอาไปใช้เป็นชื่อของตัว เช่นว่า “ภมราการุญสุนทร” ในหนังสืออื่นใช้หมายว่า “ตัวผึ้ง” ก็มี เช่นท่ารำที่เรียกว่า “ภมรเคล้า” ดูน่าจะรวมเรียกสัตว์ชนิดที่กินรสหวานตามเกสรดอกไม้ทุกอย่างหมด แต่เครื่องกลึงอย่างที่เรียกว่า ภมร นั้น หม่อมฉันสงสัยว่าจะเป็นคำภาษาอื่นเสียงคล้ายๆ กัน เราเอามาเหยียดเป็นภมร
๑๕) ทรัพย์สิน ซึ่งให้กันในการแต่งงานสมรสนั้นมีหลายอย่าง จะทูลอธิบายตามวินิจฉัยของหม่อมฉันเอง
ก. ของหมั้น นั้นให้ทองแท่งหรือสิ่งของทองรูปพรรณอย่างใดก็ได้เป็นสิ่งสำคัญในการสัญญาว่าจะแต่งงานกัน ดูคล้ายกับวางประจำในการซื้อของหมั้นแล้วฝ่ายใดจะกลับใจให้ไปแต่งงานกับผู้อื่น หรือเลิกเสียไม่แต่งงานโดยไม่ยินยอมพร้อมกันนั้นไม่ได้ ถ้าฝ่ายชายทำผิดฝ่ายหญิงก็เอาหมั้นเสียเปล่า ถ้าฝ่ายหญิงทำผิดฝ่ายชายก็เรียกคืนหมั้น พิเคราะห์ดูเหมือนว่าถ้าฝ่ายที่ไม่มีผิดต้องเสียหายอย่างอื่น จะร้องฟ้องเอาค่าทดแทนได้ด้วย แต่หม่อมฉันคิดเห็นอีกอย่างหนึ่งว่า ตามประเพณีการเลี้ยงลูกสาว
พ่อแม่ย่อมหวงแหนมิให้เข้าใกล้ชิดชายหนุ่ม เพราะไม่ไว้ใจชายก็ตาม เมื่อหมั้นแล้วก็จะยอมให้บ่าวสาวพบปะพูดจากันได้ หม่อมฉันชอบคติอย่างนี้ ด้วยบ่าวสาวจะได้รู้จักรักใคร่กัน ลูกสาวหม่อมฉันจะแต่งงาน ตั้งแต่หญิงพร้อมหญิงแก้วมาจนหญิงบันดาล พอหมั้นแล้วหม่อมฉันก็ยอมให้เจ้าบ่าวมาพบปะพูดจากันได้กับเจ้าสาว แต่คราวหญิงกุมารีนี้ เพราะสกุลบ่าวสาวเคยคุ้นกันสนิทสนมมาช้านานแล้ว ไม่มีเหตุที่จะรังเกียจจึงไม่ได้หวงแหนมาแต่ก่อน ทูลขอให้หมั้น เพียงกันครหาและมิให้น้อยหน้า
พี่ ประเพณีที่หมั้นนั้นดูเหมือนอย่างโบราณผู้ปกครองเขาหมั้นต่อผู้ปกครอง เมื่อคราวหญิงพร้อม พอหม่อมฉันได้รับลายพระหัตถเลขาตรัสขอ ก็ยอมให้กรมหลวงสิงห์ ฯ เอาของหมั้นมาให้หญิงพร้อม คราวหญิงแก้วกับหญิงบันดาลสวัสดี สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์ ฯ ท่านเสด็จมาหมั้นแต่โดยลำพังพระองค์ ไม่ได้พาเจ้าบ่าวมาด้วย หม่อมฉันจึงเรียกเจ้าสาวให้ออกมารับประทานเองต่อพระหัตถ์ แสดงว่าเจ้าสาวยอมแต่งงานโดยเต็มใจ มิใช่เพราะถูกบังคับ
ข. สินสอด เป็นของฝ่ายเจ้าบ่าวให้ เป็นทองหรือเงินตราก็ได้ ผู้ปกครองฝ่ายเจ้าสาวเป็นผู้กำหนดเรียกเท่าใด มูลของสินสอดเคยได้ยินกล่าวกันเป็นอย่าง ๒ อย่าง ๆ หนึ่งว่าเป็นค่าน้ำนมที่แม่เลี้ยงมา คือว่าแม่ของเจ้าสาวเป็นผู้ได้สินสอด อีกอย่างหนึ่งว่าสำหรับเจ้าสาวทำเครื่องแต่งตัว คือว่าได้แก่ตัวเจ้าสาว
ค. ทุน เป็นของผู้ปกครองให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวเท่ากันทั้งสองฝ่าย สำหรับให้เอาไปใช้ประกอบการอาชีพด้วยกันเมื่อแต่งงานแล้ว ผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายกำหนด
ฆ. แหวน เจ้าบ่าวให้เจ้าสาวบ้าง หรือเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวเปลี่ยนแหวนกันบ้าง หม่อมฉันเข้าใจว่าเอาอย่างประเพณีฝรั่งมาทำตาม แต่เดี๋ยวนี้ดูชอบใช้กันแทนให้สินสอดและกองทุน ทูลได้ตามความรู้เพียงเท่านี้
บรรเลง
๑๖) มีความเสียใจที่จะต้องทูลว่าอีแมวนั้นตายเสียแล้ว แรกพามันมาจากเมืองปีนังก็อ้วนท้วนดี มาอยู่บนตำหนักใหญ่ที่วังวรดิศจนคุ้นที่ มันเที่ยวเลือกนอน ณ ที่ต่างๆ ตามชอบใจ วันหนึ่งออกไปนอนที่ชานหลังบัวข้างนอกฝาผนังเรือนเหมือนอย่างมัน
เคยชอบนอนที่ซินนามอนฮอลเมื่อยังอยู่ปีนัง แต่ชานบัวที่นี่แคบกว่าที่ปีนัง เห็นจะพลิกตัวกำลังหลับผลัดตกจากตำหนักใหญ่จากชั้นบนลงไปถึงแผ่นดิน หญิงเหลือไปอุ้มเอาขึ้นมารักษาอยู่หลายวัน ดูก็หายอาการที่ขัดแข้งขาแล้ว แต่เห็นจะชอกช้ำข้างภายในเกินขนาด เกิดอาการคล้ายกับโรคชรา กินอาหารน้อยลง นอนก็เป็นแต่อย่าง
หมอบเชื่อมซึม ไม่หลับและกลั้นปัสสาวะมิใคร่อยู่ ขึ้นนอนบนตักใครก็มักเยี่ยวรดทั้งตื่น ๆ อาการมันซุดลงโดยลำดับจนสิ้นใจเมื่อเวลาเช้าวันที่ ๒๑ มกราคม นับเวลาแต่หม่อมฉันเลี้ยงมันมากว่า ๕ ปี เมื่อมันมาสามิภักดิ์ก็เติบโตเต็มขนาดแล้ว เวลาตายอายุเห็นจะราวสัก ๘ ปี ถ้าเปรียบกับมนุษย์ก็จะแก่ราว ๖๐ ปี แต่นี้ไปหม่อมฉันเป็นอันเลิกไม่เลี้ยงแมวอีก ที่จริงหม่อมฉันก็ไม่ชอบแมว แต่อีแมวมันสามิภักดิ์มาฝากตัวอยู่ด้วยโดยน้ำใจของมันเองผิดกับแมวตัวอื่น จึงเอ็นดูมันมาตลอดชีวิตของมัน
๑๗) เมื่อเร็วๆ นี้เด็กที่บ้านมันไปได้ใบปลิวบอกการจำหน่ายเครื่องรางต่างๆ มาให้หม่อมฉันเห็นอย่างหนึ่ง ดูคล้ายกับตั้งห้างขายคุณพระ แปลกอยู่ จึงส่งมาถวายทอดพระเนตร ต้องทรงอ่านทั้ง ๒ หน้ากระดาษ
๑๘) มีเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่งเกิดแต่มีคฤหบดีคนหนึ่งชื่อไรหรืออยู่ที่ไหน หม่อมฉันก็ยังไม่รู้อยู่จนเดี๋ยวนี้ แต่งคนให้มาหาหม่อมเจิมว่าทราบว่าหม่อมฉันมีพระภควำอยู่องค์ ๑ คุ้มภัยอันตรายศักดิ์สิทธิ์นัก อยากขอเรียนตำราหล่อพระภควำจะได้หรือไม่ หม่อมฉันก็ไม่เคยหล่อและไม่รู้ตำราหล่อพระภควำว่าทำอย่างไร แต่เคยสะสม
เครื่องรางเมื่อครั้งบวชเป็นสามเณรแล้วเก็บรวมไว้มีพระเครื่องอย่างที่เรียกกันว่า พระภควำ หลายองค์ หล่อด้วยเมฆพัดบ้าง โลหะอย่างอื่นบ้าง ปั้นบ้าง เป็นชนิดพระท้องพลุ้ยมีสองมือปิดตาบ้าง หลายมือปิดทวารทั้ง ๙ บ้าง ยังเก็บรวบรวมไว้ ครั้นเรียกหลวงสกลคนเก็บสั่งให้หยิบมาดู บอกว่าหม่อมฉันให้พิพิธภัณฑสถานเสียหมดแล้ว ก็เป็นสิ้นธุระเพียงนั้น คิดถอยหลังขึ้นไปดูก็ประหลาดหนักหนา ด้วยในสมัยเมื่อหม่อม
ฉันบวชเป็นสามเณรยังเชื่อถือวิทยาคมแลเครื่องรางกันมาก เป็นเวลาหม่อมฉันเริ่มเรียนวิชาผู้ชาย มีอาจารย์สอนวิทยาคมถึง ๒ คน ชื่ออาจารย์วัดคน ๑ อาจารย์รุ่งคน ๑ เมื่อหม่อมฉันจะเทศน์มหาชาติที่วังหน้ากลัวประหม่า อาจารย์รุ่งทำขี้ผึ้งเสกมาให้อมไป สัญญาว่ากันประหม่าได้ ก็ไม่ประหม่าจริงๆ เห็นคุณว่าเป็นของวิเศษในเวลานั้น ต่อนานมาจึงนึกได้ว่าไม่ประหม่า เพราะใจเชื่อคุณขี้ผึ้งของอาจารย์รุ่งอยู่มั่นคงนั่นเอง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๖ น
๓/๘๖
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๔๘๖
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
บรรเลง
๑) เมื่อก่อนนี้ใครจะแต่ง กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ อะไร ลางปากก็ขอให้คนที่อ่านไม่ชอบใจแก้ แต่ก็ไม่เห็นใครแก้เลย การแก้เป็นการผิดมาก เดี๋ยวนี้เป็นแต่ว่าถ้าอ่านไม่ชอบใจแล้วขออภัย ควรอยู่
๒) สมเด็จกรมพระสวัสดิ์เคยตรัสตั้งปัญหาถามว่า “ตราสัง” แปลว่ากระไร เกล้ากระหม่อมทูลว่า “สังขาร” เธอไม่เห็นด้วย แต่เธอจะเห็นความอย่างไรก็ไม่ได้ตรัส ทีหลังมาปรึกษาพระยาอนุมาน แกเห็นว่า “ตราสัง” (คือมัดผี) ดีเต็มที เสียดายที่สมเด็จกรมพระสวัสดิ์สิ้นพระชนม์ไปเสียแล้ว หาไม่จะทูล
๓) เกล้ากระหม่อมพูดถึงการถือผี พระยาอนุมานแกตึ้กตั้กขึ้นมาว่า ถ้าไม่จดเสียบัดนี้ทีหลังผีจะหนีไปเสียหมด เช่น ผีโขมด ผีกะสือ เป็นต้น คนจะไม่รู้จัก เกล้ากระหม่อมจึงทักเติมว่า เรื่อง “เวทมนตร์ดลคาถา” ก็เหมือนกันถ้าไม่จดไว้ก็อาจจะหายไปได้
ผีนั้นหลอกผีก็ได้ ไม่ใช่แต่ผีหลอก การถวายละครยกก็เข้าใจว่าบนจะมีละครให้ แต่ครั้นได้สำเร็จประโยชน์แล้วก็เอาแต่ละครยกไปให้ แต่ไม่ได้ตั้งใจหลอก เห็นเท่ากัน ละครยกจะมีภาษีกว่าเสียอีกที่อยู่นานกว่า
เรียน
๔) ทำไมคนมีปีกในลายจึงเรียกว่า “อรหัน” โดนกับผู้สำเร็จทางพุทธศาสนาซึ่งเรียกว่า “อรหันต์” เสียด้วย ควรจะเรียกว่า “หกาง” มากกว่า
ย้อนหลัง
๕) จะกราบทูลเรื่องหมอฟันให้ทรงทราบต่อไป หมอฟันไต้เลี้ยบแกก็พยายามที่จะซ่อมคีมถอนฟันเหมือนกัน แปลว่าคนกลัวคีม แต่เกล้ากระหม่อมบอกว่าไม่ต้องซ่อน เคยถอนมามากแล้ว แกจึ่งไม่ซ่อน
เมื่อแต่ก่อนเกล้ากระหม่อมถอนอย่างสัพเพสัตตาไม่เลือกว่าที่ไหน ที่หมอยอช แมกฟาแลนก็เคยไปถอน แกใช้อีเทอสเปรก็ได้ผลแต่ภายนอก แต่ในรากฟันยังเจ็บ ทีหลังได้ทราบจากพระยาพิพัฒน์ (เศเลสติโน หรือ ติ่น) เรียกหมอปุ่นหรือมิสเตอร์ปุ่น ว่าถอนไม่เจ็บ เพราะได้ยามาใหม่จึงวิ่งตามหา เขาเซ็นชื่อเขาด้วยตัว P แต่คนทั้งหลายเรียกกันว่า “หมอ ซี พูน” “ซี” เป็นชื่อตัว (แต่อะไรก็ไม่ทราบ) “พูน” นั้นเป็นนามสกุล ที่เป็นดังนั้นก็ด้วยแรง “ฝรั่งทินพอด”
พวกกฎีจีนนั้นเขาเหยียดชื่อเขาเป็นไทย เช่น “โดมิงโก” เขาก็เหยียดเป็น “นายหมิ่น” ดูก็ควรอยู่ เหมือนกับ “เศเลสติโน” ก็เรียก “ติ่น” คำเดียว
๖) เมื่อวันเดือนยี่แรม ๒ ค่ำ พราหมณ์ยังมาหา ถามบอกว่าการยืนชิงช้านั้นเลิกแล้ว แต่การถวายข้าวตอกยังคงทำอยู่ที่เทวสถาน เช่นนั้นก็แปลว่าลดการพิธีลงไป ว่าอย่างหยาบหยาบก็เพียงครึ่งเดียว ได้บอกเขาว่าเห็นที่นครศรีธรรมราชผูกกระดานชิงช้าด้วย แต่เขาจะจัดคนขึ้นถีบด้วยหรือไม่นั้นไม่ทราบ เพราะไปนอกเวลา
ได้ยินว่าพราหมณ์เอมว่าแต่ก่อนนี้มีพราหมณ์อยู่ ๓ จำพวก เรียกว่า “ไวยธึก เทสันกรี” กับ “นาลิวัน” ได้นึกตามคำ “ไวยธึก” คือ “ไวทิกะ” หมายความว่าผู้ทรงเวท “เทสันกรี” คือ “เทสันตริกะ” หมายความว่าเกิดในประเทศ ตามที่คิดนั้น “ไวยธึก” ต้องเป็นพราหมณ์นอก แม้ “เทสันกรี” จะทรงเวท ก็เรียก “ไวยธึก” ไม่ได้ “นาลิวัน” นั้นไม่
ทราบแต่ยังคงมีอยู่ “ไวยธึก” นั้นเกล้ามวยข้างบนเหมือนจุก “เทสันกรี” นั้นเกล้ามวยไว้ท้ายทอยอย่างทุกวันนี้ แต่การเกล้ามวยข้างบนนั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสว่าน่าเกลียด เหมือนเด็กไว้จุก ตรัสขอให้ลดลงเกล้าท้ายทอยอย่าง “เทสันกรี” ก็ตกลง พูดฟังได้
๗) อ่านหนังสือพิมพ์พบข่าวเขาลงว่า พระเสวตรคชเดชดิลกล้มเสียแล้วเมื่อวันที่ ๑๙ นี้ ที่โรงงานดุสิต ไม่ใช่ที่สวนศิวาไลย เป็นว่าเอากลับไปแล้ว
๘) ดูพจนานุกรมของอาจารย์ชิลเดอ เพื่อจะรู้ว่าเขียน “สาลิกา” หรือ “สาริกา” ถูก ก็ได้ความมคธเป็น “สาลิกา” สังสกฤตเป็น “สาริกา” แปลให้ไว้ว่า The Maynah bird กับ Gracula Religiosa เข้าใจว่าชื่อก่อนเป็นคำอังกฤษ ชื่อหลังเป็นคำละติน ไม่เข้าใจจนหมดนั่น เข้าใจคำก่อนเพียงว่าเป็นนก เข้าใจคำหลังเพียงศาสนา หรืออะไรก็ไม่ทราบแต่รู้ตัวอยู่ว่าอ่อนในทางภาษา หวังว่าฝ่าพระบาทจะทรงวินิจฉัยได้
หนังสือเราถึงจะมีสามสออย่างสังสกฤตก็จริง แต่สังเกตดูเหมือนว่าเราจะใช้อย่างหนึ่ง ศ เป็นตัวสะกด ษ เป็นตัวการันต์ ส เป็นตัวท้องความเมื่อเอาภาษาสังสกฤตที่เขาใช้จริงมานาบเข้าจึงทำให้ผิดกันไปมาก
เมื่อดู “สาลิกา” หรือ “สาริกา” รู้แล้วก็ดู “ภมร” ต่อไป แปลให้ไว้ว่าผึ้งแล้วก็หาพวก “ภุม” ต่อไป เช่น “ภุมรา ภุมรี ภุมรินทร์” ว่าจะให้คำแปลอย่างไร แต่หาไม่พบ คิดว่าชื่อเครื่องกลึงจะเป็นคำของเรา หากไปโดนเข้ากับ “ภมร” คำมคธ เราเข้าใจกันว่า “ภมร” เป็นแมงภู่ แต่แมงภู่หรือผึ้งก็ไม่เห็นหมุน ที่ว่าหมุนดูก็จะเป็นหลงมาจากชื่อเครื่องกลึง และที่ว่าเป็นแมงภู่นั้นดูก็จะหลงอีกด้วยชื่อว่าแมงภู่ก็ใช้ ภ ต้องกับคำ “ภุมรา”
๙) “เต่าไห” ซึ่งกราบทูลมาก่อนว่าลืมแล้วนั้น บัดนี้นึกออกแล้วว่า เป็นชื่ออำเภอในเมืองอุตรดิตถ์ เป็นแน่ว่าที่ดินในอำเภอนั้นแห่งใดแห่งหนึ่งจะต้องเป็นเตาไห
เรื่องลืมนั้นดูจำเริญแก่กล้าขึ้นทุกที
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย