Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
21 ต.ค. เวลา 04:48 • หนังสือ
กุมภาพันธ์
วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๖ น
๕/๘๖
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๖
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
เมื่อวันที่ ๒๗ เดือนก่อนได้รับลายพระหัตถ์เวร มีตรัสตอบหนังสือเวร ซึ่งเกล้ากระหม่อมได้ถวายไปเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม หมายที่ ๓/๘๖ ครั้นได้รับลายพระหัตถ์ซึ่งตรัสตอบหนังสือเวรฉบับนั้นก็ได้สติ ปรากฏว่า ๓/๘๖ ซ้ำกันกับที่ได้ถวายไปเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ซึ่งควรจะเป็นที่ ๔/๘๖ นี่แหละเป็นการแสดงให้ทรงเห็นว่าที่กราบทูลเรื่องที่ลืมแก่กล้าขึ้นนั้นเป็นความที่ถูก ฉบับหลังจะลงข้ามน้ำเบ้อเป็น ๕/๘๖
สนองลายพระหัตถ์
๒) เรื่อง “ขวัญ” นั้นเห็นได้ตามพระดำริว่าเป็นประเพณีไทยโดยแท้ ชาติอื่นเขาไม่มีขวัญ การตักขวัญที่ตรัสเล่านั้นดูเป็นขันเปล่า เกล้ากระหม่อมก็เคยได้ยินถึงการตักขวัญ แต่ไม่เคยเห็น จึงถามแม่วันแม่แม่โต แกก็ให้ตัวอย่างเป็นขันกับทรพีเหมือนกัน
แต่มีดินขึ้นในนั้นอีกสามก้อน เมื่อได้ฟังที่ตรัสเล่านั้นแล้ว จึ่งเห็นที่มีดินด้วยนั้นจะเป็นดินเมื่อตักแล้ว คือตักเอาดินมา ตามที่ทรงสันนิษฐานว่าจะเป็นคำเดียวกับ “ฝัน” นั้นงามมาก เราว่า “เจ็ตพูด” ออกจากร่างไปพบอะไรๆ จะแปล “เจ็ตพูด” ก็นึกแปลว่า “เจตภูต” คือผีใจ เห็นจะมาแต่ต่างประเทศ ที่จริงไม่มีอะไรออกไปเลย ทั้งที่รู้ได้ว่า
ฝันนั้นเร็วที่สุด ด้วยเกล้ากระหม่อมเคยสนทนากับพระยานนทบุรี (ทัด) อยู่ในห้องถึงการรังแกคนนอนหลับ พระยานนท์บอกว่ากระดาษฟางชุบน้ำปะหน้าและดีนัก ครั้นกลับออกมาก็เห็นคุณพลุ้ยนอนหลับอยู่ที่หน้าห้อง จึงหันกลับเข้าไปในห้อง งัดเอากระดาษฟางชุบน้ำมาปะหน้าแกเข้า แกก็ตื่นและควักกระดาษฟางออกเสีย แล้วพูดว่าฝันว่าเล่นน้ำแล้วทำไมจึงจมไปก็ไม่ทราบ จึงรู้สึกว่าฝันนั้นเร็วนัก ที่ว่าจมน้ำก็คือเวลาที่กระดาษฟางปะหน้าหายใจไม่ออกเท่านั้น
๓) ผึ้งมาทำรังที่ตำหนักวังวรดิศถึงสามหนแล้ว เกล้ากระหม่อมได้ทราบแต่สองหน การซื้อน้ำผึ้งทางเหนือเจ็บปวดที่ซื้อไม่ได้ จะซื้อแก่คนที่ตีผึ้งก็ไม่ได้ ตีได้แล้วเขาก็ขายไป จะซื้อแก่เรือที่เขาประทุกน้ำผึ้งขี้ผึ้งเขาก็ไม่ขาย เขาว่าจะทำให้เรือของเขาเบาไป อันวิธีตีผึ้งเขาตีกันอย่างไรก็อยากเห็น เขาจึ่งจะตีให้ดู เขาให้ขึ้นไปดูบนเรือนอันเป็นที่ห่างหน่อย แต่แลเห็นหมด ทีแรกคนตีเขาเอาลูกทอยใส่ย่ามมา แล้วนั่งไหว้
ต้นไม้พนมมืออยู่ครู่หนึ่ง ทีจะขอษมาลาโทษแก่ต้นไม้ แล้วควักเอาลูกทอยออกตอกเข้ากับต้นไม้ ปีนขึ้นไปตอกขึ้นไป ครั้นถึงกิ่งก็เดินเล่นตามสบายใจเข้าไปในรังผึ้ง คนข้างล่างก็เอาคบดับส่งขึ้นไปให้ แรกเขาผูกคบไว้กับปลายไม้รวก สำคัญว่าเขาจะเอาจุดไฟลนตัวผึ้ง แต่ไม่ใช่เขาดับไฟที่คบเสียเอาแต่ควันรมผึ้งให้มันขี้แยบินหนีขึ้นฟ้า ดูราวกับเมฆอย่างที่ตรัส บินกลับไปกลับมาสองสามหนแล้วก็บินหายไปไม่กลับมาอีก
๔) ได้ยินเขาว่าคนเลี้ยงนกไม่มีความรู้ เอานกสาลิกาดงเข้าใส่กรงดินมันกินนกอื่นๆ เสียเกือบหมด แต่เกล้ากระหม่อมไม่รู้จักตัว แล้วได้ยินคนเรียกนกเอี้ยงม่วงว่า นกสาลิกาดง ออกจะอิ๊ด แล้วจึงมาปรากฏตามที่ตรัส นกสาลิกาดงเป็นอย่างหนึ่ง ไม่ใช่นกเอี้ยงม่วง นกกลิงเป็นชื่อแขกกลิงจริง ต่อตรัสถึงจึงนึกได้
๕) เรื่องพระเจ้าโตนั้นเป็นมาแต่บุราณแล้ว ธรรมยุติมาวินิจฉัย “สุคตวิทัฏฐิ” ใหม่ลดลงได้มาก แต่แม้กระนั้นพระเจ้าก็ยังโตกว่าคน มีนิทานว่าใครจะต้องการเฝ้าพระพุทธเจ้าดูเหมือนพระอินทร์ แต่ไม่รู้จักพระพุทธเจ้าจึ่งถามพระสาวกบอกว่าองค์ที่นั่งอยู่ข้างเสา นั่นแสดงว่าโตเท่าคน ถ้าใหญ่กว่าคนควรจะบอกว่าองค์ที่ใหญ่เป็นดี เพราะเข้าใจง่าย อนึ่ง “เกตุมาลา” ก็เหมือนกันได้ทราบจากพระองค์เจ้าประดิฐว่าทูลกระหม่อมเราทรงเห็นว่าไม่มี เพราะฉะนั้นพระพุทธรูปในรัชกาลที่ ๔ รุ่นหลังจึ่งไม่มี
นายเฟโรจีแกว่าพระซึ่งมีพระรัศมีเป็นเปลวไฟนั้นเป็นของไทย ถูก เคยได้ยินแต่ฝรั่งเขาว่าพระห้ามสมุทรนั้นเป็นของไทย
๖) คำ “เขจร” เป็นต้นนั้น ได้พยายามคิดรวมขึ้นตามคำที่คนเขาพูดกันแล้วก็แปลได้ความหมด แม้กระนั้นยังไม่พ้นที่ราชบัณฑิตเขาเล่นตลกกัน แต่ที่จริงผิดกันมาก “คำสับปะเหร่อ” นั้นไม่เป็นภาษาคน จนมีคนสงสัยว่ามีความหมายอย่างไร จึงมีคำเล่นตลกเกิดขึ้นว่า “ตั้งสัปปะ ลงเหร่อปัจจัย” ถ้าจะหมายเอาแต่คำพูดเป็นสร้อยก็ควรจะใช้คำว่า “ซัดเซคเนจร”
๗) เมื่อวันที่ศาสตราจารย์ เซเดส์ มาหาก็พูดถึงหนังสือซึ่งแต่งให้สมาคมค้นวิชาประเทศไทย แกถามว่าอ่านเห็นเป็นอย่างไรบ้าง เกล้ากระหม่อมก็ตอบเป็นกลางๆ ว่าธรรมดาความไม่รู้ก็ต้องเดา นี่พูดโดยจะไม่ให้บัวช้ำน้ำขุ่น แต่ที่จริงไม่เห็นด้วยมาก
๘) เรื่องพราหมณ์เขามาหาได้กราบทูลมาแล้ว ขาดแต่ที่เกล้ากระหม่อมได้มีหนังสือไปถึงหลวงราชมุนี ด้วยเห็นแกแก้อะไรต่างๆ ให้รำคาญใจ จึงมีไปมีความว่าการแก้นั้นก็เพื่อจะให้ถูก แต่ที่ถูกนั้นก็เป็นหลายอย่าง ถ้าถูกตามภาษาสังสกฤตแล้วขัดกับภาษาทมิฬและอื่นซึ่งเรามีอยู่ก็ได้ ถ้าจะให้ดีแล้วเราเคยประพฤติอยู่อย่างไรก็ทำไป
อย่างนั้นดีกว่า เผอิญเขาเห็นด้วยก็เป็นอันว่ามีประโยชน์ จะกราบทูลถวายตัวอย่างที่พูดก็เช่นการยกอุหลุบ ฝ่ายพราหมณ์กุปปุสสวามีว่าสังสกฤตเป็น “อุฏุป” ข้างฝ่ายพราหมณ์ ป.ส. ศาสตรี ว่าทมิฬเป็น “อุลุไป” ย่อมเห็นได้ว่าคำ “ยกอุหลุบ” เดิมจะเป็นภาษาทมิฬ จะเลือนไปเป็นภาษาอะไรก็ได้ซึ่งมานำพราหมณ์ของเราไปกระนั้นหรือจะถือเอาคำใดว่าเป็นถูก จึงเห็นว่าสู้ “ตามเคย” ไม่ได้ เป็นหลักกว่า
๙) ตำนานพยากรณ์ ที่ว่าพระยาทางโยนกหล่อนิ้วพระสิหิงค์จึงติดกัน เป็นตำนานเขียนขึ้นในเมืองเรา
๑๐) ตามที่ตรัสบอกถึงเจ้าพระฝางนั้นดีอย่างยิ่ง จะต้องเห็นว่าพระพุทธรูปซึ่งเรียกว่าพระฝางนั้น เป็นของทำทีหลังอาศัยชื่อเจ้าพระฝางเป็นมูล
๑๑) ตราจักรซึ่งเสนาบดีมหาดไทยถืออยู่นั้น สงสัยแต่ที่ว่าสองดวง ได้เห็นแต่ดวงเดียว จึ่งอยากทราบว่าสองดวงนั้นผิดกันหรือเหมือนกัน
๑๒) น้ำเบ้อ ๒๘ นั้นถูกตามที่ตรัสว่าเป็นของพวกกรมสมเด็จพระเทพ แต่พวกอื่นพลอยถือไปด้วย แม้พวกกรมสมเด็จพระเทพเอง หากจะพ้นเกณฑ์ ๒๘ ไปแล้วก็เก็บเอาเศษ ๘ มาถือ จะเป็น ๓๘, ๔๘, ๕๘, อะไรก็ใช้ได้
๑๓) เรื่อง “ภมร” นั้นเห็นดั่งนี้
ก. เห็นตามพระดำริ ที่ว่าเข้าใจว่าภมรคือแมงภู่นั้นมาจากสุนทรภู่
ข. ท่ารำละครนั้นมีมาก ท่าที่รู้ก็รู้ ที่ไม่รู้ก็ต้องพุ่ง
ค. ชื่อเครื่องกลึงนั้น เห็นด้วยตามพระราชดำริซึ่งทรงสงสัยว่าจะเป็นภาษาอื่น
๑๔) การแต่งงาน แม้ในบางกอกเราก็มีหลายอย่าง บรรดาสินทรัพย์ซึ่งให้แก่กันทุกอย่าง จะให้ก็ได้ไม่ให้ก็ได้ แล้วแต่ฝ่ายใดจะเตรียมไว้ให้ แบบสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์นั้นเข้าใจ ท่านไม่ได้พาเจ้าบ่าวไปด้วย จึงเป็นการที่ผู้ปกครองหมั้นแก่กัน ส่วนหญิงกุมารีนั้นเกล้ากระหม่อมได้ถามแล้วเมื่อเธอไปที่บ้านปลายเนิน เธอบอกว่าสมัคร เกล้ากระหม่อมจึงกราบทูลขอ ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่กราบทูล
๑๕) สงสารอีแมวที่ตายเสียแล้ว เห็นมันอ้วนท้วนดี แต่ตายด้วยมีอันเป็นก็จำเป็นจะต้องตาย ที่ตรัสว่าไม่ทรงชอบแมวนั้นก็ซึมทราบดีทีเดียว แต่ต้องทรงเลี้ยงเพราะอีแมวมันฝากตัวก็เข้าใจ ก่อนเห็นตัวมันได้ถามลูกบอกว่าลายเสือยิ่งแน่นอนขึ้นอีก เพราะในตำราแมวเขาว่าเป็นแมวเลว
๑๖) ใบปลิวซึ่งทรงเหน็บมาข้างหน้าหนังสือ ได้อ่านแล้วทั้งสองหน้า เวลานี้เกณฑ์คนออกไปรบ จึงต้องการเครื่องรางกัน ที่ว่ามีอะไรบ้างก็เป็นบัญชีว่ามีแต่เห็นจะไม่แจกให้ทุกคนที่เอาสตางค์ไปให้ เพราะเห็นของที่ขัดกันก็มี คงถามก่อนว่าจะต้องการอะไร อย่างไรก็ดี เห็นเป็นตั้งห้างขายคุณพระอย่างตรัส
๑๗) เรื่องหล่อ “พระภควำ” ตลอดถึงเรื่องขี้ผึ้งอม จะไม่กราบทูลอะไรเพราะเป็นเรื่องไม่เป็นสาระ ติดใจอยู่แต่พระนาม “พระภควำ” กลัวจะเป็นพระนามพระพุทธเจ้าในทีว่า “ภควา” ไม่ใช่ “ควัมปติ” แน่
รายการ
๑๘) เมื่อวันที่ ๒๓ เดือนก่อน สำนักพระราชวังมีหมายมาว่า วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ สมเด็จพระพันวัสสาจะทรงเซ่นพระป้าย ที่พระที่นั่งอังพร ลางทีก็จะได้ทรงรับเหมือนกัน แต่เคยกราบทูลก็กราบทูลไปตามเคย
๑๙) เมื่อวันที่ ๓๑ เดือนก่อนก็ได้รับหมายสำนักพระราชวัง ว่าจะถวายผ้าจำนำพรรษา เลี้ยงพระที่วัดราชประดิษฐวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ และเลี้ยงพระที่วัดราชบพิธวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ หมายฉบับนี้เขาคงส่งถวายมาเหมือนกัน
๒๐) เมื่อวันที่ ๒ ได้รับดอกไม้ธูปเทียนลาตาย ถามได้ความว่าเจ้าพระยาธรรมศักดิ์ และถามได้ความว่าจะอาบน้ำศพวันนี้เวลา ๑๗.๐๐ น. ไปไม่ไหวได้สั่งให้ส่งน้ำไป
บรรเลง
๒๑) ในมนตร์ธรณีสาร มีว่า “สิโรเม พุทธเทวัญจ” แปลกอยู่ที่เอาพระเจ้าไปเป็นเทวดา คิดว่าไม่ใช่ “พุธ” เพราะเทวดาประจำวันเช่น “อาทิตย์ จันทร์ อังคาร” ไม่มี ทูลกระหม่อมเราก็เข้าพระทัยดั่งนั้น จึงทรงเอาไปแต่งคาถาเทียมเป็น “สัมพุทธังโสตถิเทสกัง” ที่ว่าต้องธรณีสารนั้นเห็นเหลวเป๋วอย่างที่สุด จะแปลมนตร์หรือแปลชื่อ
อย่างไรก็ไม่เลวอะไรไป นอกจากว่าคนเห็นใช้แต่การเบิกโลงอันเกี่ยวด้วยผีๆ จึ่งว่าต้องธรณีสารก็ด้วยอำนาจผี ที่จริงเมื่อตรวจดูมนตร์ธรณีสารก็จะเห็นได้ นอกจากออกชื่อเทวดาที่เก่งๆ ว่าสิงอยู่ในตัวแล้วก็ไม่มีอะไร ลงท้ายมีว่า “ประสิทธิเม” ไม่บอกว่าเพื่ออะไร แต่ก่อนเห็นจะใช้หลายอย่าง
ในมนตร์ธรณีสารมีพิรุธอยู่บ้าง เห็นได้ว่าขรัวคร่ำแต่ง ไม่ใช่นักปราชญ์นึกตัวอย่างก็ได้เป็นอย่างหนึ่งไป ว่าเจ้าพระยาเทเวศรจะทำศาลพระภูมิสำหรับบ้านท่าน ให้เกล้ากระหม่อมเขียนเจว็ด แล้วว่าจะเอาไปให้ท่านเจ้าอยู่ (พระธรรมทานาจารย์) ลง วัน
หนึ่งเกล้ากระหม่อมออกเดินเล่นเห็นเจว็ดอยู่ในศาล อยากรู้ว่าท่านเจ้าอยู่ลงว่ากระไร เพราะท่านเป็นเปรียญด้วย เป็นครูคร่ำด้วยจึ่งหยิบมาดู เห็นท่านลงว่า “ภุมมาจายันตุเทวา” เป็นภาษาคน คิดว่าท่านผู้รู้ก่อนที่ท่านจะลง ท่านจะต้องเลือกหาของเก่าว่ามีอะไรบ้าง ก็เข้ากับความต้องการของผู้ซึ่งต้องการ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๖ ดร
ที่ ๔/๘๖
วังวรดิศ
วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๖
ทูล สมเด็จกรมพระนริศ ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับที่ ๓/๘๖ (คือ ๔/๘๖) ซึ่งลงวันที่ ๒๗ มกราคมนั้นแล้ว
ทูลสนองลายพระหัตถ์
๑) ที่คนแต่งกาพย์กลอนลงท้ายขอให้คนอ่านแก้ไขนั้นจะเป็นดังประสงค์ไม่ได้ เพราะคนอ่านนับตั้งร้อยตั้งพัน ถ้าต่างคนต่างแก้ตามขอ หนังสือเรื่องนั้นถ้อยคำก็จะผิดกันไปต่างๆจนกลายเป็นทำลายสำนวนเดิมหมด หม่อมฉันเห็นว่าที่ ผู้แต่งว่าเช่นนั้น ที่จริงหมายความตรงกันข้าม คือใครจะอวดว่าแต่งดีถึงใครแก้ก็จะแก้ให้ดียิ่งขึ้นไปกว่านั้นก็ไม่ได้ เป็นแต่ถ่อมตัวด้วยวาจาเท่านั้น แต่ที่จริงไม่อยากให้ใครแก้เลย ถึงที่ลงท้ายว่าขออภัย ดูก็ควรใช้แต่กับเรื่องบางชนิดยกตัวอย่างดังถวายเทศน์ ที่พระ
ว่าถ้าถวายวิสัชนาไปมิได้ต้องตามโวหารและอัตถาธิบาย (แห่งพระบาลี) ขอพระราชทานอภัยนั้นสมควร เพราะถ้าเทศน์ผิดอาจจะทำให้ผู้ฟังเสียหายด้วยสำคัญผิดตามไป ฉันใดก็ดี หนังสือเช่นเล่าเรื่องพงศาวดาร หรือสอนความรู้ตามอัตโนมัติของผู้แต่ง จะขออภัยไว้ข้างท้ายก็ควรอยู่ เพราะถ้าผิดอาจจะพาให้อ่านหลงไปด้วย ถ้าเป็นแต่หนังสืออ่านเล่น เช่นเรื่องพระอภัยบทกลอนไม่เห็นมีเหตุอันใดที่จะต้องขออภัยผู้อ่าน
๒) รูปมนุษย์มีปีกที่เรียกกันว่าตัว “อรหัน” นั้นหม่อมฉันเคยสังเกตเห็นชอบเขียนในลวดลาย และทำรูปภาพตัวเช่นนั้นมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๒ ก่อนนั้นขึ้นไปไม่เห็นทำ คิดว่าสมัยนั้นเป็นสมัยชอบเปลี่ยนแปลงแผลงลวดลายไปต่าง ๆ และชอบเอาลายฝรั่งมาใช้ น่าจะมาแต่รูปเทวดาเด็กๆ ของฝรั่งที่เรียกว่า Cherub ดอกกระมัง ใคร่จะเดาว่าได้ชื่อมาจากโปรตุเกสเรียกเสียงคล้ายๆกันว่า “อรหันต์” จึงเลยกลายมาเป็น “อรหันต์”
๓) ที่พระยาอนุมาน ฯ เห็นว่าคำ “ตราสัง” มาแต่ “ตราสาง” นั้น หม่อมฉันยอมอีกคนหนึ่งว่าของเขาดี น่าจะถูกต้อง เลยนึกขึ้นถึงความหลังเรื่องหนึ่งพอจะทูลบรรเลงได้ ครั้งหนึ่งมีฝรั่งเข้ามาเล่นกล สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดให้หาขึ้นไปเล่นถวายทอดพระเนตรที่บางปะอิน เล่น ณ พระที่นั่งวโรภาสพิมานองค์เดิมที่ในห้องชั้นล่าง
ฝรั่งคนนั้นท้าให้คนดูเอาเชือกมัดตัว ว่าถึงมัดอย่างไรๆ ก็จะเอาตัวหลุดออกให้ได้ โปรดให้ตำรวจเป็นผู้มัดสักสองสามคน จะเป็นใครบ้างหม่อมฉันจำไม่ได้ เข้าไปมัดในม่านซึ่งฝรั่งขอให้กั้นไว้ มัดกันอยู่สักครู่หนึ่งเสียงฝรั่งร้องโวยวายไม่ยอมให้มัด แล้วโกรธว่ามัดอย่าง บาเบเรียน ทนไม่ไหว เมื่อตำรวจออกมาคนข้างนอกถามว่าไปมัดอย่างไรฝรั่งจึงไม่ยอมให้มัดต่อไป ตำรวจบอกว่ามัดอย่างตราสัง ฝรั่งเลยยอมแพ้
๔) เรื่องผีนั้น หม่อมฉันนึกว่าจะทูลบรรเลงอยู่แล้ว ตรัสมาในลายพระหัตถ์ฉบับนี้ก็พอดี หม่อมฉันเห็นว่ามนุษย์ทั่วทั้งโลก ไม่เลือกว่าชาติใดภาษาใดหรืออยู่ที่ไหนสุดแต่เป็นมนุษย์แล้วเชื่อว่ามีผีทั้งนั้น เป็นแต่เรียกชื่อและพรรณนาอาการไปต่างๆแต่คงเชื่อว่าผีมีลักษณะบางอย่างเหมือนกันหมดคือ
ก. มีลักษณะเหมือนมนุษย์
ข. มีใจครอง รู้จักยินดียินร้ายเหมือนมนุษย์
ค. อาจจะให้ร้ายหรือดีแก่มนุษย์
ง. ไม่มีร่างให้แลเห็น และไม่มีเสียงซึ่งจะพูดให้ได้ยินติดต่อกับมนุษย์ด้วยบันดาลให้ใจมนุษย์รู้ความประสงค์
อมนุษย์อันประกอบด้วยองค์ทั้ง ๔ เช่นกล่าวมา จึงจะเรียกว่าพระเจ้าหรือเทวดาอารักษ์หรือแม้จนถึงเปรต ก็เข้าลักษณะเป็นผีทั้งนั้น หรือจะว่าอีกอย่างหนึ่งให้เข้ากับทางวิทยาศาสตร์ ก็คือผีเป็นพวกอมนุษย์จำพวกหนึ่งซึ่งสิงอยู่ในใจมนุษย์
แต่อธิบายที่หม่อมฉันหมายจะทูลเรื่องผีนั้น เป็นอย่างอื่น หมายจะทูลวินิจฉัยว่า เพราะเหตุใดจึงเชื่อว่ามีผีกันทั้งโลก เห็นว่าเป็นเพราะธรรมดามนุษย์ที่เกิดมา ตั้งแต่รู้ความก็รู้สึกตัวว่าพ่อแม่เลี้ยงจึงอยู่ได้ เมื่อเติบโตขึ้นยังรู้ต่อออกไปว่าพ่อแม่เป็นผู้สามารถป้องกันอันตราย และช่วยระงับความทุกข์ร้อนต่างๆ ให้แก่ตน และที่สุดอาจ
จะลงโทษตนในเวลาทำอะไรไม่ชอบใจของพ่อแม่ และให้บำเหน็จเมื่อทำตามโอวาท ความรู้สึกเช่นว่ามาติดอยู่ในสันดานตั้งแต่ยังเป็นเด็กทุกคนจึงรักและยำเกรง และหมายพึ่งพ่อแม่เป็นนิสัยติดตัวมนุษย์ เมื่อพ่อแม่ตายไม่อาจตัดนิสัยนั้น จะเห็นว่าพ่อแม่สูญหายไปเสียทีเดียวไม่ได้ ความอาลัยจึงทำให้เกิดความคิดว่าเมื่อคนตายรูปธรรมสิยังอยู่เป็นแต่เน่าเปื่อยไป นามธรรมคือ ชีวิต ก็ยังคงอยู่แต่หากแลไม่เห็นเพราะ
ไม่มีรูป จึงเข้าใจว่าชีวิตหรือวิญญาณของพ่อแม่ออกจากร่างไปอยู่ที่อื่น อันนี้น่าจะเป็นมูลให้มนุษย์เชื่อว่ามีผี และเชื่อว่าผีมีลักษณะเหมือนมนุษย์ด้วยกันทั้งนั้น ก็แต่มนุษย์ย่อมมีพ่อแม่ด้วยกันทุกคน ผีจึงมีมาก เป็นผีมิตรที่คอยช่วย เช่นพ่อแม่และญาติบ้าง เป็นผีศัตรูที่คอยทำร้าย เช่นเคยเกลียดชังกันเมื่อยังเป็นมนุษย์บ้าง เป็นผีมีอุเบกขา ชอบใจก็ทำดีให้ ไม่ชอบใจก็ทำร้ายบ้าง ก็ต้องประพฤติต่อผีต่างกัน เคยขอให้พ่อแม่ช่วยในเวลาเมื่อยังเป็นมนุษย์อย่างไร เวลาเกิดทุกข์ยากก็ขอให้ผีมิตรช่วย
คุ้มครองป้องกัน และทำเครื่องป้องกันตัวด้วยเล่ห์กระเท่ห์ต่างๆ มิให้ผีอมิตรทำร้าย และที่สุดเมื่อนึกว่าผีที่เป็นอุเบกขาตนใดสามารถจะช่วยให้สำเร็จกิจการอันใดได้ ก็บนบวงบูชาให้ชอบใจ และขอให้ช่วยธุระอันนั้น แต่มีเหตุบางอย่างซึ่งเกิดขึ้นให้ร้ายแก่บุคคลอยู่ร่วมถิ่นทั่วไปมิได้เลือกหน้า เช่นฟ้าผ่าหรือเกิดโรคระบาดเป็นต้น อันมิใช่วิสัยผีพวกไหนในท้องถิ่นจะบันดาลให้เป็น ก็เชื่อว่าผีพวกอยู่ต่างถิ่นมากระทำแต่มีฤทธิ์มาก พวกผีในท้องถิ่นสู้ไม่ไหว จึงเกิดวิธีการป้องกันด้วยพลีกรรมอันผีพวกนั้น
ชอบเช่นให้สัตว์ซึ่งฆ่าใหม่ๆ ยังไม่หมดโลหิตกินเป็นต้น ให้ผีพวกนั้นยินดีด้วยกินโอชารสจนอิ่มหนำ เลยชอบใจไม่ทำร้าย จึงเกิดเชื่อว่าผีมีฤทธิ์ยิ่งหย่อนกว่ากันเป็นชั้นๆ ก็เลยเป็นมูลของศาสนา นับถือผีชั้นมีฤทธิ์มากเป็นเทวดา สามารถจะว่ากล่าวผีพวกที่มีฤทธิ์น้อยลงมา ครั้นจำเนียรกาลนานมา มีเทวดาที่มนุษย์นับถือและทำพลีกรรมจำนวนมากนัก จึงมีผู้คิดลดจำนวนลง ด้วยอ้างว่าองค์นั้น ๆ อาจจะว่ากล่าวองค์โน้น ๆ ได้ ลดลงจนเหลือแต่องค์เดียวเป็นที่สุด ล้วนเป็นคติสืบเนื่องมาแต่ผีพ่อแม่
เมื่อการเชื่อผีเป็นศาสนาแล้ว ก็ถึงความปรารภของตัวเองในหมู่มนุษย์ด้วยศาสนาสอนว่าใครทำบุญ ตายไปก็จะได้เป็นผีชั้นสูงที่มีความสุขในปรโลก ใครทำบาปก็จะต้องไปเป็นผีชั้นต่ำ ต้องรับทุกข์ทรมานด้วยประการต่างๆ ก็เกิดอยากรู้ว่าความสุขทุกข์ในปรโลกเป็นอย่างไร อันนี้เป็นเหตุให้พรรณนาถึงสวรรค์วิมานและอบายภูมิไปต่างๆ ตามความนิยมของผู้คิด ถ้าว่าโดยย่อก็คือตามความปรารถนาและความเกรงกลัวของมนุษย์ในถิ่นที่บัญญัตินั่นเอง ลักษณะสวรรค์และนรก จึงพรรณนาผิดกันไปต่าง ๆ
ส่วนผีที่เรียกกันต่างๆ เช่นผีโขมด ผีกองกอย ผีกะสือ เป็นต้นนั้น เป็นแต่ผีจรจัดในท้องถิ่น หรือว่าอีกอย่างหนึ่งอะไรเกิดขึ้นเหมือนอย่างกิริยามนุษย์ แต่มิใช่มนุษย์ทำ แต่ไม่รู้ว่าอะไรทำก็ลงความเห็นว่าผี รวมความอยู่ในเท่านั้น
๕) ชื่อพวกคริสตังที่กฎีจีนนั้น คิดดูเห็นมีเค้าเงื่อนชอบกล เดิมพวกโปรตุเกสคงเอาประเพณีฝรั่งมาตั้งไว้ คือทุกคนมีชื่อคริสตังนำหน้าต่างๆ กันคำหนึ่ง และมีชื่อสกุลเหมือนกันอยู่ข้างหลังคำหนึ่ง เช่น “หลุย” เป็นชื่อคริสตัง “ซาเวีย” เป็นชื่อสกูล ไทย
ไปเข้ารีตหรือเป็นลูกพวกคริสตัง เขาตั้งชื่อคริสตังขึ้น เช่นหลวงอัคนีนฤมิตชื่อ “ฟรานซิส จิตร” ในสมัยเมื่อไทยยังไม่มีประเพณีใช้นามสกูลมักเรียกกันแต่คำเดียว เอาชื่อคริสตังเรียกเช่นว่า “นายเลีย” บ้าง เอาชื่อไทยเรียกแต่คำเดียวเช่นว่า “นายจิตร” บ้าง เดี๋ยวนี้เมืองไทยมีชื่อสกูลแล้ว ไม่เห็นจำจะต้องแก้ไขชื่อคริสตังอย่างไรเลย เว้นแต่เขารักจะแก้ด้วยเห็นประโยชน์อย่างอื่น
๖) ซึ่งทรงแปลอธิบาย พราหมณ์ไวยธึก กับ พราหมณ์เทสันตรีนั้น หม่อมฉันเห็นชอบทีเดียว พราหมณ์ที่เมืองพัทลุงเดี๋ยวนี้ ตัวคณาจารย์ก็ยังไว้ผมจุกและใส่หมวกผ้าขาวปก พวกนาลิวันนั้น หม่อมฉันนึกว่าน่าจะเป็นอย่าง ข้าพระ จะไม่จำต้องเป็นพราหมณ์ด้วยซ้ำไป
การโล้ชิงช้านั้น หม่อมฉันเข้าใจว่าเป็นการแก้สินบน เช่นเดียวกับพวกทมิฬแทงลิ้นแทงแก้มที่ปีนัง คือเจ็บไข้บนบวงไว้แต่เมื่อใด ถึงพิธีตรียัมพวายเวลาพระเป็นเจ้าเสด็จมาเยี่ยมโลก ก็ไปโล้ชิงช้าแก้สินบนหน้าพระที่นั่ง หม่อมฉันเคยเห็นรูปภาพคนมัดตัวแขวนโยนไปมาบนยอดไม้ เขาว่าแก้สินบนที่เทวสถานในอินเดียใต้ ก็จะเป็นพิธีพวกเดียวกันนั้นเอง
๗) เมื่อวันศุกร์ที่ ๕ นี้ หม่อมฉันขึ้นรถไปเที่ยว เลยแวะไปเยี่ยมพระเศวตวชิรพาห ที่โรงเดิมในสวนดุสิต ดูใหญ่โตแปลกตาเห็นจะสูงกว่า ๕ ศอกแล้ว แล้วไปดูช้างพัง ๓ ตัว ซึ่งอยู่ในโรงยาวต่อไปในบริเวณเดียวกันทางข้างเหนือ ถามถึงพังแป้น คนเลี้ยงเขาก็ชี้ให้ พิจารณาดูรูปพรรณเห็นว่าเกิดไม่ก่อนรัชกาลที่ ๕ ถ้าเกิดปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ อันเป็นปีต้นรัชกาลที่ ๕ อายุก็จะถึง ๗๔ ปี แก่เกินกว่ารูปโฉมที่เห็นอยู่
๘) นก Maynah นั้นคือนกขุนทอง แต่ชื่อภาษาละตินหม่อมฉันแปลไม่ออก
๙) ตำนานหนังสือไทยนั้น หม่อมฉันสันนิษฐานว่า พวกขอมได้แบบหนังสือคฤนท์ ซึ่งใช้เขียนภาษาสันสกฤตมาจากอินเดียฝ่ายใต้ก่อน ไทยเราได้แบบหนังสือขอมมาแก้เป็นหนังสือไทย แต่ภาษาไทยไม่มีเสียงมากเท่าตัวพยัญชนะของชาวอินเดียจึงมีพยัญชนะเหลือใช้เขียนในภาษาไทยอยู่มาก แต่จะยกเลิกเสียก็ไม่ได้ เพราะต้องเขียนศัพท์ในศาสนาซึ่งไม่มีในภาษาไทย จึงต้องคงตัวพยัญชนะที่เหลือใช้ เช่นวรรค
ฎ และ สอสาม ไว้สำหรับเขียนให้ตรงกับคำเดิมที่ไทยเรารับเอามาใช้ แต่อีกฝ่ายหนึ่งภาษาไทยมีเสียงสูงต่ำ ซึ่งเขียนด้วยตัวพยัญชนะคฤนท์ไม่ได้ จึงต้องคิดตัวพยัญชนะเพิ่มขึ้น และคิดวรรณยุกต์ขึ้นสำหรับเขียนคำสูงต่ำ และยังต้องปันพยัญชนะเป็นอักษรสูง กลาง ต่ำ สำหรับเขียนให้ถูกกับเสียง การใช้หนังสือไทยจึงยากกว่าหนังสือคฤนท์ ก็มีนักปราชญ์คิดแก้ไขหนังสือไทยให้ใช้ง่ายขึ้นเป็นยุคๆ มาตั้งแต่โบราณ ข้อ
นี้พึงเห็นแบบหนังสือไทยแรกตั้งได้ในจารึกของพ่อขุนรามคำแหง เอาสระไว้ร่วมบรรทัดแถวเดียวกับพยัญชนะ ถึงจารึกของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ ซึ่งเป็นราชนัดดาของพระเจ้ารามคำแหงมหาราช ก็แก้ให้เขียนสระหนังสือไทยทั้ง ๔ ด้าน พยัญชนะเหมือนอย่างหนังสือคฤนท์ของขอม รูปตัวอักษรก็แก้ให้เขียนง่ายขึ้นเป็นลำดับมา จึงเห็นได้ว่าคงมีการแก้ไขมาหลายครั้งหลายคราว จนเป็นแบบในสมัยหนึ่งซึ่งเราเองได้ทันเห็นเมื่อยังเป็นเด็ก คือตัดพยัญชนะวรรค “ฎ” ออกเสีย ที่เหลืออยู่ให้เรียกว่า “ก้อ
ข้อเล็ก” คงเป็นเพราะเห็นว่าเรียนเพียงเท่านั้นก็พอจะใช้เขียนภาษาไทยที่ใช้กันเป็นสามัญได้ ตัว ศ ษ ซึ่งเราอ่านเหมือนอย่าง ศ มีที่ใช้มากจะเลิกไม่ได้ ก็กำหนดให้ใช้ ศ เป็นตัวสะกด ษ เป็นตัวการันต์ เมื่อหม่อมฉันแรกเรียนหนังสือ ก็เรียนก้อข้อเล็กก่อนใช้สมุดดำตัวหรดานจนหมอบรัดเลพิมพ์แบบเรียนหนังสือไทยขึ้น จึงเปลี่ยนไปเรียนสมุดพิมพ์พร้อมกับเรียนก้อข้อใหญ่ การแก้แบบหนังสือไทยเคยมีมาแต่ “ครั้งพระร่วง” แล้ว จึงไม่อัศจรรย์อันใด
บรรเลง
๑๐) หม่อมฉันได้ความรู้แปลกจากหนังสือฝรั่งแต่งเรื่องประเทศจีนสมาคมกับต่างประเทศเรื่องหนึ่ง ว่าฝิ่นนั้นสูบชั่วแต่จีนชาติเดียว (กับชาติอื่นๆ ที่เอาอย่างจีนไปสูบ) แต่ชาติอื่นๆ นอกจากจีนใช้แต่กินทั้งนั้น เรื่องตำนานที่เขาเล่าเป็นดังทูลต่อไปนี้
ฝิ่นเป็นของที่มนุษย์รู้จักกันมาช้านานแทบถึงพันปี ถึงจีนก็รู้จักฝิ่นและปลูกฝิ่นที่ในดินแดนจีนมาช้านาน เดิมมาเป็นแต่รู้กันว่าฝิ่นเป็นยาแก้โรคสำคัญบางอย่างเช่นไข้มะเลเรียที่เรื้อรังเป็นต้นชงัดนัก แต่เป็นยามีพิษ ถ้ากินเกินขนาดอาจจะทำให้ตายได้ จีน
ก็ใช้แต่กินมาก่อน ส่วนการสูบยานั้นเป็นของพวกคนแดงในอเมริการิสูบยา Tobacco ขึ้นก่อน พวกฝรั่งไปจำมาจากพวกคนแดงเมื่อพวกชาวสเปญได้อาณาเขตในอเมริกาใต้แล้ว เลยออกมาหาอาณาเขตทางตะวันออก มาได้เกาะฟิลิปปินส์ก่อน แล้วข้ามไปยึดเกาะฟอร์โมซาในแดนประเทศจีนอยู่คราวหนึ่ง ก็ที่เกาะฟอร์โมซานั้น
ไข้มะเลเรียร้าย พวกชาวสเปญรู้ว่าพวกจีนกินฝิ่นแก้ไข้ พวกชาวสเปญที่กลัวไข้จึงเอาฝิ่นมาประสมกับยาโตบัคโคสูบ ตามวิธีที่เรียนมาจากพวกคนแดง พวกชาวสเปญสูบฝิ่นขึ้นก่อนพวกจีนชาวเกาะฟอร์โมซาสูบตามอย่างชอบใจจึงเกิดสูบฝิ่นกันขึ้นที่เกาะฟอร์โมซาก่อน แล้วพาขึ้นไปสูบตามเมืองจีน จีนจึงสูบฝิ่นกันแพร่หลาย ฝ่ายพวกชาวสเปญเมื่อถูกพวกจีนไล่ไปจากเกาะฟอร์โมซา ที่เหลือตายไม่มีฝิ่นจะสูบก็ต้องเลิกสูบฝิ่น กลับไปใช้ฝิ่นแต่กินเป็นยาอย่างเดิม ได้เรื่องมาดังนี้
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๖ น
ที่ ๖/๘๖
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๖
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
กราบทูลเพิ่ม
๑) เพราะเหตุที่เข้าใจผิด คิดว่าประดิทินเป็นของกองพิธี แต่พระยาโหราบอกให้เข้าใจว่าเป็นของโหร ดูประหนึ่งว่าพระยาโหราควบคุมกรมโหรแล้วก็เห็นว่าเป็นแน่ เพราะกองพิธีจะเลี้ยงโหรไว้ทั้งกรมไม่ได้ จึงสืบกองพิธีว่าเขาจ่ายเงินเดือนอย่างไร ก็ได้ความว่าที่กองพิธีมีโหรสองคนเท่านั้น จ่ายเงินในงบเงินเดือนประจำ หัวหน้าเป็น
นายเผื่อน ไตรเพทพิสัย ออกแล้วในปีใหม่นี้ด้วยเข้าเกณฑ์เกษียณอายุ (โหรก็ต้องหนุ่มฟ้อ) และว่าเส้นประสาทพิการ (เข้าใจว่าเป็นบ้า) พราหมณ์มีหกคนจ้างไว้เป็นพิเศษจ่ายเงินค่าใช้สอย สามคนใช้ชื่อตั้งเป็นชื่อตัว เข้าใจว่าสำหรับเบิกแว่น อีกสามคนเป็นชื่ออย่างสามัญ เข้าใจว่าสำหรับเป่าสังข์ เพราะทั้งนี้ในทางราชการยังมีเวียนเทียนอยู่บ้างเป็นลางคราว
รายการ
๒) เมื่อวันที่ ๕ นี้ ชายดิลกฤทธิ์นำหม่อมราชวงศ์ทวยเทพเอาดอกไม้ธูปเทียนมา บอกว่ากรมหมื่นเทววงศ์สิ้นพระชนม์เสียแล้ว “อนิจจาวต” เมื่อเสด็จไปที่บ้านก็ได้ตรัสบอกอาการแล้ว และ ม.ร.ว. ทวยเทพบอกว่าจะสรงพระศพวันที่ ๖ ที่วังพระองค์เข้าจุมภฏ รุ่งขึ้นก็ได้รับหมายสำนักพระราชวัง บอกว่าพระชนม์ ๖๐ ประชวรเส้นพระโลหิตในสมองแตก จะสรงพระศพวันที่ ๖ ที่วังพระองค์เจ้าจุมภฏ เมื่อไปในงานนั้นก็ได้พบหญิงจง แต่เธอพูดว่ากระไร จะไม่กราบทูลด้วยคิดว่าเธอคงกราบทูลแล้ว
เมื่อสรงพระศพแล้วก็แวะดูที่ตั้งพระศพ เห็นจัดตั้งพระแท่นแว่นฟ้าไว้สองชั้น โกศมณฑปกองอยู่ เจ้าพนักงานกำลังยกม้าขาคู้กันวุ่นวาย ได้ทักแก่องค์จุมภฏว่าไม่เจาะเพดานหรือ เธอตอบว่าไม่ทัน (เพดานเป็นคองกรีต) เรือนอยู่จะตั้งศพให้เหมาะไม่ได้ จะทำเตรียมไว้ก็กระไรอยู่ แต่ที่เขาทำเตรียมไว้ก็มีออกจะเหินเห่อ
๓) ได้รับใบดำ เขาบอกว่าจะทำบญ ๗ วันศพเจ้าพระยาธรรมศักดิ์ในวันที่ ๗ ได้สั่งให้ผูกพวงดอกไม้คิดว่าจะไป แต่แม่โตต้มสุกส่งให้คนเขาไปแล้วก็ไม่ต้องไป
๔) วานนี้ได้รับหมายจากสำนักพระราชวังฉบับหนึ่ง บอกงานมาฆบูชาวันวานนี้ แต่ไม่ประหลาดอะไร โปรดให้พระราชวงศ์ไปทำ
บรรเลง
๕) อ่านหนังสือพิมพ์ เขาว่าพระเจดีย์ “เชวตกง” ในเมืองย่างกุ้งพังเสียแล้วเมื่อวันที่ ๒ ด้วยถูกลูกแตกเรือบินอังกฤษ
๖) เห็นหนังสือพิมพ์เหมือนกัน ว่าหม่อมเนื่อง ต.จ. ในหม่อมเจ้าปฏิพัทธ์ เกษมศรี ตายวันที่ ๓ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร เห็นอย่างไรก็กราบทูลให้ทรงทราบอย่างนั้น
ครั้น ณ วันที่ ๘ นี้ก็ได้รับใบดำ บอกว่าจะทำบุญ ๗ วันศพหม่อมเนื่องทั้งเผาที่วัดไตรมิตต์ด้วย กินวันตั้งแต่วันที่ ๘ นี้จนถึงวันที่ ๑๑ ที่ว่าไม่เกี่ยวข้องก็ต้องเป็นเกี่ยวขึ้น ได้สั่งให้จัดเครื่องขมาศพส่งไป
๗) เมื่อวันที่ ๗ เห็นหญิงกุมารีนั่งอยู่ที่โต๊ะแต่งตัวในห้องหญิงอาม ให้เด็กหญิงแต่งผม ที่นั่นไม่มีผู้ชายอยู่เลย ทีว่าเธอจะรู้สึกว่าที่เคยอยู่อู่เคยนอน เกล้ากระหม่อมก็ดีใจและกราบทูลบรรเลงถวายด้วย ถ้าว่าจำเพาะบ้านปลายเนินแล้วหญิงกุมารีได้เปรียบกว่าคนอื่นหมด
๘) เกล้ากระหม่อมเคยเรียกคุณหญิงภรรยาพระยาพิทักษ์ภูบาล เมื่อแกเป็นเด็กมานั่งรับใช้แม่โตอยู่ว่า “อีแมว” เหมือนกับที่ตรัสเรียกแมวเลี้ยงของฝ่าพระบาท แต่ความหมายต่างกันไป ที่เกล้ากระหม่อมเรียกนั้นหมายถึง “แมวคราว” แต่ไปได้ความทางหนังสือเขมร ว่าเลี้ยงไว้ประจำเรือนเพื่อกันหนู จึงทำให้ได้สติว่าต้องเป็น “แมวเครา” คือแมวแก่จนมีเครา คำว่า “แมวคราว” นั้นไม่เป็นภาษา แล้วผู้จัดการขึ้นเรือนยังหา “แมวเทา” ต่อไปอีกด้วย เป็นการฟังผิดอย่างที่ว่า “ฟังไม่สรรพจับมากระเดียด”
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๖ น
ที่ ๗/๘๖
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๖
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
เมื่อวันที่ ๙ เดือนนี้ ได้รับลายพระหัตถ์เวรหมายที่ ๔/๘๖ ลงวันที่เหมือนกันกับที่ได้รับนั้น จะกราบทูลสนองแต่ลางข้อต่อไปนี้
สนองลายพระหัตถ์
๑) การแต่งหนังสือ ที่ขอให้ผู้อ่านแก้ก็ดี หรือขอโทษที่พูดผิดไปก็ดี เป็น “แฟเช่น” ที่ทำตามกันเท่านั้น ต่อคนคิดจริงๆ จึงจะแลเห็นซึ่งมีอยู่น้อยตัว
๒) รูปคนมีปีกในลาย เห็นตามที่ตรัสว่าไม่แก่เกินรัชกาลที่ ๒ ทั้งเห็นด้วยว่าคำ “อรหัน” จะเป็นภาษาต่างประเทศ จะสืบดูต่อไป
๓) ที่ตำรวจมัดฝรั่งเล่นกลนั้นเกล้ากระหม่อมก็จำได้ ดูทีเป็นว่าเขาจะให้มัดด้วยเชือกของเขา (ซึ่งเป็นเส้นใหญ่) แต่เราจะมัดด้วยเชือกของเรา (ซึ่งเป็นเส้นเล็ก) ส่วนคำพูดนั้นจะพูดว่ากระไรก็ได้ ตำรวจนั้นไม่ได้เอาใจใส่จำว่าใครบ้าง
๔) เรื่องผีนั้นดีเต็มที เห็นด้วยตามพระดำริทุกอย่าง
๕) ที่ทรงงัดเอา “ปรานซิส จิตร” มาได้นั้นเจ็บปวดมาก นอกจากชื่อแล้วยังเป็นเหตุให้นึกอะไรได้อีก ลูกชายเขาไปเรียนถ่ายรูปที่เมืองเยอรมัน เคยเห็นรูปลิงที่เขาว่าเขาถ่ายรู้สึกว่าถ่ายดี แต่หายไป เข้าใจว่าตาย ทราบว่าเขาชื่อทองดี แต่ชื่อคริสตังนั้นไม่ทราบ “นายหมิ่น” ที่กราบทูลนั้นเขามาหาพระยาพิพัฒน์ ได้ถามพระยาพิพัฒน์ว่า “หมิ่น” แปลว่ากระไร แกบอกว่า “โดมิงโก” ก็พอใจเสียไม่ได้ซักต่อไป “ตาเลีย” ก็นึกได้ แต่ไม่ทราบว่า “เลีย” หมายถึงอะไรก็เลยระงับ
ในเรื่องชื่อ ถ้าเทียบกับทางเราก็มีผู้แทนราษฎรอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่า “นายเขมชาติ” แล้วก็เรียกแต่คำหน้าคำเดียวเป็นชื่อไทย กลายเป็น “นายเข็ม” แล้วก็เขียนเป็น “นายเข็มชาติ” จะสู้ “นายหมิ่น” ได้หรือไม่ก็ไม่ทราบ
๖) “นาลิวัน” เห็นจะไม่ใช่พราหมณ์แน่ กับการแทงลิ้นแทงแก้มและแขวนตัวที่เทวสถานก็เคยทราบ แต่ไม่ได้คิด
๗) ตรัสบอกว่านก Maynah ว่านกขุนทองนั้น เป็นสิ้นกังวลไปว่าเดาไม่ผิด ชื่อละตินก็เห็นจะบุ้ยไปว่ามีในบาลีเท่านั้น จึงมีคำ Religiosa ซึ่งพอเข้าใจได้ว่า “ศาสนา”
๘) หนังสือไทยนั้นได้คิดมาจนหัวจะผุแล้วก็ไม่ได้เรื่อง เอาต้นชนปลายไม่ได้ จะว่าไม่ได้เอาอย่างเขมรเลยเพราะพระท่านใช้หนังสือขอมกันก็ว่าไม่ได้ เป็นเอาอย่างบ้าง แต่ที่จริงหนังสือเขมรเขาเป็นทางบาลี หนังสือเราเป็นทางสังสกฤต ผิดกันไปคนละทาง ถ้าจะว่าหนังสือของเราสืบมาแต่ครั้งภาษาสังสกฤตยังเป็นภาษาศาสนาของเราอยู่จะได้หรือไม่ อย่างไรก็ดี ที่แก้ที่เติมกันมาเป็นคราวๆ นั้นแน่ สมด้วยพระดำริที่ว่าได้แก้กันมาหลายคราวเช่นนั้น
อ่านที่เขาเขียนเล่าถึงวรรณยุติก็เห็นขัน ว่าพวกเงี้ยวสร้างศาลาที่พักคนเดินทางไว้ข้างทาง จะขุดบ่อน้ำไว้ประจำศาลา แต่จะขุดใกล้ศาลาไม่ได้ จำต้องขุดลึกเข้าไป จึ่งเขียนหนังสือปักเป็นป้ายไว้ว่า “ที่นี่มีน้ำ” เพื่อให้คนเดินทางรู้ว่า “ที่นี่มีน้ำ” แต่คนเดิน
ทางอ่านโผยคไปเสียอย่างหนึ่งว่า “ที่นี้หมีหนำ” เลยกลัวหมี หนีไปไม่ได้พักกินน้ำ ตามคำที่เล่านั้น เห็นได้ว่าวรรณยุติเป็นของที่เกิดภายหลัง แล้วคิดต่อไปว่าทำไมจึงต้องมีวรรณยุติ ก็เห็นได้ว่าภาษาเรามีเสียงสูงต่ำ ในคำเดียวเป็นที่หมาย เช่น “มา หม่า ม้า หมา” เป็นต้น ภาษาอื่นเขาก็มีผันเสียงถมไป แต่เป็นไปด้วยพูดหนักเบา เขา
ไม่ได้หมายในถ้อยคำ จะเอาภาษาอังกฤษขึ้นตั้งหน้าคือเขียน “เลดี” หรือ “เลดี้” ก็ไม่ทำให้ความผิดไปได้ ในการที่แบ่งเป็นอักษรสามหมู่ก็เกี่ยวกับวรรณยุตินั้นเอง แต่วิปริตมาก จะกล่าวถึงแต่อักษรต่ำ ลางพวกก็ดูด้วยอักษรสูง ใช้ผันด้วยหางโคกับงากุญชรประกอบกันเป็นห้าเสียง ไม่ต้องมี ห นำ ลางพวกก็มีผันเล็กน้อย ลางพวกก็ไม่ต้องการผันเลย ลางพวกก็ต้องใช้ ห นำ ถ้าจะจัดเสียให้เป็นอักษรกลางผันห้าเสียงไม่ได้หรือ อนึ่งแม้อักษรสูงและอักษรกลาง ลางพวกก็ไม่ต้องการผันเหมือนกัน
ยังเรื่องขอหยักคอหยักนั้นก็อีก แม้ในกอข้อเล็กหรือหวยก็ยังมี เอาจนผู้รู้ตั้งพิธีสังเกตในหลักศิลาขุนรามคำแหง อันเป็นหนังสือเก่าที่สุด ก็สังเกตเอาความที่แปลกกันกับตัวคอไม่หยักไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้เลิกไปเองแล้ว ฉนั้นอักษรสูงก็เหลือ ๑๐ อักษรต่ำก็เหลือ ๒๓ เกล้ากระหม่อมคิดว่าหนังสือสองตัวนั้นเป็นด้วยเขียนที่ต่อกันไม่ดี จึ่งทำให้เห็นเป็นหยัก นี่ว่าถึงเขียนด้วยปากกาไม้ ขอหยักนั้นใช้มาก แต่คอหยักนั้นใช้น้อย ทีหลังนี้ดูเหมือนใช้แต่คำว่า “คอ” โดยตรง
๙) ฝิ่นนั้นเพิ่งเข้าใจว่าแต่ก่อนเขากินกันเป็นยา เพิ่งมาสูบกันทีหลัง ในการละลายน้ำชุบยาสูบนั้นออกจะพอควร แต่ที่มาสูบกันเนื้อๆ นั้นติดจะลำบาก เป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่งที่ตรัสบอกอะไรซึ่งยังไม่รู้ให้รู้
กราบทูลเพิ่ม
๑๐) จะกราบทูลคำ “สัปเหร่อ” ให้ทรงทราบต่อไป ว่าสมเด็จกรมพระสวัสดิ์เธอว่าเป็นเสียงเขมร อ่าน “สับปรุส” ว่า “สับปเรอะ (ส)”
รายการ
๑๑) วันที่ ๑๐ เดือนนี้มีใบดำมา เป็นของหม่อมเพี้ยนส่งมาให้ ว่าสมเด็จพระพันวัสสาจะทรงทำบุญ ๗ วัน พระราชทานที่พระศพกรมหมื่นเทววงศ์ วันที่ ๑๒ สวดมนต์ ได้สั่งให้ผูกพวงดอกไม้ส่งไป
๑๒) วันที่ ๑๕ นี้ นางวิสุทธิภัณฑารักษ์เอาใบดำมาให้ ว่าจะเผาศพนายบัว วิสุทธิภัณฑารักษ์ บุณยชลายน ว่าเป็นผู้จัดการโรงพยายาลที่ศรีราชามาก่อน ณ วัดประยุรวงศ์ วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ นึกได้แต่ว่าเคยเรียก “นายบัว” แต่ที่เป็นหลวงวิสุทธิภัณฑ์นั้นไม่รู้
๑๓) กับเมื่อวานนี้ได้รับใบดำอีกฉบับหนึ่ง บอกว่าจะเผาศพหม่อมเจริญ ในหม่อมเจ้าประวิช ที่วัดพระยายัง ศพนี้กินเวลามาก ว่าจะยกศพไปวัดเพื่อทำบุญตั้งแต่วันที่ ๑๑ (ซึ่งล่วงมาแล้ว) จนวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ เผา
เรียน
๑๔) “ผ้าจำนำวรรษา” หมายความว่าอะไร เผื่อจะทรงทราบบ้าง นี่กราบทูลถามแต่เรื่องชื่อ ส่วนการกระทำนั้นเข้าใจ
บรรเลง
๑๕) จะเฟื่องบรรเลงถวาย ในเรื่องหนังสือไทยต่อไป ด้วยได้คิดไว้มาก เห็นพิรุธมาก แต่ต่อกันไม่ติด
รอคู่เรียกว่ารอหัน ก็คือรอหันอากาศนั่นเอง นอคู่เป็นต้นก็คงเรียกว่านอหันเหมือนกัน ที่ตัวคู่หมายเป็นหันอากาศก็ทีจะเพราะหนังสือขอมไม่มีหันอากาศ เขาจะเขียนอะไรที่เป็นหันอากาศใช้ลากข้างนั่นเอง เมื่อหนังสือของเราคิดหันอากาศคือไม้ผัดขึ้นแล้ว พวกสองตัวที่สูญไป คงเหลือแต่รอ เพราะใช้แทนประ เช่น ประจง และบรรจง เป็นต้น
คำ “สุริยง สุริยัน” ในภาษามคธและสังสกฤตไม่มี แต่เรามี ต้องเป็นภาษาอื่นซึ่งเรารับมา จะว่าเป็นภาษาอะไรก็เห็นจะไม่ถูก แต่เป็นแน่ว่าใกล้กับภาษามคธสังสกฤต
ที่ตรัสว่า “ตัว” คือ “เตา” นั้นจับใจยิ่งนัก
มีคนเขียนหนังสือไม่สันทัด เขียน มี มีตัว อ ควบด้วย คนชำนาญหนังสือ ซึ่งขณะนั้นมาอยู่กับเกล้ากระหม่อมด้วย อ่านแล้วก็หัวเราะแกมกับคำติไป ว่า มี ก็ต้องมีตัว อ ด้วย เกล้ากระหม่อมอดไม่ไว้ จึงค้านว่าทำไมจะมีไม่ได้ แต่ มือ ยังต้องมี ผิดกันนิดเดียวที่ไม้เสียบหนูอันเดียวกับสองอันเท่านั้น
เกล้ากระหม่อมเคยถูกถาม ว่าทำไมจึงต้องเอาตัว อ เข้าเคียงเป็นสระออ เพราะอ่านว่า “กอ ขอ คอ” อยู่แล้ว เกล้ากระหม่อมไม่ตอบ เพราะเห็นตอบยาก ต่างว่า “อก” กับ “ออก” ถ้าจะไม่มีสระออ “อก” กับ “ออก” ก็ต้องไม่ผิดกัน แต่ไม่ใช่ว่าที่ไม่เอาตัว อ เคียงจะไม่มี ก็มีอยู่เช่น “กร ภมร สมร” เป็นต้น
๑๖) เรื่องความพิรุธหนังสือของเรามากข้อแล้ว ที่จริงยังมีอีกมาก แต่คิดว่าคงทรงเบื่อ จึงจะกราบทูลบรรเลงเปลี่ยนเรื่องเสียที เมื่อวันที่ ๑๓ นี้ หญิงยาตร ตาใหม่ กับหญิงกุมารี พากันมาที่บ้านปลายเนิน ตาใหม่บอกว่าฝ่าพระบาทไปทอดพระเนตรวัดพระศรีมหาธาตุ เห็นเป็นการสมควรอย่างยิ่ง อะไรที่ยังไม่เคยทอดพระเนตรเห็นก็ควรไปเห็นเสีย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าฝ่าพระบาทเก่ง พระชันษา ๘๐ แล้วยังเสด็จไปได้
๑๗) อ่านหนังสือพิมพ์พบเขาพูดถึงมนุษย์แรกเกิด อ้างถึงอาดัมฮาวานั่นเป็นเชื่อตำราอย่างที่ได้กราบทูล
๑๘) อ่านหนังสือพิมพ์พบอีก ว่าพระเจดีย์ “สุเล” ในเมืองย่างกุ้งถูกลูกแตกเรือบินอเมริกัน เข้าใจว่าเป็นองค์แปดเหลี่ยมที่ตั้งอยู่บนถนนสี่แพร่ง ซึ่งเกล้ากระหม่อมเคยชมว่างามกว่าองค์ไหนหมดในเมืองย่างกุ้ง แต่จะพังหรือไม่พังไม่ทราบ.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๖ น
ที่ ๘/๘๖
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๖
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯทราบฝ่าพระบาท
รายการ
๑) ในวันที่ ๑๗ มาได้ส่งหนังสือเวรมาถวายแล้วพบใบดำฉบับหนึ่งซึ่งไม่เคยเห็น หญิงอามเอาเขียนอะไรเล่นเพลิน เป็นของนายจันทน์ เจิดสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าเจ้าภาพ (เข้าใจว่าเป็นลูกใหญ่) ว่านายแก้ว เจิดสวัสดิ์ ตายเมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๔๘๖ อาย
๙๔ จะเผาที่วัดพญายังวันที่ ๗ มกราคม ๒๔๘๖ สลักหลังก็ชอบกล ว่า “ขอประทานกราบทูลสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริสสรานุวัดติวงส์ชายเกล้าฯ” เป็นตะเภาเดียวกันกับที่ “ทรงทราบเกล้าทราบกระหม่อม” คำ “เกล้าฯ” นั้นเข้าพระทัยแล้วว่าแปลว่าตัว ตรวจดูชื่อเจ้าภาพและผู้ตายก็ไม่รู้จักเลย ไม่ทราบว่ามาอย่างไร
๒) เมื่อวันที่ ๒๑ นายเขปลูกใหญ่หม่อมหลวงแขกพานายจวงมาหาเพราะไม่คุ้นกัน นายจวงให้ใบดำฉบับหนึ่งบอกจะเผาศพพ่อ คือนายเจี๊ยก เป็นลูกเจ้ากรม (ร่วม ทีหลังเปลี่ยนชื่อ ขัน เมื่อไปอยู่วัดพระเชตุพน) เป็นพี่น้องด้วยและเป็นพี่เลี้ยงมาแต่เล็กๆ ด้วย เป็นเจ้ากรมคนแรก ในใบดำบอกว่าจะเผาที่วัดใหม่ “สุคันธาราม” เล่นเอาต้องถามว่าอยู่ที่ไหน เขาบอกว่าอยู่ตรงข้ามกับโรงพักดุสิต ไม่ไกลเกินไปพอจะไปได้
กราบทูล
๓) หญิงพิจิตรตาย คงทรงทราบแล้ว ได้ไปอาบน้ำศพเมื่อวันที่ ๒๐ นี้
๔) เมื่อวันที่ ๒๑ ได้ไปเผาศพนายบัวที่วัดประยูรวงศ์เพราะได้คุ้นเคยกันมา ได้หนังสือแจกจึ่งรู้ได้ว่าที่เขาเป็นหลวงวิสุทธภัณฑารักษ์นั้นเป็นทีหลังที่รู้จัก เคยเรียกเขาว่าขุนปราณบ้าง ตาบัวบ้าง ที่เรียกว่าขุนปราณนั้นเพราะเขาเป็นปลัดกรมของทูลกระหม่อมหญิงวลัย
ย้อนหลัง
๕) เมื่อเย็นวันที่ ๑๙ ออกเดินเล่นในลานบ้าน เห็นเสาธงประจำบ้านชักธง ถามตัวเองว่าชักทำไม แล้วก็นึกได้ว่าวันนี้วันเพ็ญเดือน ๓ เป็นวันมาฆบูชาที่กราบทูลมาโดยหนังสือเวรที่ ๖/๘๖ ว่าวันที่ ๙ นั้น แปลว่าเลข ๑ ที่นำหน้าอยู่แลไม่เห็น “ต่าติ๋บต่า”
๖) เมื่อเย็นวันที่ ๑๘ นั้นพระยาธรรมจรรยามาหา บอกว่าไปเยี่ยมฝ่าพระบาทมา สนทนากัน ท่านปรารถถึงความหลง กลัวจะเป็นคนแก่ เกล้ากระหม่อมว่าแก่ก็ต้องแก่ หลงก็ต้องหลง เป็นธรรมดาเท่านั้น จะไปฝืนสังขารอย่างไรได้
๗) อ่านหนังสือพิมพ์ เขาว่าพระมหาเงื่อม พุทธทาสภิกขุ วัดสวนโมกขพลาราม เมืองไชยา (ไม่รู้จัดวัดนั้น แต่ช่างเถิด ไม่เป็นไร) จะเทศน์ที่ห้องสมุดมหามกุฏราชวิทยาลัย เข้าใจว่าเป็น “พุทธทัต” แต่คนเขียนหนังสือพิมพ์เขียนชื่อแขกเพลินไปจึ่งเขียน “พุทธทาส”
๘) หญิงอามไปร้านญ่องไท้ฮง ว่าพบตาม้าเกียเจ้าของร้าน หนังสือพิมพ์เขาว่าไปรักษาแขนซึ่งถูกลูกแตก คิดว่าแขนขาด แต่หญิงอามว่าไม่ขาดเป็นแต่แขนหักเพราะถูกเสาล้มทับเท่านั้น ให้นึกดีใจด้วย ตาม้าเกียก็เป็นอย่างอันหนึ่งซึ่งลูกสาวรับไปอยู่บ้านในสวน ว่านอนที่ร้านญ่องไท้ฮงนั้นล่อแหลม แต่ที่บ้านในสวนกลับถูกลูกแตก ร้านญ่องไท้ฮงนั้นอยู่ดีกินดี ถือเอาเป็นนิยายไม่ได้
๙) ตัว j ลางชาติก็อ่านเป็น ช ลางชาติก็อ่านเป็น ย แต่เราตราลงว่าเป็น จ เกล้ากระหม่อมนึกหนักว่าภาษานอรเวเขาเรียกอ่าวว่า “ฝยอต” ให้นึกหนักว่าตัว จ ไม่ใช่ตัวควบจะเขียนอย่างไร แต่เขาก็เขียน “ฝะ กับ “จอต” กลายเป็นหนักไม่มีมูล
ทราบจากกรมหลวงปราจิณว่าที่เขาคิดตัว j ขึ้นนั้น เขาตั้งใจจะให้อ่านเป็น อี ส่วน i นั้นให้อ่านเป็น อิ
๑๐) สามโลกนั้นเข้าใจว่าหมายถึง สวรรค์ มนุษย์และบาดาล ไม่ใช่ สวรรค์ มนุษย์ กับนรก นรกเป็นโลกชั่ว นารายณ์ซึ่งแปลงเป็นคนค่อม เรียกว่า “ขุขฺชาวตาร” อันได้จำหลักจั่วปราสาทหินที่บนเขาพนมรุ้งไว้ ซึ่งเรียกว่า “ตริวิกรม” นั้นจะย่างเอานรกมาทำไม ย่อมจะเห็นได้ว่านรกคิดขึ้นทีหลังบาดาล ไม่ใช่พร้อมกับสวรรค์ บาดาลก็ชอบกล พวกพราหมณ์เห็นเหมือนบนดินเป็นบ้านเป็นเมือง ไมราพซึ่งลักเอาพระรามไปก็เอาใส่กรงไว้ในสวน เพราะเมืองของไมราพอยู่บาดาล คือใต้ดิน
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย