21 ต.ค. เวลา 05:48 • ไลฟ์สไตล์
ฮะมะมะสึ

ตอนที่ 9: หน้าจอสีเหลี่ยมตรงบาร์น้ำ และพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้น้ำตาไหล

หลังจากผ่านพ้นสัปดาห์แรกไป กงล้อของชีวิตในเมืองฮามามัตสึก็หมุนวนไปตามวิถีทางที่เรียบง่ายและเป็นระเบียบ
กิจวัตรของฉันดำเนินไปอย่างเป็นปกติ ตื่นเช้าไปเรียนหนังสือ เลิกเรียนกลับมาพักผ่อนที่ห้อง บ่ายสามโมงครึ่งปั่นจักรยานไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านทงคัตสึ เลิกงานกลับบ้าน อาบน้ำ และเข้านอน วนเวียนอยู่เช่นนั้นราวกับเครื่องจักร ในวันหยุดสุดสัปดาห์ รางวัลเดียวของฉันคือการออกแรงปั่นจักรยานสีฟ้าคู่ใจออกไปสำรวจเส้นทางใหม่ๆ แวะนั่งพักผ่อนที่ร้านกาแฟ และเดินดูหนังสือในร้านหนังสือท้องถิ่น
ชีวิตดูเหมือนจะเข้าที่เข้าทาง... จนกระทั่งสามเดือนต่อจากนั้น เหตุการณ์ที่เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางใจก็เกิดขึ้น
ฉันถูกบอกเลิก
หากมองย้อนกลับไป ความจริงแล้วสัญญาณเตือนได้เริ่มก่อตัวขึ้นล่วงหน้าประมาณหนึ่งเดือนก่อนการแตกหัก ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ย่ำแย่มากสำหรับความสัมพันธ์ มีทั้งการทะเลาะเบาะแว้ง ความพยายามในการปรับตัวที่เหนื่อยล้า และความไม่เข้าใจกันที่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุดคำว่าเลิกกันก็มาถึง ความรู้สึกในวินาทีนั้นเท่าที่ความทรงจำยังพอจะบันทึกได้ มันมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาเงียบๆ ว่า ‘ถึงเวลาแล้วสินะ... ทุกอย่างเป็นไปตามที่แอบคิดไว้ไม่มีผิด’
แม้ลึกๆ จะพยายามทำใจยอมรับล่วงหน้ามาบ้างแล้ว แต่อย่างไรเสีย... มันก็อดที่จะเศร้าและใจหายไม่ได้อยู่ดี
และวันที่ความสัมพันธ์สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ มันดันเกิดขึ้นในระหว่างที่ฉันกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในร้านทงคัตสึ
ตามปกติแล้ว ในเวลางานฉันมักจะไม่ค่อยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นเลย แต่เย็นวันนั้นบรรยากาศในร้านค่อนข้างเงียบเหงา ลูกค้าไม่หนาแน่นนัก และฉันเองก็จัดการเคลียร์งานทำความสะอาดทุกอย่างหน้าร้านจนเรียบร้อยหมดแล้ว ฉันเดินไปยืนพักสายตาอยู่ตรงบริเวณบาร์น้ำ ก่อนจะตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู
หน้าจอสีเหลี่ยมสว่างวาบขึ้น พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ปรากฏขึ้นมาว่า
“เราเลิกกันเถอะ”
ฉันจำได้ว่าตัวเองไม่ได้กดเปิดเข้าไปอ่านข้อความฉบับเต็มด้านใน ไม่ได้พิมพ์อะไรตอบกลับไป ทำเพียงแค่ดับหน้าจอ เก็บโทรศัพท์มือถือยัดลึกลงในกระเป๋าเสื้อยูนิฟอร์มตามเดิม สูดหายใจเข้า แล้วหมุนตัวเดินออกไปเปิดประตูต้อนรับลูกค้าที่เพิ่งก้าวเข้ามาในร้าน อดทนทำหน้าที่ของพนักงานพาร์ทไทม์ที่ดีต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน
นับตั้งแต่วินาทีที่สายตาจ้องมองข้อความนั้น ตลอดช่วงเวลาการทำงาน ไปจนถึงตอนที่สองขาออกแรงปั่นจักรยานกลับที่พักท่ามกลางความมืด... ไม่มีน้ำตาไหลออกมาจากตาของฉันเลยแม้แต่หยดเดียว
จนกระทั่งฉันเปิดประตูเดินกลับเข้ามาในห้องพัก ภาพที่เห็นตรงหน้าคือรูมเมทรุ่นน้องกำลังยืนทำกับข้าวอยู่ในครัว เธอหันมามองหน้าฉันแล้วเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงปกติว่า “พี่... กินข้าวรึยัง?”
วินาทีนั้นเอง... เขื่อนความรู้สึกที่พยายามสะกดกลั้นไว้ตลอดทั้งวันก็พังทลายลง
น้ำตาของฉันหลั่งไหลออกมาเองโดยไม่มีเสียงเตือน ฉันยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้นโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าน้ำตามันมากมายมาจากไหน และต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่ามันจะยอมหยุดไหล
นี่สินะ... วิถีชีวิตของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ต่อให้ในใจจะบุบสลายหรือเจ็บปวดรวดร้าวมากแค่ไหน เราก็ไม่สามารถทิ้งตัวลงร้องไห้คร่ำครวญออกมาในวินาทีนั้นได้ทันที ทำได้เพียงแค่ต้องใช้ความอดทนอย่างถึงที่สุด แบกหน้ากากความเข้มแข็งเอาไว้จนกว่าจะเดินทางกลับมาถึงพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง
หลังจากตั้งสติได้ สายแรกที่ฉันเลือกโทรกลับไปหาที่เมืองไทย คือเพื่อนที่สนิทที่สุดในชีวิตของฉัน
ฉันกดโทรออกและถือสายค้างไว้โดยที่ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกไปเลยสักคำเดียวตลอดการสนทนา มีเพียงแค่เสียงสะอื้นไห้อย่างหนักหน่วงส่งผ่านสัญญาณข้ามประเทศไป ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตกใจ หลังจากนั้นเพื่อนสนิทของฉันก็เลือกที่จะเงียบ...
และตั้งใจฟังเสียงร้องไห้ของฉันเงียบๆ อยู่แบบนั้น จนกระทั่งหัวใจของฉันเริ่มนิ่งพอที่จะเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดเล่าให้ฟัง
ในค่ำคืนอันโดดเดี่ยวที่เมืองฮามามัตสึ... โลกของฉันได้เปลี่ยนไปตลอดกาล
(โปรดติดตามตอนต่อไป...)
WCTOTOMA
โฆษณา