•
เมื่อวาน เวลา 02:16 • การตลาด

“Apparently the only place left without ads is a book 📚”

“ดูเหมือนว่าสถานที่เดียวที่ยังเหลืออยู่โดยปราศจากโฆษณา ก็คือหนังสือ 📚”
ผมเห็นประโยคนี้แล้วชอบมาก เพราะมันฟังดูเหมือนเรื่องตลก แต่จริงๆ แล้วกำลังพูดถึงบางอย่างที่จริงจังมากในโลกของ Marketing
ลองคิดดูครับ...
เราเปิด YouTube 📱 ก็เจอโฆษณา เลื่อน Social Media ก็เจอโฆษณา ดูหนัง ดูซีรีส์ ฟังเพลง อ่านข่าว เล่นเกม หรือแม้แต่ใช้แอปต่างๆ ก็มีแบรนด์พยายามเข้ามาแทรกอยู่ในประสบการณ์ของเราแทบทุกที่ 🤯
จนบางครั้งเราไม่ได้รู้สึกว่า “กำลังเห็นโฆษณา” แต่รู้สึกว่า กำลังถูกขัดจังหวะ 🤬
และนี่คือสิ่งที่นักการตลาดน่าจะต้องกลับมาคิด
เพราะเมื่อเราซื้อ Media เรามักคิดในมุมของเราเองว่า “จะเอา Brand Message 💬 ไปอยู่ตรงไหนให้คนเห็นมากที่สุด❓”
แต่ในมุมของคนดู คำถามอาจเป็นอีกแบบหนึ่งว่า...
“ทำไมต้องมาขัดจังหวะฉันตอนนี้❓”
งานวิจัยด้าน Advertising 📺 หลายชิ้นพูดถึงเรื่องนี้มานานแล้วว่า เมื่อโฆษณาถูกมองว่า Intrusive หรือรบกวนประสบการณ์ของผู้บริโภค มันสามารถนำไปสู่ความรำคาญ การหลีกเลี่ยงโฆษณา และทัศนคติเชิงลบต่อทั้งตัวโฆษณาและแพลตฟอร์มได้
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น งานวิจัยหนึ่งพบว่า เมื่อโฆษณาเข้าไปขัดจังหวะกิจกรรมที่ผู้บริโภคกำลังทำอยู่ ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ “รำคาญ 😤” แต่อาจส่งผลถึงความเต็มใจที่จะจ่ายให้กับแบรนด์ที่โฆษณานั้นด้วย
แน่นอนครับ การ Interrupt ไม่ได้แปลว่า ไม่มีประสิทธิภาพเสมอไป เพราะในบางสถานการณ์ Disruptive Advertising ก็สามารถสร้าง Brand Preference ได้ เพียงแต่ต้องแลกกับความเสี่ยงเรื่อง Irritation และ Ad Avoidance
ดังนั้น ปัญหาอาจไม่ใช่ “เราควรโฆษณาหรือไม่❓”
แต่คือ...
“เราจะโฆษณาอย่างไร โดยไม่ทำลายประสบการณ์ที่คนกำลังมีอยู่❓”
เพราะคนไม่ได้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้วคิดว่า “วันนี้ฉันอยากดูโฆษณา 🙅🏻‍♂️” เขาตื่นมาเพื่อดูข่าว ดูคลิป ฟังเพลง อ่านอะไรสนุกๆ คุยกับเพื่อน ดูหนัง หรือหาอะไรบางอย่างที่ตัวเองสนใจ 🎞🎙🎶
Advertising จึงกำลังเข้าไปอยู่ใน “พื้นที่ที่มีความหมายกับชีวิตของคน” และเมื่อเราเข้าไปในพื้นที่นั้น เรามีอยู่สองทางเลือก
ทางแรกคือ Interrupt
“ขอเวลาคุณสัก 15 วินาที เพื่อให้ผมพูดเรื่องของผม 💬”
อีกทางหนึ่งคือ Integrate
“ผมจะสร้างบางอย่างที่ทำให้คุณอยากหยุดดูด้วยตัวเอง 👀”
ความแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้อาจดูเล็ก แต่ในมุมของ Brand Experience มันใหญ่มาก
เพราะแบบแรก Brand กำลัง แย่ง Attention 😡
แต่แบบหลัง Brand กำลัง สร้าง Attention 😇
และผมคิดว่า นี่คือโจทย์สำคัญของ Marketing ในยุคที่ Media เต็มไปด้วยโฆษณามากขึ้นเรื่อยๆ
เราอาจไม่ได้อยู่ในยุคที่คน “ไม่มีโฆษณาให้ดู” แต่กำลังอยู่ในยุคที่คนมี สิทธิ์เลือกว่าจะสนใจอะไร และจะข้ามอะไร ดังนั้น การซื้อ Media อย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
เราต้องถามต่อว่า...
“หลังจากที่เราได้พื้นที่มาแล้ว เราจะทำอะไรกับพื้นที่นั้น❓”
จะใช้มันเพื่อบอกว่า “ซื้อสินค้าของเรา”
หรือจะใช้มันเพื่อสร้างบางอย่างที่มีคุณค่ามากพอ จนคนรู้สึกว่า...
“ฉันอยากดูสิ่งนี้ 📺👀😊 แม้มันจะเป็นโฆษณาก็ตาม”
นี่อาจเป็นความแตกต่างระหว่าง Advertising ที่คนต้องทนดู กับ Advertising ที่คนอยากดู
และบางที...
ประโยคที่ว่า
“Apparently the only place left without ads is a book.”
อาจไม่ได้กำลังบอกว่า โลกนี้มีโฆษณามากเกินไปเพียงอย่างเดียว
แต่มันกำลังเตือนเราว่า...
ในโลกที่ทุกแบรนด์กำลังแย่ง Attention ของผู้คน สิ่งที่มีค่าที่สุดอาจไม่ใช่ Media Space แต่อาจเป็น ความรู้สึกของคนที่ว่า “ฉันอยากให้แบรนด์นี้อยู่ตรงนี้ 💕”
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว...
เราไม่ได้ต้องการแค่ให้คนเห็นโฆษณาของเรา ไม่ได้ต้องการแค่ให้เขาจำชื่อแบรนด์ได้ แต่เราอยากให้ แบรนด์ของเราเข้าไปอยู่ในใจของเขา ❤️
เพราะ Attention ทำให้คนเห็น แต่ความหมายต่างหากที่ทำให้คนจดจำ และแบรนด์ที่ดี อาจไม่ใช่แบรนด์ที่พูดกับคนมากที่สุด 💬
แต่อาจเป็นแบรนด์ที่ มีบางอย่างดีพอ จนคนอยากให้มันอยู่ในชีวิตของเขา 💗
✍🏻 เกร็ดเล็กๆ ของแบรนด์ by BirdBrand - Brand Strategist & Creative Director (ผู้ที่เชื่อในพลังของแบรนด์ที่ไม่ใช่แค่ขายของ แต่เปลี่ยนชีวิตคนได้)
โฆษณา